ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 138 สรรพชีวิต (2)
หอเฟยเสวี่ย
เซียวเยี่ยนผู้มีเรือนร่างทะมัดทะแมงเกินบุรุษ ยืนตระหง่านริมหน้าต่าง ทอดสายตามองความมืดมิดที่กลืนกินเมืองเยี่ยนผิงอีกครา เบื้องล่างคือถนนสายหลักอันคึกคัก อาคารบ้านเรือนสองฟากฝั่งเริ่มจุดโคมไฟสว่างไสว
นัยน์ตากระจ่างใสของนางแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบ ขับเน้นดวงหน้างดงามทว่าองอาจให้ดูน่าเกรงขาม ภายในห้องมืดมิดไร้แสงตะเกียง มีเพียงแสงไฟสลัวจากภายนอกสะท้อนนัยน์ตานาง ทอประกายลึกล้ำดุจนิลกาฬ
เฒ่าคิ้วขาวผลักประตูบานหนาหนักก้าวเข้ามา
ความมืดสลัวมิได้ทำให้มันชะงักงัน ยามสายัณห์คล้อยต่ำ องค์หญิงมักไม่จุดตะเกียงในทันที นางโปรดปรานการจับจ้องความมืดที่คืบคลานกลืนกินสรรพสิ่ง ปล่อยกายใจจมดิ่งลงสู่ความเงียบงันโดยไม่ไหวติง
มันคุ้นชินกับภาพนี้มาเนิ่นนาน
องค์หญิงเคยเอ่ย ช่วงเพลานี้คือห้วงเวลาที่สติปัญญาของนางเยือกเย็นและเฉียบคมที่สุด
ยืนหยัดท่ามกลางความมืด ทอดสายตามองโลกภายนอกที่สว่างไสวดุจกลางวัน แผ่นหลังสูงโปร่งทว่าบอบบางของเซียวเยี่ยน ในสายตาเฒ่าคิ้วขาว กลับแผ่กลิ่นอายอ้างว้างโดดเดี่ยวจนสุดหยั่ง
หากมีวันใดที่องค์หญิงก้าวพ้นโคลนตมแห่งความมืดมิด สู่แสงสว่างเรืองรองเบื้องหน้า แย้มสรวลผ่าเผยไร้ข้อกังขา นั่นย่อมเป็นปณิธานสูงสุดในชีวิตของมัน
ไม่รอให้เฒ่าคิ้วขาวปริปาก น้ำเสียงเยือกเย็นไร้ระลอกคลื่นของเซียวเยี่ยนก็ดังขึ้น “สรรพกำลังเตรียมพร้อมแล้วใช่หรือไม่”
“เรียนองค์หญิง ทุกสรรพสิ่งเป็นไปตามแผน ไม่ว่ากองกำลังของเรา หรือหมากราชสำนักแดนใต้ที่ซื้อตัวไว้ ล้วนซุ่มซ่อนรอคอยตามจุด ขอเพียงองค์หญิงมีบัญชา คมดาบพร้อมตวัดลงทันที”
เฒ่าคิ้วขาวค้อมศีรษะตอบ น้ำเสียงนอบน้อมภักดี
แม้วรยุทธ์ของมันจะลึกล้ำเหนือเซียวเยี่ยน ทว่าต่อหน้านายเหนือหัวผู้นี้ มันยอมศิโรราบด้วยความเลื่อมใสจากก้นบึ้งจิตใจ
นางคือวีรสตรีแห่งเผ่า ผู้ยอมละทิ้งชีวิตสุขสบายเยี่ยงองค์หญิงในราชสำนักเทียนหยวน เพียงเพื่อมหาปณิธาน เพื่อกรุยทางให้ชาวปศุสัตว์แห่งเผ่าได้เหยียบย่างครอบครองดินแดนจงหยวนอันอุดมสมบูรณ์ นางกล้าเสี่ยงชีวิตเร้นกายในเมืองหลวงราชสำนักแดนใต้ ทุ่มเททั้งเลือดเนื้อและสติปัญญาถักทอแผนการกลืนแผ่นดิน
เพื่อนายเหนือหัวผู้นี้ ต่อให้ต้องบุกดงดาบลุยบ่อเพลิง เฒ่าคิ้วขาวย่อมไม่ขมวดคิ้วลังเล
ในฐานะนักรบกล้าแห่งเผ่าเทียนหยวน เพื่อกอบกู้เกียรติภูมิไร้พ่ายในอดีตกาล เพื่อจารึกผลงานเกรียงไกร การได้ติดตามเคียงบ่าเคียงไหล่วีรสตรี สละเลือดเนื้อและศีรษะเพื่อปณิธาน กระทั่งตัวตายเอาหนังม้าห่อศพ… ล้วนเป็นเกียรติยศสูงสุดที่มันใฝ่หา
“เช่นนั้นก็รอจนถึงยามกำหนด เมื่อถึงเวลาจงลงมือตามแผนทันที ไม่ต้องรอรับบัญชาจากข้าอีก”
วาจาเซียวเยี่ยนหนักแน่นดุจขุนเขา แฝงความมั่นใจเด็ดขาดทะลุฟ้า
ปฏิบัติการกวาดล้างหออี้ผิ่นในค่ำคืนนี้ การจับมือกับขุนนางบุ๋นต้าฉีเพื่อโค่นรากตระกูลจ้าว บดขยี้ศิลาขวางทางก้อนแรกแห่งการกรีธาทัพลงใต้ของราชสำนักเทียนหยวน นางตระเตรียมการมาเนิ่นนาน แผนการทุกหมากล้วนถูกวางไว้อย่างรัดกุมหมดจด
ราตรีนี้ คือเวลาเก็บเกี่ยวชัยชนะปฐมฤกษ์ของนาง
……
จวนอัครเสนาบดี เรือนทิงจู๋
จ้าวยวี่เจี๋ยกำลังตวัดพู่กันวาดภาพ
นางเพ่งสมาธิจดจ่อ หว่างคิ้วฉายแววจริงจัง ราวกับหากลงเส้นสายพลาดไปเพียงเสี้ยว ชีวิตของนางจะต้องแหลกสลายตามไปด้วย
ด้วยความมุ่งมั่นปานนี้ ผนวกพรสวรรค์ล้ำเลิศ แม้ร่ำเรียนได้ไม่นาน ทว่าภาพนกกระเรียนเซียนฝีพู่กันของนางกลับพลิ้วไหวเปี่ยมด้วยกลิ่นอายชั้นครู
ทันทีที่วางพู่กันลง เสี่ยวเตี๋ย สาวใช้ที่คอยปรนนิบัติอยู่ด้านข้างก็รีบรุดเข้ามาซับเหงื่อชื้นบนหน้าผากนางอย่างระมัดระวัง
ปรายตามองออกนอกหน้าต่าง จ้าวยวี่เจี๋ยเพิ่งตระหนักว่าความมืดมิดได้กลืนกินลานเรือนไปตั้งแต่เมื่อใดก็สุดรู้
ก้มมองภาพวาดตรงหน้า จ้าวยวี่เจี๋ยลอบพอใจ นี่คือผลงานชิ้นเอกที่นางทุ่มเทฝึกฝน งดงามเหนือกว่าทุกภาพที่ผ่านมา หากไอ้แก่สวีหมิงหล่างได้ยล ย่อมต้องเบิกบานและเอ่ยปากชมเชยไม่ขาดปาก
จุดประสงค์แรกเริ่มคือการวาดเพื่อปรนเปรอสวีหมิงหล่าง ทว่าระหว่างเรียนรู้ จ้าวยวี่เจี๋ยกลับค้นพบความสำราญใจ เฉกเช่นเดียวกับพิณ หมากกระดาน และบทกวี ไม่ว่าแตะต้องสิ่งใด นางมักลุ่มหลงในสุนทรียภาพเหล่านั้น
สาเหตุที่ลุ่มหลง เป็นเพราะนางตระหนักมาตั้งแต่เยาว์วัย ศาสตร์เหล่านี้คือสัญลักษณ์แห่งชนชั้นสูง เป็นสิ่งที่ผู้มั่งคั่งและปราชญ์ที่แท้จริงล้วนคลั่งไคล้เทิดทูน
ผู้ใดแตกฉานในศาสตร์เหล่านี้ บารมีย่อมถูกกล่าวขานสืบไป ของสวยงามประณีตย่อมดึงดูดสายตา การตะเกียกตะกายสู่จุดที่สูงกว่า ล้วนเป็นสัญชาตญาณดิบของมนุษย์
จ้าวยวี่เจี๋ยกระหายในสิ่งเหล่านี้มาเนิ่นนาน
อดีตยามพำนักจวนเจิ้นกั๋วกง ด้วยตระกูลจ้าวเป็นสายบู๊ ลูกหลานคนหนุ่มสาวล้วนบ้าคลั่งการประลอง วันๆ มีแต่วิวาทจนหัวร้างข้างแตก วงสนทนามีเพียงตำราพิชัยสงครามกรอกหูจนน่าเบื่อหน่าย
ทว่ายามนี้พลิกผัน เมื่อเหยียบย่างเข้าจวนอัครเสนาบดี ก้าวสู่แวดวงขุนนางบุ๋น ในที่สุดนางก็สามารถสูดดมกลิ่นอายความสูงศักดิ์เหล่านี้ได้อย่างเต็มปอด
นางสัมผัสได้ถึงความปิติลึกล้ำ
สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกว่าโลกใบนี้ไม่ได้เน่าเฟะจนเกินทน
มนุษย์เกิดมา หากไร้ซึ่งหยาดหยดแห่งความสุขหล่อเลี้ยงจิตใจ โลกใบนี้ย่อมไร้สิ่งใดให้น่าอาลัย ชีวิตย่อมว่างเปล่าไร้ความหมาย
ความสุขจากพิณ หมาก อักษร และภาพวาด เป็นรองเพียงห้วงเวลาที่นางได้บัญชาการสายลับในอาณัติให้บุกตะลุยฝ่าดงเสี่ยงตายเท่านั้น
“นกกระเรียนเซียนที่คุณหนูวาดช่างวิจิตรนัก บ่าวแทบมิอาจละสายตา ราวกับถอดแบบมาจากท่วงท่าอันสง่างามของคุณหนูไม่มีผิด… ฝีมือของคุณหนูเลิศล้ำเกินไปแล้ว” นัยน์ตาเสี่ยวเตี๋ยทอประกายเทิดทูน
คำประจบสอพลอเข้าเป้า ย่อมทำให้ผู้ฟังเบิกบาน รอยยิ้มอิ่มเอมใจผุดขึ้นบนใบหน้าจ้าวยวี่เจี๋ย
ทว่าพริบตาต่อมา นัยน์ตานางพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ ดำมืดลงโดยไร้ลางบอกเหตุ “เผามันทิ้งซะ”
สิ้นคำสั่ง สาวใช้คนโปรดอย่างเสี่ยวเตี๋ยตกตะลึงอ้าปากค้าง “คุณหนู ภาพวาดวิจิตรปานนี้ จะตัดใจเผา…”
นางหุบปากฉับ รีบยกมือตะครุบปากตนเองแน่น เพิ่งตระหนักได้ว่าผู้เป็นนายชิงชังการเอ่ยคำสั่งซ้ำเป็นรอบที่สองที่สุด
บ่าวไพร่ที่บังอาจทำให้นางต้องปริปากทวนคำสั่ง ย่อมเป็นเพียงสวะโง่เง่า หมดสิทธิ์รับความไว้วางใจให้ชิดใกล้โดยเด็ดขาด
ทอดสายตามองเสี่ยวเตี๋ยจุดไฟ นำภาพนกกระเรียนเซียนที่รอยหมึกยังไม่ทันแห้งสนิทโยนลงอ่างจนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน จ้าวยวี่เจี๋ยนั่งสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความอาลัยหรือเสียดายแม้แต่น้อย
นางสลักจำในใจเสมอ ไม่ว่าวิถีชงชา พิณ หมาก ลายสือ หรือภาพวาด ล้วนมิใช่รากฐานค้ำจุนชีวิต ชื่นชมได้ ครอบครองได้ แต่ห้ามลุ่มหลงเด็ดขาด การมัวเมาในสุนทรียภาพจนละทิ้งปณิธาน คือข้อห้ามร้ายแรงสูงสุด
ยิ่งลุ่มหลงในภาพวาดของตนมากเท่าใด นางยิ่งต้องรีบขยี้มันเป็นเถ้าถ่านให้เร็วขึ้นเท่านั้น
แก่นแท้แห่งชีวิตที่นางกระหายมาตลอด คือการหยัดยืนเป็นยอดคนเหนือคน เป็นผู้กุมชะตาสรรพสิ่ง เป็นผู้แข็งแกร่งไร้พ่ายในใต้หล้า ไร้ผู้ใดอาจหาญชี้นิ้วสั่งการ ไร้ผู้ใดกล้าข่มเหงเหยียบย่ำ หรือบีบคั้นให้นางต้องกลืนเลือดลงคอได้อีก
บทกวีและวรรณกรรม ล้วนเป็นเพียงเครื่องประดับจอมปลอม
“ขุมกำลังที่จะลงมือในคืนนี้ สถานการณ์เป็นเช่นไร มีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่” จ้าวยวี่เจี๋ยปรายตาถามสาวใช้หน้าประตูด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
นี่คือครั้งที่หกของวันที่นางเอ่ยถาม แม้สรรพสิ่งจะถูกตระเตรียมไว้หมดจด แต่นางยังบัญชาให้รายงานผลทุกหนึ่งชั่วยาม นางชิงชังความผิดพลาด จึงจำต้องกุมสายบังเหียนสถานการณ์ไว้แน่นกระชับ
แม้การรายงานยิบย่อยจะดูซ้ำซ้อน แต่เมื่อบีบคั้นบ่อยเข้า เบาะแสเล็กน้อยที่ลูกน้องเคยมองข้ามย่อมถูกขุดคุ้ยมารายงานจนสิ้น ซึ่งล้วนเป็นผลดีให้นางพลิกแพลงหมากรับมือได้ทันท่วงที
“คุณหนู ทุกสิ่งสงบนิ่งเจ้าค่ะ เมื่อถึงยามกำหนด ทุกคนพร้อมลงดาบทันที” สาวใช้หน้าประตูก้าวเข้ามารายงาน แน่ชัดว่านางคือสายลับจากขุมกำลังใต้ดินในอาณัติ—’หุบเหว’
จ้าวยวี่เจี๋ยผงกศีรษะรับ
เพื่อบดขยี้หออี้ผิ่น ฮุบโลกใต้ดินเมืองเยี่ยนผิง เซียวเยี่ยนได้ปูทางวางหมากมาเนิ่นนาน ข้อนี้จ้าวยวี่เจี๋ยรู้แก่ใจดี
วันนี้คือวันที่ขุนนางบุ๋นเปิดฉากล่าหัวตระกูลจ้าว เซียวเยี่ยนจึงเจาะจงลงดาบในราตรีนี้ หมายหยิบยืมลมบูรพาพัดพากองเพลิงบรรลุเป้าหมายตน
ก่อนหน้านี้ ยามที่จ้าวยวี่เจี๋ยลอบส่งข่าวเรื่องสวีหมิงหล่างจะบดขยี้ตระกูลจ้าวให้เซียวเยี่ยนล่วงรู้ ตัวนางเองก็ได้วางหมากให้ ‘หุบเหว’ ขยับเขยื้อนรอไว้แล้วเช่นกัน
มรสุมโลหิตครานี้ถูกลิขิตให้สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น โครงสร้างอำนาจแห่งเมืองเยี่ยนผิงกระทั่งราชวงศ์ต้าฉีล้วนต้องพลิกคว่ำคะมำหงาย ท่ามกลางกลียุค ย่อมมีขุมทรัพย์และโอกาสมหาศาลซุกซ่อนอยู่
จ้าวยวี่เจี๋ยหมายปั้นให้ ‘หุบเหว’ คว้าโอกาสทองพันปีมีหน แผ่ขยายเขี้ยวเล็บให้สุดหล้า แผนหลักคือรอยามที่เซียวเยี่ยนถล่มหออี้ผิ่นจนแตกพ่ายย่อยยับ นางจะนำกำลังฉวยจังหวะชุลมุนบุกตะลุยกลืนกินเขตแดนของอีกฝ่าย หรือเรียกง่ายๆ คือการชิงอาณาเขต
การปล่อยให้ ‘หุบเหว’ เร้นกายใต้ร่มเงากิจการสกุลสวีที่นางกุมบังเหียน มิใช่หมากระยะยาว ‘หุบเหว’ จำต้องผงาด นางต้องเค้นหาทางให้มันเติบใหญ่ให้จงได้
และบัดนี้ โอกาสนั้นได้มาถึงแล้ว
โดนจ้าวหนิงกระซวกจมเขี้ยวถึงสองครา จ้าวยวี่เจี๋ยแทบสิ้นชื่อ สำหรับนางนี่คือบาดแผลฉกรรจ์ ไม่ว่าดาบสังหารที่เมืองไต้โจว หรือการลอบเด็ดหัวกลางเมืองหลวง ล้วนเป็นความปราชัยย่อยยับ คราก่อนยิ่งพ่ายแพ้หมดรูปทั้งที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ รอยด่างพร้อยนี้กรีดลึกสั่นคลอนจิตใจนางอย่างรุนแรง
ทว่าจ้าวยวี่เจี๋ยหาได้ยอมจำนน
ในสายตาทายาทตระกูลสูงศักดิ์ หากเดินหมากสิบตาแล้วพลาดไปสาม ย่อมถูกตราหน้าว่าไร้ค่า ถูกตระกูลหมางเมินทอดทิ้ง ผลลัพธ์ร้ายแรงดุจฟ้าถล่ม
สำหรับปุถุชนทั่วไป หากสิบตาพลาดไปห้า ชีวิตย่อมเผชิญหายนะ สภาพจิตใจคงพังทลายยากเยียวยา
แต่สำหรับจ้าวยวี่เจี๋ย นางถือกำเนิดมาพร้อมความว่างเปล่า เติบโตมาด้วยการกัดฟันพึ่งพิงมารดา ดิ้นรนกระเสือกกระสนเยี่ยงแมลงสาบในโลกโสมม ขอเพียงมีแสงรำไรแห่งความหวัง แม้ต้องแลกด้วยชีวิตก็คุ้มค่า และจำเป็นต้องเอาชีวิตเข้าแลก
ในสิบตา ขอเพียงสำเร็จสักหนึ่ง นำมาซึ่งการพลิกชะตาชีวิต เช่นนั้นก็ประเสริฐจนต้องกราบไหว้ฟ้าดินแล้ว
สุนัขจนตรอกที่ดิ้นรนบนเส้นด้ายมรณะ ขอเพียงไม่ตาย ขอเพียงรักษาชีวิตรอด ย่อมไม่มีความเจ็บปวดใดที่กัดฟันทนไม่ได้
ในสายตาผู้อื่น ความปราชัยคือยาพิษขมปร่า ความทุกข์เข็ญคือบาปกรรม ทว่าสำหรับจ้าวยวี่เจี๋ย นางหาได้แยแสความลำเค็ญ เพราะนางกลืนกินมันจนด้านชาเสียแล้ว
สุราเลิศรส อาหารโอชา หรือความทุกข์ระทมแสนสาหัส เมื่อคุ้นชิน มันก็เป็นเพียงเรื่องสามัญ
“หากตระกูลจ้าวถูกถอนรากถอนโคนครานี้ ข้าก็ไม่ต้องใช้ชีวิตหวาดผวาดั่งนั่งบนกองเพลิงอีกต่อไป สามารถหยัดยืนต่อหน้าผู้คนได้อย่างผ่าเผย”
หวนคิดถึงตรงนี้ จ้าวยวี่เจี๋ยลอบพรูลมหายใจยาว นางตระหนักดีว่านัยน์ตาตนเริ่มแผ่รังสีอำมหิต จึงเลือกปิดเปลือกตาลง บริกรรมสวดในใจเงียบงัน:
‘จ้าวหนิงเอ๋ยจ้าวหนิง ไม่ช้าก็เร็วเจ้าต้องตกตาย! รอจนตระกูลจ้าวแหลกเป็นผุยผง ข้าจะยืมมือไอ้หมาแก่สวี เบิกทางให้ข้าบั่นคอเจ้าด้วยมือคู่นี้ ล้างแค้นดาบที่เมืองไต้โจว และชำระหนี้เลือดที่ลอบสังหารข้ากลางถนนเมื่อปีกลายให้จงได้!’
……
เพื่อสลัดหูตาขุนนางบุ๋นและตัดไฟแต่ต้นลม ขบวนของจ้าวหนิงที่มุ่งหน้าสู่ศาลต้าหลี่ ล้วนแปลงโฉมและลบร่องรอยอย่างรัดกุมที่สุด
เมื่อบรรลุถึงศาลต้าหลี่ ขุมกำลังตระกูลจ้าวจำนวนมากได้มารวมตัวอออยู่ล่วงหน้าแล้ว พวกเขาส่งเสียงกู่ร้องทวงความเป็นธรรมหน้าประตูไม่ขาดสาย ซ้ำยังกระแนะกระแหนขอพบตุลาการศาลต้าหลี่ พยายามเบียดเสียดบุกทะลวงเข้าไป เสียงโห่ร้องอื้ออึงสั่นสะเทือน
คลื่นมนุษย์เหล่านี้ล้วนเป็นตัวล่อ เป้าหมายเพื่อเบนความสนใจและตบตาสายลับขุนนางบุ๋น
ทันทีที่จ้าวหนิงเหยียบย่างล่วงเข้าศาลต้าหลี่ บรรดาผู้ต้องหาที่ถูกฉุดกระชากมาจากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง ก็ถูกคุมตัวเข้ากรงขังคุกศาลต้าหลี่ตามติดมาติดๆ