ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 143 สรรพชีวิต (7)
ฟ่านอี้กังขาว่าตระกูลผังซุกซ่อนแผนการอื่น ยามตระกูลฟ่านวิ่งเต้นรับใช้ ตระกูลผังกลับกีดกันมิให้เฉียดกรายเข้าใกล้ศูนย์กลางอำนาจแม้แต่ก้าวเดียว ตระกูลฟ่านจึงมืดแปดด้าน ไร้หนทางล่วงรู้ความนัยของตระกูลผังโดยสิ้นเชิง
แม้ตระกูลผังจงใจแสดงท่าทีเหยียดหยาม คร้านจะเสวนาด้วย ทว่าพฤติการณ์เช่นนี้กลับดูมีพิรุธ ยิ่งพยายามปกปิด ยิ่งเผยพิรุธให้จับสังเกต
ฐานะสายเลือดเกี่ยวดองกับตระกูลสวี คนนอกย่อมมองว่าตระกูลผังต้องสวามิภักดิ์ต่อสวีหมิงหล่างแต่เพียงผู้เดียว ทว่าการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ของขุนนางบุ๋น แท้จริงคือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ยากจะหลอมรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างแท้จริง
เฉกเช่นตระกูลหยางที่เกี่ยวดองกับตระกูลจ้าว ก่อนหน้านี้เคยบาดหมางกันพักใหญ่เพราะเรื่องถูกถอดยศถาบรรดาศักดิ์
หากมิใช่จ้าวหนิงสำแดงศักยภาพเหนือชั้นในเทศกาลล่าสัตว์ฤดูสารท จนตระกูลหยางเริ่มระแวงว่าจ้าวเสวียนจีซุกซ่อนแผนการใหญ่ไว้เบื้องหลัง ความบาดหมางย่อมไม่มีทางยุติลงรวดเร็วปานนี้
จ้าวหนิงและฟ่านอี้ตกลงแผนการขั้นต่อไปอย่างรวบรัด คล้อยหลังเสร็จสิ้นธุระ ฟ่านอี้เร้นกายออกทางประตูหลังหออี้ผิ่นอย่างเงียบเชียบ ภายใต้การคุ้มกันของสายข่าวหออี้ผิ่น นางย่อมไร้กังวลเรื่องทิ้งร่องรอย
ฟ่านอี้คล้อยหลังไปไม่นาน เว่ยอู๋เซี่ยนก็ก้าวข้ามธรณีประตูสวนเข้ามา เขาทิ้งตัวลงนั่งเบื้องหน้าจ้าวหนิง เมื่อเห็นสหายกินดื่มจนเกือบอิ่มหนำ จึงเร่งเรียกเสี่ยวเอ้อร์ให้นำสุราและเนื้อย่างมาเติม
ค่ำคืนนี้ยังมีภารกิจใหญ่รอให้สะสาง เขาจึงแตะต้องสุราไม่ได้ ความอึดอัดขัดใจทำเอาเว่ยอู๋เซี่ยนต้องเดาะลิ้นเลียริมฝีปากซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“สถานการณ์เป็นอย่างไร” จ้าวหนิงเอ่ยถามเรียบๆ ขณะคีบอาหารเข้าปาก
“ตึงมือยิ่งนัก” เว่ยอู๋เซี่ยนเสียงเคร่ง “ขุมกำลังของพวกมันไม่ธรรมดา แข็งแกร่งกว่าที่ประเมินไว้มาก แต่ละคนล้วนเป็นยอดฝีมือเจนสนามเลือด”
“ลำพังขุมกำลังหออี้ผิ่นยามนี้ไม่มีทางรับมือพวกมันไหว ต่อให้ข้านำหน่วยสอดแนมระดับหัวกะทิจากกองทัพไปเฝ้าจับตาดูด้วยตนเองอยู่นาน กว่าจะงมหาจุดอ่อนพบ… ข้ายังแทบเผยร่องรอยให้พวกมันจับสัมผัสได้”
“ช่วงเวลานี้ฝั่งเรากำลังวุ่นวายที่สุด ขุมกำลังถูกกระจายออกไปจัดการเรื่องอื่นจนเกิดช่องโหว่ พวกมันจงใจฉวยโอกาสลงมือในจังหวะนี้ นับว่าเหี้ยมเกรียมและล้ำลึกนัก”
“หากมิใช่เพราะเมืองเยี่ยนผิงคือถิ่นของเรา และพวกเราหยั่งรากลึกอยู่ที่นี่… ข้าคงไร้ความมั่นใจโดยสิ้นเชิง ไม่สิ… ภารกิจนี้ไม่มีทางสำเร็จ เผลอๆ ข้าอาจต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นั่นด้วยซ้ำ”
จ้าวหนิงผงกศีรษะรับ คำกล่าวของเว่ยอู๋เซี่ยนยืนยันว่าทุกสรรพสิ่งยังคงดำเนินไปตามแผนการที่วางไว้ไร้ข้อผิดพลาด ยามนี้เขาสนใจเพียงผลลัพธ์นี้เท่านั้น
เมื่อเสี่ยวเอ้อร์ยกบะหมี่หยางชุนชามโตมาวางควันกรุ่น เว่ยอู๋เซี่ยนหยิบตะเกียบขึ้นมา ทว่ากลับชะงักค้างไปเนิ่นนาน ท้ายที่สุดก็ระบายลมหายใจยาว
“พี่หนิง ก่อนหน้านี้ข้าคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าพวกมันจะเหิมเกริมและรับมือยากเย็นถึงเพียงนี้ ราชวงศ์ต้าฉีสงบร่มเย็นมานานเกินไป ไม่ว่าขุนนางในราชสำนัก หรือทหารหาญในกองทัพ ล้วนหย่อนยานเฉื่อยชา… นี่คือสัญญาณอันตรายอย่างแท้จริง”
จ้าวหนิงนิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ย สัจธรรมข้อนี้เขาประจักษ์แจ้งด้วยเลือดและน้ำตามามากพอแล้วในชาติก่อน จึงไร้ความจำเป็นต้องวิจารณ์สิ่งใดอีก
……
กลางยามจื่อ
ฮ่องเต้ซ่งจื้อได้รับการกราบทูลรายงานจากศาลต้าหลี่หลายต่อหลายครา ทำให้ทรงกุมสถานการณ์คดีของตระกูลจ้าวไว้ในพระหัตถ์อย่างทันท่วงที
“แม้มูลคดีทั้งหมดยังไต่สวนไม่กระจ่าง และไม่อาจปิดคดีลงได้ภายในวันสองวัน ทว่าหากประเมินจากสถานการณ์ปัจจุบัน ผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดคือ… สารพัดคดีที่พุ่งเป้าโจมตีตระกูลจ้าวในวันนี้ ล้วนเป็นแผนสมรู้ร่วมคิดสาดโคลนป้ายสีจากฝีมือขุนนางบุ๋น”
ซ่งจื้อประทับยืนไพล่พระหัตถ์อยู่ใต้ชายคาศาลาวายุเหมันต์ ทอดพระเนตรแสงดวงประทีปริบหรี่ทั่วเมืองเยี่ยนผิง แผ่นหลังเหยียดตรงดุจทวน ทั่ววรกายแผ่กลิ่นอายประดุจกระบี่ล้ำค่าซ่อนเร้นคมในฝัก ทรงสง่างามทว่าอันตรายสุดแสน
“จากสิบกว่าคดีที่ใกล้รุดหน้าจนกระจ่าง ตระกูลเจิ้งและตระกูลหลวี่แห่งขั้วขุนนางบุ๋น คงต้องชดใช้ราคาค่างวดอย่างสาหัสสากรรจ์ ดูทรงแล้วคงหนีไม่พ้นต้องซ้ำรอยความพินาศของตระกูลหลิว” พระองค์ตรัสสืบไป
“ส่วนขุนนางบุ๋นตระกูลอื่น แม้ไม่ถึงขั้นล่มสลาย แต่ก็หนีไม่พ้นการถูกขุนนางบู๊ขย้ำกัดทึ้ง ศึกกระดานนี้… ตระกูลจ้าวและขั้วขุนนางบู๊กำชัยได้อย่างหมดจดงดงามนัก”
ยามตรัสถ้อยคำเหล่านี้ สุรเสียงของพระองค์ราบเรียบดุจผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น ไม่อาจจับสัมผัสถึงความชิงชังหรือโปรดปรานได้เลยแม้แต่น้อย
ขันทีชราจิ้งซินหมัวผู้คอยปรนนิบัติรับใช้อยู่เบื้องกอดค้อมกายลงลึก เอ่ยสุ้มเสียงแผ่วเบา
“บ่าวชราเองก็คาดไม่ถึงพ่ะย่ะค่ะ ว่าการเคลื่อนไหวของพวกขุนนางบุ๋นหนนี้จะเอิกเกริกปานนั้น ซ้ำยังทิ้งร่องรอยให้จับหางได้มากมาย หากพวกมันชนะย่อมบดขยี้ตระกูลจ้าวให้จมดินได้ ทว่าเมื่อพ่ายแพ้… ความสูญเสียที่ย้อนกลับไปกระแทกก็ออกจะหนักหนาสาหัสเกินรับไหว”
มุมโอษฐ์ซ่งจื้อยกยิ้มบางเบาคล้ายมีคล้ายไม่มี “ความหมายของต้าป้านคือ… เจิ้นสมควรออกหน้ากางปีกปกป้องพวกขุนนางบุ๋นสักหน่อยกระนั้นหรือ”
จิ้งซินหมัวรักษาสีหน้าสำรวมราบเรียบ “ราชกิจแผ่นดิน ล้วนขึ้นอยู่กับพระบรมราชวินิจฉัยอันศักดิ์สิทธิ์ บ่าวชราหรือจะกล้าสอดปากพ่ะย่ะค่ะ”
“บ่าวชราเพียงเห็นว่า หากตระกูลเจิ้งและตระกูลหลวี่ต้องพังทลายก็แล้วไปเถิด แต่หากขั้วขุนนางบุ๋นบาดเจ็บถึงรากฐาน เกรงว่าขั้วขุนนางบู๊จะฉวยโอกาสผงาดขึ้นกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เมื่อถึงยามนั้น… หากขุนนางบู๊รุมทึ้งกดขี่ขุนนางบุ๋นกลางท้องพระโรง สถานการณ์ในราชสำนักย่อมโกลาหลสุดกู่”
“หนทางเดียวคือต้องบีบให้ขุมอำนาจทั้งสองฝั่งคานดุลซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างไม่อาจกลืนกินอีกฝ่ายลง ราชสำนักจึงจะสงบร่มเย็น… และนั่นย่อมเป็นผลดีต่อแผ่นดินพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งจื้อผงกพระพักตร์แผ่วเบา “ต้าป้านกล่าวได้ถูกต้อง”
พระองค์มิได้เอื้อนโอษฐ์สิ่งใดต่อ จิ้งซินหมัวจึงมิอาจหยั่งวัดพระราชหฤทัยเบื้องลึก ทำได้เพียงยืนทอดกายสงบนิ่งเคียงข้าง
ฐานะเงาตามตัวผู้เป็นหูตาให้โอรสสวรรค์ หากต้องการรั้งจุดยืนนี้ให้มั่นคง ย่อมต้องรู้ใจแบ่งเบาพระราชภาระ ถ้อยคำใดที่ฮ่องเต้มิสะดวกเอื้อนโอษฐ์ จิ้งซินหมัวต้องเป็นผู้ทูลสนองแทน ทว่ายามนี้พระประสงค์ลึกล้ำสุดหยั่ง เขาจึงมิกล้าผลีผลามสอดปากพร่ำเพรื่อ เกรงวาจาจะระคายเบื้องพระยุคลบาท
“ถ่ายทอดราชโองการถึงตุลาการศาลต้าหลี่ ระหว่างไต่สวนจงกะเกณฑ์ขอบเขตให้รัดกุม ตระกูลเจิ้งและตระกูลหลวี่… ปล่อยให้รับโทษทัณฑ์ไปตามระเบียบ แต่คดีที่สาวไส้พัวพันถึงตระกูลขุนนางบุ๋นอื่นๆ… สั่งให้หยุดรื้อฟื้น ไม่ต้องสืบสาวจนกระจ่างเกินไปนัก” ท้ายที่สุดซ่งจื้อก็มีพระบรมราชวินิจฉัยเด็ดขาด
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” จิ้งซินหมัวค้อมกายรับสนอง
เจตนารมณ์ของโอรสสวรรค์กระจ่างชัด พระองค์จะไม่มีทางปล่อยให้ตระกูลจ้าวและตระกูลขุนนางบู๊เรืองอำนาจคับฟ้าเป็นอันขาด
คล้อยหลังจิ้งซินหมัวล่าถอยไปถ่ายทอดคำสั่ง ซ่งจื้อทอดพระเนตรมหานครเยี่ยนผิงที่ตระหง่านค้ำฟ้าและอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ไพศาลใต้หล้า พระองค์รำพึงด้วยสุรเสียงที่ได้ยินเพียงลำพัง
“สถาปนาการใหญ่ ต้องรุกคืบทีละก้าว ยิ่งเดิมพันสูงยิ่งต้องนิ่งงัน หากผลีผลามก้าวยาวเกินไปย่อมเปิดช่องโหว่ ปล่อยให้ศัตรูจับเจตนาเร้นลับได้… เช่นนั้นหาใช่วิสัยของวิญญูชนผู้ทรงธรรมไม่”
……
รัตติกาลล่วงเข้าสู่ความดึกสงัด ทว่ากระแสคลื่นใต้น้ำกลับยังมิยอมสงบนิ่ง
ผังจวิ่นในชุดขุนนางเร้นกายออกจากประตูข้างที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง สายตาเหลือบเห็นรถม้าเรียบหรูคันหนึ่งจอดรออยู่ริมถนน ตัวรถสลักลวดลายกวางคำราม… ตราสัญลักษณ์ตระกูลผัง
ผังจวิ่นก้าวขึ้นรถม้า คุกเข่าลงนั่งอย่างนอบน้อมพร้อมประสานมือคารวะบุรุษวัยกลางคนเบื้องหน้า “ท่านพ่อ… เหตุใดท่านถึงเดินทางมาด้วยตนเองขอรับ”
ผังฉีกวาดสายตาสำรวจบุตรชาย เมื่อเห็นรอยฟกช้ำดำเขียวบนสันจมูก สีหน้าก็พลันถมึงทึง วีรกรรมที่ผังจวิ่นนำเจ้าหน้าที่ศาลว่าการไปปิดล้อมท่าเรือในวันนี้ ทว่ากลับโดนจ้าวหนิงซัดจนสลบเหมือดต่อหน้าธารกำนัล… ผังฉีย่อมสืบทราบกระจ่างแจ้ง
“อาการบาดเจ็บเล่า”
“ไม่เป็นไรมากแล้วขอรับ”
“คืนนี้จงสละแรงกายจัดการภารกิจให้เด็ดขาด ขอเพียงงานลุล่วง ไอ้เด็กบัดซบจ้าวหนิงย่อมพลิกสภาพเป็นนักโทษรอวันประหาร ถึงยามนั้นเจ้าอยากชำระแค้นล้างอายอย่างไรก็ย่อมได้”
“ท่านพ่อโปรดวางใจ ลูกทราบดีว่าต้องทำเยี่ยงไร”
ผังฉีผงกศีรษะ “ขอเพียงกระทำการสำเร็จ ทรัพยากรโอสถบำเพ็ญเพียรล้ำค่าที่คาดไม่ถึงจะตกถึงมือเราราวพลิกฝ่ามือ ขอเพียงระดับพลังทะลวงขีดจำกัด อีกไม่นานพวกเราสองพ่อลูกจะกลายเป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในตระกูลผัง!”
นัยน์ตาของผังฉีทอประกายทะเยอทะยานวาวโรจน์ เขากระแทกเสียงหนักแน่น “แม้แต่เก้าอี้ผู้นำตระกูลคนต่อไป เจ้าก็ใช่จะลงสนามชิงชัยมิได้!”
หัวใจผังจวิ่นกระตุกวาบ สองมือลอบกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
ย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน หากได้ยินผังฉีพ่นวาจาโอหังเช่นนี้ เขาคงด่าทอในใจว่าบิดาสติฟั่นเฟือนเพ้อเจ้อกลางวันแสกๆ
ก็พวกเขาหาใช่ทายาทสายตรงตระกูลผัง เป็นเพียงแค่เลือดเนื้อสายรองอันต้อยต่ำเท่านั้น
แม้ผังฉีจะมีศักดิ์เป็นถึงพี่น้องร่วมสายโลหิตของผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน ทว่าเขากลับถือกำเนิดจากสาวใช้ข้างกายอดีตผู้นำตระกูล… เป็นเพียงผลพวงจากตัณหายามเมามาย ยามที่สาวใช้ผู้นั้นตกเลือดสิ้นใจดับดิ้นคาเตียงคลอด นางยังไม่ได้เลื่อนขั้นเป็นอนุภรรยาเสียด้วยซ้ำ
ผังฉีจึงเปรียบดั่งขยะชายขอบในจวนตระกูลผัง แทบไร้คุณสมบัติจะซุกหัวนอนในคฤหาสน์เมืองหลวง หากมิใช่เพราะระดับพลังบ่มเพาะยังพอถูไถ ป่านนี้เขาคงถูกเนรเทศให้ไปตรากตรำคุมกิจการชายแดน ถูกถีบส่งพ้นจากศูนย์กลางอำนาจตระกูลไปเนิ่นนานแล้ว
ภายในคฤหาสน์ตระกูลผัง ผู้ที่เหยียบย่ำศีรษะพวกเขามีอยู่ดกดื่น ห้าปีก่อน... ผังฉีเป็นเพียงผู้ดูแลปลายแถว ไร้อำนาจสั่งการใดๆ ในมือ เป็นได้แค่ทาสรับใช้ที่ต้องคอยวิ่งหัวซุกหัวซุนตามคำสั่งเจ้านาย
หากชะตากรรมไม่พลิกผัน ตราบจนวันตายผังฉีย่อมไม่มีวาสนาเบียดตัวเข้าสู่ทำเนียบผู้อาวุโส ส่วนผังจวิ่น… ทันทีที่บรรลุนิติภาวะ ย่อมถูกส่งตัวไปคุมกิจการนอกด่าน ไร้ซึ่งคุณสมบัติจะสอบเข้ารับราชการ
ผังฉีไหนเลยจะยอมจำนน สันดานเบื้องลึกสุมด้วยเพลิงแค้นชิงชัง ตนมีศักดิ์เป็นถึงพี่น้องผู้นำตระกูล ไฉนต้องก้มหัวศิโรราบให้เด็กรุ่นหลังสายตรง ช่างเป็นความอัปยศอดสูที่กรีดลึกถึงกระดูก ผังฉีเปี่ยมด้วยทะเยอทะยาน ปรารถนาจะเหยียบย่ำทะยานขึ้นเหนือผู้คน!
ความเคียดแค้นเหล่านี้ ผังจวิ่นย่อมประจักษ์แก่ใจดี
และเขาจดจำได้แม่นยำ… จุดหักเหของชะตากรรมอุบัติขึ้นเมื่อห้าปีก่อน!
ระดับพลังของผังฉีที่ติดหล่มอยู่ในระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางมาเนิ่นนาน จู่ๆ ก็พุ่งทะยานราวปาฏิหาริย์ เพียงชั่วพริบตาก็บรรลุสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย ยกระดับตนเองขึ้นเป็นยอดฝีมือแถวหน้าของตระกูล สถานะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในชั่วข้ามคืน
นับแต่นั้น ผังจวิ่นพลอยได้รับโอสถวิเศษสำหรับบ่มเพาะพลังจากบิดาอย่างลับๆ ไม่ขาดสาย โอสถแต่ละเม็ดล้วนล้ำค่าประเมินมิได้… ล้ำค่าเกินกว่าขยะชายขอบอย่างผังฉีจะรีดเร้นดึงทรัพยากรจากส่วนกลางมาได้
หยาดเหงื่อและทรัพยากรเหล่านั้น ดันให้ผังจวิ่นผงาดขึ้นเป็นยอดฝีมืออันดับต้นๆ ในหมู่คนรุ่นเยาว์ บังคับให้ตระกูลผังต้องหันมาให้ความสำคัญ ทุ่มเททรัพยากรบ่มเพาะให้เต็มกำลัง น้ำหนักและสิทธิ์เสียงของเขาในตระกูลจึงพุ่งทะยานไม่หยุดหย่อน
แม้ระดับพลังจะยังเป็นรองจ้าวหนิง ทว่าผู้ฝึกตนระดับคุมปราณขั้นปลายในวัยเพียงสิบหกปี… ทั่วทั้งราชวงศ์ต้าฉีจะมีสักกี่คนกันเชียว!
ผังจวิ่นเคยเอ่ยปากถามบิดาถึงที่มาของโอสถเหล่านั้น ทว่าผังฉีกลับตวาดให้เขาสงบปากสงบคำ ห้ามซักไซ้ไล่เลียง เพียงก้มหน้าก้มตาดูดซับพลังฝึกฝนต่อไปก็พอ
“นี่คือเกราะอาคมแรดทมิฬ ประเดี๋ยวจงเปลี่ยนมาสวมมันทับไว้ แม้ปฏิบัติการคืนนี้เจ้าจะไม่ได้ลงสนามเข่นฆ่าโดยตรง แต่ต้องป้องกันรัดกุมเผื่อเหลือเผื่อขาด” ผังฉียื่นเกราะอาคมลวดลายประณีตส่งให้ “ยามนี้จวนจะได้เวลาแล้ว กลับไปเตรียมตัวให้พร้อม ทันทีที่ถึงจุดนัดหมาย จงนำกองกำลังจากศาลว่าการเมืองเยี่ยนผิงออกปฏิบัติการกวาดล้างทันที”
สิ้นคำว่า ‘เกราะอาคมแรดทมิฬ’ หัวใจผังจวิ่นกระตุกสั่นสะท้าน นี่คือเกราะอาคมขั้นสองเชียวนะ! ต่อให้เป็นขุนนางใหญ่ระดับสูงก็ยังถือเป็นสมบัติล้ำค่าหายากยิ่ง เมื่อสวมใส่เกราะนี้ ผู้บำเพ็ญที่อยู่ต่ำกว่าระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางลงไป ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถปลิดชีพเขาได้ในการโจมตีเพียงกระบวนท่าเดียว
คล้อยหลังบุตรชายลงจากรถ รถม้าตระกูลผังก็มุ่งหน้ากลับสู่คฤหาสน์ ตลอดเส้นทางผังฉีเอาแต่หลับตาพักผ่อนรวบรวมสมาธิ
นับแต่ได้รับ ‘ความอนุเคราะห์’ จากขุมอำนาจลึกลับเมื่อห้าปีก่อน จนระดับพลังทะลวงสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย พลิกชะตากระโดดข้ามหัวผู้คนขึ้นเป็นแกนนำตระกูล ตลอดหลายปีมานี้… เขาไม่เคยขาดแคลนทรัพยากรที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้ ไม่เคยต้องดิ้นรนขัดสนเงินทองแม้แต่แดงเดียว
เพื่อเป็นการตอบแทน เขาต้องคอยลอบส่งข่าวสารวงในที่อีกฝ่ายต้องการอย่างต่อเนื่อง ซ้ำยังต้องรับเป็นธุระจัดการเรื่องโสมมในที่ลับตาให้พวกมันเสมอมา
ข่าวสารเหล่านั้น… บ้างเป็นความลับสุดยอดของตระกูลผัง บ้างเป็นความเคลื่อนไหวของตระกูลขุนนางบุ๋นสายอื่น กระทั่งเหตุการณ์สะเทือนราชสำนักที่เขาลอบสืบมาจากผังชิงเต๋อ ซึ่งล้วนเป็นกลไกชี้เป็นชี้ตายในการห้ำหั่นแย่งชิงอำนาจระหว่างขั้วขุนนางบุ๋นและขั้วขุนนางบู๊ทั้งสิ้น
หลายปีมานี้ ข้อเรียกร้องของพวกมันนับวันยิ่งทวีความตะกละตะกลาม บางคราเพื่อขุดคุ้ยความลับเสี่ยงตาย และเพื่อเบิกทางให้กองคาราวานของพวกมันกอบโกยผลกำไร ผังฉีจำต้องแบกรับความเสี่ยงมหาศาลแทบพลิกแผ่นดิน
จวบจนถึงแผนปฏิบัติการล้างบางในค่ำคืนนี้…
ห้วงคำนึงของผังฉี… ไม่อาจสงบนิ่งได้อีกต่อไป