ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 157 ต่างคนต่างมีชะตากรรมของตน (ตอนปลาย)
เสนาบดีกรมอาญานั่งนิ่งดุจหลวงจีนเข้าฌาน ไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ต่อสรรพสิ่งรอบกาย มือตวัดโยนป้ายอาญาสิทธิ์ลงพื้นอย่างเย็นชา “ประหาร”
ผังจวิ่นซึ่งถูกมัดไพล่หลังคุกเข่าปะปนในหมู่นักโทษ หันมองผังฉีผู้มีใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเคียดแค้น น้ำตาอาบแก้ม ร่ำไห้อย่างรันทด “ท่านพ่อ… ชาติหน้าเราอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับวิถีมารพวกนั้นอีกเลย ใช้ชีวิตสงบสุขตลอดไปดีหรือไม่ขอรับ”
ผังฉีบันดาลโทสะ หันขวับถลนตาดุดัน “ไอ้ลูกทรพี หุบปาก หากข้าจะผิด ก็ผิดแค่มองไม่ออกว่าฮูเอ่อร์ปาคือชาวหู… หาใช่ผิดที่มีความทะเยอทะยาน!”
“ข้าเจ็บใจนักที่ลงมือช้าไป ถ้ารู้ว่าต้องมีวันนี้ ข้าควรอาศัยชื่อเสียงตระกูลกอบโกยทุกสิ่งให้เร็วกว่านี้ หากข้าบรรลุระดับราชันย์ ใครหน้าไหนจะกล้าสังหารข้า ใครหน้าไหนจะฆ่าข้าได้”
วาจาโอหังยังไม่ทันจางหาย เพชฌฆาตเบื้องหลังเงื้อดาบฟันฉับ ประกายเย็นเยียบสว่างวาบ ศีรษะผังฉีกระเด็นหลุดจากบ่า โลหิตพุ่งกระฉูดจากลำคอไร้ศีรษะสูงสามฉื่อ ก่อนร่างนั้นจะล้มตึงกระแทกพื้น
“ท่านพ่อ…” ผังจวิ่นกรีดร้องหวาดผวา
ทว่าเสียงนั้นพลันขาดห้วง ศีรษะที่กลิ้งขลุกขลักลงพื้น ยังคงค้างคาด้วยแววตาตื่นตระหนกสุดขีด
เฝิงซานกวาดตามองสหายซ้ายขวา หัวเราะร่วนสามคราสลัดความขลาดกลัวทิ้งสิ้น เอ่ยเสียงกร้าว “พี่น้องทั้งหลาย ข้าขอโทษด้วย ชาตินี้มันบัดซบนิดหน่อย ชาติหน้าขอให้พวกเราได้เกิดในครรภ์มารดาดีๆ จะได้เป็นเศรษฐี ลิ้มรสชาติการมีข้าทาสปรนนิบัติพัดวีบ้าง… พี่น้อง ไว้พบกันใหม่ชาติหน้า”
“ชาติหน้าข้าจะเกิดในตระกูลใหญ่…”
“ชาติหน้าข้าจะเป็นขุนนาง…”
คมดาบตวัดวูบ หอบเอาเพ้อฝันงดงามถึงภพหน้ามลายสิ้น เฝิงซานและพวกพ้อง… ชายชาตรีที่ชั่วชีวิตเอาแต่ก้มหน้าสู้ดินเงยหน้าสู้ฟ้า ขุดคุ้ยหาเศษอาหารในไร่นา ไม่เคยลิ้มรสสุราเลิศรส ไม่เคยร่วมเตียงกับโฉมงาม ได้อำลาโลกอันแสนโหดร้ายไปเช่นนี้เอง
ด้านผังชิงเต๋อ เจิ้งเจ๋อเสียน และพวกพ้อง ก่อนลมหายใจสุดท้ายยังคงก่นด่าสวีหมิงหล่าง สาปแช่งตระกูลขุนนางบู๊และตระกูลจ้าว ราวกับว่าหากมีชาติหน้า พวกเขาจะจองเวรเรื่องนี้สิบสองชั่วยามโดยไม่หยุดพัก
บนชั้นลอยของโรงเตี๊ยม เฝิงหนิวเอ้อร์ซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังจ้าวหนิง พลันน้ำตาทะลักทลายเมื่อเห็นเฝิงซานและสหายร่วมหมู่บ้านร่วงหล่นสู่น้ำพุเหลือง เขากัดฟันข่มเสียงสะอื้น หันขวับเตรียมพุ่งลงไปเก็บศพคนเหล่านั้น
จ้าวหนิงเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “หยุด เช็ดน้ำตาให้แห้งแล้วค่อยออกไป อย่าทำให้ข้าขายหน้า”
“จำไว้… นับแต่นี้เจ้าคือเสาหลักของหลายครอบครัว อยากเป็นลูกผู้ชายที่แบกรับภาระ ต้องรู้จักกลืนน้ำตากลับลงไปให้ได้”
เฝิงหนิวเอ้อร์ชะงักงัน ยกหลังมือปาดน้ำตาอย่างแรงสองครา กระทั่งใบหน้าไร้คราบชื้น จึงเร่งฝีเท้าวิ่งลงบันไดไป
ศีรษะร่วงหล่นเกลื่อนลานประหาร ฝูงชนแตกตื่นอุทานลั่น สตรีมากมายที่เดิมทีมามุงดูความครึกครื้นล้วนหวีดร้องยกมือปิดตา ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ผู้คนอีกนับไม่ถ้วนทนดูไม่ไหวจนต้องโก่งคออาเจียน
ศีรษะกลิ้งขลุกขลักเต็มพื้น ร่างไร้หัวล้มตึงกองพะเนิน… กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเกินกว่าจะทนรับ
เมื่อเพชฌฆาตถอนตัวจากลานประหาร ชาวบ้านที่มุงดูต่างทยอยแยกย้ายจากไปด้วยความพึงพอใจ หลงเหลือเพียงบรรดาญาติมิตรที่ร่ำไห้น้ำตานองหน้า ก้าวขึ้นไปเก็บศพคนของตนด้วยความรันทด
จ้าวหนิงทำตามสัตย์ที่ให้ไว้กับพวกเฝิงซานในคุก สั่งการให้รวบรวมศีรษะนักโทษตระกูลผังและเจิ้ง ส่งไปยังหมู่บ้านเหอโข่ว อำเภอสือเหมิน ศีรษะเหล่านั้นต้องถูกตากแดดกรำฝน ตากน้ำค้างและทนรับอสนีบาตหน้าหลุมศพชาวบ้านที่ตายอย่างอยุติธรรม กระทั่งผุกร่อนกลายเป็นกระดูกขาวโพลน เพื่อชำระล้างบาปกรรมจนกว่าจะสิ้น
ส่วนเฝิงหนิวเอ้อร์รับหน้าที่นำพาคนเฒ่าคนแก่ สตรี และเด็กจากหลายครอบครัว ขนย้ายร่างไร้วิญญาณของคนเหล่านั้นกลับสู่ลานตระกูลจ้าว เพื่อให้คนของตระกูลจ้าวจัดหาสถานที่ฝังศพ
แม้เป็นร่างไร้ศีรษะ ทว่าพิธีฝังศพให้สงบย่อมขาดไม่ได้ ในสายตาผู้อื่น พวกเขาคือฆาตกรชั่วช้าสามานย์ แต่สำหรับครอบครัวซึ่งนับแต่นี้จะมีเสื้อผ้าอาหารอุดมสมบูรณ์ พวกเขาคือวีรบุรุษที่สลักลึกในใจไปชั่วชีวิต
ในโลกมืดบอดที่คนกินคนใบนี้ สำหรับราษฎรชั้นล่างที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดแสนเข็ญ ความหมายสูงสุดของการมีศีลธรรม… คือการมีชีวิตที่ดีขึ้น นั่นต่างหากคือความยุติธรรมอันยิ่งใหญ่ที่สุด
สายัณห์ตะวันคล้อย วายุเย็นยะเยือกโชยพัด บนเนินเขาหญ้ารกร้าง หลุมศพก่อใหม่หลายหลุมใต้ธงนำวิญญาณสีขาวดูอ้างว้างจับใจ เฝิงหนิวเอ้อร์พาคนแก่และเด็กกว่าสิบชีวิต คุกเข่าเผากระดาษเงินกระดาษทองหน้าหลุมศพของพวกเฝิงซานอย่างเงียบงัน
นัยน์ตาเขายังคงเอ่อคลอ ทว่าน้ำตาที่รินไหลกลับมีเพียงน้อยนิด แม้ใบหน้าจะฉายชัดถึงความโศกเศร้าสุดแสนก็ตาม
ท้ายที่สุด เขาลุกขึ้นเดินไปหยุดเบื้องหน้าเด็กสาวผมแห้งกร้าน รูปร่างผ่ายผอมดุจลูกแมว เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ข้าต้องไปเมืองไต้โจวแล้ว ถูกเนรเทศไปชายแดน อาจไม่ได้กลับมาหลายปี เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี
“ตั้งใจทำงาน ตราบใดที่เจ้าขยันขันแข็ง จะไม่มีใครกล้ารังแกเจ้า”
“หากเจอเรื่องเดือดร้อน จงไปหาคนของลานตระกูลจ้าว พวกเขาจะทวงความเป็นธรรมให้ เวลาว่างก็ตั้งใจบำเพ็ญเพียร รอข้ากลับมา… ข้าจะหาสามีดีๆ ให้เจ้าแต่งออกไป”
กล่าวพลางลูบผมฟูฟ่องของเด็กสาว นัยน์ตาเปี่ยมด้วยความเอ็นดูรักใคร่ แม้นางจะอายุน้อยกว่าเขาเพียงสองสามปี แต่ยามนี้เขากลับดูคล้ายบิดาก็ไม่ปาน
“พี่ ท่านวางใจเถิด ข้าจะดูแลตัวเองให้ดี… ท่านไปชายแดน ต้องกินข้าวให้อิ่ม อากาศหนาวก็อย่าลืมสวมเสื้อผ้าให้อบอุ่น…” เด็กสาวสะอึกสะอื้น กล่าวถึงตอนท้ายก็อัดอั้นจนไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดได้อีก
เฝิงหนิวเอ้อร์ยืดกายขึ้น โค้งคำนับหญิงชราผมขาวผู้อาวุโสที่สุดในกลุ่ม “ท่านป้า โฉ่วเม่ยคงต้องรบกวนท่านช่วยดูแล หากข้าได้สังหารศัตรูสร้างความดีความชอบ วันหน้าที่หวนคืนบ้านเกิด ข้าจะทดแทนบุญคุณท่านอย่างแน่นอน”
“หนิวเอ้อร์ วางใจเถอะ ข้าจะดูแลโฉ่วเม่ยเอง แดนเหนือหนาวเหน็บ ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยชาวหู เจ้าเองก็ต้องระวังตัวให้ดี…” เฝิงต้าเหนียงปาดน้ำตากล่าว
แสงตะวันรอนค่อยๆ คล้อยต่ำบดบังผืนปฐพี เฝิงหนิวเอ้อร์แบกห่อผ้าซอมซ่อ ก้าวเดินอย่างโดดเดี่ยวไปตามถนนดินในชนบทกระทั่งลับสายตา
การจากไปครานี้ หนทางเบื้องหน้าล้วนพร่ามัว ไร้ผู้ใดกล้ารับประกันว่าเขาจะรอดชีวิตกลับมาได้หรือไม่ บรรดาญาติมิตรที่ทอดสายตามองส่ง… ล้วนไม่อาจละสายตาไปได้เนิ่นนาน
……
ภายในห้องลับของโรงน้ำชา จ้าวหนิงยืนไพล่มือริมหน้าต่าง ทอดสายตามองถนนสายยาวที่สว่างไสวด้วยแสงโคม เบื้องหลังมีฮู่หงเหลียนกำลังรายงานสถานการณ์ปัจจุบันของหออี้ผิ่น
ผ่านพ้นคดีตระกูลหลิว คดีตระกูลขุนนางบุ๋นป้ายสีตระกูลจ้าว และคดีเครือข่ายสายลับเป่ยหู หออี้ผิ่นซึ่งเดิมทีเป็นเพียงขุมกำลังชาวยุทธภพ บัดนี้กำลังแปรสภาพเป็นหน่วยสืบราชการลับเต็มตัวตามที่จ้าวหนิงคาดหวัง
ท่ามกลางการขัดเกลาจากเหตุการณ์สำคัญที่ปะทุขึ้นถี่รัว ผู้บำเพ็ญเพียรหลายคนได้รับการหล่อหลอม ยอดฝีมือจำนวนไม่น้อยฉายแววโดดเด่น แม้กระทั่งฮู่หงเหลียนเองก็เติบโตขึ้นมหาศาล
โดยเฉพาะยามปะทะกับกองกำลังใต้สังกัดของเซียวเยี่ยน หออี้ผิ่นได้กวาดต้อนประสบการณ์ล้ำค่า ช่วงเวลานี้พวกเขาได้สรุปบทเรียนจนเข้าใจถ่องแท้แล้วว่า… เครือข่ายสายลับควรขับเคลื่อนและรับมือเช่นไร
เมื่อฮู่หงเหลียนรายงานจบ จ้าวหนิงหมุนตัวกลับมานั่งที่โต๊ะ ครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงเอ่ย “ตระกูลผังล่มสลาย ตระกูลเจิ้งกับตระกูลหลวี่ตกต่ำทรุดโทรม ผนวกกับตระกูลหลิวก่อนหน้านี้ หากไม่นับรวมตระกูลฟ่าน... สิบสามตระกูลขุนนางบุ๋นก็สูญสิ้นไปถึงสี่แล้ว
“หลังจากนี้ไปอีกพักใหญ่ ตระกูลขุนนางบู๊จะไม่ลงมือปราบปรามตระกูลขุนนางบุ๋นอย่างเอิกเกริกอีก ภาระของหออี้ผิ่นในเมืองเยี่ยนผิงย่อมลดทอนลง สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำต่อไป… คือการขยายรากฐานอำนาจของตนเอง
“เป้าหมายหลักคือการขนส่งทางน้ำ
“ยามนี้ขั้วอำนาจบุ๋นบาดเจ็บสาหัส การควบคุมเส้นทางน้ำจึงเกิดช่องโหว่มหาศาล จงคว้าโอกาสจากรอยปริร้าวเหล่านี้ อาศัยกำลังของพวกเจ้าแทรกซึมเข้าไป ไม่เพียงหนุนให้หออี้ผิ่นผงาดขึ้น แต่ยังสามารถรวบอำนาจควบคุมตลอดสายน้ำได้อีกด้วย”
ฮู่หงเหลียนเอ่ยด้วยท่าทีลังเล “ก่อนหน้านี้พวกขุนนางบุ๋นผูกขาดเส้นทางน้ำดั่งกำแพงทองแดงกำแพงเหล็ก ขุมกำลังน้อยใหญ่ที่ไร้เส้นสายกับพวกมัน แทบไม่มีสิทธิ์สอดมือเข้าไปกอบโกยเลยสักนิด
“หออี้ผิ่นไม่เคยข้องแวะกับเส้นทางน้ำมาก่อน หากบุ่มบ่ามบุกเบิกโดยไร้รากฐาน… จะสำเร็จหรือเจ้าคะ”
จ้าวหนิงยกชาขึ้นจิบ “ย่อมได้แน่นอน ฝั่งตระกูลใหญ่… ตระกูลฟ่านจะร่วมมือกับพวกเจ้า ส่วนบนท่าเรือ… เฉินอี้ก็คือรากฐาน ข้าจะสั่งให้เขาเร่งกวาดล้างและควบรวมกิจการเดินเรือขนาดกลางและเล็กมาเป็นฐานที่มั่นโดยเร็ว
“ด้วยศักยภาพของหออี้ผิ่นยามนี้ เมื่อมีหมากสองตัวนี้คอยประสาน ผนวกกับการหนุนหลังของตระกูลจ้าว ตระกูลเว่ย และขั้วอำนาจบู๊… หากไม่สำเร็จสิถึงจะแปลก”
ก่อนคดีขุนนางบุ๋นป้ายสีตระกูลจ้าวจะปะทุขึ้น จ้าวหนิงมุ่งหวังจะสอดมือเข้ากลืนกินเส้นทางน้ำมาตลอด
ด้วยเหตุที่เมืองหลวงต้าฉีตั้งอยู่ทางอุดร เส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของราชวงศ์จึงผูกติดกับการขนส่งทางน้ำเสียเป็นส่วนใหญ่
หากรวบอำนาจเส้นทางน้ำไว้ในกำมือ ย่อมสามารถแทรกซึมขุมกำลังลงลึกสู่ภาคกลางและเจียงหนานอันมั่งคั่งได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะเจียงหวยซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ยามนี้รายได้ภาษีหลักของราชวงศ์ล้วนมาจากที่นั่น
หากวันข้างหน้าสามารถบงการคลองขุดใหญ่จิงหาง ภาคกลาง และบางส่วนของเจียงหนานไว้ได้ ไม่ว่าจ้าวหนิงคิดทำการใหญ่สิ่งใด ย่อมราบรื่นไร้อุปสรรค
สาเหตุสำคัญที่เขาละเว้นชีวิตเฉินอี้ เพราะหมอนั่นช่ำชองเส้นทางน้ำ อีกทั้งยังมีบารมีและอิทธิพลอยู่บ้าง เมื่อมีเฉินอี้เป็นหมากเบิกทาง การเคลื่อนไหวทั้งหมดย่อมจัดการได้ง่ายดายขึ้นมหาศาล
เมื่อสดับวาจาของจ้าวหนิง ฮู่หงเหลียนยกมือป้องปากแย้มยิ้มหยาดเยิ้ม นัยน์ตาทอประกายพริ้วไหว แผ่สเน่ห์เย้ายวนร้อยแปดพันเก้าออกมาโดยไม่รู้ตัว “เป็นข้าน้อยที่สอดปากเองเจ้าค่ะ มีคุณชายคอยชี้แนะวางหมาก ข้าน้อยก็ไม่เห็นต้องกังวลเรื่องพวกนี้แต่แรกแล้ว”
จ้าวหนิงพยักพเยิดไปทางเว่ยอู๋เซี่ยนที่นั่งอยู่ด้านข้าง ซึ่งกำลังถูกรอยยิ้มยั่วยวนของฮู่หงเหลียนดึงดูดจนตาค้าง
“เรื่องเส้นทางน้ำ ชั่วคราวนี้ข้าจะมอบให้คุณชายเว่ยดูแล เอ้อร์เหนียงเองก็ต้องละมือจากภารกิจจิปาถะของหออี้ผิ่น มาคุมเรื่องนี้โดยเฉพาะ ภายหน้าหากมีปัญหาอันใด ให้พวกเจ้าสองคนปรึกษาหารือกัน”
ฮู่หงเหลียนชะงักงัน ประหลาดใจกับการตัดสินใจนี้ไม่น้อย นางหันมองเว่ยอู๋เซี่ยนที่นั่งแหมะทับเก้าอี้ประดุจภูเขาขนาดย่อม ก็เห็นอีกฝ่ายกำลังลูบเช็ดมุมปาก ส่งยิ้มซื่อบื้อมาให้นาง
ท่าทางเช่นนั้น ถอดแบบมาจากหมีควายที่รอคอยอาหารจานเด็ดมาประเคนถึงปาก ซ้ำยังเป็นหมีควายที่นั่งหลังตรง ถูไม้ถูมือเตรียมพร้อมอย่างกระตือรือร้นเสียด้วย
แน่นอนว่าฮู่หงเหลียนไม่ใช่อาหารจานเด็ด ทว่าบนใบหน้าเว่ยอู๋เซี่ยนกลับสลักคำว่า ‘ใกล้ชิดโฉมงามย่อมได้เชยชมกลิ่นหอม’ เอาไว้ชัดเจน ทำเอานางรู้สึกหนาวสั่น ราวกับตกอยู่ในอันตรายที่จะกลายเป็นอาหารโอชะในจานของเขา
เห็นได้ชัดว่าเว่ยอู๋เซี่ยนไม่ได้แปลกใจกับการมอบหมายนี้ คงจะปรึกษากับจ้าวหนิงเตรียมการไว้ก่อนแล้ว
เว่ยอู๋เซี่ยนหาใช่ตัวไร้ค่า หมอนี่มีความคิดลึกซึ้งรอบคอบ ฮู่หงเหลียนตระหนักถึงข้อนี้ดี เมื่อมีเว่ยอู๋เซี่ยนคอยรับหน้าเรื่องเส้นทางน้ำโดยเฉพาะ ในแง่ของงาน นางย่อมไม่มีสิ่งใดต้องกังวล
ทว่าจากวาจาของจ้าวหนิง นางพลันจับนัยยะบางอย่างได้ “คุณชายจะไปจากเมืองเยี่ยนผิงหรือเจ้าคะ”
จ้าวหนิงพยักหน้า “การกวาดล้างเครือข่ายสายลับเป่ยหูของเยี่ยนเยี่ยนเทมูร์ครานี้ สาวไส้ไปถึงขุมกำลังสาขาของพวกมันในหัวเมืองแดนเหนือ กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองสร้างความดีความชอบสะท้านฟ้า ข้ากับเหล่าเว่ยในฐานะผู้นำเบื้องหน้า ต่างได้รับการปูนบำเหน็จเลื่อนขั้นรวดเดียวสามขั้น
“ผู้บัญชาการสือชงได้เลื่อนตำแหน่งเพราะผลงานชิ้นนี้ หลังจากนี้เหล่าเว่ยจะขึ้นมากุมอำนาจกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองแทน ส่วนข้า… ต้องไปรับตำแหน่งที่ด่านเยี่ยนเหมินกวน”
แรกเริ่มที่จ้าวหนิงก้าวล่วงเข้าสู่กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ก็เพื่อสร้างฐานอำนาจในการบดขยี้ตระกูลขุนนางบุ๋น และขุดรากถอนโคนเครือข่ายสายลับของเซียวเยี่ยน บัดนี้เป้าหมายล้วนบรรลุผล
ห้วงเวลาอันยาวนานนับจากนี้ ตระกูลขุนนางบู๊จะไม่อาจและไม่สามารถเปิดศึกกวาดล้างตระกูลขุนนางบุ๋นได้อีก การที่จ้าวหนิงรั้งอยู่ในเมืองหลวงต่อไปย่อมไร้ความหมาย
สมรภูมิแห่งต่อไปของเขา… คือด่านเยี่ยนเหมินกวน
กล่าวให้ถูกก็คือ… ทุ่งหญ้าเซ่ยเป่ย!
จ้าวหนิงเข้ารับราชการในกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองไม่ถึงหนึ่งปี ทว่ากลับถูกโยกย้ายไปด่านเยี่ยนเหมินกวนอย่างรวดเร็ว ตำแหน่งแปรเปลี่ยนไวเกินวิสัย แต่ใครใช้ให้เขาสร้างผลงานสะท้านฟ้าติดต่อกันเล่า… ซ้ำท่านปู่ยังเป็นถึงยอดคนอันดับหนึ่งแห่งกองทัพราชวงศ์ต้าฉีอีกต่างหาก
ภายใต้ขอบเขตอำนาจที่มี… เขาจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเช่นไรก็ย่อมได้!