ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 165 ราชโองการ
ณ คอกม้าเบื้องหน้า บ่าวรับใช้ดูแลม้าผู้หนึ่งกำลังง่วนอยู่กับงาน แม้อายุเพียงสิบสี่สิบห้าปี ทว่าคิ้วกระบี่และนัยน์ตากลับฉายแววเด็ดเดี่ยวแน่วแน่เกินวัย ชนิดที่บุรุษวัยฉกรรจ์หลายคนยังยากจะเทียบเคียง เด็กหนุ่มผู้นี้คือเฝิงหนิวเอ้อร์ที่มิได้พบพานกันมาหลายเดือน
เขาทุ่มเทขัดสีฉวีวรรณม้าศึกอย่างแข็งขัน สายตาจดจ่อมิได้วอกแวกแม้แต่น้อย แม้ชายแดนเหนือยามปลายคิมหันต์จะเย็นสบาย ทว่าร่างของเฝิงหนิวเอ้อร์กลับชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อจนเสื้อซับในแนบเนื้อ
ทันทีที่จ้าวหนิงก้าวเท้าเข้าสู่ลานกว้าง ขุนพลร่างยักษ์กำยำดั่งพยัคฆ์หมีที่ยืนขนาบข้างจ้าวซิน ก็ก้าวอาดๆ เข้ามาประสานมือคารวะพร้อมรอยยิ้มร่า
“ท่านแม่ทัพ ผู้น้อยได้ยินกิตติศัพท์มาเนิ่นนาน ว่าท่านคืออัจฉริยะผู้บำเพ็ญเพียรในรอบร้อยปี เชี่ยวชาญทั้งขี่ม้าและเกาทัณฑ์ ในเมื่อบัดนี้ท่านเยือนลานซ้อมเป้าแล้ว ผู้น้อยหวังยิ่งนักว่าจะมีวาสนาประจักษ์เป็นขวัญตา”
ถ้อยคำฟังคล้ายนบนอบ ทว่าความพยศหยิ่งผยองที่แผ่ซ่านจากสายตากลับมิอาจปกปิด ดูทรงแล้วยามปกติในค่าย ชายผู้นี้คงเป็นผู้มีอิทธิพลล้นมือและได้รับความยำเกรงมิใช่น้อย
จ้าวหนิงกวาดตามองขุนพลรอบด้าน พวกเขาล้วนหยัดยืนขนาบข้างนายทหารร่างยักษ์ด้วยสีหน้าคาดหวัง หลายคนแฝงแววตารอชมงิ้วฉากใหญ่
เมื่อหันมองจ้าวซิน ฝ่ายนั้นเพียงผายมือเป็นเชิงปัดความรับผิดชอบ ก่อนเอ่ยแนะนำ “นี่คือผู้บัญชาการหวงเค่อเจี๋ย แม้รั้งเพียงระดับคุมปราณขั้นปลาย แต่วิชาขี่ม้ายิงธนูจัดเป็นเลิศอันดับหนึ่งแห่งค่ายอี่จื้อ ไร้ผู้ใดทัดเทียม”
สายเลือดตระกูลขุนนางบู๊อย่างจ้าวหนิงย่อมกระจ่างแจ้งถึงลูกไม้ตื้นๆ เหล่านี้ แม่ทัพใหม่เข้ารับตำแหน่ง หากหมายสร้างบารมีให้ประจักษ์ ย่อมต้องเชือดไก่ให้ลิงดู กำราบพวกหัวแข็งลงให้ราบคาบ มิเช่นนั้นย่อมถูกลูกน้องปีนเกลียวลองดี
หากเป็นประการหลัง วันข้างหน้าการบัญชาทัพย่อมล้มเหลวไม่เป็นท่า
จ้าวหนิงอาศัยบารมีระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้น รั้งอำนาจคุมทหารม้าเบาห้าพันนายตั้งแต่ก้าวแรก ทว่าเขาจำต้องแสดงแสนยานุภาพที่คู่ควรให้เป็นที่ประจักษ์ หาไม่แล้วก็โทษขุนพลห้าวหาญเหล่านี้มิได้หากพวกมันคิดกระด้างกระเดื่อง
แม้รั้งสถานะทายาทผู้นำตระกูลจ้าว ทว่าหลักพิชัยยุทธ์ของตระกูลไม่เคยพึ่งพาอภิสิทธิ์หรือเมินเฉยกฎอัยการศึก หากอาศัยเพียงเส้นสาย กองทัพเยี่ยนเหมินคงไร้ซึ่งแสนยานุภาพอันเกรียงไกรดังปัจจุบัน
ด้วยเหตุนี้ จ้าวซินจึงมิได้สอดปากตวาดขัดขวางการหยามเกียรติของหวงเค่อเจี๋ย ส่วนขุนพลนายอื่นก็หาได้มองว่าการกระทำนี้เป็นการล่วงละเมิดเบื้องสูงแต่อย่างใด
“เยือนค่ายทหารทั้งที ข้าเองก็อยากยืดเส้นยืดสาย ในเมื่อวิชาเกาทัณฑ์ของผู้บัญชาการหวงล้ำเลิศปานนั้น เจ้ากับข้าลองประลองกันสักตั้งเป็นไร” จ้าวหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น
สำหรับทหารม้าศึก ไร้ทักษะใดสลักสำคัญไปกว่าการขี่ม้ายิงธนู ความเชี่ยวชาญในการบังคับอาชาและง้างสายเกาทัณฑ์ คือมาตรวัดชี้ขาดความอยู่รอดในสมรภูมิ
หวงเค่อเจี๋ยเห็นอีกฝ่ายรับคำท้าก็ลอบยินดีจนเนื้อเต้น เขามั่นใจในฝีมือตนสุดแสน ปรารถนาจะสำแดงพลังต่อหน้าแม่ทัพใหม่และไพร่พลทั้งมวล จึงประสานมือคารวะหนักแน่น “เช่นนั้นผู้น้อยน้อมรับคำบัญชา”
ขุนพลตาไวรีบจูงม้าศึกชั้นเลิศมาถวาย จ้าวหนิงเห็นอาชาพ่วงพีสง่างามจึงมิได้ปฏิเสธ ยามเห็นหวงเค่อเจี๋ยตวัดตัวขึ้นหลังม้าอย่างร้อนวิชา ชายหนุ่มเพียงผายมือเป็นเชิงให้อีกฝ่ายเปิดฉากก่อน
ระยะห่างออกไปร้อยก้าว โครงไม้สูงหนึ่งจ้างตั้งตระหง่านเรียงราย บนโครงแต่ละอันห้อยเหรียญทองแดงด้วยเส้นด้ายบางเฉียบ ยามสายลมเหนือพัดผ่าน เหรียญเหล่านั้นพลันแกว่งไกวไร้ทิศทาง
การดวลเกาทัณฑ์ของยอดผู้บำเพ็ญเพียร ย่อมมิใช่วิสัยทหารเลวทั่วไปจะเทียบติด หากใช้เพียงเป้าฟางหรือหุ่นฟางย่อมนับว่ากระจอกงอกง่อยเกินไปนัก
ยามนี้ ขุนพลและไพร่พลทั่วลานซ้อมต่างหยุดมือ ทิ้งการฝึกซ้อมเพื่อมุงดู ภายใต้การจัดระเบียบของนายทหาร พวกเขาจัดทัพตั้งแถวอย่างเคร่งครัด ทว่าแววตากลับลุกวาวด้วยความตื่นเต้นรอชมการปะทะ
การดวลฝีมือระหว่างแม่ทัพคนใหม่กับขุนพลเกาทัณฑ์อันดับหนึ่ง ไม่ว่ามองมุมใดย่อมเป็นศึกที่คุ้มค่าแก่การประจักษ์เป็นขวัญตา
หวงเค่อเจี๋ยควบม้าศึกวนรอบลานเพื่อเรียกขวัญ ทันทีที่รั้งบังเหียน ณ จุดเริ่มต้นและชูเกาทัณฑ์เหล็กกล้าขึ้นฟ้า ไพร่พลนับพันนายพลันแผดเสียงกึกก้องพร้อมเพรียง
“วายุ”
“วายุ”
“วายุ”
คลื่นเสียงกัมปนาทสะเทือนฟ้า ปราณฮึกเหิมพุ่งทะลวงเมฆา จิตวิญญาณนักรบแผดเผาร้อนแรงดั่งเพลิงผลาญ ราวกับจะเผาผลาญลานซ้อมเป้าให้เป็นจุล
หวงเค่อเจี๋ยดื่มด่ำกับสายตานับพันที่จับจ้อง เขาหัวเราะร่วนสามครา สองขาหนีบท้องอาชา ม้าศึกพุ่งทะยานออกดั่งศรหลุดแล่ง พริบตาที่ประชิดโครงไม้ ความเร็วพลันพุ่งทะลุขีดจำกัด
สองเท้าหยัดโกลน สองมือละบังเหียน ท่อนบนเอนเอียงตามจังหวะม้า ชั่วประกายไฟแลบ เขาชักศรเหล็กสี่เหลี่ยม ง้างเกาทัณฑ์จนสุดสาย เล็งทะลวงเหรียญทองแดงที่แกว่งไกว แล้วปลดปล่อยนิ้ว! ศรเหล็กแหวกอากาศกระชากสายลม ข้ามระยะร้อยก้าว เสียบทะลุรูกลางเหรียญแรกอย่างแม่นยำไร้ที่ติ
ทุกท่วงท่าลื่นไหลรวดเร็ว รวบรัดดั่งเมฆาลอยวารีไหล เปี่ยมล้นด้วยสุนทรียะแห่งพละกำลังรบ ทหารหาญรอบด้านต่างตื่นตาตื่นใจ โห่ร้องชื่นชม
เขารัวเกาทัณฑ์ซ้ำถึงเจ็ดครา พริบตาที่ควบม้าผ่านโครงไม้อันสุดท้าย เหรียญทองแดงทั้งเจ็ดล้วนถูกยิงร่วงหล่นจนสิ้นสภาพ
“ยอดเยี่ยม” จ้าวซินนัยน์ตาเป็นประกาย นำร่องเปล่งเสียงโห่ร้องก้องลาน
ขุนพลและไพร่พลริมสนามแผดเสียงชื่นชมกึกก้อง วิชาเกาทัณฑ์ระดับนี้ คู่ควรแก่การยกย่องเป็นอันดับหนึ่งแห่งค่ายอี่จื้ออย่างแท้จริง
หวงเค่อเจี๋ยลำพองใจในผลงานสุดแสน ตวัดตัวลงจากหลังอาชา โยนเกาทัณฑ์ให้ลูกน้องโดยไม่ปรายตามอง ก่อนก้าวอาดๆ มาหยุดเบื้องหน้าจ้าวหนิง ประสานมือเอ่ยเสียงดังกังวาน “ผู้น้อยสำแดงฝีมืออันต้อยต่ำแล้ว เชิญท่านแม่ทัพชี้แนะ”
ท่าทีเร่งเร้าของเขาฉายชัดถึงความกระหายใคร่เห็นจ้าวหนิงอับอายขายขี้หน้า หากเป็นในราชสำนักบุ๋น ย่อมถูกตราหน้าว่าโอหังล่วงเกินเบื้องสูง ทว่าในค่ายทหารดิบเถื่อนแห่งนี้ หวงเค่อเจี๋ยเพียงถูกมองว่าเป็นขุนพลใจร้อนปากตรงกับใจ หาได้ผิดแผกอันใด
สิ้นคำท้าทาย สายตานับพันคู่ล้วนตวัดจับจ้องร่างจ้าวหนิงเป็นตาเดียว ทุกผู้คนเฝ้ารอว่าแม่ทัพใหม่จะรับคำท้า หรือจะถอยร่นหนีหางจุกตูด
ในสายตาทหารกรำศึก ความเป็นไปได้ที่จ้าวหนิงจะบ่ายเบี่ยงไม่ลงสนามนั้นมีสูงยิ่ง
แม้หวงเค่อเจี๋ยจะมีพลังบำเพ็ญเพียงระดับคุมปราณขั้นปลาย ทว่าเขาผ่านการเคี่ยวกรำในสมรภูมิกว่าสามสิบปี ฝึกปรือเลือดตากระเด็นทุกวี่วัน ผนวกกับพรสวรรค์ที่ไม่ด้อยไปกว่าผู้ใด จึงหล่อหลอมวิชาเกาทัณฑ์ทะลวงฟ้าเช่นนี้ได้
แล้วจ้าวหนิงเล่า? ต่อให้แบกป้ายชื่ออัจฉริยะร้อยปีแห่งตระกูลจ้าว ทว่าท้ายที่สุด ก็เป็นเพียงเด็กเมื่อวานซืนวัยสิบเจ็ด
เขาไม่มีทางเจียดเวลามาฝึกปรือวิชาขี่ม้ายิงธนูจนแตกฉาน การทะลวงสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นได้ในวัยนี้ ย่อมหมายความว่าเวลาทั้งชีวิตล้วนทุ่มเทให้กับการบำเพ็ญเพียรจนหมดสิ้น
หากฝีมือเกาทัณฑ์ยังห่างชั้นกันลิบลับ เพื่อเลี่ยงการถูกฉีกหน้ากลางลานประลอง ทางออกเดียวคือการเอ่ยปากชมเชยพอเป็นพิธี แล้วหาทางลงอย่างหน้าไม่อาย
แม้จะสูญเสียบารมีแม่ทัพไปบ้าง ทว่าย่อมดีกว่าก้าวออกไปให้ทหารเลวหัวร่อเยาะ
ในฐานะสายเลือดเดียวกัน จ้าวซินได้แต่ภาวนาให้ยอดบุรุษอันดับหนึ่งแห่งเทศกาลล่าสัตว์ฤดูสารท เตรียมรับมือกับสถานการณ์นี้มาล่วงหน้า ต่อให้พ่ายแพ้ ก็ขอเพียงอย่าทิ้งห่างจนดูอุจาดตาก็พอ
หรือไม่ก็อาศัยพลังปราณวิญญาณต้นกำเนิดเข้าข่ม เปลี่ยนจากเกาทัณฑ์เหล็กกล้าเป็นศาสตราปราณ ด้วยวิธีนี้ ต่อให้ศรไม่ทะลุรูกลาง ก็ยังใช้พลังปราณแท้บดขยี้เหรียญทองแดงให้แหลกเป็นผุยผงได้
ทว่าจ้าวหนิงมิได้ขยับกาย ชายหนุ่มเพียงปรายตาทอดมองหวงเค่อเจี๋ยอย่างเย็นเยียบ
ขณะที่ไพร่พลเริ่มปักใจเชื่อว่าแม่ทัพใหม่ถอดใจยอมรับความพ่ายแพ้ เสียงทรงพลังดุจน้ำแข็งทะลวงกระดูกก็พลันดังกังวาน
“ตูอวี๋โฮ่วบอกว่าวิชาเกาทัณฑ์ของเจ้าเป็นเลิศอันดับหนึ่ง… ทว่าในสายตาข้า มันกลับเป็นเพียงขยะบัดซบ”
“ข้าอยากรู้นัก ว่ามาตรฐานทหารม้าค่ายอี่จื้อ ตกต่ำเน่าเฟะถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด”
สิ้นวาจาโอหัง ไพร่พลนับพันพลันหน้าถอดสี บ้างตื่นตะลึง บ้างงุนงงสับสน
บางส่วนลอบเย้ยหยันว่าจ้าวหนิงเพียงแค่ตวาดข่มขวัญเพื่อกลบเกลื่อนความขลาดเขลา หวังหาทางลงโดยไม่ต้องควบม้าจับเกาทัณฑ์
จ้าวหนิงหาได้แยแสสายตาสงสัยเหล่านั้น เขาสะกิดปลายเท้าทะยานขึ้นสถิตบนหลังอาชา นัยน์ตาคมกริบก้มมองหวงเค่อเจี๋ยและขุนพลที่บัดนี้หน้าดำหน้าแดงด้วยโทสะ
“หากเก่งกาจได้แค่นี้ ย่อมแปลว่ายามปกติพวกเจ้าเอาแต่อู้ฝึกซ้อม ค่ายอี่จื้ออย่าว่าแต่จะเฉียดใกล้คำว่าทหารกล้า ด่าว่าเป็นเศษสวะ ยังนับว่ายกย่องพวกเจ้าเกินจริง”
วาจาเชือดเฉือนทะลวงใจ ไพร่พลนับพันใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ รู้สึกราวกับถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีจนจมดิน สายตาขวับขวางจ้องเขม็งแทบพ่นไฟ เหล่าขุนพลขบกรามกรอด รังเกียจความโอหังสามหาวของแม่ทัพใหม่จนแทบกระอัก
กระทั่งจ้าวซินยังลอบตระหนก จ้าวหนิงลงดาบหนักมือเกินไปแล้ว ค่ายอี่จื้อกรำศึกฝึกซ้อมเยี่ยงไร เขาย่อมรู้แก่ใจดีที่สุด
จ้าวหนิงเมินเฉยต่อรังสีอำมหิตรอบด้าน ใบหน้ายังคงเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ชูมือขวาออกไปด้านข้าง “เกาทัณฑ์”
ทหารสองนายที่หน้าเขียวคล้ำ โยนเกาทัณฑ์เหล็กและซองศรส่งให้อย่างกระแทกกระทั้น
ชายหนุ่มรับศัตราวุธ พาดซองศรเข้าที่ มือซ้ายกระชับเกาทัณฑ์ สองขาหนีบท้องอาชาเต็มแรง ม้าศึกพุ่งทะยานประจัญบานไปข้างหน้าดั่งพายุคลั่ง
ทหารกล้าที่สุมเพลิงแค้นคับอกต่างเบิกตากว้าง หมายจับตาดูว่าแม่ทัพปากดีผู้นี้จะมีฝีมือลึกล้ำเพียงใด ถึงกล้าหยามเกียรติพวกเขาจนแหลกลาญ
และในวินาทีถัดมา พวกมันก็ประจักษ์แก่สายตา ว่าเหตุใดจ้าวหนิงจึงกล้าเหยียบย่ำความจองหองของพวกมัน
พริบตาที่ควบม้าประชิดโครงไม้อันแรก จ้าวหนิงตวัดมือขวากลับไปด้านหลัง ปลายนิ้วคีบศรเหล็กสี่เหลี่ยมออกมารวดเดียวสองดอก!
ผู้คนเห็นเพียงเงาศรสองสาย พุ่งทะยานแหวกอากาศไล่เลี่ยกันดั่งอสนีบาต
ศรดอกแรก มิได้พุ่งทะลวงเหรียญทองแดง ทว่าบดขยี้เส้นด้ายบางเฉียบดุจเส้นผมที่ห้อยเหรียญจนขาดสะบั้น!
ชั่วพริบตาที่เหรียญทองแดงร่วงหล่นกลางอากาศ ศรดอกที่สองพลันพุ่งเสียบทะลุรูกลางเหรียญอย่างแม่นยำโหดเหี้ยม!
ไพร่พลนับพันที่เบิกตาค้าง ล้วนตัวแข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่า ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
ม้าศึกของจ้าวหนิงพุ่งทะยานดั่งพายุคลั่ง กวาดผ่านโครงไม้ทั้งเจ็ดในชั่วอึดใจ ใช้เวลาเพียงครึ่งหนึ่งของหวงเค่อเจี๋ย!
ศรเหล็กสิบสี่ดอกพุ่งฉีกสายลม ด้ายเจ็ดเส้นขาดสะบั้น เหรียญทองแดงทั้งเจ็ดถูกกระแทกทะลวงรูกลางหมดจดไร้ที่ติ!
ยามจ้าวหนิงรั้งบังเหียนหยุดม้า ทั่วลานซ้อมเป้าตกอยู่ในความเงียบสงัดดั่งป่าช้า ทหารหาญที่ประจักษ์ภาพปาฏิหาริย์นี้ ล้วนตกตะลึงจนวิญญาณหลุดลอย อ้าปากค้างจนลืมหายใจ
วิญญูชนย่อมทราบดี ยิ่งม้าห้อตะบึงเร็วเพียงใด ความแม่นยำของเกาทัณฑ์ยิ่งดิ่งลงเหว ความยากทวีคูณขึ้นนับสิบเท่า ทว่าจ้าวหนิงไม่เพียงเร่งความเร็วทะลุขีดจำกัด แต่ยังใช้เคล็ดวิชาพิสดารระดับนี้ยิงเหรียญทองแดงร่วงหล่นหมดจด
มาตรฐานเทพเกาทัณฑ์ระดับนี้ กวาดตามองทั่วกองทัพเยี่ยนเหมินกวน ย่อมไร้ผู้ต่อกร กระทั่งจ้าวเป่ยวั่งผู้กรำศึกมาทั้งชีวิต ยังมิกล้ารับประกันว่าจะทำได้เทียบเท่าบุตรชาย
จ้าวหนิงมิได้ตวัดตัวลงจากม้า ชายหนุ่มบังคับอาชาเยื้องย่างผ่านเบื้องหน้ากระบวนรบทีละกอง นัยน์ตาคมกริบดุจกระบี่น้ำแข็งกวาดมองใบหน้าทหารม้าจองหองทีละคน
ทันทีที่สบประกายตาสังหาร ทหารกล้าที่เมื่อครู่ยังฮึดฮัดเคียดแค้น ล้วนถูกสะกดจนต้องก้มหัวหลบตา มิกล้าเงยหน้าสบตากับพญามัจจุราชบนหลังม้าอีก
สุรเสียงจ้าวหนิงเย็นเยียบกระชากวิญญาณ
“หากวิชาเกาทัณฑ์ของพวกเจ้า ยังห่างชั้นจากผู้บัญชาการหวงถึงเพียงนี้ ยามปะทะกับทหารม้าทะลวงฟันของเป่ยหู พวกเจ้าจะไม่มีแม้แต่โอกาสง้างศรดอกที่สอง”
“เพียงศรดอกแรกของศัตรูพุ่งแหวกอากาศ พวกเจ้าก็ต้องทิ้งวิญญาณไว้ในปรโลก”
“ด่านเยี่ยนเหมินกวนรอดพ้นไฟสงครามมานานเกินไป ดูสภาพพวกเจ้าแต่ละคนสิ หย่อนยานเน่าเฟะถึงเพียงใด กบในกะลาที่หลงละเมอว่าตนไร้พ่ายคือสิ่งใด? ก็คือพวกสวะอย่างเจ้านี่อย่างไรเล่า”
“ตอบข้ามา หากกลองรบเป่ยหูดังกึกก้อง พวกเจ้าจะเอาสิ่งใดไปต้านทานศัตรู หัวหน้าหมวด ผู้บังคับกอง และผู้บัญชาการค่ายอี่จื้อทั้งหลาย… นี่คือวิถีการเคี่ยวกรำทหารของพวกเจ้ากระนั้นหรือ”
ไร้ซึ่งสรรพเสียงตอบรับ ภายใต้แรงกดดันมหาศาลจากแววตาจ้าวหนิง ไพร่พลทั้งมวลล้วนเป็นใบ้กินคำ
จ้าวหนิงแผดเสียงคำรามก้อง “บัดนี้ ไสหัวกลับไปฝึกลากเลือดเดี๋ยวนี้! ไป”
“รับบัญชา ท่านแม่ทัพ!”
“รับบัญชา!”
“ผู้น้อยน้อมรับคำสั่ง!”
เหล่าขุนพลหน้ากระบวนรบประหนึ่งได้รับนิรโทษกรรม ต่างค้อมกายรับคำสั่งลนลาน ทันทีที่หันกลับไปเผชิญหน้ากับกองทหารของตน ขุนพลแต่ละนายพลันนัยน์ตาแดงก่ำ ใบหน้าบิดเบี้ยวอำมหิต ประหนึ่งหมาป่าหิวโซที่พร้อมจะฉีกทึ้งเนื้อลูกน้องกินทั้งเป็น
ลานซ้อมที่เคยเงียบงัน พลันปะทุเสียงคำรามก้องดั่งฟ้าถล่ม ท่ามกลางเสียงตวาดด่าทอของขุนพล ไพร่พลแต่ละกองรีบกุลีกุจอเข้าประจำจุดฝึก การฝึกปรือครั้งใหม่ทวีความเดือดดาล ทหารทุกนายทุ่มเทเค้นพลังหยดสุดท้ายในชีวิตออกมาดั่งคนบ้าคลั่ง
ผู้ใดกล้าผ่อนแรง เพียงเสี้ยววิย่อมถูกแส้หนังของขุนพลหวดจนหนังเปิดเนื้อแตก
เมื่อจ้าวหนิงชักม้ากลับมาเบื้องหน้ากลุ่มของจ้าวซิน ขุนพลระดับสูงต่างก้มหน้างุดด้วยความอัปยศ หวงเค่อเจี๋ยหน้าซีดดั่งกระดาษ คอตกราวกับไก่ป่วย มิกล้าแม้แต่จะปรายตามองแผ่นหลังของจ้าวหนิง
“แสนยานุภาพของท่านแม่ทัพ ช่างลึกล้ำสุดหยั่งคาด พวกเราเบาปัญญาได้แต่มองตามแผ่นหลัง…” จ้าวซินที่ยังพอเรียกสติกลับมาได้ เอ่ยตะกุกตะกัก
จ้าวหนิงคร้านจะเสวนาไร้สาระ ชายหนุ่มตวัดตัวลงจากม้า ใบหน้าเย็นเยียบ สาวเท้าก้าวตรงสู่กระโจมหลัก ขุนพลทั้งมวลที่ศิโรราบต่อความเหี้ยมหาญนี้ ล้วนเดินค้อมหลังตามไปอย่างระแวดระวัง
ทักษะเกาทัณฑ์ทะลวงฟ้าของจ้าวหนิง ถูกเคี่ยวกรำจากสมรภูมิโลหิตนับสิบปีในชาติก่อน ผ่านเส้นตายแห่งความตายมานับไม่ถ้วน ขุนพลกบในกะลาที่เสวยสุขในยุคสันติเหล่านี้ จะเอาสิ่งใดมาทัดเทียมพญามัจจุราชเยี่ยงเขา
วาจาผรุสวาทเมื่อครู่ หาใช่เพียงหมากสร้างบารมี ทว่าล้วนแทงทะลุความจริงอันโหดร้าย เผ่าเทียนหยวนในห้วงสิบปีมานี้ อาบเลือดทำศึกรวบรวมแผ่นดินมาตลอด หากไม่กรำศึกหนัก ย่อมไม่อาจผงาดจากเผ่าเร่ร่อนสู่มหาอำนาจทุ่งหญ้า นักรบหมาป่าของพวกมันล้วนเหยียบย่ำกองซากศพจนเติบใหญ่ เป็นทหารกล้าเดนตายขนานแท้
ค่ายทหารม้าอี่จื้อ หรือกระทั่งทัพเยี่ยนเหมิน จำต้องรีดเค้นศักยภาพจนถึงขีดสุด จึงจะรอดพ้นคมเขี้ยวของฝูงหมาป่าเหล่านี้ไปได้
ตัดกลับมาที่คอกม้า เฝิงหนิวเอ้อร์ประจักษ์ภาพความห้าวหาญทะลวงชั้นฟ้าของจ้าวหนิงอยู่แต่ไกล จิตใจสั่นสะท้านไปถึงขั้ววิญญาณ ยามไพร่พลกลับไปบ้าคลั่งฝึกซ้อม นัยน์ตากระจ่างใสของเด็กหนุ่มพลันลุกโชนด้วยเพลิงแห่งความทะเยอทะยาน สองหมัดกำแน่น ลอบสาบานด้วยชีวิต... สักวันหนึ่ง เขาจะต้องบรรลุวรยุทธ์ไร้เทียมทานเฉกเช่นจ้าวหนิงให้จงได้
ด้วยเลือดลมที่สูบฉีดพลุ่งพล่าน เฝิงหนิวเอ้อร์ก้มหน้าขัดอาชาต่อด้วยพละกำลังที่เพิ่มพูน เขาลงน้ำหนักดุดันเกินพอดี ความหยาบกระด้างนี้ทำเอาม้าศึกเจ็บปวด มันเชิดหัวกรีดร้องแหลม พลันตวัดกีบเท้าหลังดีดอัดอย่างเกรี้ยวกราด! เฝิงหนิวเอ้อร์ที่กำลังฮึกเหิม ถูกกระแทกหงายเก๋งก้นจ้ำเบ้าคลุกฝุ่นคอกม้าในทันควัน
……
ยามย่ำค่ำ จ้าวหนิงถอนตัวจากค่ายทหารมุ่งสู่จวนแม่ทัพ จ้าวเป่ยวั่งและจ้าวซวิ่นสร่างเมาแล้ว บัดนี้กำลังรั้งล้อมวงจิบชาในโถงใหญ่
ทันทีที่จ้าวหนิงก้าวเข้าประสานมือคารวะ จ้าวเป่ยวั่งก็หน้าแดงก่ำ กระแอมไอแก้เกี้ยว ก่อนจะนึกธุระสำคัญขึ้นได้ จึงเอ่ยเสียงขรึม
“องค์ฮ่องเต้มีราชโองการลับ สั่งการให้กองทัพเยี่ยนเหมินจัดส่งทหารม้าทะลวงฟัน ลาดตระเวนลึกเข้าสู่ทุ่งหญ้า เพื่ออวดแสนยานุภาพข่มขวัญชนเผ่าเป่ยหูที่กำเริบเสิบสาน… พรุ่งนี้รุ่งสาง เจ้าจงเบิกทหารม้าเบาหนึ่งพันนาย เคลื่อนพลออกนอกด่านเยี่ยนเหมิน”