ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 169 อุปนิสัย
สัญชาตญาณของจ้าวหนิงมิได้หลอกลวง แววตาที่หยางเจียนีใช้พิจารณาเขาเริ่มแฝงรังสีอันตรายขึ้นทุกขณะ เขารู้สึกประหนึ่งตนเองเป็นเนื้อชิ้นโตบนเขียงที่อีกฝ่ายกำลังเล็งว่าจะลงมีดตรงจุดใด
ยามพบหน้ากันเมื่อปีก่อน พวกเขาคนหนึ่งอยู่ระดับคุมปราณขั้นกลาง อีกคนอยู่ขั้นปลาย หยางเจียนียังรั้งรอไม่กล้าลงมือ มาบัดนี้พบกันอีกครา ระดับพลังของทั้งสองก็ยังห่างกันอยู่หนึ่งขั้นย่อยเช่นเดิม
นัยน์ตาหยางเจียนีวาวโรจน์ กระหายศึกเต็มสิบส่วน ต่อให้จ้าวหนิงจิตใจหนักแน่นดุจขุนเขาไท่ซานถล่มเบื้องหน้าสีหน้ามิเปลี่ยน ทว่ายามนี้ก็ยังอดลอบชำเลืองซ้ายขวามิได้
สู้มิได้ย่อมคือสู้มิได้ หากเป็นยามปกติเขาใช่ว่าจะเกรงกลัวผู้ใด ทว่าหากต้องมาสิ้นท่าต่อหน้าทหารองครักษ์ย่อมเป็นเรื่องยากจะทำใจรับ ยิ่งหากเรื่องที่เขาพ่ายแพ้หมดรูปใต้เงื้อมมือสตรีแพร่งพรายออกไป ภายภาคหน้าเขาจะเอาหน้าไปบัญชาการทัพได้อย่างไร
หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น คงเลือกเฟ้นวันเวลาเหมาะสมค่อยเปิดศึกกับจ้าวหนิง ทว่าอุปนิสัยของหยางเจียนีกลับมุทะลุดุดัน หากอารมณ์พาไปเมื่อใด ก็พร้อมตวัดดาบม่อเตาพุ่งทะยานเข้ามาบั่นคอเขาได้ทุกเมื่อ
วีรกรรมควบม้าบุกเดี่ยว ลอบเร้นเข้าสู่รังโจรม้านับสองพันนายอย่างไม่หวั่นเกรง แล้วเด็ดหัวหัวหน้าโจรท่ามกลางวงล้อมศัตรูนับพัน บ่งบอกตัวตนของนางได้ชัดเจนพอแล้ว
ว่ากันตามตรง ระดับพลังบำเพ็ญของอีกฝ่ายที่รุดหน้าทะยานฟ้าเยี่ยงนี้ จ้าวหนิงยังอดประหลาดใจมิได้
ตัวเขามีพรสวรรค์เลิศล้ำ ซ้ำหลังได้หวนคืนสู่ชีวิตใหม่ก็มีทรัพยากรบำเพ็ญเพียรชั้นเลิศหล่อเลี้ยงไม่เคยขาด ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ หยางเจียนียังทิ้งห่างเขาไปถึงหนึ่งขั้นย่อย นับเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง
เมื่อไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน จ้าวหนิงกลับมิเห็นเป็นเรื่องแปลก ในชาติก่อนช่วงสงครามแผ่นดินสิบปี หยางเจียนีคือผู้ที่บรรลุระดับราชันย์ขั้นปลายตามหลังองค์จักรพรรดิมาติดๆ เดิมทีนางก็เป็นหนึ่งในผู้ที่มีความหวังจะก้าวล่วงสู่ระดับเทวะอยู่แล้ว
เหนือสิ่งอื่นใด เขากับหยางเจียนียังมีความต่างที่สำคัญประการหนึ่ง
หยางเจียนีจิตใจบริสุทธิ์แน่วแน่ มุ่งมั่นเพียงการบำเพ็ญเพียร ใจไม่วอกแวก ผิดกับจ้าวหนิงตลอดหนึ่งปีหลังหวนคืนชีพที่ต้องเผชิญคลื่นลมสารพัด แต่ละวันหมดไปกับการชิงไหวชิงพริบฟาดฟันกับศัตรู ย่อมไม่มีแรงกายแรงใจมาทุ่มเทขัดเกลาวิชาได้เต็มที่
หากมิใช่เพราะเหตุนี้ ยามนี้เขาคงทะลวงเข้าสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางไปนานแล้ว
หยางเจียนีมิใช่คนช่างเจรจา อธิบายสถานการณ์ตนเองไม่กี่คำ นางก็ปักดาบม่อเตายืนจ้องจ้าวหนิงเขม็ง จ้าวหนิงเบือนหน้าหนี แสร้งทอดสายตาชมทิวทัศน์
ทั้งสองปิดปากเงียบสนิท บรรยากาศรอบด้านแปรเปลี่ยนเป็นอึดอัดพิลึกพิลั่น
เคราะห์ดีที่หยางเจียนีจดจ้องเขาอยู่ไม่นานนัก จมูกโด่งรั้นของนางขยับฟุดฟิด แววตาละจากจ้าวหนิง เคลื่อนไปหยุดอยู่บนหลังม้าศึกเบื้องหลังเขา นัยน์ตาที่กระจ่างใสพลันลุกวาวเป็นประกายเจิดจ้า
จ้าวหนิงนำม้าศึกมาสองตัว ตัวหนึ่งไว้ควบทำศึก อีกตัวไว้เดินทาง เสบียงเนื้อวัวเนื้อแกะและเนยแข็งที่รวบรวมมาจากเผ่าเก๋อซางเมื่อวาน ล้วนผูกห้อยไว้บนหลังม้าตัวที่หยางเจียนีกำลังจ้องตาเป็นมัน
กลิ่นหอมจางๆ โชยแตะจมูก
กลิ่นนั้นเบาบางยิ่งนัก ยามปกติจ้าวหนิงแทบไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ หยางเจียนีทิ้งระยะห่างหลายก้าว ตามหลักไม่น่าจะได้กลิ่นอันใด ทว่าดูจากท่าทีของนาง ชัดเจนว่าสัมผัสได้ถึงกลิ่นโอชารส
หยางเจียนีลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่สลัดคราบกุลสตรี ลำคอระหงยืดชะเง้อขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตากลมโตแฝงความปรารถนาแรงกล้า
ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับจ้าวหนิงมิได้ลึกซึ้งปานนั้น ยามนี้จึงกระดากอายเกินกว่าจะเอ่ยปากขอ
ทว่ามนต์ขลังของอาหารเลิศรสเย้ายวนเกินต้านทาน ทำให้นางมิอาจข่มใจละสายตา ทำได้เพียงจ้องเขม็งไปยังห่อผ้าข้างอานม้าตาไม่กะพริบ ท่าทางกล้ำกลืนฝืนทนอย่างยากลำบาก ยิ่งเมื่อหน้าท้องแบนราบลอบส่งเสียงร้องประท้วงเบาๆ
ตัวตะกละตะกลามโดยสันดานแท้ๆ… จ้าวหนิงลอบขบขัน พรสวรรค์การบำเพ็ญเพียรอันน่าตื่นตะลึง หรือแม้แต่ความเหี้ยมโหดบุกเดี่ยวล้างบางโจรม้าถึงในรัง ล้วนมลายสิ้น ไม่หลงเหลือเค้าลางความน่าเกรงขามใดๆ
จ้าวหนิงพอเดาออก หยางเจียนีลอบเร้นเข้ารังโจรม้าจนประชิดตัวหัวหน้า ย่อมต้องผลาญปราณแท้ไปมหาศาล
ต่อให้นางแข็งแกร่งดุดันเพียงใด ก็ยังเป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง เป็นไปมิได้ที่จะหิ้วดาบม่อเตาทะลวงฝ่าด่านป้องการหนาแน่นเข้าไปโต้งๆ แล้วรอดชีวิตกลับมา
ศัตรูมีกองกำลังเกือบสองพันนาย ในเมื่อตัวหัวหน้าอยู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง ภายในค่ายย่อมมียอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นซุ่มซ่อนอยู่ ส่วนระดับคุมปราณยิ่งมิต้องเอ่ยถึง หากพลัดหลงเข้ากลางวงล้อม นางย่อมตายสถานเดียว
กว่าจะลอบเข้าค่ายโจรประชิดตัวเป้าหมายได้นับว่ายากเย็นแสนเข็ญ ระหว่างนั้นนางย่อมไม่มีสิ่งใดตกถึงท้อง ผนวกกับเพิ่งผ่านศึกเดือด ยามนี้กระเพาะคงประท้วงกู่ร้องหาอาหาร
สตรีผู้นี้ตั้งแต่เด็กก็ทำตัวดั่งคนตายอดตายอยาก ไม่เคยสวาปามจนอิ่มท้อง ในปากต้องมีของเคี้ยวอยู่เสมอ ต่อให้ไม่หิว ก็คงต้านทานอำนาจเย้ายวนของอาหารเลิศรสไม่ได้อยู่ดี จ้าวหนิงเริ่มค่อนขอดหยางเจียนีอยู่ในใจอีกครา
ใครใช้ให้นางพอพบหน้าเขาปุ๊บก็เงื้อดาบเตรียมฟาดฟันเล่า จ้าวหนิงหาได้รู้สึกว่าความคิดตนเองผิดแผกแต่อย่างใด
คิดส่วนคิด ทว่าจ้าวหนิงยังคงรักษาน้ำใจหยางเจียนี อย่างไรเสียพวกเขาก็นับว่าลงเรือลำเดียวกันแล้ว เขาหันไปปลดห่อผ้าข้างอานม้า โยนให้นางพลางกล่าว
“เนื้อวัวหมักของเผ่าเก๋อซางรสชาติไม่เลว เนยแข็งก็ใช้ได้ทีเดียว นับว่าเลิศรส…”
“ขอบใจ” คำกล่าวยังไม่ทันจบประโยค หยางเจียนีก็ฉีกยิ้มกว้าง เบิกบานใจราวกับเด็กน้อย นางโยนดาบม่อเตาคู่กายทิ้งไม่ไยดี ทะยานร่างคว้าห่อผ้าจากมือเขาปานสายฟ้าแลบ ท่าทางดุดันประหนึ่งปล้นชิง
ระหว่างแกะห่อผ้า นางเช็ดมือกับเสื้อผ้าลวกๆ ก่อนหยิบเนื้อย่างแห้งยัดเข้าปากอย่างตะกละตะกลาม พริบตาเดียวแก้มสองข้างก็ป่องตุ่ย สวาปามดุดันไร้ซึ่งมาดกุลสตรีผู้สูงศักดิ์โดยสิ้นเชิง
เนื้อย่างแห้งเหนียวหนึบเคี้ยวยาก ทว่านางกลับบดเคี้ยวกลืนกินอย่างลื่นไหลไร้สะดุด จ้าวหนิงถึงกับต้องยอมศิโรราบให้กับฟันอันแข็งแกร่งของนาง
เห็นหยางเจียนีสวาปามลืมตาย จ้าวหนิงลอบส่ายหน้า ไม่เอ่ยปากรบกวนนางอีก ปล่อยให้อีกฝ่ายนั่งขัดสมาธิบนโขดหิน กอดห่อผ้าแนบอกประหนึ่งสมบัติล้ำค่า ก้มหน้าก้มตาเคี้ยวหงุบหงับราวกับกระรอกอมเมล็ดพืช
ท่าเปิบพิสดารตะกละตะกลามของนางราวกับอดอยากปากแห้งมาแรมปี
หรือหากกล่าวให้ถูก... ตะกละตะกลามมานานเพียงใด
ย้อนคิดดู อายุอานามนางยังน้อยนิด ทว่ากลับครองตำแหน่งโฉมงามสะคราญแห่งแดนเจียงจั่ว ยามปกติเป็นคนพูดน้อย จึงดูสงบเสงี่ยม งามสง่า และเปี่ยมด้วยราศีผู้ลากมากดี
หากเหล่าคุณชายตระกูลมั่งคั่งแห่งเมืองกว่างหลิงที่วันๆ เอาแต่ร่ายกวีประพันธ์กลอนเพื่อเอาอกเอาใจนาง มาเห็นท่าสวาปามดุดันไร้มาดกุลสตรีเยี่ยงนี้เข้า ไม่รู้ว่าจะปวดร้าวเจ็บช้ำจนต้องทุบอกชกหัวตัวเองหรือไม่
จ้าวหนิงไพล่มือไว้ด้านหลัง ขยับกายไปด้านข้าง ทอดสายตามองลึกเข้าไปในหุบเขา
ยามบ่ายคล้อย แสงอัสดงทอประกายทองอาบไล้ทิวเขาสีเหลืองฝุ่น ปราณแท้ที่ปะทุขึ้นภายในหุบเขาสว่างวาบดั่งบุปผาเพลิงเบ่งบาน ขับเน้นให้หุบเขาลึกดูวิจิตรตระการตายิ่งนัก
กองกำลังทหารม้าเบาแห่งค่ายอี่จื้อพุ่งทะยานด้วยค่ายกลลิ่มปีกห่าน อาศัยจังหวะแยกขบวนออกเป็นสามสาย ณ บริเวณปากหุบเขา กองกำลังหลักสายกลางพุ่งทะลวงเข้าสู่ก้นหุบเขา ภายใต้การนำทัพและสอดประสานของจ้าวซวิ่นและพรรคพวกจากบนที่สูง
ประเมินจากลำแสงปราณแท้ที่สว่างวาบสะท้อนผนังเขา ต่อให้เบื้องหน้ามีด่านปราการค่ายโจรขวางกั้น ยามนี้คงโดนหน่วยสอดแนมยอดฝีมือบดขยี้แนวป้องกันจนแหลกเป็นจุณไปสิ้น
เหล่าโจรม้าที่เพิ่งสิ้นไร้หัวหน้า ต่างตื่นตระหนกวุ่นวายดุจมังกรไร้เศียร ซ้ำร้ายบรรดายอดฝีมือในหมู่พวกมันยังพากันละทิ้งตำแหน่ง แห่แหนกันออกนอกรังเพื่อไล่ล่าหยางเจียนีก่อนหน้านี้ เมื่อเผชิญการลอบจู่โจมสายฟ้าแลบจากกองทัพเยี่ยนเหมิน หากต้านทานไว้ได้ก็ปาฏิหาริย์แล้ว
ขณะเดียวกัน ทหารม้าเบาค่ายอี่จื้อสองสายทางปีกซ้ายขวาควบตะบึงฝุ่นตลบ ภายใต้การนำทางของกลุ่มจ้าวซวิ่น พวกเขาตีโอบรัดกุม ดักสกัดเส้นทางหลบหนีในหุบเขาไว้ทุกสารทิศ
ยิ่งการเข่นฆ่าในหุบเขาทวีความดุเดือด ทหารม้าเบากองทัพเยี่ยนเหมินทั้งสองสายล้วนสกัดกั้นและระดมยิงสังหารอย่างเหี้ยมโหด ไม่เว้นแม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรที่ปีนป่ายหน้าผาหลบหนี หรือโจรม้าที่ควบหนีตายตามซอกเขา
ผลลัพธ์ของศึกนี้ไร้ข้อกังขา สิ้นสุดลงก่อนตะวันชิงพลบ จะเหลือก็เพียงโจรม้าที่พยายามตีฝ่าวงล้อมออกมาประปราย ทหารม้าเบากองทัพเยี่ยนเหมินล้วนเล็งเกาทัณฑ์ปลิดชีพพวกมันดับดิ้นอย่างแม่นยำดั่งจับวาง
กองกำลังโจรม้าสุดแสนอำมหิตเกือบสองพันชีวิตที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญใจให้แก่ชนเผ่านับสิบในรัศมีสามร้อยลี้ มลายสูญสิ้นไปจากแผนที่อย่างง่ายดาย แม้กองทัพเยี่ยนเหมินจะมีความสูญเสียอยู่บ้าง ทว่าหากเทียบกับฝ่ายโจรม้าแล้ว ถือว่าน้อยนิดจนแทบไม่ต้องนำมาใส่ใจ
เพียงประเดิมสนามรบแรกก็คว้าชัยงดงาม ทหารค่ายอี่จื้อล้วนโห่ร้องกู่ก้อง ทว่าจ้าวหนิงกลับไร้อารมณ์สุนทรีย์ แม้แต่จะย่างกรายเข้าหุบเขาเพื่อตรวจสอบสมรภูมิหรือประเมินทรัพย์สินเชลย
ชาติปางก่อนสมรภูมิใดบ้างที่เขามิเคยพานพบ ชัยชนะเหนือกองโจรหยิบมือไม่ถึงสองพันนาย ไร้ค่าพอจะสะกิดใจให้เขาสั่นไหว
การศึกที่ขุมกำลังห่างชั้นและรู้ผลแพ้ชนะอยู่เต็มอก ย่อมไม่อาจสร้างแรงกระเพื่อมในใจเขา
เหล่าพรานนำทางชาวเผ่าเก๋อซางต่างวิ่งรี่เข้ามาหาจ้าวหนิงด้วยสีหน้าปีติยินดี พวกเขาโค้งคำนับปลกๆ พร่ำพรรณนาคำขอบคุณที่เขาช่วยกวาดล้างเสี้ยนหนามตำใจเผ่าเก๋อซางมาเนิ่นนาน
ความปีติเอ่อล้นจนหยาดน้ำตาคลอเบ้า
ใบหน้ากร้านแดดสีทองแดงฉายชัดถึงความหวังและอนาคตอันผาสุก หากไร้โจรม้ากลุ่มนี้ ความเป็นอยู่ของพวกเขาย่อมผาสุกขึ้นมหาศาล
ด้วยเหตุนี้ แววตาทุกคู่ที่ทอดมองจ้าวหนิง นอกจากความยำเกรง ยังเปี่ยมด้วยความเคารพเทิดทูนสุดหัวใจ
ความศรัทธานี้ดำรงอยู่จวบจนทหารม้าเบากองทัพเยี่ยนเหมินถอนกำลังพ้นหุบเขา และกลับมารวมพลจัดกระบวนทัพใหม่ที่ค่ายอี่จื้อ เมื่อได้รับอนุญาต พวกเขาจึงรุดไปเบื้องหน้าขบวน โค้งคำนับแสดงความเคารพต่อขุนพลค่ายอี่จื้ออย่างขึงขัง
“คลังสมบัติของพวกมันอัดแน่นด้วยของมีค่ามหาศาล มากมายเสียจนชนเผ่าขนาดสองพันคนทั่วไปมิอาจเทียบเคียง” จ้าวซวิ่นที่เพิ่งกลับมารายงานผลการริบทรัพย์ให้จ้าวหนิงฟัง
กองสมบัติพะเนินเทินทึก ย่อมเป็นประจักษ์พยานถึงบาปกรรมและความชั่วช้าสามานย์ที่พวกมันก่อไว้
“โจรม้าพวกนี้ใจสู้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินนัก เราจับเชลยได้ถึงหนึ่งพันสองร้อยกว่าคน ในจำนวนนี้มียอดฝีมือรวมอยู่ด้วยไม่น้อย เสี่ยวหนิงจื่อตั้งใจจะจัดการเชลยพวกนี้เช่นไร” หลังจากจ้าวซวิ่นรายงานสถานการณ์ในหุบเขาจบ ก็เอ่ยถามถึงปัญหาสำคัญ
เป้าหมายการทัพหนนี้คือเผ่าต๋าต้าน ย่อมเป็นไปมิได้ที่จะคุมเชลยรอนแรมไปด้วย ครั้นจะแบ่งกำลังคุมตัวกลับด่านเยี่ยนเหมินกวนก็สูญเสียไพร่พลไม่น้อย
แท้จริงแล้วจ้าวหนิงเตรียมแผนรับมือเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ศึกสงบ
“ทรัพย์สินที่สะดวกต่อการขนย้าย ให้กองทหารที่คุ้มกันผู้บาดเจ็บและอัฐิทหารกล้าลำเลียงกลับด่านเยี่ยนเหมินกวน ภายหลังค่อยแบ่งส่วนหนึ่งมาปูนบำเหน็จ ที่เหลือริบเข้าคลังหลวงทั้งหมด”
“ส่วนเชลยหนึ่งพันสองร้อยกว่าคนนั่น ผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณขึ้นไป บั่นคอทิ้งตรงนี้ให้สิ้น ที่เหลือส่งมอบแก่ชนเผ่าที่เคยถูกพวกมันย่ำยี ให้ตกเป็นทาสใช้แรงงาน ไถ่บาปความชั่วช้าที่เคยก่อไว้”
คำสั่งเด็ดขาดของจ้าวหนิง ทำให้จ้าวซวิ่นเลื่อมใสสุดหัวใจ
ทรัพย์สินที่ขนย้ายง่ายย่อมต้องส่งกลับ การปูนบำเหน็จจากสมรภูมิวันนี้คือสิ่งที่เหล่าขุนพลปรารถนา ข้อนี้มิต้องสาธยายให้มากความ
โจรม้าตั้งแต่ระดับคุมปราณขึ้นไป ล้วนเป็นยอดฝีมือยากจะควบคุม ซ้ำรอยเลือดบนมือย่อมแปดเปื้อนมากกว่าโจรม้าทั่วไป บาปหนาเกินอภัย สมควรตายสถานเดียว
การส่งมอบเชลยที่เหลือให้ชนเผ่าผู้ตกเป็นเหยื่อ ย่อมดลบันดาลให้พวกเขาซาบซึ้งในบุญคุณของกองทัพเยี่ยนเหมินหาที่สุดมิได้ แผนการนี้มิเพียงประกาศศักดากวาดล้างโจรภูเขาให้ขจรขจาย ทว่ายังเป็นสะพานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างกองทัพและชนเผ่าเร่ร่อนให้แน่นแฟ้น
คาดการณ์ได้เลยว่า ทันทีที่ข่าวนี้แพร่สะพัด บารมีของกองทัพเยี่ยนเหมินบนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ย่อมพุ่งทะยานไร้ข้อกังขา
เมื่อพรานนำทางเผ่าเก๋อซางล่วงรู้คำตัดสินของจ้าวหนิง ล้วนปลาบปลื้มจนเนื้อเต้น พวกเขาพยายามเลียนแบบธรรมเนียมชาวฉี คุกเข่าโขกศีรษะให้จ้าวหนิงครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อแสดงความสวามิภักดิ์และเคารพเทิดทูนสุดหัวใจ
ขณะเดียวกัน หลังผ่านสมรภูมิเลือด แววตาของเหล่าทหารกล้าค่ายอี่จื้อที่ทอดมองจ้าวหนิงพลันแปรเปลี่ยน แฝงด้วยความเคารพศรัทธาและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากยิ่งขึ้น
ก่อนหน้านี้ จ้าวหนิงสำแดงทักษะขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์เหนือชั้น ณ ลานฝึก สั่งสอนทหารกล้าอย่างดุดัน นั่นคือการ ‘สร้างบารมี’ มาวันนี้ เขานำทัพกวาดล้างโจรม้า เปิดโอกาสให้ไพร่พลกอบโกยผลประโยชน์เป็นกอบเป็นกำ นี่แหละคือการ ‘แสดงเมตตา’
ผสานทั้งพระเดชและพระคุณเข้าด้วยกัน เหล่าขุนพลทหารกล้าค่ายอี่จื้อ จึงยอมศิโรราบมอบกายถวายชีวิตให้แก่จ้าวหนิงด้วยความเต็มใจอย่างแท้จริง