ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 174 งัดข้อ
“ชี่ตันเตรียมผนึกกำลังเทียนหยวนบุกเหยียบราชสำนักต๋าต้าน วิกฤตจ่อคอหอย แต่ข่านและรัชทายาทกลับเมินเฉย… พวกเจ้ามีแผนรับมือหรือไม่”
ปาถูถ่ายทอดบทสนทนาระหว่างตนกับจ้าวหนิงให้เหล่าคนสนิทฟังคร่าวๆ ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียม เอ่ยเข้าประเด็นทันที
สิ้นคำปาถู บรรยากาศพลันหนักอึ้ง ผู้ที่เชื่อถ้อยคำนี้ต่างหน้าถอดสี สบถด่าเผ่าเทียนหยวนและชี่ตันว่าเดรัจฉาน ส่วนผู้ที่กึ่งเชื่อกึ่งกังขา ล้วนสงวนท่าทีเงียบงัน
ผู้ที่อวดฉลาดลอบประเมินสถานการณ์… ต้าฉีเพียงต้องการบดขยี้เทียนหยวนเพื่อล้างแค้นคดีสายลับเซียวเยี่ยน จึงคิดหลอกใช้ต๋าต้านเป็นทัพหน้า ส่วนปาถูเองก็อาศัยจังหวะนี้ซ่องสุมกำลัง
ทว่าในฐานะข้ารับใช้คนสนิท พวกมันย่อมต้องยืนหยัดเคียงข้างปาถู ผลประโยชน์ของผู้เป็นนาย… ย่อมหมายถึงความผาสุกของพวกมันเช่นกัน
“เรื่องด่วนที่สุดคือต้องทำให้ข่านประจักษ์ว่าสงครามกำลังจะปะทุ หากไร้ราชโองการเคลื่อนพล พวกเราย่อมขยับเขยื้อนไม่ได้” ชนชั้นสูงชราท่าทางสุขุมผู้หนึ่งเอ่ยทำลายความเงียบ
“ทำอย่างไรข่านถึงจะเชื่อ” ปาถูสวนกลับทันควัน
“โบราณว่าฟังความข้างเดียวมักมืดบอด ที่ข่านทรงกังขา เพราะนั่นเป็นเพียงคำพูดลอยๆ ของแม่ทัพจ้าว” ชายชราลูบเครา “อีกทั้งแม่ทัพจ้าวคือคนนอก ข่านย่อมระแวดระวัง ทว่าหากมีหลักฐานยืนยัน และใช้คนของต๋าต้านเราเองเป็นผู้ชี้เบาะแส… ข่านย่อมต้องเชื่อแน่”
นัยน์ตาปาถูทอประกายลิงโลด “จะหาหลักฐานจากที่ใด แล้วผู้ใดจะเป็นพยาน”
ขุนนางชราแย้มยิ้มลูบเคราไม่ปริปาก วางมาดปราชญ์ผู้หยั่งรู้ฟ้าดินเพื่อโอ้อวดสติปัญญา ทว่าพริบตาต่อมา เมื่อปะทะเข้ากับสายตาดุดันบีบคั้นของปาถู เขาก็รีบกระแอมไอ หดหัวเก็บมาดบัณฑิตจอมปลอมกลับไปแทบไม่ทัน
“ไม่ปิดบังท่านอ๋อง ช่วงสองวันนี้มีกองคาราวานหลายสายเพิ่งกลับจากชี่ตัน ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าที่นั่นกำลังแอบระดมพลคล้ายเตรียมทำศึกใหญ่ เพียงแต่ไม่รู้ว่าพุ่งเป้าไปที่ใด” เขาเว้นจังหวะ “ประเมินจากสถานการณ์… เป้าหมายย่อมต้องเป็นพวกเรา”
ปาถูชะงักงัน นี่มันง่วงนอนก็มีคนยื่นหมอนมาให้ชัดๆ ในใต้หล้าจะมีเรื่องบังเอิญปานนี้เชียวหรือ ราวกับสวรรค์กำลังเข้าข้างเขาก็ไม่ปาน
ครั้นไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน หากชี่ตันเตรียมทัพจริง ข่าวสารหลุดรอดย่อมเป็นเรื่องสมเหตุสมผล จุดน่าสงสัยเพียงหนึ่งเดียวคือ หากชี่ตันซุ่มเตรียมพลอย่างลับๆ พ่อค้าเหล่านี้จะไปล่วงรู้ได้อย่างไร พวกมันหาใช่สายลับไส้ศึก ไฉนจึงมีสายตาแหลมคมปานนั้น
ทว่าเมื่อผลประโยชน์มาจ่อถึงหน้า ปาถูจึงคร้านจะใส่ใจเบื้องลึกเบื้องหลัง อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็หนุนเสริมแผนการของเขาอยู่ดี
“กองคาราวานแจ้งข่าวนี้แก่เหล่าขุนนางตั้งแต่สองวันก่อน” ขุนนางชรากล่าวต่อ “ยามนั้นข้าคิดว่าเป็นเพียงข่าวโคมลอย จึงมิได้กราบทูลข่าน บัดนี้ดูแล้ว… ให้พวกพ่อค้าเหล่านี้ไปเข้าเฝ้ายืนยันความจริง ย่อมนับว่าเหมาะเจาะ”
ขุนนางชราผู้นี้มีตำแหน่งในราชสำนักต๋าต้านเทียบเท่าเจ้าเมืองเยี่ยนผิงแห่งต้าฉี ปาถูฟังจบก็ลิงโลดจนตบโต๊ะฉาดใหญ่
“มัวรออันใดอยู่ รีบไปจัดการเดี๋ยวนี้” เขาคำรามสั่งการ “เกณฑ์พวกพ่อค้าใหญ่มาให้หมด ให้พวกมันไปเข้าเฝ้าพร้อมกัน ยิ่งคนมาก น้ำหนักคำพูดยิ่งมากตาม”
อีกด้านหนึ่ง รัชทายาทต๋าต้านคลุกคลีพูดคุยกับจ้าวหนิงอย่างออกรส ท้ายที่สุดถึงขั้นเอ่ยปากเชิญชายหนุ่มไปเยือนกระโจมของตน สัญญาว่าจะเลี้ยงรับรองให้หนำใจ ซ้ำยังแย้มเป็นนัยว่าที่นั่นอุดมไปด้วยหญิงงามล่มเมือง
แม้จะไม่เชื่อข่าวกรองของจ้าวหนิง ไม่คิดว่าทุ่งหญ้าจะเกิดศึก และไร้เจตนาจะยื่นมือช่วยเหลือ ทว่าในฐานะว่าที่ข่านต๋าต้าน เขาย่อมไร้เหตุผลที่จะล่วงเกินว่าที่ขุนพลอันดับหนึ่งแห่งต้าฉี
การผูกมิตรกับจ้าวหนิง นับเป็นหมากตาสำคัญที่เขาต้องวาง
เมื่อตระหนักว่าจ้าวหนิงต้องคว้าน้ำเหลวในการเจรจา อีกฝ่ายย่อมผูกใจเจ็บ รัชทายาทต๋าต้านถึงขั้นคำนวณไว้ล่วงหน้า… ว่าต้องส่งมอบของล้ำค่าสมบัติหายากกี่คันรถ เพื่อดับเพลิงโทสะในใจของยอดขุนพลหนุ่ม
กระทั่งหากจ้าวหนิงถูกตาต้องใจน้องสาวแท้ๆ ของตน… องค์หญิงผู้ออกมาต้อนรับเมื่อครู่ รัชทายาทต๋าต้านก็พร้อมสวมบทพ่อสื่อแม่ชักให้โดยไร้ข้อกังขา
ทว่าจังหวะที่เขากำลังก้าวพ้นกระโจมพร้อมจ้าวหนิง คำสั่งด่วนจากกระโจมราชสำนักก็ส่งตรงมาถึง เรียกตัวรัชทายาทเข้าเฝ้าเป็นการด่วน
หมดหนทาง รัชทายาทจำต้องประสานมือกล่าวลา เอ่ยขออภัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมรับปากว่าจะกลับมารับไปงานเลี้ยงในภายหลัง
จ้าวหนิงรู้อยู่เต็มอกว่าอีกฝ่ายถูกเรียกตัวไปเหตุใด จึงปั้นหน้ายิ้มแย้มแสดงความใจกว้าง
จ้าวซวิ่นซึ่งยืนซุกมือในแขนเสื้ออยู่เบื้องข้าง มองตามแผ่นหลังรัชทายาทที่เดินจ้ำอ้าวจากไป ก่อนเอ่ยถามด้วยความกังขา “แม้ศิลปะการปั่นหัวของท่านจะยอดเยี่ยม แต่ปาถูจะยอมเดินตามหมากที่ท่านวางไว้ทุกกระเบียดนิ้วจริงหรือ”
จ้าวหนิงยิ้มบาง เอ่ยเสียงเรียบ “สำหรับคนฉลาด วาทศิลป์ทำได้เพียงกวนน้ำให้ขุ่นชั่วขณะ สิ่งที่กำหนดผลลัพธ์อย่างแท้จริง… คือหมากตาถัดไปต่างหาก”
นัยน์ตาจ้าวซวิ่นสว่างวาบ “แม่นางฟ่านจัดการเตรียมการไว้หมดแล้วรึ”
จ้าวหนิงย่อมไม่ปิดบัง “นางติดสินบนพ่อค้าชาวต๋าต้านไปหลายกลุ่ม ให้พวกมันหอบข่าวการระดมพลของชี่ตันมากระจายล่วงหน้าตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” จ้าวซวิ่นไม่ซักไซ้ต่อ พ่อค้าล้วนเห็นแก่ผลประโยชน์ ในโลกนี้มีน้อยนักที่ไม่หวั่นไหวกับเงินทอง หากมี… ย่อมแปลว่าเม็ดเงินยังหนักไม่พอ
ยืนรอดูท่าทีอยู่ครู่หนึ่ง จ้าวซวิ่นพลันกวาดตามองซ้ายขวา เอ่ยด้วยความประหลาดใจ “แม่หนูตระกูลหยางหายไปที่ใด ตั้งแต่งานเลี้ยงเมื่อคืนก็ไม่เห็นหัว คงมิได้เกิดเรื่องอันใดขึ้นกระมัง”
“นางบอกว่าดั้นด้นมาถึงราชสำนักทั้งที จึงอยากหาผู้กล้าแห่งทุ่งหญ้าประลองฝีมือ เพื่อเบิกหูเบิกตาและขัดเกลาพลังบำเพ็ญไปในตัว” จ้าวหนิงตอบอย่างไม่ใส่ใจ
ในสายตาเขา หยางเจียนีก็เป็นเพียงพวกเรี่ยวแรงเหลือเฟือจนอยู่ไม่สุข
“ก็นับว่าสมเหตุสมผล อย่างไรเสียนางก็กินจุถึงเพียงนั้น”
ทว่าขณะที่จ้าวซวิ่นกำลังค่อนขอดในใจ ห่างออกไปนอกรั้วกระโจมอันสลับซับซ้อน พลันบังเกิดเสียงระเบิดกัมปนาท ฝุ่นควันตลบอบอวล พริบตาต่อมา ร่างผู้กล้าต๋าต้านบึกบึนดั่งวัวถึกนับสิบต่างถูกจับโยนลอยละลิ่วขึ้นกลางอากาศ ก่อนร่วงกระแทกพื้นในสภาพแขนขาหักพับ ร้องโหยหวนอย่างน่าสมเพช
สองบุรุษสบตากัน ยังไม่ทันขยับเท้า ก็เห็นยอดยุทธ์ต๋าต้านในชุดหรูหราซึ่งแผ่กลิ่นอายพลังบำเพ็ญไม่ธรรมดา แตกฮือหนีตายหัวซุกหัวซุนลนลานราวกับสุนัขจนตรอก
พวกมันวิ่งพลางแหกปากตะโกนยอมศิโรราบด้วยภาษาทุ่งหญ้า เบื้องหลังปรากฏร่างหยางเจียนีกำลังลากดาบม่อเตายาวหนึ่งจั้งสองฉื่อ ไล่กวาดล้างพวกมันอย่างบ้าคลั่งไม่ลดละ ช่างเป็นภาพที่ดุดันบ้าบิ่นถึงขีดสุด
ใบหน้าจ้าวซวิ่นแข็งค้าง “คนพวกนี้ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณต้นกำเนิด ซ้ำยังมีขั้นกลางอยู่ไม่น้อย… แม่หนูตระกูลหยางจะวิปลาสเกินไปแล้วกระมัง”
จ้าวหนิงแค่นหัวเราะ หันหลังเดินกลับเข้ากระโจมอย่างว่องไว ประจักษ์ชัดว่าหยางเจียนีกำลังสู้จนเลือดเข้าตา ขืนปล่อยให้นางเห็นเขาตอนนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องดี
ณ กระโจมราชสำนัก ข่านต๋าต้านบนบัลลังก์โอ่อ่าบัดนี้แผ่รังสีอำมหิตดุจพยัคฆ์คลั่ง หนวดเคราสั่นสะท้าน นัยน์ตาดำมืดเยือกเย็น… ทว่าแท้จริงก็เป็นเพียงพยัคฆ์เฒ่าอ้วนฉุที่นั่งแหมะอยู่กับที่
เหล่าพ่อค้าที่หมอบกราบกลางกระโจมต่างตัวสั่นงันงก กระทั่งเงยหน้ายังมิกล้า
ปาถู หุนเสียหวังหนุ่ม ไม่อาจสะกดกลั้นความลิงโลดที่ฉายชัดบนหว่างคิ้ว คึกคะนองดั่งขุนพลเตรียมกรีธาทัพ
สวนทางกับรัชทายาทผู้มีพุงพลุ้ยล้ำหน้าวัย ซึ่งบัดนี้กำลังขมวดคิ้วเป็นปมแน่น
“ท่านข่าน ชี่ตันกำลังระดมพลจริง พิสูจน์แล้วว่าข่าวของแม่ทัพจ้าวคือความจริง หากเราไม่ชิงระดมพลตั้งรับ เกรงว่าภัยถึงตัวเมื่อใด… พวกเราจะได้แต่รอความตาย”
ปาถูร้อนรุ่มปรารถนาให้ศึกปะทุ หวังให้ต๋าต้านเคลื่อนทัพประสานต้าฉีกวาดล้างทุ่งหญ้า “ขอท่านข่านมีราชโองการระดมพลทันที ชิงเปิดศึกกะซวกพวกมันก่อนเลยพ่ะย่ะค่ะ”
รัชทายาทปรายตามองปาถู ปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้อยคำนั้นมีน้ำหนัก ทว่าในเมื่อทั้งสองคือศัตรูคู่อาฆาต สิ่งใดที่อีกฝ่ายสนับสนุน เขาจำต้องคัดค้านหัวชนฝา… ไร้ซึ่งการประนีประนอม ไม่สนถูกผิด
“ท่านข่าน การเคลื่อนทัพใหญ่ประชิดชายแดนคือเรื่องคอขาดบาดตาย จะบุ่มบ่ามมิได้เด็ดขาด หากชี่ตันมิได้คิดบุกแต่แรก การกระทำของเราย่อมบีบให้พวกมันต้องเปิดศึก” รัชทายาทเอ่ยด้วยจังหวะเนิบนาบ ปั้นน้ำเสียงล้ำลึกดุจปราชญ์ “เราควรส่งทูตไปสอบถามสาเหตุการระดมพล พร้อมส่งสายลับแทรกซึมสืบข่าวให้รัดกุม”
ปาถูฟังจบก็เดือดดาลจนหน้าดำหน้าแดง “ศัตรูซุ่มวางหมากมาเนิ่นนาน พวกเราไม่ชิงลงมือก็แย่พอแล้ว นี่ยังจะส่งทูตไปสืบความ นี่มันมอบเวลาให้ศัตรูเตรียมตัวชัดๆ” สิ้นคำ เขาก็หันไปโค้งคำนับข่าน หมายขอรับอาสานำทัพออกศึกทันที
“หุบปาก เลิกเถียงกันได้แล้ว” ข่านต๋าต้านตวาดกร้าว
ข่านชราล่วงรู้สันดานปาถูทะลุปรุโปร่ง รู้ว่ามันกระหายบัลลังก์รัชทายาท จึงดิ้นรนสร้างผลงานทหารเพื่อซ่องสุมอำนาจ ขณะเดียวกันก็รู้ทันรัชทายาท ไม่ว่ามันจะขยับตัวทำสิ่งใด ล้วนทำเพื่อกอดเก้าอี้และเหยียบหัวหุนเสียหวังให้จมดิน ถ้อยคำของลูกชายทั้งสอง… เขาจึงเชื่อไม่ได้เต็มสิบส่วน
รัชทายาทคือผู้ที่เขาแต่งตั้งเองกับมือ ย่อมปรารถนาให้สืบทอดบัลลังก์… ทว่านั่นต้องรอให้เขาตายตกไปเสียก่อน ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ อำนาจเบ็ดเสร็จต้องอยู่ในกำมือเขาเพียงผู้เดียว จะยอมให้รัชทายาทรวบอำนาจล่วงหน้ามิได้เด็ดขาด
นี่คือสาเหตุที่เขาชุบเลี้ยงปาถูขึ้นมาคานอำนาจ หากไร้ซึ่งความ ‘โปรดปราน’ และแรงหนุนจากเขา ในยุคที่ราชสำนักมีรัชทายาทประทับอยู่ทนโท่ ปาถูจะเอาขุมกำลังที่ใดไปงัดข้อแย่งชิง
ทว่าการหนุนหลังย่อมมีเส้นแบ่ง จะปล่อยให้ปาถูเหยียบหัวรัชทายาทจมมิดไม่ได้ ในใจเขาประเมินแล้วว่าปาถูมุทะลุเกินไป ขาดความรอบคอบ คิดอ่านไม่ทะลุปรุโปร่ง… ไร้คุณสมบัติผู้นำราชสำนัก
แต่เพราะมันไม่ได้โดดเด่นจนเกินงาม เขาจึงเลือกใช้เป็นหมากสกัดรัชทายาท หากปาถูเก่งกาจเกินไป อำนาจที่ปะทะกันอย่างสูสีและรุนแรง จะนำมาซึ่งหายนะนองเลือดภายใน
อีกทั้งยามเขาใกล้ลงโลง หากบารมีปาถูล้นฟ้า เขาคงไม่อาจริบอำนาจคืนได้ทันกาล และเมื่อเขาสิ้นลม ปาถูอาจก่อกบฏใช้กำลังชิงบัลลังก์ข่าน... ซึ่งนั่นคือจุดจบของเผ่าพันธุ์
นี่คือเหตุผลว่าไฉนปาถูจึงเป็นได้เพียงอ๋องธรรมดา มิอาจผงาดขึ้นเป็นจั่วเสียนหวังหรือโย่วเสียนหวัง
“วิกฤตสงครามชี้เป็นชี้ตายชนเผ่า จะนิ่งนอนใจไม่ได้ และบุ่มบ่ามไม่ได้เช่นกัน การส่งทูตไปชี่ตันเป็นเรื่องไร้สาระ ต้องส่งผู้มีสายตาแหลมคมและแบกรับภาระหนักได้ ไปสืบสาวเรื่องนี้ให้กระจ่างโดยเร็วที่สุด” ข่านกวาดสายตามองสลับระหว่างลูกชายทั้งสอง
“ท่านข่าน ข้าขอรับอาสา” ปาถูรีบโขกศีรษะ แม้ท่าทีของข่านจะไม่เป็นไปตามคาด แต่มาถึงขั้นนี้ เขาต้องช่วงชิงหมากกระดานนี้มากุมความได้เปรียบไว้ให้จงได้
ทันทีที่ปาถูเปิดช่อง รัชทายาทย่อมไม่ยอมน้อยหน้า “ท่านข่าน โปรดมอบหน้าที่นี้ให้ข้า”
แม้ส่วนลึกจะรังเกียจการลดตัวไปตรากตรำวิ่งเต้นสืบข่าว แต่เขาจะยอมให้ปาถูสมหวังไม่ได้ ในฐานะศัตรูคู่อาฆาต สิ่งใดที่มันปรารถนา… เขาต้องแย่งชิงมาเหยียบย่ำให้สิ้น
หากปล่อยให้ปาถูสืบสาวจนได้ความ เมื่อศึกปะทุขึ้นจริง อีกฝ่ายย่อมมีความชอบธรรมในการชูธงนำทัพ ขณะที่เขาซึ่งลั่นวาจาปฏิเสธวิกฤตสงครามแต่แรก... ถึงยามนั้น ย่อมหมดสิทธิ์งัดข้อแย่งชิงอำนาจทหารอย่างสิ้นเชิง
แน่นอนว่าข่านไม่มีทางปล่อยให้ปาถูไป ต่อให้ชี่ตันมิได้ระดมพล ทว่าด้วยจุดยืนของปาถู… มันย่อมต้องปั้นน้ำเป็นตัว สร้างข่าวลวงว่าศัตรูกำลังจะบุกอยู่ดี
ข่านทำทีเป็นครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนทอดเสียงเข้ม “เรื่องนี้มอบให้รัชทายาทจัดการ จงจำไว้… นี่คือความเป็นความตายของราชสำนัก ต้องสืบความจริงให้กระจ่าง ห้ามประมาท และห้ามปล่อยให้ชนเผ่าร่วงหล่นสู่ห้วงวิกฤตเด็ดขาด”
รัชทายาทลิงโลดสุดขีด “น้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
ปาถูหน้ามืดทะมึน ภายในอกปั่นป่วนดั่งพายุหมุน เพลิงโทสะและจิตสังหารทะลักจุดเดือด ‘เหตุใดจึงมอบให้รัชทายาท ก่อนหน้านี้มันยังค้านหัวชนฝาด้วยซ้ำ’
เขาอ้าปากหมายโต้แย้ง ทว่าวาจาข่านถือเป็นสิทธิ์ขาด รู้ดีว่าดิ้นรนไปก็ป่วยการ ขืนดันทุรังมีแต่จะเรียกเพลิงพิโรธใส่ตัว สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้… ใช่ว่าเขาเพิ่งเคยเผชิญเป็นครั้งแรก
‘ล้วนเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข ทว่าเสด็จพ่อกลับลำเอียงถึงเพียงนี้’ ปาถูก้มหน้าต่ำ ซ่อนแววตาอาฆาตมาดร้ายจากบิดาและพี่ชาย ลอบสบถด่าในใจอย่างคลุ้มคลั่ง ‘ไอ้รัชทายาทสวะนั่นมันพวกตาขาวไร้วิสัยทัศน์ เป็นแค่ตัวผลาญข้าวสุก ข้ามีจุดใดด้อยกว่ามัน… เสด็จพ่อเอาตาส่วนไหนมาโปรดปรานมันถึงเพียงนี้’