ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 189 ก้าวสู่สมรภูมิ
ทัพหลวงเคลื่อนพลออกจากด่านเยี่ยนเหมินกวน ลัดเลาะคดเคี้ยวตามช่องเขาปานอสรพิษทะยาน ครั้นพ้นปากช่องเขาเข้าสู่ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา ทัศนวิสัยพลันเปิดกว้าง ทัพหลักจึงแยกเป็นสามสาย ซ้าย กลาง ขวา มุ่งหน้าขึ้นเหนือตามการชี้เป้าของพลสอดแนม
ขุนพลคุมทัพปีกขวาเป็นชายฉกรรจ์วัยสามสิบเศษ รูปร่างกำยำ นัยน์ตาสีมรกต ผมหยักศก เบ้าตาลึกจมูกโด่ง รูปลักษณ์เป็นชนเผ่าหูแห่งซีอวี้อย่างเด่นชัด บุคคลผู้นี้คือผู้บัญชาการป้องกันด่านเยี่ยนเหมินกวน… อันซือหมิง
รัชศกเฉียนฝูปีที่หก ราชสำนักอ้างเหตุจลาจลแดนเป่ยหู โยกย้ายทหารองครักษ์สามหมื่นนายประชิดด่านเยี่ยนเหมินกวน รัชศกเฉียนฝูปีที่เจ็ด สืบเนื่องจากกบฏองค์หญิงเป่ยหู… ปั๋วเอ่อร์ชื่อจวิน·เยี่ยนเยี่ยนเทมูร์ องค์จักรพรรดิจึงมีพระราชโองการเพิ่มกำลังรบด่านเยี่ยนเหมินกวนอีกสามหมื่น
เพียงพริบตา ด่านเยี่ยนเหมินกวนซ่องสุมกำลังพลเพิ่มถึงหกหมื่นนาย เพื่อกระชับอำนาจป้องกันชายแดน ราชสำนักจึงตั้งตำแหน่ง ‘ผู้บัญชาการป้องกันด่านเยี่ยนเหมินกวน’ ขึ้นใหม่ มอบหมายให้แม่ทัพใหญ่อู่เว่ยฝ่ายขวา ‘อันซือหมิง’ รั้งตำแหน่ง คุมทหารใหม่หกหมื่นนาย… แท้จริงแล้วนั่นก็คือตำแหน่งรองแม่ทัพแห่งด่านเยี่ยนเหมินกวน
“ข้าน้อยนึกว่าศึกนี้ท่านแม่ทัพใหญ่จะสั่งให้พวกเราตรึงกำลังรักษากำแพงด่าน คาดไม่ถึงว่าจะได้รับโอกาสทะลวงฟันสร้างความดีความชอบเช่นกัน” ขุนพลหน้ายาวข้างกายอันซือหมิงเอ่ยเสียงกระซิบ นัยน์ตาทอประกายเจิดจ้า
อันซือหมิงควบม้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย เอ่ยเสียงขรึม “กลศึกจะพลิกแพลงเช่นไร ย่อมเป็นสิทธิ์ขาดของท่านแม่ทัพใหญ่ เจ้ากับข้ามีหน้าที่เพียงรับบัญชาทัพ”
“เพียงแต่ยามเหยียบสมรภูมิจริง ไม่รู้ว่าพวกเราจะมีโอกาสสร้างผลงานชิ้นเอกหรือไม่ ทัพหน้าคือจ้าวเป่ยวั่ง ทัพปีกซ้ายล้วนเป็นขุนพลตระกูลจ้าว หวังว่าพวกเราจะไม่ตกชั้นกลายเป็นเพียงกองหนุนรั้งท้าย” ขุนพลหน้าม้าเอ่ยแฝงนัย
อันซือหมิงปรายตามองขุนพลหน้าม้าเย็นเยียบ “พวกเราเพิ่งมาตั้งทัพ หยัดยืนให้มั่นคงคือสิ่งสำคัญอันดับแรก ท่านแม่ทัพใหญ่บัญชาสิ่งใด ก็จงปฏิบัติตามนั้น ต่อให้สั่งให้เป็นแค่ม้าใช้ส่งสาร ก็ต้องทุ่มเทสมาธิเต็มสิบสองส่วน เข้าใจหรือไม่”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายปิดปากเงียบสนิท ไร้ร่องรอยให้ล่วงรู้ความในใจ ขุนพลหน้าม้าทำได้เพียงค้อมศีรษะรับคำ “ขอรับ ท่านแม่ทัพ”
ณ เขาเฟิ่งหมิง บริเวณไหล่เขาสูงตระหง่านซึ่งมองเห็นได้กว้างไกล กระโจมสักหลาดหลายหลังตั้งตระหง่านต้านลม รอบด้านวางกำลังคุ้มกันแน่นหนา ผู้บำเพ็ญเพียรกระจายตัวซุ่มซ่อน จับตาดูความเคลื่อนไหวทุกสารทิศอย่างรัดกุม
ภายในกระโจมใหญ่ใจกลางค่าย ขุนพลระดับสูงแห่งกองทัพเทียนหยวนกำลังหารือแผนศึกหน้ากระบะทราย ผู้นำของพวกมันหาใช่ใครอื่น… โย่วเสียนหวัง ‘ฉ๋าลาห่าน’
ชั่วจิบชา ยอดฝีมือผู้บำเพ็ญเพียรพลันพุ่งพรวดเข้ารายงาน ทัพม้าหน้าแห่งกองทัพเยี่ยนเหมินสามหมื่นนาย บุกประชิดเขาเฟิ่งหมิงแล้ว
“มาเร็วกว่าที่คิด” ฉ๋าลาห่านเงยหน้า นัยน์ตาสาดประกายเหี้ยมเกรียม “ใครเป็นแม่ทัพหน้า”
“จ้าวเป่ยวั่งขอรับ”
ฉ๋าลาห่านเลิกคิ้วประหลาดใจ “จ้าวเป่ยวั่งคุมทัพหน้าด้วยตนเองเชียวหรือ” มันครุ่นคิดชั่วครู่ “เช่นนี้เป็นไปได้สูงยิ่งว่าจ้าวเสวียนจีจะบรรลุถึงด่านเยี่ยนเหมินกวนแล้ว”
สิ้นคำ มันโบกมือสั่งพลสอดแนมถอยออกไปสืบความเคลื่อนไหวต่อ
“หลายวันมานี้ พลสอดแนมสองฝ่ายปะทะกันดุเดือด กองทัพเยี่ยนเหมินย่อมล่วงรู้แล้วว่าพวกเราซุ่มกำลังพลจำนวนมากไว้ที่เขาเฟิ่งหมิง ทุ่งหญ้าใบไม้แดง และจุดอื่นๆ”
‘ไป๋อิน’ กุนซือเฒ่าวัยห้าสิบปีของฉ๋าลาห่านลูบเคราหรอมแหรมครุ่นคิด “ยามนี้ จ้าวเป่ยวั่งกลับควบม้าทะลวงตรงมาหาเรา หรือมันตั้งใจใช้ที่นี่เป็นจุดแตกหักจริงๆ”
ฉ๋าลาห่านมิได้ด่วนสรุป จ้าวเป่ยวั่งอาจพุ่งเป้ามาบดขยี้พวกมัน หรือนี่อาจเป็นเพียงทัพลวง จำต้องรอพลสอดแนมล้วงลึกถึงทัพหลวงเยี่ยนเหมินเสียก่อนจึงจะฟันธงได้
“ไม่ว่าอย่างไร ศึกนองเลือดที่เขาเฟิ่งหมิงเตรียมปะทุแล้ว กระจายพลสอดแนมทั้งหมดออกไป สั่งทุกค่ายเตรียมรับศึก เหล่ายอดฝีมือเตรียมพร้อมสนับสนุนทุกเมื่อ”
ถ่ายทอดคำสั่งสิ้น ฉ๋าลาห่านก้าวพ้นกระโจม ทอดสายตาเบื้องหน้า จุดที่มันยืนอยู่คือยอดเขาสูงชันที่สุดของเขาเฟิ่งหมิง ทว่าความจริงความสูงนี้เทียบไม่ได้กับปราการภูผาฝั่งด่านเยี่ยนเหมินกวนแม้แต่น้อย
เบื้องหน้าคือเนินหญ้าลาดชันสลับซับซ้อนทอดตัวดั่งระลอกคลื่น ซ้ายขวากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ทว่าทิศเบื้องหน้ากลับพอมองเห็นขอบเขต ห่างออกไปหลายสิบลี้คือทุ่งหญ้าราบเรียบ
ยามสารทฤดูมาเยือน ผืนหญ้าล้วนแห้งเหี่ยวเป็นสีเหลืองทองอร่าม
บนเนินเขาแต่ละลูก ทหารม้าลาดตระเวนและพลสอดแนมทัพเทียนหยวนกระจายกำลังดุจฟองคลื่น บางหย่อมซุ่มนิ่งกลืนไปกับทัศนียภาพ บางกลุ่มควบม้าตรวจการณ์ ทิ้งฝุ่นควันฟุ้งตลบเป็นสายยาวดั่งอสรพิษเลื้อยผ่าน
ขุมกำลังหลักกองทัพเทียนหยวนกระจุกตัวอยู่เบื้องหน้ายอดเขาที่ฉ๋าลาห่านเหยียบย่ำ ภูมิประเทศชัยภูมินี้เอื้อต่อการตั้งรับขีดสุด ค่ายคูหอรบแต่ละแห่งอยู่ในระยะสายตา สอดประสานกำลังเกื้อหนุนกันได้ทันท่วงที
ทุกเนินหญ้าลาดชันหรือช่องเขาที่กองทัพเคลื่อนผ่านได้ ล้วนมีทหารฝีมือฉกาจตรึงกำลังแน่นหนา ทว่าพวกมันมิได้กระจายกำลังพลจนหละหลวม หรือโง่งมถึงขั้นหารเฉลี่ยไพร่พลทุกจุดยุทธศาสตร์ ขุมกำลังหลักล้วนอัดแน่นอยู่ตามจุดตายสำคัญ
แนวป้องกันแบ่งน้ำหนักชัดเจนเป็นสองส่วน ส่วนแรกอิงเทือกเขาใต้ฝ่าเท้าฉ๋าลาห่านเป็นปราการหลัง วางกำลังคล้ายด่านเยี่ยนเหมินกวน อีกส่วนห่างออกไปราวยี่สิบสามสิบลี้ กลางทุ่งหญ้าลาดชันผืนใหญ่นั้นมี ‘ชัยภูมิคอขวด’ ซ่อนอยู่
ชัยภูมิคอขวดคือพื้นที่ขนาบด้วยภูเขาสูงชัน ช่องเขารีดแคบ ข้าศึกไม่อาจแผ่ขยายหน้ากระดานบุกตะลุย ถือเป็นจุดตายที่ได้เปรียบในการตั้งรับ ทว่าเสียเปรียบมหาศาลยามบุกทะลวง
ยามนี้ ขุมกำลังหลักนับแสนของทัพเทียนหยวนมิได้ปักหลักบนเขาเฟิ่งหมิง ทว่าซุ่มซ่อนอยู่กึ่งกลางระหว่างเขาเฟิ่งหมิงและทุ่งหญ้าใบไม้แดง
แน่นอนว่ากองทัพใหญ่นับแสนย่อมไม่กระจุกรวมกันเป็นก้อนเดียว ทว่าแยกเป็นสามทัพ ซ้าย กลาง ขวา ทิ้งระยะห่างอย่างรัดกุม
ข้อดีคือทัพปีกซ้ายขวาล้วนประชิดเขาเฟิ่งหมิงและทุ่งหญ้าใบไม้แดง เคลื่อนพลหนุนเสริมได้ในพริบตา ทว่าข้อเสียคือกองกำลังที่อยู่ไกลสุดย่อมเคลื่อนพลมาสนับสนุนล่าช้า
ทว่าขอเพียงสองทัพแรกบรรลุถึง ไพร่พลหกเจ็ดหมื่นนายก็มากพอจะตรึงสถานการณ์รบ ต่อให้ไม่กำชัยในทันทีก็สูบผลาญพละกำลังทัพเยี่ยนเหมินได้มหาศาล รอจนกองหนุนสายสุดท้ายกระโจนเข้าสมรภูมิ การตลบหลังกวาดล้างย่อมกลายเป็นเรื่องพลิกฝ่ามือ
ทหารทัพเทียนหยวนที่รับหน้าที่สกัดกั้นทัพเยี่ยนเหมิน ล้วนสวมชุดชนเผ่าชี่ตัน ซ้ำยังชูธงรบสัญลักษณ์ชี่ตัน
จุดประสงค์เพื่อปูทางสู่อนาคต เมื่อไฟสงครามมอดดับ พวกมันจะได้โยนบาปทั้งหมดให้ราชสำนักชี่ตัน ซึ่งตกเป็นเพียงหุ่นเชิดและฉากบังหน้า ให้รับผลกรรมจากต้าฉีแต่เพียงผู้เดียว
ในศึกครั้งนี้ ขอเพียงได้ปะทะกับทัพเยี่ยนเหมิน ไม่ว่าด้วยเล่ห์กลใด ย่อมบีบให้ชี่ตันกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตของต้าฉีอย่างสมบูรณ์
ราชสำนักเทียนหยวนต้องรวบรวมทุ่งหญ้าให้เป็นหนึ่งเสียก่อน จึงจะพร้อมเปิดศึกแตกหักกับต้าฉี แผนรุกรานเดิมถูกกำหนดไว้อีกสองปีข้างหน้า ทว่ายามนี้กำหนดการทะลวงสู่ระดับเทวะของข่านเทียนหยวนถูกฉุดรั้งให้ล่าช้า ต่อให้กวาดล้างเผ่าต๋าต้านสำเร็จ ก็ยังต้องซ่องสุมกำลังอีกเนิ่นนาน
ผู้บำเพ็ญเพียรพุ่งพรวดเข้ารายงานระลอกแล้วระลอกเล่า ระยะห่างระหว่างทัพหน้าเยี่ยนเหมินกับเขาเฟิ่งหมิงหดสั้นลงทุกขณะ
ยามสุริยันคล้อยต่ำลับขอบฟ้า ทัพม้าของจ้าวเป่ยวั่งก็เหยียบย่างถึงเขตรอยต่อภูเขา ห่างจากแนวป้องกันด่านแรกของฉ๋าลาห่านเพียงสามสิบลี้
การลอบสังหารระหว่างพลสอดแนมผู้บำเพ็ญเพียรสองฝ่ายทวีความเหี้ยมเกรียมขึ้นในพริบตา ภายในรัศมีร้อยลี้ ประกายปราณแท้ระเบิดวาบตามจุดต่างๆ เป็นระยะ บางสายวาบวับแล้วดับสูญปานหิ่งห้อย บางสายพัวพันแลกชีวิตกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน
ตามจุดตัดเส้นทางยุทธศาสตร์หรือเนินสูง ทหารม้าลาดตระเวนและพลสอดแนมควบตะบึงเข้าห้ำหั่นไม่ขาดสาย ก่อนจะเร้นกายหายลับในมุมมืด… และไม่นาน ม้าศึกไร้เจ้านายก็จะเดินโซเซออกมาอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง
ท่ามกลางเส้นแบ่งทิวาราตรี พลสอดแนมและหน่วยลาดตระเวนนับพันง้างเกาทัณฑ์กวัดแกว่งดาบ แม้มหาสงครามยังไม่เปิดม่าน ทว่าพวกเขากลับพุ่งทะยานบั่นคอข้าศึก เผาผลาญจิตวิญญาณและชีวิตของตนเองไปแล้ว
ท่ามกลางเงาคมดาบ ร่างนับไม่ถ้วนร่วงหล่นสู่ความมืดมิดชั่วนิรันดร์ จมดิ่งใต้สมรภูมิหนาวเหน็บ… ไร้ซึ่งโอกาสเบิกตาดูตะวันรุ่งอีกต่อไป
ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดหลายคนเริ่มบาดเจ็บ กระทั่งตกตายในพริบตา ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณ… พวกมันแทบถูกกวาดล้างเป็นผุยผง
หากเป็นนครศิวิไลซ์หรือชนเผ่าสงบสุข ผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณล้วนมีที่หยัดยืน ระดับวิญญาณต้นกำเนิดยิ่งคู่ควรกับคำว่ายอดฝีมือ ทุกคนต่างมีชื่อเสียงและได้รับการเคารพยำเกรง
ทว่า ณ สมรภูมิเลือดแห่งนี้ การร่วงโรยของพวกเขาช่างไร้ค่าดุจใบไม้แห้งในฤดูสารท เป็นเพียงเรื่องสามัญปานดอกไม้ไฟที่ปะทุประกายชั่วพริบตาก่อนมลายสูญ
บางครายามสองทัพเผชิญหน้า กองกำลังหลักมักไม่บดขยี้กันในทันที ทว่าเลือกคุมเชิงหยั่งท่าที และเมื่อสถานการณ์พลิกผันก็ถอนทัพกลับ… เหตุการณ์เช่นนี้มีให้เห็นอยู่เนืองนัย
ทว่าไม่ว่าทัพหลักจะปะทะหรือไม่ ขอเพียงสองกองทัพเหยียบย่างเข้าสู่สมรภูมิ พลสอดแนมคือด่านแรกที่ต้องสังเวยชีวิต ในฐานะ ‘ดวงตา’ ของกองทัพ ย่อมต้องมีทหารกล้ายอมพลีชีพหลั่งเลือดเป็นพวกแรกเสมอ
หลังแลกชีวิตพลสอดแนมไปมหาศาล ต่างฝ่ายต่างตระหนักถึงเจตนารมณ์ของกันและกัน ท้ายที่สุด พลสอดแนมทัพเทียนหยวนล่าถอยกลับแนวป้องกันด่านแรกจนสิ้น ส่วนยอดฝีมือทัพเยี่ยนเหมินก็มิได้ฝืนทะลวงลึกเข้าไป
นั่นหมายความว่า ทัพเทียนหยวนตาบอดสนิทต่อสถานการณ์เบื้องหลังจ้าวเป่ยวั่ง ไม่อาจชี้ชัดความเคลื่อนไหวทัพหลวงเยี่ยนเหมิน ในขณะเดียวกัน ยอดฝีมือเยี่ยนเหมินก็ไม่อาจหยั่งรู้ความตื้นลึกหนาบางของแนวป้องกันและขุมกำลังศัตรูเช่นกัน
อย่างมาก จ้าวเป่ยวั่งเพียงส่งขุนพลเจนศึกไปลาดตระเวนหน้าแนวป้องกัน เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างจำกัด ส่วนฉ๋าลาห่านก็ทำได้เพียงอาศัยหมากตากัดไปของจ้าวเป่ยวั่ง คาดเดาว่าทัพหลวงเยี่ยนเหมินจะเคลื่อนพลสมทบหรือไม่
ในเสี้ยวเวลานี้ เบื้องหน้าฉ๋าลาห่าน มีทหารเทียนหยวนตรึงกำลังอยู่กว่าสามหมื่นนาย
“ดูท่าจ้าวเป่ยวั่งคงตั้งใจเปิดศึกแตกหักกับเราจริงๆ อย่างช้าสุดรุ่งอรุณพรุ่งนี้ พวกมันต้องบุกทะลวงแน่” ไป๋อินลูบเคราหรอมแหรม ทอดสายตามองทัพหน้าเยี่ยนเหมินที่กำลังตั้งค่ายพักแรมพลางเอ่ยเสียงขรึม
ฉ๋าลาห่านเห็นพ้อง มันเรียกยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดสองสามนาย มอบป้ายอาญาสิทธิ์สั่งการทัพม้าที่ซุ่มอยู่กึ่งกลางเขาเฟิ่งหมิงและทุ่งหญ้าใบไม้แดง ให้เร่งเคลื่อนพลสนับสนุนโดยด่วน
ทว่ามหาสงครามยังไม่เปิดม่าน ขุมกำลังข้าศึกเบื้องหน้ายังมีจำกัด ฉ๋าลาห่านจึงมิได้เคลื่อนทัพม้านับแสนทั้งหมด เพียงเรียกระดมทหารม้าสามหมื่นนายที่ใกล้เขาเฟิ่งหมิงที่สุดมาเสริมทัพเท่านั้น
“กลศึกกองทัพฉียังคงทื่อมะลื่อตรงไปตรงมาเช่นเคย ต่อให้พวกเรากุมชัยภูมิเหนือกว่า ขอเพียงสบโอกาส พวกมันจะพุ่งทะลวงเข้ามาราวกับหมาบ้าคลั่ง ด้วยเกรงว่าพวกเราจะหนีเตลิดไปเสียก่อน”
ฉ๋าลาห่านทอดสายตามองค่ายเยี่ยนเหมินที่สว่างไสวด้วยคบเพลิงดุจทะเลดาว ริมฝีปากแสยะยิ้มเย็นเยียบ นัยน์ตาเปี่ยมด้วยแววหยามหยัน
“กองทัพเยี่ยนเหมินดิ้นรนถึงเพียงนี้ ย่อมมั่นใจในชัยชนะเต็มเปี่ยม ดูเหมือนในสายตาพวกมัน พวกเรายังคงเปราะบางปานกระดาษ ขอเพียงปะทะ รบอย่างไรเราก็ต้องพ่าย… ไม่ต่างอะไรกับกองทัพทูเจวี๋ยเมื่อร้อยปีก่อน”
ไป๋อินแค่นเสียงหัวเราะหยัน
“กองทัพฉีวิสัยทัศน์คับแคบ มืดบอดต่อความจริง จะโทษพวกมันก็ไม่ได้ พวกมันเสวยสุขกับความสงบมานานเกินไป หลงระเริงในภาพลวงตาแห่งความยิ่งใหญ่ จนพาลคิดว่าตนเองไร้เทียมทาน บันดาลได้ทุกสรรพสิ่ง”
“ยามนี้ ถึงเวลาให้พวกมันจ่ายค่าตอบแทนด้วยเลือด ขอเพียงมหาสงครามเปิดม่าน พวกมันจะได้ประจักษ์แก่ตาว่าหนึ่งร้อยกว่าปีที่ผันผ่าน... สถานะผู้ล่าและเหยื่อของสองกองทัพ ได้สลับสับเปลี่ยนกันแล้ว”
ขุมกำลังสองฝ่ายสูสีกัน ไม่ว่าฉ๋าลาห่านหรือไป๋อิน ล้วนเปี่ยมด้วยความมั่นใจว่าจะสามารถบดขยี้ทัพเยี่ยนเหมินให้แหลกเป็นผุยผง
“แม้ทัพต๋าต้านจะกระจุกตัวปกป้องราชสำนัก หดหัวในกระดองไม่ยอมรบพุ่ง ทว่าให้เวลาเพียงสิบวันครึ่งเดือน พวกมันย่อมหนีไม่พ้นถูกองค์รัชทายาทกวาดล้างสิ้นซาก”
“เมื่อถึงเวลานั้น พวกเราย่อมพิชิตทัพเยี่ยนเหมินได้เบ็ดเสร็จ อำนาจในทุ่งหญ้าจะถูกผูกขาดอยู่ในกำมือ ต่อให้ราชวงศ์แดนใต้ดิ้นรนปฏิเสธ ก็ไม่อาจพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้อีก”
“และในกาลข้างหน้า ยามองค์ข่านทะลวงสู่ระดับเทวะ… นั่นคือจุดจบของราชวงศ์ฉี พวกเราจะกรีธาทัพนับล้านบุกทะลวงลงใต้ กวาดล้างพวกมันให้สิ้นชื่อ”
กล่าวถึงจุดนี้ ไป๋อินสูดลมหายใจลึก นัยน์ตาลุกโชนด้วยความทะเยอทะยานบ้าคลั่ง
แม้ฉ๋าลาห่านจะมิได้พ่นวาจาโอหัง ทว่ามันสูดลมหายใจลึกเช่นกัน จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ลุกโชนเดือดพล่าน
มันแทบอดใจรออรุณรุ่งไม่ไหว กระหายใคร่บั่นคอจ้าวเป่ยวั่งให้ตกตายกลางสมรภูมิ ล้างแค้นให้จั่วเสียนหวังที่ถูกบรรพชนตระกูลจ้าวสังหารโหดเมื่อร้อยปีก่อน!