ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 191 ปะทะเดือดครั้งแรก (2)
ค่ายกลทหารม้าที่พุ่งเข้าห้ำหั่นหาได้ปิดตายไร้ช่องโหว่ ระหว่างพลรบยังเว้นระยะห่างพอสมควรเพื่อเปิดทางสับเปลี่ยนม้าพุ่งทะลวงสวนข้าศึก
ยามกองทหารม้าสองทัพตะบึงเข้าปะทะ ภาพม้าศึกชนกันดื้อๆ จนร่างทหารกระเด็นตกกระแทกพื้น ย่อมไม่มีทางเกิดกับกองกำลังชั้นยอดที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชนเด็ดขาด
ในฐานะขุนพลทัพหน้าและยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งกองทัพเยี่ยนเหมินสามหมื่นนาย จ้าวเป่ยวั่งควบม้านำหน้าบุกทะลวงเป็นทัพทะลวงฟันเสมอ การกระทำนี้นอกจากจะปลุกขวัญกำลังใจทหารหาญ ยังเป็นการคุมทิศทางหางเสือของค่ายกลรบ
ยามข้าศึกระดมยิงเกาทัณฑ์สี่ระลอกซ้อนเมื่อครู่ เขาพลันสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ห่าศรแหลมคมที่พุ่งแหวกอากาศมากระแทกเกราะปราณแท้ ซุกซ่อนอานุภาพต่างจากเกาทัณฑ์ของชาวเป่ยหูที่เคยเผชิญหน้าอย่างสิ้นเชิง
เขาตวัดสายตาประเมินผู้บาดเจ็บล้มตายเบื้องหลัง พบความสูญเสียเกินกว่าที่คาดการณ์ นี่ย่อมหมายความว่าเกาทัณฑ์ของกองทัพเทียนหยวนไม่เพียงระดมยิงเพิ่มขึ้นหนึ่งระลอก ทว่าอานุภาพของห่าศรแต่ละดอก… กลับดุดันอำมหิตกว่าที่ผ่านมา
เกาทัณฑ์ของพวกอนารยชนหูพัฒนาไปถึงขีดนี้ตั้งแต่เมื่อใด เหตุใดจึงพลิกแพลงร้ายกาจขึ้นปานนี้ กองทัพเทียนหยวนเบื้องหน้าควบม้าทะยานฝ่าม่านฝุ่นตลบเข้ามา นัยน์ตาของจ้าวเป่ยวั่งพลันหดเกร็งวูบ
ไพร่พลเหล่านี้แต่งกายเยี่ยงทัพชี่ตัน ทว่าแม้ส่วนใหญ่จะสวมเพียงชุดคลุมผ้าใบ ดูเผินๆ คล้ายไร้เกราะคุ้มกาย ยามควบม้าตะบึง ชายเสื้อที่สมควรปลิวไสวตามแรงลมกลับสะบัดพลิ้วเพียงเล็กน้อย
ชุดคลุมรบห่อหุ้มร่างกายศัตรูมิดชิด ทว่าเค้าโครงเสื้อผ้ากลับฟ้องความผิดปกติ เห็นได้ชัดว่าเบื้องหลังผืนผ้าซุกซ่อนยุทธภัณฑ์แข็งแกร่งเอาไว้
นัยน์ตาจ้าวเป่ยวั่งแหลมคมดุจเหยี่ยวขยับ เขาพลิกทวนยาวทหารม้าในมือ อาศัยแรงส่งจากม้าศึกพุ่งทะลวงเข้าใส่ขุนพลร่างยักษ์เบื้องหน้า พร้อมแผดเสียงตวาดก้อง “ทหารทุกนายระวัง ใต้ชุดคลุมข้าศึกมีเกราะซ่อนอยู่”
ขุนพลทัพเทียนหยวนเบื้องหน้าหาใช่ตะเกียงไร้น้ำมัน ทวนยาวที่จ้าวเป่ยวั่งพุ่งทะลวงหมายเด็ดขั้วหัวใจ ปะทะเข้ากับโล่กลมที่อีกฝ่ายยกขึ้นต้านรับไว้อย่างจัง
ทวนยาวทหารม้าในมือเขาคือศาสตราปราณระดับหนึ่ง อานุภาพทะลวงฟันเหนือชั้น อย่าว่าแต่โล่ไม้ธรรมดา ต่อให้เป็นโล่ปราณต่ำกว่าระดับสามย่อมไม่อาจต้านทาน ทว่าเมื่อกระแทกโล่กลมของอีกฝ่าย กลับไม่อาจเจาะทะลวงการป้องกันได้แม้แต่น้อย
สิ้นเสียงปะทะดังกึกก้อง แสงปราณระเบิดวาบดุจดวงตะวันสาดแสงจ้า ร่างของศัตรูกลับไม่สะทกสะท้าน ซ้ำยังมีพละกำลังเหลือเฟือตวัดดาบฟันสวนกลับมา
เหตุพลิกผันบังเกิดกะทันหัน แต่จ้าวเป่ยวั่งหาได้รั้งรอ ในเสี้ยววินาทีเป็นตาย เขาก้มตัวหลบดาบโค้งที่ตวัดวูบหมายบั่นคอได้อย่างฉิวเฉียด การปะทะบังเกิดเพียงชั่วประกายไฟแลบ พริบตาเดียวทั้งสองก็ควบม้าสวนทางสลับตำแหน่ง
“ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย” ปะทะเพียงกระบวนท่าเดียว จ้าวเป่ยวั่งพลันประเมินระดับพลังของข้าศึกได้อย่างแม่นยำ ทว่าความจริงนี้กลับสั่นคลอนจิตใจเขาอย่างรุนแรง ต้องรู้ว่าเขาคือแม่ทัพใหญ่แห่งด่านเยี่ยนเหมินกวน เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งกองทัพเยี่ยนเหมิน
ตามที่จ้าวเป่ยวั่งรับรู้มาตลอด กองทัพเป่ยหูมีเพียงระดับนายพลคุมทัพหมื่นนายจึงจะคู่ควรเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณต้นกำเนิด ส่วนระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย… ทั้งราชสำนักรวมกันยังนับได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียว
ราชสำนักเป่ยหูแห่งหนึ่ง ปกติย่อมมียอดฝีมือระดับราชันย์เพียงหนึ่งหรือสองคน ต่อให้นำสี่เผ่าใหญ่รวมกัน จำนวนผู้เชี่ยวชาญระดับราชันย์ยังน้อยกว่าราชวงศ์ต้าฉีอยู่ช่วงตัวหนึ่งเป็นแน่แท้
ด้วยเหตุนี้ ราชวงศ์ต้าฉีที่มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับราชันย์ไม่ถึงสองมือนับ จึงสามารถสะกดข่มทุ่งหญ้าแห่งนี้เรื่อยมา
สาเหตุที่เผ่าต๋าต้านยกตนว่ายิ่งใหญ่ ไม่เห็นเผ่าเทียนหยวนอยู่ในสายตา ล้วนเพราะพวกมันมียอดฝีมือระดับราชันย์ถึงสามสี่คน ขุมกำลังเยี่ยงนี้สมควรยึดครองตำแหน่งผู้นำสูงสุดของสี่ราชสำนักใหญ่แห่งเป่ยหูอย่างเบ็ดเสร็จ
ทว่าบัดนี้ ท่ามกลางกองทัพเทียนหยวนนับหมื่นเบื้องหน้า กลับมียอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายปรากฏตัว ซ้ำยังเป็นระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายทะลวงจุดสูงสุด ฝีมือทัดเทียมกับจ้าวเป่ยวั่ง ความจริงข้อนี้ทำให้เขาลอบหนาวเหน็บในใจ
หากทัพเทียนหยวนหนึ่งหมื่นนายมียอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายทะลวงจุดสูงสุดหนึ่งคน นั่นย่อมหมายความว่ากองทัพเทียนหยวนมีขุนพลระดับนี้อย่างน้อยยี่สิบกว่าคนเลยกระนั้นหรือ
ทั่วทั้งกองทัพเยี่ยนเหมิน มียอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น
จ้าวเป่ยวั่งไม่มีเวลาให้ขบคิดวิเคราะห์
หลังพุ่งม้าสลับตำแหน่งกับขุนพลทัพเทียนหยวน ศัตรูนับไม่ถ้วนพลันโถมทะยานเข้าใส่เขาราวกับเกลียวคลื่นมนุษย์สุดลูกหูลูกตา
ทุกผู้ล้วนมีสีหน้าอำมหิต นัยน์ตาเหี้ยมเกรียมดุจปีศาจร้ายกระหายเลือด หอกยาวคมกริบในมือสะท้อนแสงวาบวับชวนขวัญผวา เรียงรายหนาแน่นดั่งดงพงหนาม
ทวนยาวทหารม้าในมือจ้าวเป่ยวั่งปราศจากกระบวนท่าสิ้นเปลือง เขารีดเค้นปราณแท้จนถึงขีดสุด ตั้งท่าถือทวนขนานพื้นอย่างมั่นคง ก่อนควบม้าศึกพุ่งทะลวงเข้าบดขยี้ศัตรู
สิ้นเสียงปะทะกึกก้อง โล่ปราณในมือผู้บำเพ็ญเพียรทัพเทียนหยวนผู้หนึ่งแหลกละเอียดด้วยทวนยาวของจ้าวเป่ยวั่ง แรงระเบิดจากคลื่นปราณส่งผลให้ด้ามทวนสั่นสะท้าน ทว่าถูกพลังตบะของเขาสะกดข่มลงทันควัน
เพียงชั่วอึดใจ ปลายทวนทะลวงอกศัตรู คมอาวุธโชกเลือดทะลุออกกลางหลัง ร่างผู้บำเพ็ญเพียรทัพเทียนหยวนผู้นี้ลอยละลิ่วหลุดจากหลังม้า กระเด็นไปกระแทกสหายร่วมรบด้านหลังอย่างจัง
จ้าวเป่ยวั่งขมวดคิ้วมุ่น จังหวะที่ทวนยาวทะลวงร่างศัตรู เขาสัมผัสได้ถึงแรงต้านจากเกราะปราณอย่างชัดเจน แม้จะปลิดชีพได้สำเร็จ ทว่าระดับขั้นของเกราะปราณที่สูงลิ่วกลับทำให้เขาลอบตระหนก
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณขั้นปลายของชนเผ่าหู ต่อให้มีเกราะปราณคุ้มกาย อย่างมากก็เพียงระดับเจ็ด แต่เกราะปราณของคนผู้นี้กลับอยู่ระดับหกเป็นอย่างต่ำ ซ้ำร้ายสถานการณ์เยี่ยงนี้หาได้มีเพียงคนสองคน ทว่าไพร่พลทุกนายล้วนเป็นเช่นนี้
จ้าวเป่ยวั่งควบม้าทะลวงสังหารศัตรูตลอดทาง หลังส่งวิญญาณข้าศึกลงปรโลกไปยี่สิบกว่าศพ ข้อสรุปที่ได้กลับดึงหัวใจเขาดำดิ่งลงเหวลึก
นักรบกองทัพเทียนหยวนทุกนายล้วนสวมเกราะรบ ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรสวมเกราะปราณทั้งหมด นี่มิใช่กองกำลังชนเผ่าหูอีกต่อไป แต่มันคือยุทโธปกรณ์ระดับกองทหารม้าชั้นยอดแห่งราชวงศ์ต้าฉีที่มักมีเพียงทัพเยี่ยนเหมินเท่านั้นถึงจะครอบครองได้
กองทัพชนเผ่าหูครอบครองเกราะรบมหาศาลปานนี้ตั้งแต่เมื่อใด เว้นเสียแต่เป็นทหารองครักษ์ส่วนพระองค์ของข่านแห่งราชสำนัก ซึ่งอย่างมากมีกำลังพลเพียงหมื่นกว่านาย ทว่ากองทัพเบื้องหน้าเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่องครักษ์ส่วนพระองค์ของข่านเผ่าชี่ตันหรือเทียนหยวนเป็นแน่
ยิ่งกว่านั้น จำนวนผู้บำเพ็ญเพียรในกองทัพนี้ยังหนาแน่นจนน่าประหลาด หากคาดการณ์ไม่ผิด สัดส่วนผู้บำเพ็ญเพียรในทัพนี้ย่อมสูงล้ำกว่ากองทัพเยี่ยนเหมินเสียอีก นี่คือขุมกำลังที่ไร้กองทัพชนเผ่าหูใดจะเทียบเคียง
ยิ่งจ้าวเป่ยวั่งบุกทะลวงลึกเข้าไป ยิ่งใช้ทวนยาวฟาดฟันศัตรูมากเท่าใด ใบหน้าของเขาก็ยิ่งเขียวคล้ำลง
ตัวเขาคือแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพเยี่ยนเหมิน พละกำลังแข็งแกร่งดุดัน ทหารองครักษ์ขนาบข้างล้วนเป็นยอดฝีมือ ท่ามกลางค่ายกลรบเยี่ยงนี้ ปกติย่อมไร้อันตรายถึงชีวิต
ทว่าเมื่อต้องปะทะกับทัพมารร้ายกาจปานนี้ ชะตากรรมของกองทัพหน้าเยี่ยนเหมินสามหมื่นนายเบื้องหลังย่อมไม่สู้ดีอย่างแน่นอน
ถอยมามองอีกก้าว หากฝ่ายตนสูญเสียหนักหน่วง สถานการณ์รบตกเป็นรอง ท่ามกลางสมรภูมิชุลมุน หากยอดฝีมือข้าศึกรุมล้อมลอบสังหาร จ้าวเป่ยวั่งอยากรักษาชีวิตรอดก็มิใช่เรื่องง่าย
มิน่าเล่า กองทัพเทียนหยวนขบวนนี้จึงกล้าตั้งค่ายกลขวางปากหุบเขา เมินเฉยการดวลฝีมือขี่ม้ายิงธนู แต่กลับเลือกพุ่งทะลวงประชิดตัวโดยตรง ขุมพลังของกองทัพนี้ทิ้งห่างชนเผ่าหูอื่นๆ ชนิดทาบไม่ติด แม่ทัพของพวกมันย่อมมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมที่จะบดขยี้กวาดล้างชัยชนะ
จ้าวเป่ยวั่งหรี่ตาลง ใบหน้าเคร่งเครียดถึงขีดสุด
บัดนี้ เขาบุกทะลวงลึกเข้ามากลางค่ายกลศัตรู จำต้องเพ่งสมาธิสังหาร ไร้เวลาวอกแวกหันมอง หากเผยช่องโหว่เพียงเสี้ยวลมหายใจ ยอดฝีมือที่ซุ่มซ่อนในเงามืดอาจปล่อยศรลับเด็ดหัวเขาได้ทันที
ยอดขุนพลและขุนศึกกล้าตั้งแต่อดีตกาลที่สิ้นชื่อกลางสมรภูมิด้วยศรลับลอบสังหาร มีมากมายนับไม่ถ้วน
ทว่าองครักษ์ส่วนตัวที่ขนาบซ้ายขวา ยังคงรายงานสถานการณ์รบต่อเนื่อง เพื่อให้เขารับรู้ความพลิกผันของสมรภูมิได้ทันท่วงที
ค่ายกลของฝ่ายตนยังไม่เสียขบวน ไพร่พลยังคงรักษากระบวนทัพพุ่งทะลวง ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายทะลวงฝ่าจนแตกพ่าย อย่างไรเสียการใช้กำลังพลสามหมื่นบดขยี้หมื่นกว่านาย ความได้เปรียบด้านจำนวนย่อมประจักษ์ชัด
ทว่าแสนยานุภาพที่ทัพเทียนหยวนแสดงออกมาช่างดุดันเหี้ยมเกรียม เกราะรบของพวกมันไม่ด้อยไปกว่าทัพเยี่ยนเหมิน ซ้ำสัดส่วนผู้บำเพ็ญเพียรยังสูงล้ำกว่าอีกขั้น ยามห้ำหั่นกัน ความสูญเสียของทหารหาญจึงสาหัสสากรรจ์ หากเทียบกับอดีต ถือว่าพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว
ทว่าด้วยข้อได้เปรียบด้านกำลังพล หลังการทะลวงค่ายกลสิ้นสุด ไพร่พลเทียนหยวนหนึ่งนายจำต้องรับมือกับทหารเยี่ยนเหมินถึงสามนาย เมื่อเป็นเช่นนี้ ความสูญเสียของศัตรูย่อมหนักหนาไม่แพ้กัน
หากกองกำลังชั้นยอดของข้าศึกมีเพียงหมื่นกว่านาย ส่วนไพร่พลที่เหลือไม่ได้สวมเกราะรบครบครัน และผู้บำเพ็ญเพียรไม่ได้แข็งแกร่งดุดันปานนี้ เพียงบุกทะลวงสับเปลี่ยนกระบวนทัพอีกไม่กี่ระลอก ย่อมกวาดล้างทัพศัตรูฝูงนี้ได้สิ้นซาก จ้าวเป่ยวั่งครุ่นคิดในใจ
อาศัยจังหวะชุลมุน จ้าวเป่ยวั่งตวัดสายตามองเนินหญ้าสองฝั่งปากหุบเขา ทหารเทียนหยวนเบื้องบนนอกจากระดมยิงเกาทัณฑ์แล้วกลับไร้ความเคลื่อนไหว ไม่แน่ชัดว่าจะควบม้าทะยานลงมาตะลุมบอนหรือไม่
ทว่าขอเพียงทะลวงผ่านค่ายกลเบื้องหน้า บุกตะลุยฝ่าเข้าปากหุบเขา ทำลายแนวป้องกันนี้ลงได้ สถานการณ์ย่อมพลิกผัน
ขณะขบคิด เสียงร้อนรนของจ้าวเจิ้นจงพลันดังทะลวงโสตประสาท “ช่องแคบปากหุบเขามีขวากกั้นม้ากว่ายี่สิบชั้น… ด้านในยังมีคูลึกดักม้าอีกกว่าสามสิบสาย!”
สิ้นประโยค เลือดในกายจ้าวเป่ยวั่งพลันเย็นเฉียบ
หลังสมรภูมิเปิดฉาก จ้าวเจิ้นจงที่รั้งท้ายกองทัพหน้าพลันทะยานร่างขึ้นฟ้าหมายสังเกตการณ์และสอดแนมค่ายกลข้าศึก ทว่าคล้ายดั่งคาดการณ์ไว้ เขาปะทะเข้ากับยอดฝีมือระดับราชันย์ขั้นต้นของทัพเทียนหยวนผู้หนึ่ง
สองร่างห้ำหั่นกันกลางเวหา แลกกระบวนท่าฟาดฟันดุเดือดเลือดพล่านไม่หยุดหย่อน
นี่คือครั้งแรกที่จ้าวเจิ้นจงส่งกระแสเสียงถึงจ้าวเป่ยวั่ง เห็นได้ชัดว่าระหว่างปะทะติดพัน เขาฝืนหาจังหวะชำเลืองมองเบื้องล่างอย่างยากลำบาก ก่อนรีบเจียดเวลาส่งข่าวทันควัน
ขวากกั้นม้ากว่ายี่สิบชั้นที่ปิดล้อมปากหุบเขานับเป็นอุปสรรคยากทะลวงผ่าน หากบวกคูลึกดักม้าอีกสามสิบสาย กองทหารม้าชั้นยอดสามหมื่นนายนี้ย่อมไร้หนทางบุกฝ่าโดยสิ้นเชิง
ทันทีที่ถลำเข้าปากหุบเขาแต่รุกคืบไม่ได้ ด้านหลังมีทัพม้าเทียนหยวนนับหมื่น สองฟากเนินหญ้ายังมีศัตรูทะยานลงมาขยี้ เมื่อถึงยามนั้นกองทัพเยี่ยนเหมินย่อมตกอยู่ในวงล้อมมรณะ ถูกปิดประตูสังหารหมู่สถานเดียว
ทัพเทียนหยวนกางค่ายกลมรณะหมายกวาดล้างกองทัพเยี่ยนเหมินให้สิ้นซาก
นับแต่พวกมันวางกำลังปิดบังแนวขวากและคูดักม้าหน้าปากหุบเขา ก่อนส่งทหารม้าชั้นยอดหมื่นกว่านายออกมาปะทะห้ำหั่นกับกองทัพเยี่ยนเหมิน ค่ายกลมรณะนี้ก็เริ่มเดินเครื่องบดขยี้แล้ว
รอจนกองทัพเยี่ยนเหมินสลับตำแหน่งพุ่งสวนค่ายกลศัตรูจนครบ ไม่ว่าระหว่างทางจะสูญเสียหรือสังหารศัตรูไปเท่าใด ท้ายที่สุดย่อมต้องทะยานสู่ช่องแคบปากหุบเขา ไร้หนทางให้ถอยหนีเด็ดขาด
แต่หากเป็นเช่นนั้น ทหารม้าชั้นยอดหมื่นกว่านายของทัพเทียนหยวน ย่อมเท่ากับเอาตัวรอดเข้าสู่แดนมรณะ เป็นการทุบหม้อข้าวสู้ตายหลังพิงน้ำ หากสถานการณ์เพลี่ยงพล้ำ พวกมันย่อมไร้หนทางถอยร่นเข้าปากหุบเขา
ต่อให้เป็นเนินหญ้า หากพวกมันคิดควบม้าปีนหนี ในยามที่มีกองทัพเยี่ยนเหมินไล่กวดบดขยี้เบื้องหลัง ขอเพียงความเร็วม้าตกลง ย่อมไม่มีทางรอดชีวิต ถือเป็นการรนหาที่ตายโดยแท้
มีเพียงต้องอาศัยการคุ้มกันจากกองทหารบนเนินหญ้า จึงจะพอมีทางรอด ทว่าหากทัพเทียนหยวนเบื้องบนทำเพียงระดมยิงเกาทัณฑ์สนับสนุน ตราบใดที่กองทัพเยี่ยนเหมินตะลุมบอนแนบชิดกับทหารม้าหมื่นกว่านาย พวกมันย่อมไม่กล้าง้างธนูยิงสุ่มสี่สุ่มห้า
ความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวคือ… ทัพเทียนหยวนบนเนินหญ้า จะอาศัยจังหวะควบม้าทะยานลงมาตีโต้กองทัพเยี่ยนเหมินให้ถอยร่น
หากทหารเบื้องบนไร้เกราะรบป้องกันกาย ไร้ผู้บำเพ็ญเพียรหนาแน่นปานนี้ การทะยานลงมาย่อมเท่ากับรนหาที่ตาย ไม่มีทางบดขยี้ทัพเยี่ยนเหมินจนแตกพ่าย นอกเสียจากว่า…
คิดถึงจุดนี้ หัวใจจ้าวเป่ยวั่งกระตุกวูบ นอกเสียจากว่าทหารเทียนหยวนบนเนินหญ้า จะเป็นขุมกำลังชั้นยอดเยี่ยงเดียวกับทหารม้าหมื่นนายเบื้องล่าง!
จ้าวเป่ยวั่งหันขวับตวัดสายตามองเนินหญ้าทั้งสองฟากฝั่งอีกครา นัยน์ตาแฝงความเหลือเชื่อ
สมรภูมินี้มีทัพเทียนหยวนเกือบสามหมื่นนาย หากนักรบทั้งหมดสวมเกราะรบครบครัน และทุกกองพันมีสัดส่วนผู้บำเพ็ญเพียรสูงลิ่วปานนั้น แสนยานุภาพของทหารเทียนหยวนสามหมื่นนายนี้ย่อม…
มากพอจะบุกทะลวงบดขยี้ค่ายกลกองทัพทุกรูปแบบบนทุ่งหญ้าให้แหลกสลายเป็นผุยผง!
วินาทีนั้น สันหลังของจ้าวเป่ยวั่งเย็นวาบยะเยือก
ราชสำนักเทียนหยวนซุกซ่อนแสนยานุภาพทางการทหารอำมหิตถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ขุมพลังรบระดับนี้ไม่เคยปรากฏบนทุ่งหญ้ามาก่อน มันก้าวล้ำจินตนาการและขอบเขตความเข้าใจของยอดขุนพลราชวงศ์ต้าฉีทุกคน รวมถึงตัวจ้าวเป่ยวั่งเอง
จ้าวเป่ยวั่งใบหน้าดำทะมึน เร่งรวบรวมสติให้มั่นคง ดูท่าการที่ราชสำนักเทียนหยวนกล้าเผยสันดานหมาป่ามักใหญ่ใฝ่สูง ย่อมมีไม้ตายหนุนหลัง หาใช่กระทำการเยี่ยงคนเขลาไม่
ในห้วงเวลาชี้เป็นชี้ตายเยี่ยงนี้ แสนยานุภาพของกองทัพเยี่ยนเหมินไม่เหลือความได้เปรียบใดอีก ซ้ำสถานการณ์รบยังตกเป็นรอง จะกอบกู้ชัยชนะกลับคืนมาได้อย่างไร
ขณะจ้าวเป่ยวั่งเค้นสมองหาทางรอด เสียงของจ้าวหนิงพลันทะลวงฝ่าสมรภูมิเลือดดังขึ้น!