ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 192 ปะทะเดือดครั้งแรก (3)
กำลังพลหลักพันละลานตาทั่วขุนเขา ไพร่พลนับหมื่นถมทับสุดลูกหูลูกตาไร้ขอบเขต
ยามบุกทะลวงลึกเข้ากลางค่ายกลทหารม้านับหมื่น นอกเหนือจากแผ่นหลังสหายร่วมรบเบื้องหน้า สิ่งที่จ้าวหนิงเห็นมีเพียงเงาร่างศัตรูที่ถาโถมเข้าใส่ไม่ขาดสาย และคมอาวุธนับไม่ถ้วนที่ชี้ตวัดตรงมายังตน
ม้าศึกตะบึงควบเร็วดั่งสายฟ้าฟาด ยิ่งสองทัพพุ่งทะลวงสวนทางยิ่งรวดเร็วดุจพายุคลั่ง ปลายหอกแหลมคมพุ่งจากไกลประชิดร่างในชั่วพริบตา
เงาร่างคนวูบไหวพาดผ่านรวดเร็วจนพร่ามัว เสี้ยววินาทีประจันหน้าสั้นกุดประดุจภาพลวงตา เผลอไผลเพียงเสี้ยวลมหายใจต่างฝ่ายก็ควบม้าสลับตำแหน่งทะลวงผ่านไป
ท่ามกลางช่องว่างเวลาแคบกระชั้น อย่าว่าแต่ง้างทวนยาวฟาดฟันยามศัตรูควบม้าตั้งหอกพุ่งทะลวงเข้าใส่ ลำพังแค่ก้มหลบยังยากเย็นแสนเข็ญ คนธรรมดาย่อมไร้หนทางหลบเลี่ยง
ทหารม้าชั้นยอดแห่งทัพเทียนหยวนอัดแน่นเต็มคลองจักษุ ถาโถมเข้าใส่ดุจกระแสน้ำเชี่ยวกราก โหมกระพือดั่งเปลวเพลิงผลาญ กึกก้องปานขุนเขาถล่มและเกลียวคลื่นคำราม แฝงอานุภาพทำลายล้างฟ้าดินพุ่งทะยานเข้าขยี้ไม่หยุดหย่อน
เบื้องหน้าขุมพลังอำนาจเยี่ยงนี้ มนุษย์ย่อมเล็กกระจ้อยร่อยราวกับมดปลวก ไร้เรี่ยวแรงต่อกร
ไพร่พลเทียนหยวนทุกนายล้วนเพ่งสมาธิหมายทะลวงร่างเขาให้พรุน ประหนึ่งเสี้ยววินาทีถัดมา จ้าวหนิงจะต้องร่วงหล่นจากหลังม้า
ศัตรูคือปีศาจคลั่ง มากมายดั่งขนโค กองทัพข้าศึกคือนรกภูมิ ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาไร้จุดสิ้นสุด
ค่ายกลรบประดุจสัตว์อสูรยักษ์อ้าปากกว้างอาบโลหิต หมายกลืนกินร่างเขาในคำเดียว บัดนี้ประตูปรโลกเปิดอ้า เขากำลังควบตะบึงพุ่งเข้าหามฤตยูด้วยความเร็วสูงสุดในชีวิต
ห้วงอารมณ์นี้ไม่ต่างจากการรนหาที่ตาย
ท่ามกลางดงหอกถาโถมไม่จบสิ้น สหายร่วมรบเบื้องหน้าหลายนายถูกแทงทะลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างปลิวว่อนดุจปุยหลิวต้องลมพายุ กระเด็นกระดอนจากหลังม้าพร้อมแผดเสียงร้องโหยหวนจนสิ้นเค้ามนุษย์
สุ้มเสียงแหลมบาดหู ต่อให้แทรกตัวกลางสมรภูมิที่กึกก้องดุจอสนีบาต ก็ยังแจ่มชัดจนขนหัวลุกชัน เสียงกรีดร้องระงมต่อเนื่อง ดึงผู้ได้ยินให้ขวัญผวาสะท้านตับวิญญาณ
ทหารหาญถูกทะลวงกระเด็นจากหลังม้านายแล้วนายเล่า ร่างร่วงกระแทกพื้นกลางค่ายกลรบดังสนั่น บ้างตะเกียกตะกายไขว่คว้ากลางอากาศ บ้างร่วงลงพื้นทว่าสองมือยังกำหอกที่เสียบทะลุอกไว้แน่น บ้างล้มลุกคลุกคลานฝืนยันกายหมายลุกขึ้น
ทว่าพริบตาต่อมา พายุฝุ่นสีเหลืองพลันกลืนกินร่างเหล่านั้น หากไม่ถูกเกือกม้าข้าศึกเหยียบย่ำจนแหลกเหลว ก็ถูกค่ายกลทัพฝั่งตนที่ตะบึงตามมาบดขยี้จนกลายเป็นกองเลือดกระดูกป่น ไร้ผู้ใดมองเห็นพวกเขาอีก และจะไม่มีวันได้เห็นชั่วกาล
ไพร่พลบางนายครอบครองตบะบารมีไม่ธรรมดา ร่างกายปราดเปรียว ยามร่วงจากหลังม้ายังสามารถดีดตัวลุกขึ้นทันควัน หนำซ้ำยังอาศัยพละกำลังอันแข็งแกร่ง ตวัดดาบฟันทหารม้าข้าศึกที่พุ่งเข้าใส่จนขาดสะบั้นเป็นสองท่อน สาดกระเซ็นโลหิตและเครื่องในราวกับสายน้ำตก
ทว่าไม่ว่ายอดฝีมือเหล่านั้นจะบรรลุระดับคุมปราณหรือระดับวิญญาณต้นกำเนิด ต่อให้กระโดดลุกขึ้นมาได้กี่หน สังหารทหารม้าไปมากเท่าใด หรือแม้กระทั่งแย่งชิงม้าศัตรูมาได้สำเร็จ ผลลัพธ์บั้นปลายล้วนมีเพียงหนึ่ง
ทันทีที่หลุดจากกระบวนทัพ ขาดสหายร่วมรบที่หลอมรวมเป็นกระแสน้ำเชี่ยวกราก ต่อให้เก่งฉกาจเทียมฟ้าก็เป็นเพียงฟองคลื่นในมหาสมุทร จุดจบสุดท้ายหนีไม่พ้นถูกค่ายกลทัพกลืนกินสิ้นซาก ข้อแตกต่างเพียงหนึ่งเดียวคือ ก่อนสิ้นใจจะลากศัตรูลงนรกไปได้กี่ศพ
จ้าวหนิงเห็นยอดฝีมือระดับคุมปราณถูกม้าศึกชนกระเด็นตก เห็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณต้นกำเนิดอุตส่าห์ปีนขึ้นหลังม้าข้าศึกสำเร็จ กลับถูกคมหอกนับสิบเล่มรุมทะลวงในชั่วพริบตา เลือนหายไปใต้ฝ่าเท้าทหารม้าที่ถาโถมเป็นระลอก
เขาเห็นม้าศึกไร้เจ้านายยังคงตะบึงตามค่ายกลไปเบื้องหน้า กระทั่งหลบไม่พ้นพุ่งชนทหารม้าศัตรูล้มคว่ำกลิ้งระเนระนาด เขาเห็นกระบวนทัพแนวหน้าเกิดช่องโหว่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนทหารม้าเบื้องหลังจะเร่งรุดขึ้นมาเติมเต็มช่องว่างอย่างรวดเร็ว
เบื้องหน้าคือดงดาบคมหอก คือกระแสน้ำม้าศึก คือขุมนรกที่พร้อมกลืนกินชีวิตทุกย่างก้าว ซ้ำร้ายเส้นทางสายนี้กลับทอดยาวเป็นพิเศษ ไร้หนทางหยั่งรู้ว่าต้องบุกฝ่าไปอีกกี่ก้าว ก้าวนี้ยังมีชีวิต ก้าวต่อไปอาจกลายเป็นซากศพไร้วิญญาณ
ยามติดอยู่กลางค่ายกลทหารม้าที่พุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง ต่อให้เป็นจ้าวหนิงย่อมหมดหนทางหนี ไร้ทางขึ้นสวรรค์ ไร้ประตูลงนรก สิ่งเดียวที่ทำได้คือเร่งควบม้าบุกทะลวงดุจคนตาบอดคลำทาง
เขาไม่รู้ว่าจะแหวกวงล้อมพ้นเมื่อใด ไม่รู้ว่าจะร่วงหล่นลงยามไหน หรือบางทีอาจไม่มีวันรอดชีวิตไปได้ชั่วกาล ทว่าเขาจำต้องพุ่งทะลวงต่อไป ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจเฮือกสุดท้าย
หยาดโลหิตสาดกระเซ็นกัดกร่อนความกล้าหาญ พายุฝุ่นเหลืองขุ่นมัวอุดตันลมหายใจ หยาดเหงื่อไหลรินบดบังทัศนวิสัย เสียงโลหะปะทะกึกก้องชวนให้ขนหัวลุก เสียงกรีดร้องโหยหวนสารพัดรูปแบบดึงสติผู้คนให้ดิ่งลึกลงสู่ความหวาดกลัวขีดสุด
เสี้ยววินาทีนี้ ชีวิตคนไร้ค่าเสียยิ่งกว่าเศษหญ้า ความตายที่พร้อมพรากวิญญาณทุกเมื่อคือเครื่องพิสูจน์ความเปราะบางของมนุษย์ มันกำลังตอกย้ำว่าอารมณ์ยินดีโกรธแค้น อุดมการณ์ทะเยอทะยาน และเรื่องราวสุขทุกข์ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ล้วนสูญเปล่าไร้ความหมาย
ภัยคุกคามมรณะพุ่งกระแทกจิตใจไม่หยุดหย่อน บีบคั้นจนสติแทบแตกซ่าน หัวใจแทบระเบิดออกเป็นเสี่ยง เพื่อระบายความกดดัน เหล่าทหารหาญจึงแผดเสียงคำรามก้องอย่างบ้าคลั่ง
กระทั่งเสียงคำรามดังกลบเสียงเกือกม้า กระทั่งจังหวะหัวใจเต้นระรัวยิ่งกว่าแรงสั่นสะเทือนของผืนธรณี กระทั่งโสตประสาทอื้ออึงไร้สรรพเสียง ความหวาดกลัวและความบ้าบิ่นพลันหลอมรวม ก่อเกิดเป็นความกล้าหาญอันวิปลาส
ความกล้าหาญที่ไม่แยแสสิ่งใด รู้เพียงต้องพุ่งทะยานฟาดฟันเบื้องหน้าเท่านั้น
แม้เป็นไพร่พลชั้นยอดที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน ท่ามกลางขุมนรกเยี่ยงนี้ย่อมยากจะรักษาสติให้แจ่มใส มีเพียงผู้ผ่านการเข่นฆ่าอาบเลือดมานับครั้งไม่ถ้วน รอดพ้นวิกฤตความตายมาได้อย่างหวุดหวิด จึงจะฝืนรักษาสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้
จ้าวหนิงบั่นคอศัตรูไปไม่น้อย เขาจดจำตัวเลขแน่ชัดไม่ได้ คาดว่าคงราวสิบกว่าศพ เขาโยกหลบคมหอกยาวได้หลายเล่ม ทว่ายังคงโดนปลายหอกแทงสวนเข้าใส่หน้าอกไม่น้อยเช่นกัน นับว่าโชคดีที่เกราะปราณระดับสูงช่วยคุ้มกาย ทิ้งไว้เพียงรอยขีดข่วนตื้นเขินบนผิวเกราะ
เขายังคงนั่งตระหง่านบนหลังม้าอย่างมั่นคง การหยัดยืนทะลวงรอดโดยไม่ร่วงหล่น นอกจากฝีมืออันเอกอุแล้วยังอาศัยความโชคดีส่วนหนึ่ง
ขุนพลระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางและขั้นปลายในค่ายกลมีจำนวนจำกัด เขาจึงยังไม่บังเอิญปะทะ มิเช่นนั้น ต่อให้เกราะปราณแข็งแกร่งจนคมหอกแทงไม่ทะลุเนื้อหนัง ทว่าพละกำลังมหาศาลของศัตรูย่อมมากพอจะกระแทกเขากระเด็นร่วงจากหลังม้า
ทวนยาวทหารม้าเล่มแรกของเขาหลุดลอยไปที่ใดก็สุดรู้ หลังใช้มันทะลวงร่างทหารเทียนหยวนสามศพรวด เขากลับเป็นฝ่ายสละมันทิ้ง ด้วยการปาอัดใส่ข้าศึกที่พุ่งทะยานเข้าหา ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนั้น เขาไร้เวลาให้ไตร่ตรองเลือกหนทางอื่น
บัดนี้ ศาสตราในมือคือทวนยาวทหารม้าสำรอง
ท่ามกลางการทะลวงค่ายกล ดาบยาวสั้นเกินกว่าจะต้านทาน ชั่ววินาทีที่ม้าศึกสวนกันนั้นคับขันยิ่ง ไร้โอกาสร่ายกระบวนท่าพลิกแพลง สัจธรรม ‘ยาวกว่าหนึ่งนิ้ว แกร่งกว่าหนึ่งนิ้ว’ ประจักษ์ชัดก็คราวนี้ ก่อนที่คมหอกข้าศึกจะทะลวงถึงตัว ทวนยาวย่อมมีโอกาสส่งอีกฝ่ายร่วงปรโลกได้ก่อน
ผ่านการดิ้นรนบนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ฝ่าฟันวิกฤตมรณะหนแล้วหนเล่า จ้าวหนิงที่ฉกฉวยชีวิตรอดมาได้เสมอ ยังคงรักษาสติสงบนิ่งดุจผิวน้ำ นัยน์ตาแหลมคมนอกจากจิตสังหารอำมหิตแล้ว ก็ปราศจากความหวั่นไหวใดๆ
ดังนั้น เขาจึงจับสัมผัสสุ้มเสียงของจ้าวเจิ้นจงได้
เขารับรู้ทันทีว่า ห้วงเวลาแห่งการตัดสินใจชี้เป็นชี้ตายมาถึงแล้ว
เสี้ยวเวลาเหลือน้อยนิดเต็มทน หากชักช้าเพียงก้าวเดียว ปล่อยให้กองทัพทะลวงฝ่าค่ายกลเทียนหยวนเข้าสู่ช่องแคบหุบเขาได้เมื่อใด ย่อมหมดโอกาสปรับเปลี่ยนกระบวนทัพหรือเบนทิศทางอีกต่อไป
เขาอยู่ห่างจากจ้าวเป่ยวั่งเพียงชั่วอึดใจ จึงรีดเค้นพลังตบะส่งกระแสเสียง “ท่านแม่ทัพใหญ่ ทางข้างหน้าถูกปิดตาย กลางค่ายกลมิอาจรั้งถอย เราต้องเร่งเปลี่ยนกระบวนทัพ บุกทะลวงขึ้นเนินหญ้าสองฟากฝั่งทันที!”
ท่ามกลางสมรภูมิเลือดเดือดทะลัก ในยามที่กระบวนรบข้าศึกยังคงระเบียบแน่นหนา การพลิกเปลี่ยนค่ายกลไม่เพียงยากเย็นดั่งปีนป่ายสวรรค์ ทว่ายังแบกรับความเสี่ยงมหาศาล หากพลาดพลั้งแม้เพียงกระเบียดนิ้ว ถูกศัตรูทะลวงตีขนาบสีข้างจนทัพแตกพ่าย ย่อมหมายถึงหายนะดับสูญ
ทว่ากองทัพเยี่ยนเหมินไร้ทางเลือกอื่น
เคราะห์ดีที่ห้วงเวลานี้ กองทัพเยี่ยนเหมินยังกุมความได้เปรียบด้านกำลังพล จึงมีต้นทุนพอจะเสี่ยงเดิมพัน ทัพใหญ่ห้ำหั่นทะลวงผ่านไปเกินครึ่ง ทหารเทียนหยวนที่รอดักสมทบเบื้องหน้าเหลือเพียงสามสี่พันนาย แรงปะทะย่อมถดถอยลง
จ้าวเป่ยวั่งเบื้องหน้าประจักษ์ชัดว่านี่คือหนทางรอดเดียว ทว่าภายในใจใช่จะไร้ความกังวล
“ข้าศึกบนเนินสองฟากฝั่งปากหุบเขา ฝีมืออาจอำมหิตไม่แพ้พวกมัน การบุกสวนกระแสขึ้นไปหาใช่เรื่องง่าย”
“มีแต่ต้องบดขยี้สู้ตายเท่านั้น” จ้าวหนิงสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวฉับไว
ทัพหน้าสามหมื่นนายแห่งเยี่ยนเหมินหาได้มีเพียงทหารม้าเบา แกนกลางค่ายกลยังซุกซ่อนขุมกำลังทะลวงฟันอันดุดัน นี่คือต้นทุนที่ทำให้จ้าวหนิงกล้าเสนอแผนเดิมพันชีวิต
ย้อนกลับไปเมื่อร้อยปีก่อน กองทัพเยี่ยนเหมินเคยกวาดล้างทุ่งหญ้าจนราบคาบ สืบทอดความหวาดหวั่นฝังรากลึกให้พวกอนารยชนตลอดศตวรรษ กระทั่งราชสำนักเทียนหยวนมองเป็นหนามยอกอก ถึงขั้นต้องวางแผนลอบสังหารสามีภรรยาจ้าวเป่ยวั่งและเหล่ายอดขุนพลเยี่ยนเหมินล่วงหน้าสามปีก่อนมหาศึกจะปะทุ ขุมกำลังเยี่ยงนี้ย่อมมีรากฐานแกร่งกร้าวหยั่งลึกในสายเลือด
“สองปีกเปลี่ยนกระบวนทัพ บุกทะลวงเนินหญ้าสองฟากฝั่งปากหุบเขา ต้องชิงพื้นที่สูงให้จงได้!” จ้าวเป่ยวั่งรีดเค้นพลังตบะจนถึงขีดสุด แผดเสียงตวาดสั่งการดังกึกก้องกัมปนาท
ขุนพลแนวหน้าผู้เป็นแกนนำบุกทะลวง ล้วนเป็นยอดฝีมือเจนศึก เหมาะแก่การฉีกทึ้งกระบวนทัพศัตรูเป็นที่สุด
สิ้นเสียงประกาศิตของจ้าวเป่ยวั่ง ทัพหน้าสองปีกเพียงรั้งบังเหียนเบี่ยงทิศทางม้าศึกเล็กน้อย พลันฉีกค่ายกลใหญ่ออกเป็นสองคมดาบ แยกสายน้ำทัพเป็นสองสาย หอบพายุฝุ่นม้วนตัวฟุ้งกระจาย พุ่งทะยานเฉียงบุกทะลวงออกทางสองปีก
เสียงม้าศึกพุ่งชนกันดัง ปัง ปัง ปัง สนั่นหวั่นไหวต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ท่ามกลางการควบตะบึงด้วยความเร็วสูงสุด ทัพเทียนหยวนทะยานตรง ทัพเยี่ยนเหมินบุกเฉียง รูปแบบกระบวนทัพสลับตำแหน่งแต่เดิมถูกทำลายย่อยยับ ม้าศึกสองฝ่ายจึงหลีกเลี่ยงการพุ่งชนประสานงาอย่างจังไม่ได้
ยามม้าศึกเยี่ยนเหมินถูกกระแทกสีข้างอย่างจัง ชั่วพริบตาพลันเกิดสภาพคนหงายม้าคว่ำล้มระเนระนาด เสียงม้าร้องโหยหวนระงมทั่วทิศ พายุฝุ่นตลบอบอวลแผ่ขยายปกคลุมสมรภูมิทันควัน
ยอดฝีมือเยี่ยนเหมินที่เตรียมพร้อมรับมือ เสี้ยววินาทีที่ม้าศึกถูกชน พวกเขากระบิดตัวทะยานร่างเหินขึ้นฟ้า อาศัยม้าศึกของสหายรบเบื้องหลังและด้านข้างช่วยรองรับ ก่อนทิ้งตัวลงนั่งซ้อนท้ายอย่างแม่นยำ
เคราะห์ดีที่ไพร่พลเหล่านี้ล้วนบรรลุระดับคุมปราณ หาไม่แล้วย่อมไร้หนทางปรับเปลี่ยนกระบวนทัพผาดโผนเช่นนี้ได้สำเร็จ
ทว่าความสูญเสียย่อมไม่อาจเลี่ยง ประการแรก ม้าศึกที่ล้มคว่ำเมื่อถูกเกือกม้าข้าศึกเหยียบย่ำบดขยี้ซ้ำ ย่อมดับดิ้นหมดสิทธิ์ลุกขึ้นอีก ผู้บำเพ็ญเพียรส่วนมากอาจดีดตัวขึ้นม้าสหายได้ทัน ทว่ายังมีอีกไม่น้อยที่ร่วงหล่นสู่ความตาย
ฝ่ายเทียนหยวนที่ตั้งตัวไม่ติด ยามปะทะกระแทกกับทหารเยี่ยนเหมิน ส่วนใหญ่พลันเสียหลักหน้าคะมำร่วงหล่นกลิ้งโคโร่
ทหารม้าข้าศึกเบื้องหลังยังคงควบตะบึงโถมทะยาน บ้างพุ่งชนสหายรบกระเด็นตกม้า บ้างรั้งบังเหียนกะทันหันจนถูกทัพหลังกระแทกคว่ำ ความวุ่นวายลุกลามขยายวงกว้าง ความเร็วทะลวงค่ายกลพลันชะลอตัวฮวบฮาบ
รากฐานการฝึกฝนอันเข้มงวดของทัพเยี่ยนเหมิน ฉายประกายเจิดจรัสที่สุดก็ในวินาทีนี้
หลังแนวหน้าล้มกลิ้งระเนระนาดซ้อนทับกันจนสุดวิสัยเลี่ยง ทัพหลังก็ฉากหลบเปลี่ยนทิศทางอย่างรู้กระบวน พวกเขาตีโค้งเบี่ยงหลบซากม้าศึกที่ล้มขวาง ก่อนควบตะบึงพุ่งทะยานบุกออกทางปีกข้าง
ห้วงแรกเริ่ม ระลอกคลื่นทหารม้าเทียนหยวนยังคงหนาแน่น ทหารม้าเยี่ยนเหมินที่เบี่ยงทิศทางหลายนายจึงถูกกระแทกคว่ำซ้ำรอย
ทว่าเมื่อเวลาผันผ่าน กลางค่ายกลมหึมา ซากม้าและร่างทหารที่ร่วงหล่นพลันก่อตัวเป็นกำแพงเส้นทแยงมุมลากยาวออกสู่ด้านนอก ขยายอาณาเขตทอดยาวกีดขวาง ผนวกกับพายุฝุ่นที่ทวีความหนาทึบ ทหารเทียนหยวนที่ฝืนทะลวงผ่านสมรภูมิโกลาหลนี้ได้ จึงลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด
รัศมีการตีโค้งหาได้กว้างขวาง ทัพสองปีกเพียงเล็งทิศทางมุ่งสู่เนินหญ้าสองฟากฝั่งเป็นหลัก ทว่าการฝืนหักกระบวนทัพกลางสมรภูมิเลือด ย่อมเผชิญอุปสรรคสาหัสสากรรจ์ ก่อเกิดความสูญเสียบานปลายแก่ทั้งสองฝ่าย
ปลิดชีพศัตรูแปดร้อย ทว่าพวกพ้องดับดิ้นหนึ่งพัน หากมิใช่เพราะทัพเทียนหยวนรั้งท้ายเหลือจำนวนหยิบมือ ผนวกกับการเปลี่ยนค่ายกลคือฟางเส้นสุดท้าย หากเมินเฉยย่อมมีเพียงความตาย กองทัพเยี่ยนเหมินคงไม่มีทางงัดแผนฆ่าตัวตายเยี่ยงนี้มาใช้เด็ดขาด
ยามกำแพงเส้นทแยงมุมกลางพายุฝุ่นหนาทึบขึ้น ไพร่พลสองทัพที่ล้มลุกคลุกคลานในอาณาบริเวณ หากผู้ใดยังฝืนขยับกายได้ก็ตวัดดาบเข้าห้ำหั่นกันพัลวัน ส่วนทหารม้าเทียนหยวนที่หลบรอดการสะดุดล้ม ก็แทรกตัวควบทะลวงผ่านช่องว่างรอดไปได้
ทหารม้าเทียนหยวนกลุ่มนี้ หลีกไม่พ้นการพุ่งชนทหารเยี่ยนเหมินทัพหลัง แม้ความโกลาหลจะเกิดประปราย แต่ยังคงลุกลามกัดกินลึกเข้าไป กระทั่งทัพเทียนหยวนรั้งท้ายจำต้องชะลอฝีเท้า จนท้ายสุดถึงขั้นต้องรั้งบังเหียนหยุดม้า
ค่ายกลสองปีกแปรสภาพเป็นสมรภูมิชุลมุน มีเพียงค่ายกลแกนกลางของสองทัพที่กระบวนรบไม่ได้รับผลกระทบ ยังคงพุ่งทะลวงสลับตำแหน่งฟาดฟันกันอย่างบ้าคลั่ง
จ้าวหนิงนำทหารค่ายอี่จื้อของตน ผนึกกำลังพลค่ายติงจื้อเบื้องหลัง ควบตะบึงพุ่งทะยานบุกฝ่าขึ้นสู่เนินหญ้าปีกซ้ายอย่างบ้าคลั่ง