ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 193 ปะทะเดือดครั้งแรก (4)
ทัพกลางเยี่ยนเหมินภายใต้การนำของจ้าวเป่ยวั่ง หลังทะลวงฝ่าวงล้อมค่ายกลเทียนหยวนจนหลุดพ้น ต่างรั้งบังเหียนชะลอฝีเท้าม้าศึก หยุดนิ่งเบื้องหน้าแนวขวากกั้นม้าตรงช่องแคบปากหุบเขา ก่อนชักม้ากลับหลังหัน สลับกระบวนทัพหน้าหลังอย่างพร้อมเพรียง
ยามนี้ สองปีกซ้ายขวายังหลงเหลือทหารม้าชั้นยอดของข้าศึกอยู่ประปราย เมื่อรุกทะลวงไม่สำเร็จจึงติดชะงักอยู่เบื้องหลัง บัดนี้พวกมันล้วนหันหัวม้ากลับ ประจันหน้ากับทัพเยี่ยนเหมินอีกครา
ประจันหน้ากันเพียงชั่วอึดใจ ไพร่พลสองทัพที่อยู่ใกล้ระยะพลันควบม้าพุ่งเข้าใส่ แผดเสียงคำรามก้องแล้วเข้าห้ำหั่นกันทันควัน
ทหารม้าชั้นยอดแห่งเทียนหยวนที่เพิ่งทะลวงสวนกระบวนทัพ ยามนี้ต่างชักม้ากลับหลังหันเตรียมพร้อมแล้วเช่นกัน
ปราศจากสุ้มเสียงตวาดสั่งการ ทหารม้าทุกนายล้วนแข่งกับเวลาเร่งปรับกระบวน ขยับเสริมเติมเต็มช่องว่างของสหายรบที่ดับดิ้น จัดแถวหน้าหลังซ้ายขวาอย่างเป็นระเบียบ ฟื้นฟูค่ายกลให้กลับกลายเป็นกำแพงเหล็กกล้าแน่นหนาอีกครา
เว้นแต่การปะทะประปราย สมรภูมิแห่งนี้พลันตกอยู่ในความสงบงันชั่วขณะ ทว่าสองฟากฝั่งของสมรภูมิ คือปีกซ้ายขวาแห่งทัพเยี่ยนเหมินที่ตีฝ่าออกไป และกำลังควบตะบึงเข้าห้ำหั่นกวาดล้างเนินหญ้าปากหุบเขา
อาณาบริเวณตรงกลาง สมรภูมิหลักที่เพิ่งปะทะดุเดือดเมื่อครู่ เต็มไปด้วยซากศพเกลื่อนกลาด โลหิตสาดกระเซ็นย้อมผืนหญ้าจนแดงฉาน
ร่างทหารสวมเกราะส่วนใหญ่นอนนิ่งงัน ทับถมก่ายกองกับซากม้าศึก บางร่างแหลกเหลวไม่เหลือชิ้นดี เศษชิ้นส่วนแขนขากระจัดกระจายไร้เจ้าของ เครื่องในที่ยังอุ่นระอุส่งกลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งทั่วสมรภูมิ
ศาสตราวุธตกเกลื่อนระเกะระกะดุจวัชพืช ม้าศึกที่ยังไม่สิ้นใจส่งเสียงร้องครวญครางโหยหวน ตัวที่ยังพอหยัดยืนไหวต่างก้มหน้าดมกลิ่นศพเจ้านาย บ้างเดินวนเวียนค้นหาผู้เป็นนายอย่างเลื่อนลอย
ผู้บำเพ็ญเพียรหยิบมือที่ฝืนยันกายลุกขึ้น ล้วนมีสภาพโซเซ เคลื่อนไหวเชื่องช้า บ้างลากขาเดินกะเผลก ท่ามกลางม่านฝุ่นจาง ดูราวกับวิญญาณเร่ร่อนในหมอกมรณะ
การรบยังห่างไกลจากคำว่าแพ้ชนะ ย่อมไร้หนทางยุติ ทัพกลางเยี่ยนเหมินมีกำลังพลราวหมื่นนาย หักลบผู้บาดเจ็บล้มตายยามทะลวงค่ายกล ไพร่พลกว่าเก้าพันนายล้วนจ้องเขม็งไปยังทัพเทียนหยวนอย่างไม่วางตา
จ้าวเป่ยวั่งและเหล่าขุนพลนำทัพ เร่งควบม้าจากท้ายแถวทะยานสู่แนวหน้า ประจำตำแหน่งทะลวงฟันอีกครา การปรับกระบวนทัพกินเวลาเพียงชั่วอึดใจ ไม่รั้งรอให้แถวรบฟื้นฟูจนสมบูรณ์ เขาก็ชูทวนยาวชี้ตรงไปเบื้องหน้า แผดเสียงตวาดดุดัน
“กองทัพเยี่ยนเหมิน บุกทะลวง”
ไพร่พลเยี่ยนเหมินทุกนายตาดุดันแดงก่ำ เส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปน สองขาหนีบสีข้างม้าแน่น แผดเสียงคำรามก้องกระหายเลือด
“ฆ่า”
ค่ายกลทัพเคลื่อนตัว เร่งจังหวะฝีเท้า กระทั่งม้าศึกนับหมื่นควบตะบึง ผืนหญ้าที่เพิ่งสงบงันพลันสั่นสะเทือนด้วยเสียงเกือกม้ากึกก้องปานกัมปนาทอีกครา
ท่ามกลางสองทัพที่พุ่งทะยานเข้าห้ำหั่น ทหารหาญบนพื้นสมรภูมิที่ยังไม่ดับดิ้น เปรียบดั่งเศษกรวดหินขวางทางกระแสน้ำหลาก ชะตากรรมล้วนถูกกำหนดให้ต้องถูกเหยียบย่ำบดขยี้
ยามผืนธรณีสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่งอีกหน พวกเขาแผดเสียงคำรามดั่งสัตว์ร้ายจนตรอก รีดเร้นเรี่ยวแรงหยดสุดท้าย ชูดาบพุ่งเข้าเข่นฆ่าศัตรูเบื้องหน้าสุดชีวิต
มีเพียงผู้โชคดีหยิบมือที่บาดเจ็บไม่หนักและครอบครองตบะแก่กล้า จึงมีโอกาสถูกสหายร่วมรบที่ควบม้าผ่านมาดึงตัวขึ้นซ้อนท้าย ต่อลมหายใจให้ได้สู้ประจัญบานอีกหน
ทัพกลางยังคงสาดกระบวนรบพุ่งเข้าห้ำหั่นศัตรูเดิมบนสมรภูมิอาบเลือด ทว่าทัพเยี่ยนเหมินสองปีกที่ฉีกทะลวงออกไป แรกเริ่มคล้ายปีกนางแอ่นสยาย บัดนี้กลับแยกตัวออกจากแกนกลางโดยสมบูรณ์ ควบตะบึงทิ้งห่างสวนทางกับทัพหลักไปไกลลิบ
ยามเหยียบย่างเข้าสู่สมรภูมิใหม่ สถานการณ์รบที่พวกเขากำลังเผชิญ ย่อมทวีความเหี้ยมเกรียมอำมหิตยิ่งกว่าเดิมเป็นแน่แท้
หลังจ้าวหนิงทะลวงหลุดจากค่ายกลหลัก เผชิญหน้ากับทหารม้าเทียนหยวนที่ยึดครองความได้เปรียบชัยภูมิบนเนินหญ้ารอจังหวะบุก เขาพลันออกคำสั่งแก่ค่ายอี่จื้อ
“บุกทะลวงขึ้นไปเป็นเส้นตรงจากซ้ายไปขวา แบ่งกำลังพลกองละห้าร้อยนาย เรียงแถวตามลำดับ”
ก่อนหน้านี้ ยามทัพเทียนหยวนเบื้องบนระดมยิงเกาทัณฑ์ ได้เคลื่อนกำลังพลส่วนหนึ่งมาชิดขอบเนินหญ้าฝั่งนี้แล้ว ระยะห่างระหว่างสองทัพจึงค่อนข้างกระชั้นชิด
ทันทีที่เห็นค่ายอี่จื้อและติงจื้อควบตะบึงบุกทะลวง ภายใต้การนำของนายร้อยนายพัน ทัพเทียนหยวนพลันตั้งหอกยาวขนานพื้น แผดเสียงคำรามโถมม้าทะยานลงจากเนินหญ้า
สิ้นคำสั่งจ้าวหนิง ระดับบังคับบัญชาค่ายอี่จื้อต่างควบม้าประจำตำแหน่งตามธงรบ ทหารปีกซ้ายสุดพุ่งเข้าปะทะระลอกแรก ตามด้วยซ้ายสอง ซ้ายสาม ซ้ายสี่เรียงลำดับดั่งคลื่นกระทบฝั่ง
ไพร่พลค่ายอี่จื้อทั้งหมด ปรับเปลี่ยนกระบวนรบตอนลึกเป็นหน้ากระดานอย่างฉับไว ประดุจน้ำหมึกที่สาดกระเซ็นขวาง ทอดตัวเฉียงทับซ้อนบนเนินหญ้าอย่างดุดัน
ส่วนพลเกราะค่ายติงจื้อที่รั้งท้าย กลับไม่เร่งม้าขึ้นเนิน ทว่าควบตะบึงเป็นเส้นตรงไปทางขวาบนที่ราบหน้าเนินหญ้า ตามตีกระหนาบค่ายอี่จื้อ หอบพายุฝุ่นพุ่งทะยานออกไป
อีกฟากฝั่งของช่องแคบ ทหารม้าชั้นยอดแห่งเยี่ยนเหมินปีกขวา ก็งัดกระบวนรบรูปแบบเดียวกันมาใช้ ประจักษ์ชัดว่าในการฝึกซ้อมประจำวัน กองทัพเยี่ยนเหมินได้เตรียมกลยุทธ์รับมือทหารม้าที่ถาโถมจากที่สูงไว้ล่วงหน้าแล้ว
เนินหญ้ากว้างใหญ่ ความลาดชันไม่ถือว่าสาหัส หากพื้นที่สูงชันเกินฝืนบุกทะลวง กองทัพเยี่ยนเหมินคงไม่รนหาที่ตายเช่นนี้
นับแต่ค่ายอี่จื้อฉีกตัวออกจากทัพหลัก ล้วนควบตะบึงสุดกำลังจนความเร็วพุ่งถึงขีดสุด ทัพเทียนหยวนเบื้องบนแม้กุมความได้เปรียบด้านชัยภูมิ ทว่าระยะทางกระชั้นชิด ความเร็วยามโถมทะยานลงมาจึงยังไม่พุ่งถึงขีดสุด
ถึงกระนั้น ความเสียเปรียบจากการทะลวงสวนความลาดชันย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยง เพียงแต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต ยิ่งระยะทางบุกขึ้นเนินไกลเท่าใด ความเร็วของค่ายอี่จื้อย่อมยิ่งหดหาย และหากเผชิญแรงต้านขัดขวาง ความเร็วย่อมตกลงฮวบฮาบ
คลื่นพายุฝุ่นเหลืองสองระลอก สายหนึ่งทะยานขึ้น สายหนึ่งโถมลง พุ่งเข้าปะทะหลอมรวมกันในชั่วอึดใจ ทหารม้าแต่ละนายหอบฝุ่นดินคลุ้งกระจาย พุ่งทะลวงเป็นเส้นตรงฝ่าค่ายกลศัตรูดุจเกาทัณฑ์หลุดจากแล่ง กระทั่งม้าศึกสะดุดล้ม วิถีลูกศรสีเหลืองนั้นจึงหยุดชะงัก
ห้วงแรกเริ่ม ความเร็วม้าศึกฝั่งตนยังสูงลิ่ว ส่วนข้าศึกเพิ่งเร่งฝีเท้า จ้าวหนิงตั้งทวนยาวขนานพื้น อาศัยแรงปะทะมหาศาลทะลวงร่างทหารม้าเทียนหยวนร่วงจากหลังม้าสามศพรวด
เสี้ยววินาทีที่ปลายทวนเจาะเกราะทะลวงเนื้อหนังศัตรูจนสัมผัสแรงต้าน จ้าวหนิงอาศัยจังหวะนั้นกระชากด้ามทวนกลับทันควัน โลหิตสดพุ่งกระฉูดสาดกระเซ็นตามรอยแผล
ยามม้าศึกบุกตะบึงไปเบื้องหน้า หยาดโลหิตร้อนระอุก็สาดกระเซ็นอาบย้อมร่างเขาทันที
พริบตาที่รั้งทวนกลับ เงาดำทะมึนของทหารม้าอีกนายพลันพุ่งพรวด ขยายใหญ่ในกรอบสายตาดั่งสายฟ้าแลบ หอกเหล็กเล่มหนึ่งพุ่งแหวกอากาศ จ่อทะลวงหน้าอกเขาในเสี้ยวลมหายใจ
นั่นคือทหารม้าชั้นยอดที่โถมตามสหายรบเมื่อครู่ ในเสี้ยววินาทีเป็นตาย จ้าวหนิงโยกกายหลบ บิดท่อนบนเพียงเล็กน้อย ปลายหอกเฉียดผ่านเกราะหน้าอกไปอย่างฉิวเฉียด คมอาวุธห่างเพียงเส้นผมกั้น
สองร่างควบม้าสวนทาง ไร้เวลาให้ประมือสืบต่อ จ้าวหนิงเพิ่งบิดกายกลับ หอกยาวของข้าศึกนายถัดไปก็พุ่งเสียบตามติด เขาอาศัยจังหวะคืนตัว รีดเร้นพละกำลังสู่ท่อนแขนขวา กระทุ้งทวนสวนกลับไปสุดแรง
ปลายหอกพุ่งทะลวงห่างจากหว่างคิ้วจ้าวหนิงเพียงไม่กี่ชุ่น บดบังทัศนวิสัยไปกว่าครึ่ง ระยะกระชั้นชิดเกินกว่าสายตาจะจับโฟกัส เค้าโครงหอกจึงเลือนราง บ่งบอกว่าเสี้ยววินาทีถัดมา กะโหลกเขาต้องถูกทะลวงเป็นรูกลวงแน่แท้
ปลายหอกส่องประกายอำมหิต ปราณแท้ลุกโชนดั่งเปลวเพลิง ประจักษ์ชัดว่ามันคือศาสตราปราณ หอกเล่มนี้ไม่เล็งหน้าอก ทว่ากลับพุ่งตรงหมายทะลวงหว่างคิ้วจ้าวหนิง บ่งบอกว่าศัตรูผู้นี้ฝีมือฉกาจฉกรรจ์และเปี่ยมความมั่นใจล้นปรี่
หากถูกแทงเข้าเป้า เกราะหน้าของจ้าวหนิงย่อมถูกเจาะทะลวงเป็นแน่ ทว่าในยามวิกฤตชี้เป็นชี้ตาย นัยน์ตาเบื้องหลังหน้ากากเกราะกลับสงบนิ่งไม่กะพริบไหว
ปลายหอกจ่อทะลวงห่างเพียงคืบ ทว่าจู่ๆ กลับกระตุกรั้งถอย ทิ้งระยะห่างออกไป นี่ย่อมหาใช่ข้าศึกบังเกิดความเมตตา ทว่าเป็นทวนยาวในมือจ้าวหนิงที่ชิงทะลวงอกศัตรูก่อนหน้า กระแทกร่างนั้นกระเด็นร่วงจากหลังม้าอย่างรุนแรง
ครานี้จ้าวหนิงเลิกประหยัดปราณแท้ เขากระชับด้ามทวน รีดเค้นปราณแท้แล่นผ่านค่ายกลอักขระบนศาสตรา บังคับปลายทวนให้สั่นสะเทือนอานุภาพทำลายล้าง ร่างผู้บำเพ็ญเพียรทัพเทียนหยวนผู้นั้นพลันระเบิดแหลกละเอียดเป็นชิ้นเนื้อในพริบตา
ร่างศัตรูระเบิดเละดั่งแตงโมถูกทุบ สาดกระเซ็นเป็นหมอกโลหิตก้อนใหญ่ ท่ามกลางเศษเกราะและชิ้นส่วนเสื้อคลุมปลิวว่อน ท่อนแขนทั้งสองที่หลุดกระเด็นจากบ่าปลิวละลิ่วหายไปในพายุฝุ่น
ม้าศึกควบตะบึงพาจ้าวหนิงทะลวงผ่านกลุ่มหมอกเลือด เศษเครื่องในสาดกระเซ็นกระทบแผ่นเกราะ บ้างกระดอนร่วง บ้างติดหนึบส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง
หมอกโลหิตฟุ้งกระจายฉับพลัน บดบังทัศนวิสัยชั่วขณะ ส่งผลให้หอกของข้าศึกนายถัดมาเสียจังหวะแทงพลาดเป้า
ทว่าจ้าวหนิงที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้ากลับไร้ผลกระทบ ขณะโยกกายหลบหอกยาวอย่างพลิ้วไหว ทวนยาวทหารม้าพลันตวัดบั่นคออีกฝ่าย คมอาวุธเฉือนหลอดลม กระชากเลือดเนื้อขาดสะบั้น โลหิตพุ่งกระฉูดดุจน้ำพุ สาดกระเซ็นย้อมสมรภูมิเคล้าเสียงร้องโหยหวน
ทัพเทียนหยวนเบื้องหลัง เห็นจ้าวหนิงกวาดล้างสังหารต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน ดุดันเหี้ยมเกรียมไร้ผู้ต้านทาน ล้วนเดือดดาลแทบคลั่ง พวกมันทิ้งเป้าหมายสหายรบเยี่ยนเหมินนายอื่น ไพร่พลสองแถวซ้ายขวาแผดเสียงคำรามก้อง หันมาพุ่งเป้ารุมทึ้งจ้าวหนิงพร้อมเพรียง
พวกมันตระหนักถึงภัยคุกคามอันตราย รู้ซึ้งว่าต้องทุ่มหมดหน้าตัก ร่วมมือบดขยี้จ้าวหนิงให้ร่วงจากหลังม้าโดยเร็ว หาไม่แล้ว อย่าว่าแต่จะสูญเสียพวกพ้องไปอีกกี่ศพ แม้แต่ชีวิตพวกมันเองย่อมรักษาไว้ไม่ได้
“ไอ้ลูกสุนัขราชวงศ์ใต้ อย่าได้เหิมเกริมนัก”
“เอาหัวมาประเคนให้ข้าซะ”
ภาษาเทียนหยวน จ้าวหนิงย่อมฟังออกทะลุปรุโปร่ง
ยามเห็นผู้บำเพ็ญเพียรซ้ายขวาสองนายประสานหอกแทงทะลวงพร้อมกัน คนหนึ่งเล็งบนอีกคนเล็งล่าง หมายเจาะคอหอยและทะลวงอก เบื้องหลังยังมีดงศาสตรานับไม่ถ้วนโถมทับใกล้เข้ามา จ้าวหนิงรู้ซึ้งว่าตนไม่อาจรั้งรอประหยัดปราณ ทรงตัวนิ่งแทงสวนศัตรูเยี่ยงเดิมได้อีก
จ้าวหนิงแค่นเสียงเย็นเยียบ สองเท้าเหยียบโกลนยืมแรงส่ง ดีดกายทะยานขึ้นเวหาดุจนางแอ่นเหิน หอกมรณะทั้งสองเล่มจึงทิ่มวืด คว้าได้เพียงอากาศธาตุใต้ฝ่าเท้า
จ้าวหนิงคร้านจะใส่ใจข้าศึกที่พลาดท่า โยนเศษเดนทั้งสองให้เป็นหน้าที่สหายรบเบื้องหลังตามบดขยี้
ยามลอยตัวกลางนภากาศ ทวนยาวในมือพลันงัดตวัดฟาดเบื้องหน้า กระแทกกลางอกศัตรูคนที่สองฝั่งขวาจนปลิวกระเด็น ท่ามกลางหมอกโลหิตที่ระเบิดออก แรงปะทะมหาศาลซัดร่างนั้นร่วงหล่นดั่งว่าวสายป่านขาด ลอยไปกระแทกพรรคพวกด้านหลังล้มกลิ้งระเนระนาดอีกสองศพ
พริบตาเดียว ทวนยาวตวัดกลับร่ายรำทางซ้าย ปัดป้องหอกยาวที่พุ่งประชิดตัวโดยไม่แยแสเจ้าของหอก จ้าวหนิงทิ้งตัวลงนั่งบนอานม้าอีกครา สองมือกำทวนมั่นก่อนกวาดฟาดจากซ้ายไปขวาสุดแรงเกิด
ทวนยาวหวดกระแทกลำคอม้าศึกตัวถัดไปอย่างจัง อาศัยพลังตบะระดับวิญญาณต้นกำเนิด ฟาดร่างนั้นปลิวกระเด็นลอยละลิ่วทั้งคนทั้งม้า
คมหอกข้าศึกที่จวนเจียนทะลวงถึงแผ่นเกราะจ้าวหนิง ยังไม่ทันระคายผิวก็ร่วงหล่นกระแทกพื้น เพราะผู้เป็นนายสิ้นสติปล่อยมือไปเสียก่อน
ร่างศัตรูที่ปลิวกระเด็นลอยไปทั้งคนทั้งม้า พุ่งอัดกระแทกทัพหลังจนล้มกลิ้งระเนระนาด เผยช่องโหว่ขนาดมหึมากลางกระบวนรบ จ้าวหนิงมือหนึ่งรั้งบังเหียน ควบตะบึงม้าศึกทะลวงฝ่าเข้าช่องโหว่นั้น ตลอดเส้นทางทวนยาวร่ายรำซ้ายขวา กวัดแกว่งดุดันดั่งมังกรคลั่ง
ไพร่พลเทียนหยวนนายแล้วนายเล่าถูกจ้าวหนิงฟาดร่วงจากหลังม้า ม้าศึกตัวแล้วตัวเล่าถูกหวดกระเด็นปลิวว่อน ประกายดาบเงาหอกข้าศึกต่อให้หนาแน่นปานใด ล้วนถูกร่างพวกพ้องที่ร้องโหยหวนปลิวกระแทกจนค่ายกลแตกซ่านเสียกระบวน
จ้าวหนิงผู้เลิกรั้งรอประหยัดปราณ บุกทะลวงไปเบื้องหน้าอย่างบ้าคลั่ง ทวนยาวในมือประดุจมีชีวิต บางคราหนักหน่วงดั่งขุนเขาไท่ซานบดขยี้ กวาดเรียบไร้ผู้ต่อต้าน บางคราพลิ้วไหวรวดเร็วจนเห็นเพียงเงาเลือนราง บั่นคอสังหารไร้ร่องรอย
ตลอดเส้นทางบุกทะลวง ข้าศึกซ้ายขวาเบื้องหน้าล้วนถูกฟาดฟันจนเนื้อหนังแหลกเหลว ชิ้นส่วนอวัยวะปลิวว่อนขึ้นเวหา ห่าฝนโลหิตสาดซัดระลอกแล้วระลอกเล่า คลอเคล้าเสียงกรีดร้องโหยหวน เกิดเป็นภาพวิจิตรตระการตาอันวิปลาส อาบชโลมย้อมร่างเขาจนแดงฉานดุจปีศาจโลหิต
ทะลวงคืบหน้าไปกว่าสามสิบก้าว ร่องรอยเบื้องหลังจ้าวหนิงล้วนเต็มไปด้วยซากศพแหลกเหลวและกองโลหิตที่รวมตัวไหลนองดั่งสายธารมรณะ
เสี้ยววินาทีนั้นเอง จ้าวหนิงพลันหัวใจกระตุกวูบ สัญชาตญาณสมรภูมิที่หล่อหลอมจากมหาศึกระดับแคว้นนับสิบปีในชาติก่อน กระตุ้นเตือนอย่างเฉียบคมว่า ภยันตรายคุกคามกำลังพุ่งรุดใกล้เข้ามาดุจสายฟ้าฟาด
ตวัดสายตาจ้องมองเบื้องหน้า พลันปะทะเข้ากับยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดผู้หนึ่ง ที่ดีดกายกระโดดจากหลังม้า พุ่งทะยานแหวกอากาศหมายเด็ดหัวเขาเสียแล้ว