ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 197 ศึกแรก: ดาบม่อเตา (ตอนต้น)
หวังโหรวฮวาสวมเกราะเหล็กกล้าหุ้มมิดชิดซ่อนใบหน้าใต้หน้ากาก ทว่าพริบตาที่นางลงมือ อากู่ลาย่อมกระจ่างแก่ใจถึงตัวตนแท้จริง เพราะในทัพเยี่ยนเหมิน ผู้มีตบะเคียงบ่าเคียงไหล่จ้าวเป่ยวั่งมีเพียงฮูหยินผู้นี้
หวังโหรวฮวากวัดแกว่งทวนยาวทะลวงค่าย รังสีทวนสาดซัดดุจห่าฝน ปราณแท้ถาโถมดั่งเกลียวคลื่น ทุกกระบวนท่าแฝงเสียงอสนีบาตกึกก้อง ทุกจังหวะฟาดฟันหนักหน่วงดั่งขุนเขากดทับ รังสีดาบเจิดจ้าของอากู่ลาพลันถูกสะกดข่มจนมิดในชั่วพริบตา
อากู่ลาหยิ่งผยองในพลังตบะ ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายแห่งเยี่ยนเหมินล้วนไม่อยู่ในสายตา ทว่าบัดนี้เพียงแลกกระบวนท่ากลับตกเป็นเบี้ยล่าง ทำได้เพียงปัดป้องร่นถอย ไร้เรี่ยวแรงโต้กลับ ประมือเพียงนี้มีหรือมันจะมองไม่ออกว่าขุนพลเบื้องหน้าคือ ‘ฮูหยินจ้าว’ ผู้เลื่องลือ
สิ่งที่เหนือความคาดหมาย คือสองสามีภรรยาจ้าวเป่ยวั่ง ยอดขุนพลไร้พ่ายแห่งเยี่ยนเหมิน กลับปรากฏตัวนำทัพหน้าสามหมื่นนายนี้พร้อมเพรียงกัน
ประการสำคัญ ก่อนหน้านี้แม้วิกฤตค่ายอี่จื้อจะสาหัสปางตาย หวังโหรวฮวากลับซุ่มซ่อนกลิ่นอายนิ่งเฉย ผิดวิสัยนักรบ ด้วยพลังรบของนาง หากเผยตัวแต่เนิ่นๆ ไพร่พลค่ายอี่จื้อย่อมไม่ต้องทิ้งร่างเกลื่อนสมรภูมิถึงเพียงนี้
เรื่องวิปริตย่อมมีเลศนัยแอบแฝง อากู่ลาพลันใจหายวาบ สัญชาตญาณกรีดร้องว่าสถานการณ์พลิกผันเสียแล้ว
หวังโหรวฮวาคร้านจะเสวนา นางเพียงแค่นเสียงเย็นเยียบ ก่อนโหมกระหน่ำคมทวนด้วยความดุดันอำมหิตทวีคูณ
เมื่อประจักษ์ถึงความเงียบงัน อากู่ลากัดฟันระงับความลุกลี้ลุกลน บังคับสติให้เยือกเย็น แม้ฮูหยินจ้าวจะแข็งแกร่งดุจเทพสงคราม แต่มันก็มิใช่สวะให้เชือดง่ายดาย การเด็ดหัวมันย่อมต้องกินเวลา ตราบใดที่มันยื้อรั้งสตรีผู้นี้ไว้ได้ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน กองทัพเยี่ยนเหมินย่อมปราชัยราบคาบ และจุดจบนั้นย่อมมาถึงในไม่ช้า
จังหวะที่หวังโหรวฮวาปะทะอากู่ลา จ้าวหนิงพลันนำทัพทะลวงกวาดล้างองครักษ์ข้าศึกจนแตกกระเจิง ยอดฝีมือตระกูลจ้าวข้างกายล้วนเป็นขุนศึกทะลวงฟัน พลังรบเหนือล้ำข่มมิดกององครักษ์ขุนพลหมื่นนายจนหมดสภาพ
ทวนยาวทหารม้าเสียบทะลวงคอหอยผู้บำเพ็ญเพียรเทียนหยวนคนสุดท้าย จ้าวหนิงบิดข้อมือกระชากทวนกลับ ฉีกเนื้อคอหลุดกระจุย ศีรษะข้าศึกพับห้อยร่องแร่งดุจลูกหนัง ก่อนหงายหลังร่วงจากอานม้าดับดิ้น
จ้าวหนิงกวาดตามองสมรภูมิเลือด นัยน์ตาฉายแววเคร่งเครียด บนลาดเนินกว้างใหญ่ ทหารม้าเทียนหยวนรุกรบห้าวหาญ ท่ามกลางวงตะลุมบอนกลับยังตรึงค่ายกลสิบคนเหนียวแน่น การสอดประสานเกื้อหนุนระหว่างหมู่กองราบรื่นไร้ช่องโหว่
จุดใดมีกองร้อยสมบูรณ์ การทะลวงทัพจะยิ่งอำมหิตดุจฝูงหมาป่าขย้ำแกะ กองโอบล้อม กองเกาทัณฑ์ กองทะลวงฟัน ทุกหน่วยขับเคลื่อนดั่งฟันเฟืองทรงอานุภาพ
ค่ายอี่จื้อทำได้เพียงกัดฟันต้านรับสาหัส ยอดคนตายพุ่งทะยานไม่หยุดหย่อน ความห่างชั้นระหว่างเดนตายกรำศึกกับทหารหน้าใหม่ประจักษ์ชัดก็ยามนี้ ทหารเทียนหยวนทุกคนรู้หน้าที่ กระจ่างชัดถึงตำแหน่งและเป้าหมายสังหาร
บ้างสอดประสานเด็ดหัวข้าศึก บ้างกางโล่คุ้มกันสหายบาดเจ็บร่นถอย บ้างพานพบช่องโหว่ก็พุ่งเสียบทะลวงทันควัน ขณะที่ไพร่พลรอบด้านพร้อมปรับกระบวนรบหนุนเสริมทันที
เหลียวมองทหารค่ายอี่จื้อ คราแรกที่โหมบุกยังอาศัยเลือดร้อนทะนงตน มั่นใจเต็มประดาว่าต้องกำชัย ทว่าเมื่อศึกยืดเยื้อ ซ้ำรอยถูกรุกไล่จนร่นถอย ขวัญกำลังใจพลันสั่นคลอนแตกซ่าน
บ้างสั่นเทาหวาดผวา บ้างคำรามคลุ้มคลั่งหมายแลกชีวิต การสอดประสานพังทลายไม่อาจรุกถอยพร้อมเพรียง ทหารแตกกลุ่มกระจัดกระจาย แม้ดูเผินๆ คล้ายค่ายกล ทว่าแท้จริงสูญสิ้นความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันไปนานแล้ว
ภายใต้ห่าสมรภูมินี้ ทุกหย่อมหญ้าที่ทัพเยี่ยนเหมินปะทะล้วนสูญเสียเลือดเนื้อสาหัส เพียงแนวรบเดียวปริแตก กลุ่มเดียวถูกกวาดล้าง ย่อมลุกลามเป็นหายนะทั่วทั้งสมรภูมิ
‘การฝึกฝนเข้มงวด’ บัดนี้สลายเป็นเพียงลมปาก ความหวาดกลัวและอารมณ์วู่วามกลืนกินสติสัมปชัญญะ ผู้กล้าหาญทำได้เพียงคำรามก้องแล้วพุ่งทะยานเข้าหาความตายอย่างเปล่าดาย
ในโม่หินบดเนื้อมนุษย์ มีเพียงเดนตายผู้ก้าวข้ามห้วงมฤตยูนับครั้งไม่ถ้วนจึงจะรักษาสติเยือกเย็น ทว่าในกองทัพเยี่ยนเหมิน ทหารเก๋าเกมเช่นนั้นกลับมีน้อยเพียงหยิบมือ
ถึงกระนั้น แม้ค่ายอี่จื้อสูญเสียกำลังพลกว่าสามส่วน ทว่าที่ยังหยัดยืนปักหลักสู้ไม่แตกทัพหลบหนี ล้วนต้องพึ่งพาคำตวาดสั่งการเข้มงวดของเหล่านายร้อยและผู้บัญชาการกอง… ซึ่งส่วนใหญ่คือสายเลือดตระกูลจ้าว
แม้ลูกหลานตระกูลจ้าวจะร้างราศึกสงคราม ทว่ารากฐานตระกูลขุนนางบู๊อันดับหนึ่งแห่งต้าฉีหยั่งลึก พวกเขาผ่านการขัดเกลาเคี่ยวกรำเสี่ยงตายมาตั้งแต่จำความได้ สภาพจิตใจจึงแกร่งกร้าวดุจศิลา เด็ดเดี่ยวองอาจ ไร้ความตื่นตระหนกแม้ภัยจ่อคอหอย
แม้เพิ่งเหยียบสมรภูมิครั้งแรก ทว่าประสบการณ์เฉียดตายล้ำค่าเช่นนี้ ตระกูลยัดเยียดให้พวกเขาสัมผัสนับครั้งไม่ถ้วน วิธีสงบสติท่ามกลางวิกฤต วิธีอ่านกระดานรบ วิธีสวนกลับ ล้วนถูกตอกลิ่มฝังหัวปีแล้วปีเล่า จนหล่อหลอมเป็นสัญชาตญาณในสายเลือด
ยามคับขันตกเป็นเบี้ยล่าง ผลลัพธ์การฝึกหฤโหดแต่เล็กจนโตตอกย้ำมิให้ลืมหน้าที่ พวกเขายังคงหยัดยืนแนวหน้าสุด บาดเจ็บมิยอมถอย แม้สิ้นลมร่วงหล่น คำสั่งเสียสุดท้ายที่ตะเบ็งก้องมีเพียงคำเดียว… สังหาร
จริงอยู่ที่พวกเขาคือทหารหน้าใหม่ ไร้ซึ่งความสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ห่างชั้นกับทหารเฒ่าเจนศึกเผ่าเทียนหยวน แต่พวกเขาใช้เลือดเนื้อและชีวิตเป็นเดิมพัน นำไพร่พลทะยานเข้าห้ำหั่นข้าศึกอย่างบ้าคลั่ง
สังหาร... เดินหน้าบั่นคอข้าศึกสืบไป ต่อให้เป็นการรบพุ่งคลุ้มคลั่งไร้แบบแผน แต่มันกลับสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาล อย่างน้อยก็บดขยี้ความหวาดผวาในใจไพร่พลไปได้กว่าครึ่ง
กลางสมรภูมิเลือด ความหวาดกลัวคือมัจจุราชตัวฉกาจ ไม่ว่าจะใช้วิธีใด หากเหยียบย่ำความขลาดกลัวลงได้ ย่อมถือครองคุณสมบัติชิงชัย
ท่ามกลางสมรภูมินี้ สายเลือดตระกูลจ้าวร่วงหล่นปลิดปลิว ทิ้งร่างทอดกายจมกองเลือด ตกตายอยู่แนวหน้าสุดของการปะทะ ดับดิ้นเคียงข้างซากศพสหายร่วมรบ
ฐานะทายาทนักรบอันดับหนึ่งแห่งต้าฉี ยามปกติสวมแพรพรรณเลิศรส เสวยสุขลาภยศสรรเสริญ รับการเชิดชู ทว่าเมื่อเหยียบสมรภูมิ ล้วนสู้ถวายหัว เอาชีวิตเข้าแลก บาดเจ็บไม่ถอย ตายไม่หนี พวกเขามิเคยทำให้เกียรติภูมิ ‘เจิ้นกั๋วกง’ แห่งตระกูลจ้าวต้องมัวหมอง
ขุนพลสู้ตาย ไพร่พลย่อมไร้ใจขลาด ความเหี้ยมหาญเด็ดเดี่ยวของสายเลือดตระกูลจ้าว คือเสาหลักค้ำจุนให้ค่ายอี่จื้อหยัดยืนสืบไป ท่ามกลางความสูญเสียหนักหน่วงและวิกฤตสาหัส ไร้ผู้ใดแตกทัพหลบหนี นี่คือฟันเฟืองสำคัญสุดที่รั้งค่ายอี่จื้อไว้จนถึงวินาทีนี้
จ้าวหนิงปรายตามองปีกซ้ายบนยอดลาดเนิน เขารู้ดีค่ายอี่จื้อรั้งรอได้อีกไม่นาน การสูญเสียกำลังพลครึ่งหนึ่งคือขีดจำกัดสูงสุดที่สติสัมปชัญญะมนุษย์จะรับไหว หากค่ายติงจื้อยังทะลวงภารกิจไม่สำเร็จ ศึกนี้ทัพหน้าสามหมื่นแห่งเยี่ยนเหมินย่อมเหลือเพียงจุดจบเดียว… พินาศย่อยยับ
ณ ไหล่เขายอดหลัก โย่วเสียนหวังฉ๋าลาห่านทอดสายตามองสมรภูมิเบื้องล่าง ที่ปรึกษาไป๋อินข้างกายเดาะลิ้นประหลาดใจ เอ่ยด้วยสุ้มเสียงเจือความชื่นชมและหวาดระแวง
“เพียงชั่วอึดใจ ทัพเยี่ยนเหมินสูญเสียไปกว่าสามส่วน กองทัพที่ห่างหายศึกใหญ่มานับศตวรรษ ภายใต้วิกฤตเช่นนี้ ขวัญกำลังใจกลับไม่พังทลาย ไพร่พลยังคงสู้ถวายหัว ช่างน่าตระหนกยิ่ง”
ฉ๋าลาห่านนิ่งงัน ตลอดเส้นทางแผ่ขยายอำนาจเทียนหยวน มันกรีธาทัพบดขยี้แคว้นน้อยใหญ่ ภาพเช่นนี้หาดูยากยิ่ง ทว่ามันหาได้แปลกใจ เพราะศัตรูเบื้องหน้าคือทัพเยี่ยนเหมิน
“ขุนศึกเยี่ยนเหมินร่วงหล่นเป็นใบไม้ร่วง คนเหล่านี้ส่วนใหญ่คือสายเลือดตระกูลจ้าว ดูท่า… แม้เสวยสุขกับความสงบมานับร้อยปี ทว่าเกียรติภูมิขุนนางบู๊ตระกูลจ้าวยังคงแกร่งกร้าว เส้นทางกลืนกินราชวงศ์แดนใต้ ตระกูลจ้าวย่อมเป็นเสี้ยนหนามขวางคอชิ้นใหญ่สุด หากศึกนี้ไม่อาจบดขยี้เยี่ยนเหมินให้ราบคาบ ภายหน้าย่อมก่อภัยพิบัติ กองทัพที่อาบย้อมชำระล้างด้วยเลือด ย่อมมิใช่สุนัขรับใช้ตัวเดิมอีกต่อไป”
ไป๋อินรำพึงรำพัน ก่อนชะงักงัน อดบ่นอุบมิได้ “หากปีกลายลงมือสำเร็จ ลอบเด็ดหัวสามีภรรยาจ้าวเป่ยวั่งและยอดฝีมือเยี่ยนเหมินตามแผน ไหนเลยต้องมายุ่งยากเช่นยามนี้”
ฉ๋าลาห่านสะบัดมือปรามมิให้เอ่ยซ้ำ แม้เซียวเยี่ยนทำงานพลาด แต่นางจ่ายค่าตอบแทนสาสม ตบะพังทลายสูญสิ้น ซ้ำกลายเป็นคนวิกลจริต จะไปเอาความอันใดกับเศษสวะได้อีก
“พวกมันยื้อได้อีกไม่นาน” ฉ๋าลาห่านแค่นเสียง “ตระกูลจ้าวแกร่งกร้าวเพียงใด ก็ต้องสยบใต้เกือกม้าชั้นยอดแห่งราชสำนักเรา อีกอึดใจย่อมรู้ผล ทัพเยี่ยนเหมินไม่มีวันได้รับโอกาสให้เติบโตจากสมรภูมิอาบเลือดนี้แน่”
.
สิ้นคำสั่งหยางเจียนี ทัพหน้าค่ายติงจื้อพลันแหวกออกสองฝั่ง ปีกหนึ่งพุ่งทะลวงกองหนุนชื่อน่า อีกปีกอ้อมวงนอกเตรียมโอบล้อม ปล่อยให้แดนกลางว่างเปล่าโล่งเตียน
การแปรขบวนของค่ายติงจื้อทำเอาชื่อน่าขมวดคิ้วสับสน เปิดช่องโหว่แกนกลางที่วิกฤตที่สุด นี่มันค่ายกลวิปริตอันใด อ้าแขนต้อนรับข้าศึกรึ ไร้กำลังแดนกลาง ทหารม้าสองปีกก็ไม่ต่างจากต้นไม้ไร้ราก จะสร้างปาฏิหาริย์อันใดได้ คิดประลองขี่ม้ายิงธนูกับชนเผ่าทุ่งหญ้าหรือ ชื่อน่าแทบหลุดขำ
ขุนพลข้าศึกคิดดึงกำลังเสริมทัพหน้าลาดเนินหรือ เมื่อทัพหน้าค่ายติงจื้อเปิดทาง ทัพหลังพลันเผยโฉมกระจ่างตา ทว่าชื่อน่ากลับไม่เห็นม้าศึกแม้แต่ตัวเดียว ทหารค่ายติงจื้อแนวหลังล้วนหยัดยืนตระหง่านบนผืนดิน นั่นมัน… ค่ายกลทหารราบ
ความกังขาของชื่อน่าทวีคูณ เป็นที่รู้กันทั่วหล้า ค่ายกลทหารราบไร้สิทธิ์ปะทะทหารม้าซึ่งหน้า เว้นแต่จะกางป้อมค่ายรถเสบียงกีดขวางวงนอก เพื่อลดทอนแรงปะทะ แล้วใช้พลหน้าไม้และเกาทัณฑ์ระดมยิงตลบหลัง
ทว่าค่ายติงจื้อไร้เงารถเสบียง ค่ายกลทหารราบนี้จึงอยู่ในสภาพ ‘เปลือยเปล่า’ โดยสมบูรณ์
ทหารราบเปลือยเปล่าเช่นนี้ หากคิดรับแรงกระแทกจากทหารม้า ย่อมต้องตั้งกำแพงป่าหอกเรียงซ้อนวงนอก สละชีพเอาปลายหอกทะลวงม้าศึกทอนความเร็ว รอจนข้าศึกชะงักงันติดกับดัก จึงอาศัยกำลังพลเข้าบดขยี้ ทว่าทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนข้อแม้เดียว… ทหารม้าต้องโง่บัดซบพอจะพุ่งชนป่าหอก
ตามปกติ หากเห็นกำแพงหอก ทหารม้าย่อมเลือกควบโฉบวงนอก ระดมยิงเกาทัณฑ์สกัด รอจนพลหอกบาดเจ็บล้มตายค่ายแตก จึงค่อยพุ่งทะลวงกวาดล้าง
ทว่าค่ายทหารราบเบื้องหน้า กลับไร้เงาหอกยาวชูชันเป็นป่าดง พวกมันมิใช่พลหอกยาว พลหอกยาวส่วนใหญ่สวมเสื้อผ้าหยาบ ทว่าทหารกลุ่มนี้กลับสวมเกราะหุ้มมิดชิด เพียงปรายตามอง ชื่อน่าก็รู้ทันที… ความหนาของเกราะเหล่านี้มิใช่เหล็กกล้าสามัญ
ซ้ำยังหุ้มมิดหัวจรดเท้า ไร้รอยต่อให้เจาะทะลวง เกราะระดับนี้ราคาแพงหูฉี่ โดยทั่วไปมีเพียงขุนพลระดับสูงจึงมีสิทธิ์สวมใส่ ทว่าบัดนี้… พวกมันกลับสวมกันถ้วนหน้า
ชื่อน่ารู้สึกว่าภาพเบื้องหน้ามิใช่นักรบ ทว่าคือภูเขาเงินเคลื่อนที่ กองทัพเยี่ยนเหมินมั่งคั่งปานนี้เชียว ต้าฉีร่ำรวยถึงขั้นแจกเกราะขุนพลให้ไพร่ใส่เลยรึ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มันเข้าใจคำว่า ‘มหาเศรษฐี’ อย่างถ่องแท้
ชื่อน่าสังเกตอีกว่า ทหารราบสละหลังม้าเหล่านี้ ล้วนรูปร่างกำยำล่ำสันดุจกระทิงถึก กวาดตามองแทบไม่มีใครสูงต่ำกว่าแปดฉื่อ ชายฉกรรจ์แปดฉื่อต่อให้อยู่ในกองทัพยังโดดเด่น ท่ามกลางทัพสองแสนรับรองหาได้ไม่ถึงหมื่น กองทหารราบสวมเกราะร่างยักษ์ยืนตระหง่านรวมกัน เพียงจ้องมองก็แผ่แรงกดดันแทบขาดใจ
สิ่งที่สะกดสายตาเป็นลำดับท้าย คือศาสตราทรงประหลาดกว้างใหญ่ในมือ… มิใช่อาวุธสามัญ คล้ายดาบโค้งทว่ายาวกว่า คล้ายทวนยาวแต่ใบดาบกว้างกว่า มองปราดเดียวก็รู้ว่าของชั้นยอด รูปทรงโบราณลี้ลับ หนักอึ้งมหาศาล ดุดัน อำมหิต... นั่นคือนิยามที่ชื่อน่ามอบให้ศาสตรามฤตยูเหล่านั้น
และ ‘แพงบรรลัย’ มันรีบเสริมในใจ มันสายตากว้างไกล มองแวบเดียวย่อมรู้ว่าศาสตรานี้ต้นทุนสูงลิบ ดาบโค้ง ดาบตรง หรือหอกยาวพรรค์นั้น หากนำมาเทียบ ย่อมไร้ค่าจนมิควรหยิบยก
ยามมองค่ายทหารราบติงจื้อที่แกร่งกร้าวดุจกำแพงเหล็กตระหง่านดั่งขุนเขา ชื่อน่าเลิกมองว่าพวกมันคือภูเขาเงิน นี่มันภูเขาทองคำชัดๆ
“หรือฮ่องเต้ราชวงศ์แดนใต้ ส่งกองทหารเกียรติยศมาเยี่ยนเหมิน” ชื่อน่าลอบตั้งข้อสงสัย หากไม่ใช่เหตุผลนี้ มันคิดไม่ออกจริงๆ ว่าใต้หล้าจะมีทหารราคาแพงหูฉี่เช่นนี้ได้อย่างไร ทหารกลุ่มนี้ หากจับเป็นได้สักคน ย่อมเสวยสุขไปทั้งชาติ หากสูญเสียไปสักคน ทัพเยี่ยนเหมินคงกระอักเลือด
ทว่าประเด็นคือ ทหารพรรค์นี้จะงัดข้อทหารม้าชั้นยอดเทียนหยวนได้รึ ต่อให้รูปร่างสูงใหญ่ สวมเกราะหนาเตอะ หรือราคาแพงระยับปานใด พวกมันก็แค่พลเดินเท้า ทหารราบจะเอาพละกำลังผ่าแรงกระแทกทหารม้าซึ่งหน้าเชียวรึ พลเดินเท้าจะบั่นคอทหารม้าขาดในดาบเดียวได้อย่างไร
ชื่อน่ารู้สึกว่าการดิ้นรนของทัพเยี่ยนเหมินช่างน่าขันสิ้นดี มันอยากเห็นนักว่าทหารราบรูปงามพวกนี้จะมีน้ำยาแค่ไหนในสมรภูมิเลือด แน่นอน สิ่งที่มันหมายตาที่สุดคือการลากคอจับเป็นให้มากที่สุด จับกลับไปให้เกลี้ยงยิ่งดี มันจะได้รวยล้นฟ้า นอนอมยิ้มฝันหวานไปทั้งชาติ คิดถึงจุดนี้ มุมปากชื่อน่าพลันเหยียดยิ้ม
ทว่าเสี้ยววินาทีนั้น มันพลันสังเกตเห็นความวิปริต เป้าหมายที่มันต้องเด็ดหัว ขุนพลวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางนำทัพติงจื้อผู้นั้น… กลับสละหลังม้า ไปยืนจังก้าประจัญหน้าค่ายทหารราบ
ฐานะแม่ทัพ ย่อมต้องหยัดยืนตำแหน่งชี้ชะตาค่ายกล เพื่อทะลวงฟันนำชัยสู่กองทัพ ทว่าอีกฝ่ายไม่พุ่งทะลวง กลับถอยไปคุมแนวหน้าทหารราบ หรือว่าค่ายกลบัดซบนี่ จะเป็นไพ่ตายจริงๆ
ความกังขาของชื่อน่าอยู่ไม่นาน สองทัพตะลุมบอนชั่วอึดใจ ความเร็วทหารม้าลดฮวบจนไร้แรงทะลวง หลังทัพหน้าติงจื้อฉีกออกสองปีก ทหารม้าชั้นยอดเทียนหยวนที่พุ่งสวนมา พลันปะทะเข้าหาค่ายทหารราบรวดเร็วดั่งพายุ
และฉากนองเลือดต่อจากนั้น… จะตราตรึงในความทรงจำชื่อน่าไปชั่วชีวิต ทว่ามิใช่ฝันหวานที่ทำให้มันละเมอหัวเราะ… แต่เป็นฝันร้ายมรณะที่จะกระชากวิญญาณให้มันผวานอนไม่หลับชั่วกาล