ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 198 ศึกแรก: ดาบม่อเตา (ตอนปลาย)
ค่ายกลดาบม่อเตาจัดกระบวนทัพเป็นระเบียบ แถวทหารตระหง่านเงื้อมดุจผืนป่า ทะมึนน่าเกรงขามดั่งกำแพงผา พลันขยับเขยื้อนยามทหารม้าเทียนหยวนควบตะบึงเข้าประชิด
“สังหาร”
หยางเจียนีตระหง่านอยู่แนวหน้าตวาดก้อง แม้เผชิญหน้าทหารม้าผู้เป็นราชันแห่งสมรภูมิที่พุ่งทะยานเข้าใส่ นางและเหล่านักรบหาได้ถอยร่น กลับก้าวสวนทะลวงไปข้างหน้า
รองเท้าศึกเหล็กกล้ากระทืบพื้นดุดัน เสียงกระแทกเลื่อนลั่น ฝุ่นดินแตกกระจาย ลาดเนินหญ้าสั่นสะเทือน
ดาบม่อเตายาวหนึ่งจั้งสองฉื่อหมุนควงรอบเอวรวบรวมพละกำลัง วินาทีที่ม้าศึกพุ่งประชิดหมายบดขยี้ ดาบยักษ์พลันเงื้อขึ้นสูง ก่อนฟาดฟันลงมาอย่างเหี้ยมเกรียมชิงจังหวะสังหาร
ชั่วพริบตา แสงตะวันพลันหม่นหมอง ทิวเขาเลือนรางไร้สีสัน เบื้องหน้าปรากฏเพียงประกายคมดาบขาวโพลนดุจเกล็ดเหมันต์พุ่งทะยาน และหยาดโลหิตแดงฉานสาดกระเซ็นดั่งดวงดารา
ทหารม้าชั้นยอดที่เคยไร้พ่ายยามบุกทะลวงค่ายทหารราบ ครั้นอยู่เบื้องหน้าค่ายกลดาบม่อเตาของหยางเจียนี เสียงฝีเท้าตึกตักพลันเงียบกริบ ขบวนทัพม้าที่ควบตะบึงอย่างบ้าคลั่งพังทลายครืน
ทั้งคนทั้งม้าล้วนขาดสะบั้นเป็นสองท่อน
ม่านเลือดระเบิดสาดกระจายดุจสาดน้ำหมึก เครื่องในแดงฉานทะลักกองกระจุยสองข้างทาง ทหารเทียนหยวนไม่ทันได้ครวญคราง ม้าศึกไม่ทันได้แผดเสียงร้อง
ทหารม้าระลอกต่อไปพุ่งเข้าประชิดติดพัน ดาบม่อเตาในมือพลทหารราบหมุนควงรอบเอว ฟาดฟันลงมาอีกครา
คมดาบวูบวาบดุจสายฟ้า โลหิตสาดซัดดั่งห่าฝน
ทหารม้าชั้นยอดเทียนหยวนถาโถมดั่งเกลียวคลื่นระลอกแล้วระลอกเล่า ทว่าค่ายกลดาบม่อเตากลับปักหลักมั่นคงดั่งโขดหินผา แข็งแกร่งเกินหยั่งถึง เกลียวคลื่นที่กระแทกหินผาย่อมมีจุดจบเพียงแตกซ่านกระเซ็น
ชื่อน่าลมหายใจสะดุด แขนขาเย็นเฉียบแข็งทื่อ นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความหวาดผวาสุดขีด
ทหารม้าชั้นยอดเทียนหยวนพุ่งทะลวงเข้าใส่ค่ายกลดาบม่อเตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าเพียงประกายดาบวาบผ่าน ร่างนับไม่ถ้วนพลันร่วงหล่นทับถม เพียงชั่วอึดใจ เบื้องหน้าค่ายกลดาบม่อเตากลายสภาพเป็นแอ่งเลือด ซากศพปูลาดดั่งพรม
ปะทะเพียงหนึ่งดาบ ทหารม้าหลายสิบคนพลันดับสูญ
ปะทะอีกหนึ่งดาบ ก็มลายไปอีกหลายสิบ
ผ่านไปเพียงไม่กี่ระลอก ทหารม้าหลายร้อยนายกลับแหลกสลายไปเช่นนี้
ทหารม้าเทียนหยวนระลอกหลังที่ควบตามมา เบื้องหน้าเห็นม่านเลือดสาดกระเซ็นดั่งน้ำตก พี่น้องร่วมรบที่รวมตัวแน่นขนัดร่วงหล่นหายไปเป็นแถบ แม้ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แต่ความตระหนกสุดขีดเกาะกินขั้วหัวใจไม่ต่างจากชื่อน่า พวกมันรีบรั้งบังเหียนม้าสุดแรง
ทหารม้ารั้งท้ายชะลอความเร็วไม่ทัน พุ่งชนสหายด้านหน้า โชคดีที่จังหวะนี้ความเร็วลดทอนลงมาก จึงไม่ถึงขั้นล้มกลิ้งระเนระนาด
ทหารม้าเทียนหยวนที่ถูกดันขึ้นมาเป็นแนวหน้า มองเห็นซากศพอาบเลือดเกลื่อนกลาดเต็มพื้น ต่างส่งเสียงอุทานตระหนกดังระงม แม้เป็นเดนตายผ่านศึกโชกโชน ภาพนรกเบื้องหน้ากลับทำให้ขวัญหนีดีฝ่อ
นี่คือสถานการณ์รบที่พวกมันไม่เคยพานพบ เป็นฉากความตายที่ไม่เคยเผชิญ
พวกมันรั้งบังเหียนม้า จ้องมองค่ายกลดาบม่อเตาเบื้องหน้าด้วยความหวาดผวา
“รุก” หยางเจียนีออกคำสั่งอีกครา
ขบวนทัพปั่นป่วนของทหารม้าเทียนหยวน สร้างโอกาสรุกฆาตยอดเยี่ยมแก่ค่ายกลดาบม่อเตา แม้สวมเกราะหนาหนักจนไม่อาจวิ่งตะบึง แต่ระยะห่างประชิดตัว ซ้ำศัตรูยังถอยร่นไม่ได้ พวกเขาจึงเพียงก้าวเดินหน้าไปอย่างมั่นคง
รองเท้าศึกเหยียบย่ำเศษเนื้อและเครื่องในเกิดเสียงดังเฉอะแฉะชวนขนลุก ทว่าหยางเจียนีและเหล่าทหารหาญกลับเมินเฉย
“สังหาร”
รุกคืบเข้าประชิดทหารม้าเทียนหยวน โดยไม่สนแววตาเบิกโพลงหวาดกลัวหรือใบหน้าบิดเบี้ยวของศัตรู หยางเจียนีออกคำสั่งเสียงหนักแน่น ดาบม่อเตาในมือฟาดฟันลงมาอีกครา
ดาบม่อเตานับร้อยเล่มทางซ้ายและขวาเงื้อขึ้นพร้อมกัน ก่อนฟาดฟันลงมาในคราวเดียว
ทหารม้าเทียนหยวนแหกปากร้องลั่นด้วยความแตกตื่น บ้างแทงหอกยาวสวน บ้างเบี่ยงตัวหลบ บ้างหวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูก ทว่าไม่ว่าพวกมันจะมีปฏิกิริยาเช่นไร ชั่วพริบตาต่อมา ภายใต้คมดาบม่อเตา พวกมันพลันสิ้นเสียงตลอดกาล
หอกยาวที่ลุกลี้ลุกลนแทงสวน ไม่อาจทะลวงเกราะหนาหนักของพลดาบม่อเตา พละกำลังหยิบยืมจากโกลนม้า มีหรือจะสู้พละกำลังหยิบยืมจากผืนปฐพี หอกของพวกมันจึงไม่อาจสะเทือนพลดาบม่อเตาแม้แต่น้อย
ยามเห็นพี่น้องร่วมรบเบื้องหน้ากลายเป็นเศษเนื้อจมกองเลือดภายใต้คมดาบม่อเตา และตัวเองกลายเป็นเป้านิ่งอยู่แนวหน้า พลดาบร่างยักษ์ตระหง่านดั่งกำแพงย่างสามขุมเข้าหา ป่าดาบม่อเตากำลังฟาดฟันลงกลางกระหม่อม ทหารเทียนหยวนที่เหลือต่างแตกตื่นวิ่งหนีเอาชีวิตรอดลนลาน
เมื่อเผชิญศัตรูที่พรากชีวิตตนได้ง่ายดายราวเชือดไก่ ซ้ำยังฟันแทงไม่เข้า นอกเหนือจากหวาดกลัว ยังจะมีอารมณ์ใดหลงเหลือ
ค่ายกลดาบม่อเตารุกคืบดุจกำแพงเหล็กกล้า ทุกย่างก้าวที่พลเกราะหนักย่ำผ่านล้วนไร้ผู้ต่อต้าน ผู้ใดขวางทางเบื้องหน้า ล้วนแหลกเหลวทั้งคนทั้งม้า พวกเขาเปรียบเสมือนเครื่องบดขยี้ไร้ปรานี บดขยี้ทหารม้าชั้นยอดเทียนหยวนลงสู่ผืนดินราววัชพืชอย่างไร้เยื่อใย
ทหารม้าเทียนหยวนที่กรีดร้องแหกปากหนีตายลนลาน เพิ่งตระหนักว่าไร้หนทางรอด สวรรค์ไร้ทาง นรกไร้ประตู ทั้งปีกซ้ายขวาและด้านหลัง ล้วนถูกทหารม้าค่ายติงจื้อที่ทะลวงออกมาก่อนหน้า ปิดตายทุกเส้นทางหนี
ขวัญกำลังใจพังทลายในชั่วพริบตา
กองทหารม้าชั้นยอดแห่งราชสำนักเทียนหยวนที่เคยตะลุยทุ่งหญ้าไร้พ่าย บัดนี้ไม่ต่างจากกองกำลังชนเผ่ากระจอกที่พวกมันเคยเหยียบย่ำ ความปั่นป่วนของกระบวนทุกลุกลามไปด้านหลังเป็นทอด ผู้คนตื่นตระหนกไร้สติเพิ่มจำนวนทวีคูณ
ขณะค่ายกลดาบม่อเตารุกคืบต่อเนื่อง พวกเขาสามารถบั่นคอทหารม้าแนวหน้าชั้นแล้วชั้นเล่าด้วยความสูญเสียแทบเป็นศูนย์ บีบกวาดล้างทหารเทียนหยวนให้ร่นถอย เสียงกรีดร้องโหยหวนสยดสยองดังกึกก้องขึ้นทีละน้อย และเพิ่มจำนวนทวีคูณ
เพียงไม่นาน เสียงน่าสะพรึงกลัวจนไม่กล้าสดับฟังนี้ก็ดังสนั่นไปทั่วสมรภูมิ
ชื่อน่าร่างสั่นสะท้านดุจคนจับไข้
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา มันไม่เคยหวาดผวาถึงเพียงนี้ ต่อให้อยู่ในช่วงเป็นตาย จวนเจียนดับสูญกลางสมรภูมิ มันก็ไม่เคยสัมผัสถึงความสิ้นหวังเยี่ยงนี้
ใช่… มันคือความสิ้นหวัง
ทหารม้าชั้นยอดเกือบสี่พันนาย ถูกทหารม้าเบาเยี่ยนเหมินตลบหลังล้อมกรอบจนไม่อาจตีฝ่า กองกำลังที่ควรพุ่งทะลวงทัพกลางศัตรูให้แตกพ่าย บัดนี้กลับถูกค่ายกลแข็งแกร่งดุดันที่ไม่เคยพานพบ บดขยี้แหลกเหลวราวหั่นผักปลาอย่างโหดเหี้ยม
อย่าว่าแต่พลิกสถานการณ์ กระทั่งพลังปะทะซึ่งหน้ายังสูญสิ้น
พลดาบม่อเตาหนึ่งพันห้าร้อยนาย ยามรับมือทหารม้าซึ่งหน้า พลังรบที่แสดงออกแข็งแกร่งจนขัดต่อสามัญสำนึก ทำให้ศัตรูไร้หนทางรับมือ
ตั้งแต่โบราณกาล ไม่เคยมีทหารม้าชั้นยอดกองใด ถูกทหารราบเข่นฆ่าล้างบางกลางสมรภูมิเยี่ยงนี้ สถานการณ์รบน่าสะพรึงนี้ มันไม่เคยได้ยินหรือพานพบ ก้าวข้ามประสบการณ์และขอบเขตความเข้าใจของชื่อน่าไปไกลลิบ
บัดนี้มันประจักษ์แจ้ง ของล้ำค่าย่อมมีเหตุผลในตัว ทหารเกราะหนักหนึ่งพันห้าร้อยนายนี้ไม่ใช่แค่ภูเขาทองเคลื่อนที่ แต่คือนรกขุมโลกันตร์เคลื่อนที่ต่างหาก
ความคิดอยากจับเป็นเพื่อหวังร่ำรวย ช่างน่าขันสิ้นดี
สิ่งใดเรียกว่า ‘มหาอำนาจแห่งจงหยวน’ สิ่งใดเรียกว่า ‘ยุครุ่งโรจน์แห่งต้าฉี’ มาถึงบัดนี้ ชื่อน่าตระหนักแจ้ง
ในใต้หล้านี้ นอกเหนือจากราชวงศ์ต้าฉี ยังมีแว่นแคว้นใดเล่ามีทั้งความมั่งคั่งมหาศาลและทหารหาญดุดัน ถึงขั้นก่อตั้งกองกำลังระดับนี้ขึ้นมาได้
ในฐานะยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง ชื่อน่าสมควรทะยานไปบั่นคอขุนพลศัตรู ทว่ายามนี้ ร่างกายกลับไร้ความกล้าหยัดยืนหน้าค่ายกลดาบม่อเตา แล้วจะเอาความกล้าหาญใดไปสู้แตกหักกับหยางเจียนี
เบื้องหน้าค่ายกลดาบม่อเตานี้ มันสูญสิ้นคุณสมบัติจะปะทะกับหยางเจียนีโดยสมบูรณ์
จริงอยู่ค่ายกลดาบม่อเตามีข้อจำกัด เกราะหนาหนักเกินไป เคลื่อนไหวเชื่องช้า ไร้กำลังไล่ล่า กระทั่งจะถอยหนียังทำไม่ได้ หากเผชิญทหารม้าควบโฉบและระดมยิงเกาทัณฑ์ ย่อมเป็นเป้านิ่งรอความตาย
กองกำลังนี้ถือกำเนิดขึ้นโดยพึ่งพาสหายร่วมรบคอยสนับสนุน
ทว่ายามนี้ การเคลื่อนไหวของค่ายติงจื้อก่อนหน้า ได้เนรมิตสมรภูมิสมบูรณ์แบบที่สุดแก่ค่ายกลดาบม่อเตาแล้ว
ชื่อน่าไม่ลังเลอีกต่อไป หันขวับกลับหลัง ควบม้านำทหารคนสนิทฝ่าวงล้อมหนีเอาชีวิตรอดทันที
ขืนรอให้ค่ายกลดาบม่อเตาบุกประชิด… นั่นคือการรนหาที่ตาย
อากู่ลาที่กำลังพัวพันศึกกับหวังโหรวฮวา ยามได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมประดุจเกลียวคลื่น ซ้ำยังน่าเวทนาราวทหารนับพันเพิ่งรู้ข่าวภรรยาคบชู้ จำต้องหาจังหวะหันขวับกลับไปมอง
ทว่าเพียงพริบตาที่กวาดตามอง ขนหัวอากู่ลาพลันลุกชัน
กองกำลังของตนบนเนินเขา แตกตื่นลนลานราวฝูงเป็ดป่าไร้หัว ถูกทหารม้าเบาเยี่ยนเหมินต้อนเข้าเล้า ปล่อยทหารราบเกราะหนักไล่กวาดล้าง ทิ้งร่องรอยซากศพและชิ้นส่วนเนื้ออาบเลือดเป็นทางยาว
ภาพเบื้องหน้าช่างน่าอนาถสะเทือนขวัญยิ่งนัก
‘แพ้แล้วงั้นรึ เหตุใดพ่ายแพ้รวดเร็วปานนี้ แล้วแพ้ได้อย่างไร’ คำถามผุดขึ้นในหัวอากู่ลาต่อเนื่อง ทว่าเมื่อสังเกตสถานการณ์ มันก็ได้รับคำตอบโดยพลัน
กองทหารราบพวกนั้นหาใช่ทหารราบธรรมดา
ค่ายกลทะมึนน่าเกรงขาม ไร้ช่องโหว่แม้หยดน้ำไม่อาจเล็ดลอด แต่ละนายรูปร่างสูงใหญ่กำยำ เกราะหนาเตอะ ยามขยับเขยื้อนดุดันน่าสะพรึงดั่งกระทิงคลั่ง ซ้ำดาบม่อเตาในมือยังฟาดฟันไร้พ่าย ขวางหน้าผู้ใด ล้วนบดขยี้แหลกเหลวทั้งคนทั้งม้า
เพียงปรายตามอง อากู่ลาตระหนักทันทีว่า ทหารหาญร่างยักษ์แห่งทัพเยี่ยนเหมินเหล่านี้ ล้วนเป็นยอดนักรบคัดสรร หากประเมินพละกำลังและฝีมือรบ ย่อมเรียกได้ว่าคัดยอดฝีมือหนึ่งในร้อย
สัดส่วนผู้บำเพ็ญเพียรในกองกำลังนี้มีมากกว่าทัพเยี่ยนเหมินทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ทัดเทียมกองกำลังชั้นยอดแห่งราชสำนักเทียนหยวน
มิหนำซ้ำ พวกเขายังครอบครองเกราะและอาวุธระดับไม่ธรรมดา
ทัพเยี่ยนเหมินกลุ่มนี้กำลังบุกตะลุยบ้าคลั่งบนเนินเขา ดุดันจนไม่อาจต้านทาน
อากู่ลามองกองกำลังที่ทิ้งไว้บนเนินเขา ปั่นป่วนจนเสียกระบวนทัพหมดสิ้น เหยียบย่ำทับกันเองพังพินาศในชั่วพริบตา
ใช้เวลาอีกไม่นาน ย่อมถูกกวาดล้างสิ้นซาก ผู้ที่ตีฝ่าหลบหนีได้ย่อมมีเพียงหยิบมือ
และเมื่อใดที่ทัพเยี่ยนเหมินยึดครองจุดสูงสุด แล้วควบทะยานบุกทะลวงลงมา ทหารม้าเทียนหยวนด้านหน้าลาดเนินหญ้าย่อมถูกขนาบตีจากสองฝั่ง… ถึงเวลานั้นทัพเทียนหยวนย่อมพินาศย่อยยับ
‘กองทัพเยี่ยนเหมินมีกองทหารชั้นยอดเยี่ยงนี้ตั้งแต่เมื่อใด’ อากู่ลาตื่นตระหนกขวัญผวา
กองทหารราบห้าวหาญดุดันระดับนี้ มันไม่เคยเห็น และไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ยามกองทัพต้าฉีบุกทะลวงทุ่งหญ้า ก็ไม่เคยมีตัวตนเช่นนี้ในกองทัพ
เหตุใดจู่ๆ เพิ่งปรากฏตัว
ขุมพลังนี้ทำลายสมดุลสมรภูมิไปหมดสิ้น
ที่สำคัญสุดคือ อากู่ลาไม่คาดคิดว่าชื่อน่าจะพ่ายแพ้ ซ้ำยังแพ้ราบคาบรวดเร็วถึงเพียงนี้ บัดนี้สถานการณ์เลวร้ายถึงขีดสุด
มันต้องรับมือให้ได้
ทว่าสถานการณ์ถึงขั้นนี้ ทหารเทียนหยวนด้านหน้าลาดเนินหญ้าพัวพันตะลุมบอนกับค่ายอี่จื้อจนแยกไม่ออก แม้ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม แต่ท้ายที่สุดยังไม่กำชัย
ไพร่พลสองฝ่ายห้ำหั่นพัลวัน ยากแยกแยะมิตรศัตรู การดึงกำลังพลขนาดใหญ่ไปสนับสนุนบนเนินเขา… เป็นไปไม่ได้
แล้วจะใช้หมากใดพลิกสถานการณ์
มันพลิกสถานการณ์ไม่ได้แล้ว
จิตใจอากู่ลาปั่นป่วนว้าวุ่น
ตัวมันปราชัยแล้วรึ
พลันความนึกคิดบางอย่างกระจ่างแจ้งในหัว
นี่คืออุบายของทัพเยี่ยนเหมิน
ค่ายอี่จื้อบุกโจมตีลาดเนินหญ้าจากด้านหน้า โหมตะลุมบอนบ้าคลั่งไม่สนความเสียเปรียบด้านชัยภูมิ แท้จริงเพื่อหลอกให้มันคิดว่าค่ายอี่จื้อถูกบดขยี้ได้ง่าย ดึงดูดความสนใจและกำลังรบมาที่นี่ สร้างโอกาสทองให้ทัพเยี่ยนเหมินอีกกองบุกจู่โจม
เพื่อดึงดูดความสนใจ จ้าวหนิงผู้เป็นถึงทายาทผู้นำตระกูลจ้าว ถึงกับยอมเอาตัวเข้าแลกเป็นทัพหน้าทะลวงค่าย อาศัยฝีมือรบร้ายกาจและศาสตราปราณระดับสูง จงใจเปิดเผยตัวตนให้มันรับรู้
ยามมันคิดว่าสถานการณ์โดยรวมถูกกำหนด ควบม้าลงสนามหวังเด็ดหัวจ้าวหนิงด้วยตนเอง หวังโหรวฮวากลับปรากฏตัวสกัดกั้นพัวพันไว้ ทำให้มันไม่อาจสังเกตเห็นค่ายกลดาบม่อเตาทันท่วงที และไร้โอกาสสั่งการรับมือ
หากสั่งการเตรียมรับมือแต่เนิ่นๆ อาจพอยันสถานการณ์ได้ เพราะเพียงปรายตามองมันก็ล่วงรู้จุดอ่อน พลดาบม่อเตายอมแลกพลังทำลายล้างไร้เทียมทานกับการแบกรับเกราะและอาวุธหนักอึ้ง ส่งผลให้เคลื่อนไหวเชื่องช้า อย่าว่าแต่วิ่งตามทหารม้า กระทั่งทหารราบทั่วไปก็ไล่ไม่ทัน
ทว่าบัดนี้ สายเกินแก้ อากู่ลาไร้หนทางพลิกฟ้าคว่ำดิน
แผนการและกลยุทธ์เหล่านี้ ผู้ใดเป็นคนคิดริเริ่ม ช่างอำมหิตเกินไปแล้ว
‘ชาวฉีช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก’ อากู่ลาเคียดแค้นสิ้นหวัง อดไม่ได้ที่จะด่าทอเดือดดาลในใจ
ก่อนเปิดศึก ย่อมรู้ดีว่าพลังรบฝ่ายตนเหนือกว่าทัพเยี่ยนเหมิน ซ้ำยังยึดครองความได้เปรียบด้านชัยภูมิแน่นหนา ดังนั้นตั้งแต่ระดับสูงอย่างโย่วเสียนหวัง จนถึงอากู่ลาและขุนพลทั่วไป ล้วนไม่เคยคิดใช้กลยุทธ์หรืออุบายใด
พลังรบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดต่างหาก คือกุญแจชี้ขาดชัยชนะในสมรภูมิ
อากู่ลาผ่านศึกนับไม่ถ้วน ย่อมเข้าใจหลักการข้อนี้ดีที่สุด
ปะทะกับทัพเยี่ยนเหมิน เพียงพุ่งทะลวงบดขยี้เปิดเผย ดึงความได้เปรียบด้านพลังรบที่เหนือกว่าออกมา บดขยี้ศัตรูซึ่งหน้าก็เพียงพอ ไร้ความจำเป็นต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมให้เสียเวลา
มีแต่สิ้นเปลืองเรี่ยวแรง ดีไม่ดีอาจเป็นการเปิดช่องโหว่แก่ทัพเยี่ยนเหมิน
คาดไม่ถึง ยามนี้มันกลับตกหลุมพรางทัพเยี่ยนเหมินเสียเอง
“บัดซบ ลอบกัดเยี่ยงสุนัข”
สถานการณ์รบตกเป็นรอง อากู่ลาเคียดแค้นเจ็บปวดใจ ซ้ำต้องขบคิดหาวิธีรับมือ อารมณ์พลุ่งพล่านปั่นป่วน ทำให้ตัวมันที่เสียเปรียบหวังโหรวฮวาอยู่ก่อน เผลอเปิดช่องโหว่
หวังโหรวฮวาสบจังหวะ ทะลวงทวนพุ่งทะยานเจาะคอหอยศัตรูฉับพลัน
อากู่ลาขวัญหนีดีฝ่อ เบี่ยงตัวหลบลุกลี้ลุกลน แม้รอดพ้นจุดตาย ทว่าปลายทวนกลับทะลวงลึกเข้าหัวไหล่ คว้านเนื้อหลุดกระจุย ความเจ็บปวดแล่นพล่านจนอากู่ลาสั่นสะท้าน แขนซ้ายพลันสิ้นเรี่ยวแรง
อากู่ลาเอาตัวแทบไม่รอด ชีวิตแขวนบนเส้นด้าย ไม่กล้าวอกแวกอีกต่อไป
จ้าวหนิงควบม้าทะลวงฟันกลางวงล้อมตะลุมบอน สังเกตเห็นค่ายติงจื้อกวาดล้างศัตรูเบื้องหน้าจนสิ้นซาก และเริ่มเคลื่อนกำลังลงจากจุดสูงสุดลาดเนินหญ้า
นัยน์ตาเขาสะท้อนภาพหยางเจียนีกระชับดาบม่อเตายาวหนึ่งจั้งสองฉื่อ นำทัพชั้นยอดทะลวงลงมาเป็นแนวหน้า
รอยยิ้มเย็นเยียบพลันประดับบนมุมปาก
ค่ายกลดาบม่อเตานี้หาได้ก่อตั้งโดยเขา กองกำลังนี้ผลาญทรัพยากรมหาศาล ด้วยอิทธิพลของเขาในราชวงศ์ต้าฉียามนี้ ย่อมไม่อาจเกลี้ยกล่อมราชสำนักทุ่มเม็ดเงินก้อนโตในยุคบ้านเมืองสงบสุข
ครั้นจะพึ่งพากำลังทรัพย์ตระกูลจ้าวเพียงลำพัง เวลานี้ย่อมแบกรับไม่ไหว อีกทั้งยังไม่คุ้มค่า หากเทียบกับค่ายกลดาบม่อเตาที่มีข้อจำกัด จ้าวหนิงยินดีนำทองคำไปรวบรวมผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณให้ได้มากยังประเสริฐกว่า
ย้อนกลับไปร้อยกว่าปีก่อน หลังบรรพชนตระกูลจ้าวกวาดล้างทุ่งหญ้าราบคาบ ได้รังสรรค์ดาบม่อเตาและยุทธวิธีค่ายกลดาบม่อเตาขึ้น ยุคนั้นแว่นแคว้นทั้งสี่ยังมีศึกประปราย บรรพชนตระกูลจ้าวอาศัยความดีความชอบเกรียงไกรสร้างรากฐานมั่นคง จึงก่อตั้งกองกำลังดาบม่อเตาสำเร็จ
เพียงแต่หลังก่อตั้งกองกำลัง ดาบม่อเตาในทัพเยี่ยนเหมินก็ไม่ได้กรีธาทัพกวาดล้างทุ่งหญ้าอีก กองกำลังนี้จึงเร้นกายไม่เคยเผยโฉมให้ผู้คนใต้หล้าประจักษ์ จวบจนปัจจุบัน พลดาบม่อเตาในทัพเยี่ยนเหมินมีจำนวนสิริรวมเพียงสามพันนาย
ส่วนยุทธวิธีการรบ จ้าวหนิงจงใจซ้อนแผนอากู่ลา ทว่าหาได้พุ่งเป้าเจาะจง มันเป็นเพียงกลยุทธ์รับมือข้าศึกตามครรลองเมื่อมีพลดาบม่อเตาในมือ
ก่อนเปิดศึก แผนเดินทัพบุกโจมตีของเขาถูกจ้าวเสวียนจีและขุนพลอื่นปัดตก ในใจเขาทั้งทุกข์ระทมและกังวล
แต่หลังได้รับการปลอบประโลมจากหยางเจียนี จิตใจเขาผ่อนคลายลง ตั้งปณิธานลงมือทำสิ่งที่พอทำได้ เริ่มจากการพลิกชัยชนะในจุดเล็กๆ
จ้าวหนิงไม่อาจก้าวก่ายกลยุทธ์บุกของทัพหลัก ทว่าการดึงพลดาบม่อเตาสามพันนายรั้งท้ายทัพหน้าเข้าสมรภูมิ ย่อมไร้ปัญหา จ้าวเสวียนจีและขุนพลอื่นต่างเห็นพ้อง กองทัพเทียนหยวนยึดครองความได้เปรียบด้านชัยภูมิ ค่ายกลดาบม่อเตาอาจสร้างประโยชน์
ด้วยเหตุนี้ ยามโหมบุกลาดเนินหญ้า จ้าวหนิงจึงบุกทะลวงเข่นฆ่าศัตรูบ้าคลั่งดึงดูดความสนใจจากอากู่ลา หมายสร้างโอกาสทองยอดเยี่ยมแก่หยางเจียนีและค่ายกลดาบม่อเตา เพื่อให้พวกเขาเป็นตัวแปรชี้ขาดชัยชนะในดาบเดียว
อุบายลวงตบตาในสมรภูมิไม่อาจนับว่าล้ำเลิศ ทว่าภายใต้สถานการณ์ศัตรูแข็งแกร่งฝ่ายตนอ่อนแอ… ย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
และความจริงพิสูจน์แล้วว่า ฉ๋าลาห่านและอากู่ลา ไม่ต่างจากจ้าวเสวียนจีและขุนพลอื่น พวกมันล้วนฝังหัวว่าตนแข็งแกร่งศัตรูอ่อนแอ ทัพใหญ่เพียงบุกทะลวงซึ่งหน้า ย่อมบดขยี้ศัตรูราบคาบโดยไม่ต้องเปลืองแรง
ในมหาสงครามสิบปีของชาติก่อน จ้าวหนิงล่วงรู้ตื้นลึกหนาบางกองทัพเทียนหยวนอย่างลึกซึ้ง เขาย่อมรู้ทันความคิดขุนพลฝ่ายนั้นเป็นอย่างดี
ด้วยเหตุนี้ ในห้วงยามทัพเยี่ยนเหมินสูญเสียหนักหน่วงจวนเจียนพ่ายแพ้… จุดเปลี่ยนสมรภูมิ ท้ายที่สุดย่อมตกอยู่ในกำมือจ้าวหนิงและพวกพ้อง