ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 199 ชัยชนะแรกและการสูญเสียแรก (ตอนต้น)
การล้อมสังหารทหารม้าทะลวงฟันเทียนหยวนบนเนินหญ้าสูง ดำเนินไปอย่างดุดันเกรียงไกร ค่ายกลดาบม่อเตาผสานกำลังกับทหารม้าเบาบดขยี้ศัตรูจนเสียงโหยหวนดังระงม แม้ค่ายอี่จื้อและกองทัพเทียนหยวนเบื้องล่างจะกำลังห้ำหั่นกันเลือดนองแผ่นดิน ทว่าขุมพลังสังหารจากเบื้องบนก็ยังแผ่ซ่านลงมาจนสัมผัสได้
ยามค่ายติงจื้อกวาดล้างศัตรูจนสิ้นซาก ยึดครองชัยภูมิสูงสุดก่อนควบม้าพุ่งทะยานลงมาปานอุกกาบาต เหล่าทหารค่ายอี่จื้อที่กำลังดิ้นรนในห้วงวิกฤตพลันเลือดลมสูบฉีด นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความปิติคลั่งแค้น
หยางเจียนีในฐานะยอดฝีมือแห่งตระกูลขุนนางบู๊ย่อมแตกฉานพิชัยสงคราม นางตวัดบัญชาชี้ขาด แบ่งค่ายติงจื้อเป็นสามสาย แต่ละกองอัดแน่นด้วยพลดาบม่อเตาห้าร้อยนาย ขนาบหลังด้วยทหารม้าเบาอีกห้าร้อย พุ่งทะลวงลงมาจากทิศซ้าย กลาง และขวาดุจกรงเล็บมฤตยู
ทหารม้าทะลวงฟันอีกสองพันนายถูกฉีกเป็นสองปีก ครึ่งหนึ่งโอบล้อมปิดตายสมรภูมิ ส่วนอีกครึ่งหยางเจียนีควบม้านำทัพด้วยตนเอง บุกทะลวงเป็นทัพหน้า กระแทกเข้าสู่จุดที่กองทัพเทียนหยวนกระจุกตัวหนาแน่นที่สุดประดุจลิ่มเหล็กเจาะทะลวง
ไพร่พลค่ายติงจื้อร่วมห้าพันนายโถมทะยานดุดันปานพยัคฆ์ลงเขา อำมหิตดั่งฝูงหมาป่าล่าเนื้อ น้ำหนักการพุ่งชนรุนแรงประดุจหิมะถล่มทลาย อานุภาพสะท้านฟ้าสะเทือนดิน
กองทัพเทียนหยวนเบื้องล่างที่อกสั่นขวัญแขวนจากเสียงโหยหวนบนยอดเนินแต่เดิม ยามเห็นสหายร่วมรบแหลกเป็นชิ้นก็นับว่าขวัญหนีดีฝ่อแล้ว บัดนี้เมื่อเผชิญหน้ากับทัพค่ายติงจื้อที่บดขยี้ลงมาดั่งทัณฑ์สวรรค์ สันหลังของพวกมันพลันเย็นวาบ หวาดผวาจนแทบสิ้นสติ
“เหล่าทหารรับคำสั่ง เข่นฆ่าพวกหูให้สิ้นซาก”
จ้าวหนิงตวัดทวนยาวทหารม้ากวาดออก บั่นคอผู้บำเพ็ญเพียรเทียนหยวนขาดกระเด็นอย่างหมดจด ท่ามกลางหยาดโลหิตสาดกระเซ็น มือซ้ายเขารั้งสายบังเหียน มือขวาชูทวนชี้ทะลวงไปเบื้องหน้า เปล่งเสียงคำรามกึกก้อง
“สู้ตาย”
ทั่วทุกสารทิศท่ามกลางสมรภูมิเดือด ลูกหลานตระกูลจ้าวที่อาบชโลมเลือดพลันเห็นแสงแห่งความหวัง ต่างชูอาวุธแผดเสียงรับคำสั่งดุดัน นัยน์ตาพวกเขาแดงฉาน เส้นเลือดดำปูดโปนบนหน้าผาก ราวกับอสูรสงครามหลุดจากขุมนรก
“ฆ่า”
เหล่าทหารค่ายอี่จื้อที่สูญเสียอย่างหนักหน่วงพลันเลือดลมสูบฉีด ขวัญกำลังใจลุกโชนดั่งเพลิงกัลป์ ต่างแหงนหน้าคำรามลั่นสมรภูมิ
แม้เรี่ยวแรงแทบเหือดแห้ง สติปัญญาจวนเจียนพังทลาย ทว่าวินาทีที่แสงสว่างแห่งชัยชนะสาดส่อง ร่างกายเหนื่อยล้าพลันบังเกิดขุมพลังสายใหม่ปะทุขึ้น เกราะเหล็กที่เคยหนักอึ้งกลับเบาหวิวในชั่วพริบตา
“ฆ่า”
สิบคน ร้อยคน พันคน… ชั่วพริบตาเดียว เสียงกู่ร้องสังหารดังกึกก้องกลบสรรพเสียง หลอมรวมเป็นคลื่นพายุสะท้านฟ้าสะเทือนดิน ประดุจจะพลิกคว่ำผืนฟ้าให้ถล่มทลาย
หากไม่เคยจมดิ่งในความสิ้นหวัง ย่อมไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าแห่งแสงสว่าง หากไม่เคยเหยียบย่างบนเส้นแบ่งความเป็นตาย ย่อมไม่รู้ว่าการรอดชีวิตนั้นล้ำค่าเพียงใด
ทหารที่สองขาสั่นเทากลับมายืนหยัดดั่งขุนเขา ผู้ที่เรี่ยวแรงเหือดแห้งกำอาวุธในมือแน่น ผู้ที่พุ่งทะยานสาดโลหิตพยุงสหายร่วมรบขึ้นยืน ทหารที่บาดเจ็บสาหัสอ้าปากอาบเลือดแผดเสียงคำราม โถมร่างเข้าขย้ำศัตรูเบื้องหน้าจนแหลกเหลว
ไพร่พลค่ายอี่จื้อที่เคยตกเป็นรอง บัดนี้ไม่สนใจจำนวนศัตรูเบื้องหน้าอีกต่อไป คมหอกคมดาบของทัพเทียนหยวนไม่อาจสร้างความหวาดหวั่นให้พวกเขาได้อีก
ในหัวพวกเขามีเพียงปณิธานเดียว… เดินหน้า สังหารศัตรูให้สิ้นซาก
ทัพเทียนหยวนที่หยิ่งผยองคิดว่ากำชัยชนะไว้ในมือ พลันเบิกตาตื่นตระหนก กองทัพเยี่ยนเหมินที่เคยเป็นดั่งลูกแกะรอเชือดบนเขียง บัดนี้กลับเผยสีหน้าเหี้ยมเกรียม นัยน์ตาสาดประกายอำมหิต พุ่งทะยานเข้าห้ำหั่นพวกมันอย่างบ้าระห่ำระลอกแล้วระลอกเล่า จิตสังหารนั้นทำเอาพวกมันใจสั่นสะท้าน
พวกมันตระหนักได้ในวินาทีนั้น… สถานะผู้ล่าและเหยื่อ สลับขั้วกันโดยสมบูรณ์
บัดนี้ถึงคราวทัพเทียนหยวนต้องร่วงหล่นลงสู่หุบเหว จมปลักในทะเลเลือด และดิ้นรนอย่างสิ้นหวังบ้างแล้ว
ทว่าด้วยศักดิ์ศรีทหารม้าทะลวงฟันแห่งราชสำนักเทียนหยวน แม้อกสั่นขวัญแขวนแต่กระบวนทัพยังไม่แตกพ่าย ภายใต้เสียงตะคอกสั่งการของบรรดานายกอง พวกมันยังคงกัดฟันต้านทาน สู้ยิบตาไม่ยอมถอยร่น
แต่เมื่อกระดานหมากดำเนินมาถึงจุดนี้ ลำพังเพียงความกล้าหาญและความบ้าบิ่น ย่อมไม่อาจพลิกกระแสศึกได้อีกต่อไป
ทันทีที่ค่ายติงจื้อบดขยี้ลงมาจากเบื้องหลัง ทัพเทียนหยวนก็ตกอยู่ในวงล้อมขนาบหน้าหลังโดยสมบูรณ์ แม้ระยะทางจากยอดเนินจะสั้นจนจำกัดแรงปะทะของทหารม้า ทว่าอานุภาพการสับสังหารกลับดุดันของจริง
ภายใต้บัญชาการของหยางเจียนี ทัพหน้าค่ายติงจื้อพุ่งทะลวงกระแทกค่ายกลเทียนหยวนจนแตกซ่าน ด้านหนึ่งฉีกทึ้งแนวป้องกัน อีกด้านหนึ่งใช้ระดมยิงเกาทัณฑ์คุ้มกันค่ายอี่จื้อ กดดันจนทัพเทียนหยวนโอดครวญอย่างสุดแสนจะทน
กระทั่งค่ายกลดาบม่อเตาบดขยี้เข้าสู่สมรภูมิ นักรบเทียนหยวนที่เคยผยองว่าไร้เทียมทานจึงได้ลิ้มรสความหวาดผวาอันไร้ทางสู้ ทหารเกราะหนักก้าวเดินดั่งขุนเขา บิดเอวตวัดดาบม่อเตาเพียงคราเดียว… ทั้งคนทั้งม้าขาดสะบั้นเป็นสองท่อน ดับสูญในพริบตา
คมดาบประกายน้ำค้างแข็งร่ายรำ หยาดโลหิตแดงฉานสาดกระเซ็นดั่งฝนดาวตก ค่ายกลดาบม่อเตาคืบคลานประดุจกำแพงเหล็กทะลวงนรก ขวางทางผู้ใดล้วนบดขยี้ทั้งคนและม้าจนแหลกเหลว กองทัพเทียนหยวนตระหนักชัดด้วยความหวาดผวา… นี่ไม่ใช่การรบพุ่ง แต่เป็นการสังหารหมู่ขวานผ่าซาก
เมื่อเผชิญการผสานกำลังอันโหดเหี้ยม ทหารเทียนหยวนที่ถูกดาบม่อเตาเก็บเกี่ยววิญญาณพลันขวัญกระเจิงตับดิ้น ไม่ต่างอันใดกับเศษซากสหายร่วมรบบนยอดเนิน
หยางเจียนีนำทัพโหมกระหน่ำจากที่สูง ทะลวงค่ายกลศัตรูแตกกระจุยดั่งสิ่วเจาะหิน ขณะที่จ้าวหนิงนำกองกำลังยอดฝีมือตระกูลจ้าว ควบม้าบดขยี้ตัดขวางเนินหญ้า กวาดล้างศัตรูเบื้องหน้าประดุจคมเคียวเกี่ยวข้าว
จุดใดยอดฝีมือศัตรูกระจุกตัว พวกเขาจะโถมทำลาย จุดใดกองทัพเทียนหยวนตั้งรับแข็งแกร่ง พวกเขาจะบดขยี้ให้แหลกเป็นผุยผง
เสียงเกาทัณฑ์เช่อเตียวกรีดอากาศต่อเนื่อง ด้วยทักษะยิงเกาทัณฑ์ระดับพระกาฬที่ขัดเกลาจากสงครามล้างผลาญนับสิบปีในชาติปางก่อน จ้าวหนิงสาดศรออกไปไร้ซึ่งคำว่าพลาดเป้า
สายเกาทัณฑ์ลั่นหนึ่งครา ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นร่วงหล่นจากหลังม้า สายเกาทัณฑ์ลั่นสามครา ศรทะลวงร่างขุนพลระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางจนปลิวละลิ่ว สิ้นใจตายกลางอากาศ
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณ เช่อเตียวคือมัจจุราชสั่งตาย พวกมันตกม้าสิ้นใจก่อนจะได้เห็นประกายศรสีครามด้วยซ้ำ
กองกำลังเทียนหยวนที่ยังรอดพ้นคมดาบม่อเตาและยังพอยันเสมอทัพเยี่ยนเหมินได้ ยามไร้ซึ่งยอดฝีมือคอยหนุนนำ พลังรบพลันดิ่งฮวบ ขวัญกำลังใจสั่นคลอนจนไม่อาจต้านทานทัพเยี่ยนเหมินที่กำลังบ้าเลือดได้อีก
ท่ามกลางการเข่นฆ่า ศรเกาทัณฑ์ทั้งซึ่งหน้าและลอบยิงพุ่งเป้าทะลวงร่างจ้าวหนิงดั่งห่าฝน
พลาดเป้าบ้าง ปะทะร่างบ้าง ถูกเกราะสะท้อนกระเด็นออก หรือปักคาทะลวงแผ่นเกราะ หลังจากจ้าวหนิงควบม้าบุกทะลวงผ่านไปหลายระลอก ลูกเกาทัณฑ์ที่ปักคาบนร่างเขาก็มีมากจนนับไม่ถ้วน
มีอยู่สองคราที่ศรลอบสังหารมาจากยอดฝีมือตบะกล้าแกร่ง แรงกระแทกมหาศาลซัดร่างเขาจนเสียหลักจวนเจียนร่วงจากหลังม้า โชคดีที่ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวคอยคุ้มกันแนบชิด จึงพยุงร่างเขาไว้ได้ทันท่วงที
ยิ่งการห้ำหั่นยืดเยื้อ ร่างจ้าวหนิงยิ่งเต็มไปด้วยลูกเกาทัณฑ์ปักพรุนทั่วแผ่นเกราะ มองดูดุจดั่งอสูรเม่นเหล็กไหลขนาดยักษ์
ทว่าการเคลื่อนไหวของเขากลับไม่สะดุดลงแม้แต่น้อย ยังคงง้างเกาทัณฑ์สะบั้นสาย และกวัดแกว่งทวนทะลวงฟันได้อย่างดุดัน
ผู้บำเพ็ญเพียรเทียนหยวนที่เห็นสภาพปางตายของเขา ต่างหลงคิดว่าสบโอกาสทอง พุ่งทะยานเข้าสังหารอย่างไม่คิดชีวิต ทว่าสุดท้ายกลับต้องกลืนเลือดสิ้นใจตายใต้คมทวนของเขาทั้งสิ้น
นอกจากการผลัดเปลี่ยนม้าศึกสองสามตัว จ้าวหนิงก็ไล่สังหารศัตรูอย่างบ้าคลั่งไร้การหยุดพัก
เกราะปราณระดับหนึ่งของเขามีพลังคุ้มกันเหนือชั้น เมินเฉยต่อเกาทัณฑ์อาคมทั่วไป ขุนพลที่ถูกยิงพรุนดั่งเม่นทว่ายังคงกวัดแกว่งอาวุธฟาดฟันได้ ไม่ได้มีเพียงเขาผู้เดียวในสมรภูมิแห่งนี้
ศรที่ปักคาแผ่นเกราะ กับศรที่ทะลวงเข้าเนื้อเยื่อ หรือแม้แต่ศรที่เจาะทะลุร่าง ล้วนเป็นเงื่อนไขที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
และเหตุผลที่จ้าวหนิงยังคงยืนหยัดไร้รอยขีดข่วน แม้เผชิญศรทะลวงจากระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นหรือขั้นกลางได้นั้น ไม่ใช่พึ่งพาแค่เกราะปราณระดับหนึ่ง แต่เป็นเพราะ ‘เกราะหมื่นไหม’ ที่สวมทับซ้อนอยู่เบื้องใน
นั่นคือสมบัติที่จ้าวชี่เยว่ฝากจ้าวเสวียนจีมอบให้ มูลค่าและระดับขั้นทัดเทียมเกาทัณฑ์เช่อเตียว
เกราะหมื่นไหมนี่ต่างหาก คือหลักประกันแท้จริงที่ทำให้จ้าวหนิงฝ่าทะลวงสมรภูมิเลือดได้อย่างบ้าระห่ำ
ยามที่จ้าวหนิงและหยางเจียนีนำทัพหัวกะทิ กวาดล้างสมรภูมิอย่างดุดัน ความหวังของทัพเทียนหยวนที่จะรวมกำลังรุกโต้หรือตีฝ่าวงล้อม ล้วนแหลกสลายกลายเป็นเพียงหมอกควัน
เมื่อค่ายกลดาบม่อเตาเก็บเกี่ยววิญญาณทัพเทียนหยวนระลอกแรกสิ้นสุดและบดขยี้เป้าหมายถัดไป ไพร่พลค่ายอี่จื้อก็เริ่มตลบหลัง ด้านหนึ่งกระจายกำลังหนุนเสริมทหารม้าทะลวงฟัน อีกด้านหนึ่งบีบต้อนศัตรูให้ร่วงหล่นสู่วงล้อมของค่ายกลดาบม่อเตามากยิ่งขึ้น
สมรภูมิเนินหญ้าแห่งนี้พลิกกลับมาเป็นต่ออย่างสมบูรณ์แบบ การตั้งรับอย่างยากลำบากของทัพเยี่ยนเหมิน แปรเปลี่ยนเป็นการล้อมสังหารกองทัพเทียนหยวนจนสูญสิ้นทีละกอง
……
ตีฝ่าทหารม้าทะลวงฟันเทียนหยวนรุกคืบสู่ช่องเขาได้สำเร็จ จ้าวเป่ยวั่งรั้งสายบังเหียนชะลอม้า ในที่สุดเขาก็มีเวลาหันกลับไปมองสมรภูมิเนินหญ้าที่จ้าวหนิงเผชิญอยู่
ท่ามกลางเสียงปะทะกึกก้องปานอัสนีบาต เขายังคงได้ยินเสียงกู่ร้องสังหารดุดันทะลวงฟ้าดังมาจากทิศทางนั้น เสียงตะโกนเข่นฆ่าที่ทำเอาจิตวิญญาณสั่นสะท้าน
สำเนียงรบของชาวชี่ตันหรือเทียนหยวน แตกต่างจากต้าฉีโดยสิ้นเชิง เสียงคำรามเอาชีวิตสะเทือนเลื่อนลั่นนี้ ย่อมดังมาจากค่ายอี่จื้อและค่ายติงจื้ออย่างไม่ต้องสงสัย
หรือว่า… พวกเขาสามารถพลิกกระดานศึก และกุมความได้เปรียบเบ็ดเสร็จแล้ว? จ้าวเป่ยวั่งลอบคิดด้วยความหวังอันเปี่ยมล้น
ทว่าลึกๆ ยังหวั่นใจ หากหันกลับไปมอง สิ่งที่ปรากฏอาจเป็นความพ่ายแพ้ย่อยยับ และเสียงนั้นอาจเป็นเพียงการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายในยามสิ้นหวัง… แม้ความเป็นไปได้จะริบหรี่เพียงใดก็ตาม
ยามสายตาทอดมองสมรภูมิเนินหญ้า หัวใจของจ้าวเป่ยวั่งพลันเต้นระรัว นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความปีติสุดแสน
ภาพเบื้องหน้าคือกองทัพเยี่ยนเหมินโอบขนาบทัพเทียนหยวนจากทั้งสองปีก ค่ายกลดาบม่อเตาที่บดขยี้จากยอดเนินไร้ซึ่งผู้ต่อกร ผนึกกำลังจ้าวหนิงและหยางเจียนีฉีกทึ้งแนวรบศัตรูจนขาดสะบั้น สังหารทหารหูประดุจคมเคียวเกี่ยวหญ้า
กระแสบุกโหมกระหน่ำดั่งเกลียวคลื่น ค่ายอี่จื้อและค่ายติงจื้อกุมชัยชนะเบ็ดเสร็จไว้ในกำมือแล้ว
“เจ้าเด็กนี่… ทำได้จริงๆ ด้วย” จ้าวเป่ยวั่งระเบิดเสียงหัวเราะลั่นกึกก้อง ความเคียดแค้นรันทดที่ถูกทหารม้าเทียนหยวนไล่ต้อนจนกองทัพเบื้องหลังล้มตายอนาถ มลายสิ้นในพริบตา
ผู้ที่ประจักษ์ชัยชนะบนเนินหญ้า มิได้มีเพียงจ้าวเป่ยวั่ง ทว่ารวมถึงเหล่าทหารม้าทะลวงฟันเยี่ยนเหมินเบื้องหลังเขาด้วย
ก่อนหน้านี้ พวกเขาฝ่าฟันอย่างแสนสาหัส ขวัญกำลังใจดิ่งลงเหว บ้างหวาดผวา บ้างสิ้นหวัง บางคนแทบประคองสติไม่อยู่ จวนเจียนถึงจุดแตกหักเต็มที
ทว่าบัดนี้ เมื่อชัยชนะบนเนินหญ้าประจักษ์ชัดแจ้ง ยามคิดว่าทัพอี่จื้อและติงจื้อจะรุดหน้ามาหนุนเสริม เพื่อล้อมสังหารทหารม้าเทียนหยวนกลุ่มนี้ นัยน์ตาทุกคู่ต่างวาวโรจน์ด้วยความยินดีสุดประมาณ
ประตูนรกปิดตาย ทางรอดเปิดกว้างในยามคับขัน ความกดดันหนักอึ้งพังทลาย ไพร่พลที่ระเบิดหัวเราะบ้าคลั่งเฉกเช่นจ้าวเป่ยวั่งมีมากจนนับไม่ถ้วน
พวกเขาทุกคนรู้ดีว่าผู้ที่ฟาดฟันอยู่เบื้องหลังคือค่ายใด และแม่ทัพหลักคือผู้ใด ชั่วขณะนั้น เสียงกู่ร้องสรรเสริญจึงดังกึกก้องกังวาน
“สมเป็นท่านแม่ทัพน้อย ในชัยภูมิเสียเปรียบถึงขั้นนั้น ยังบดขยี้ทัพเทียนหยวนได้”
“พ่อพยัคฆ์ย่อมไร้ลูกสุนัข ท่านแม่ทัพน้อยเกรียงไกร”
“พี่หนิงยอดเยี่ยมยิ่ง สมฉายาอัจฉริยะรอบร้อยปีแห่งตระกูลจ้าว”
“ค่ายกลดาบม่อเตาไร้เทียมทาน นี่คือศาสตราเทพโดยแท้”
“ข้าบอกแล้ว กองทัพเยี่ยนเหมินจะพ่ายให้สวะหูพวกนี้ได้อย่างไร”
“พี่น้องทั้งหลาย ท่านแม่ทัพน้อยกำลังจะมาหนุนเสริม ฆ่าล้างโคตรพวกหูตรงหน้าให้สิ้นซาก”
“สู้ตาย”
“ฆ่า”
ประสานไปกับเสียงแซ่ซ้องกึกก้อง ขวัญกำลังใจที่เคยดิ่งเหว พลันทะยานแหวกฟ้าสู่จุดสูงสุดในชั่วพริบตา