ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 3 หญิงผู้นั้น
รถม้าและสัตว์ลากจูงพังพินาศย่อยยับจากการปะทะ ขากลับนอกจากผู้บาดเจ็บสาหัส สมาชิกที่เหลือล้วนต้องเดินเท้า ไม่เว้นแม้แต่จ้าวหนิง
พายุฤดูร้อนมาเร็วไปเร็ว บัดนี้ฝนหยุดสนิท เมฆดำทะมึนสลายตัว แสงแดดยามบ่ายสาดส่องอาบไล้ผืนดินอีกครา
ระยะทางสู่เมืองไต้โจวเดิมทีกินเวลาเกินครึ่งวัน ทว่ายามนี้ทั้งขบวนเร่งฝีเท้าเต็มกำลัง ความเร็วในการเดินทางจึงเพิ่มขึ้นอักโข
การลอบสังหารคร่าชีวิตคนในขบวนไปกึ่งหนึ่ง ผู้บำเพ็ญเพียรที่รอดตายล้วนมีสีหน้าหดหู่ ทว่าเหตุการณ์ประหลาดที่ประจักษ์แก่ตายังคงกวนใจจนหลายคนอดกระซิบกระซาบกันตลอดทางไม่ได้
“สังเกตหรือไม่ การลอบสังหารวันนี้เงียบเชียบไร้ร่องรอย เห็นชัดว่าเตรียมการมาอย่างรอบคอบ แต่คุณชายกลับไหวตัวทัน สั่งพวกเราตั้งค่ายกลรับมือจนรอดพ้นการลอบกัดมาได้ คุณชายอยู่เพียงระดับฝึกกายเฉกเช่นพวกเรา แล้วไปรู้ตัวตั้งแต่เมื่อใด ขนาดลุงผิงที่อยู่ระดับคุมปราณยังไม่ระแคะระคายสักนิด”
“นั่นยังไม่เท่าไร ‘ท่าเท้ากระจกวารี’ กับ ‘เคล็ดวิชาเชียนจวิน’ ล้วนเป็นวิชาที่ฝึกยากรากเลือด แต่คุณชายกลับใช้ออกมาดุจผู้ที่ฝังตัวฝึกฝนมานับสิบยี่สิบปี เชี่ยวชาญจนน่าขนลุก หากไม่ได้วิชาเหล่านั้น วันนี้พวกเราคงกลายเป็นศพไร้ญาติไปแล้ว”
“จริงด้วย รู้อยู่หรอกว่าคุณชายมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ แต่ไม่นึกว่าจะถึงขั้นนี้ จังหวะที่พุ่งทะลวงวงล้อมศัตรูราวสายฟ้าฟาด ทะยานขึ้นเนินเขาไปเด็ดหัวจ่าฝูง ช่างดุดันเหี้ยมหาญนัก”
“พวกเจ้ายังมองข้ามจุดสำคัญไป ลองดูสิ คุณชายมีม้าแต่ไม่ขี่ กลับยอมเดินเท้าคลุกฝุ่นเฉกเช่นพวกเรา คนที่ขี่ม้าของคุณชายอยู่ตอนนี้แม้จะบาดเจ็บ แต่ก็ใช่ว่าจะเดินไม่ไหว สิบกว่าปีมานี้คุณชายเอาแต่เย่อหยิ่งจองหอง ไม่เคยเห็นหัวใคร แล้วเคยปรายตามองพวกเราตั้งแต่เมื่อใด”
“เจ้าพูดถูก ข้าก็รู้สึกว่าคุณชายวันนี้… เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน”
“หรือนี่คือสิ่งที่เขาเรียกกันว่า เติบโตขึ้นในชั่วข้ามคืน”
เสียงซุบซิบในขบวนดังระงม จ้าวหนิงได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้างทว่าหาได้ใส่ใจ ในหัวเอาแต่ครุ่นคิดว่าเมื่อกลับถึงเมืองไต้โจว จะลากคอผู้ชักใยเบื้องหลังการลอบสังหารครั้งนี้ออกมาสับเป็นชิ้นๆ ได้ด้วยวิธีใด
หลังจากนี้เขาต้องเดินหมากเช่นไร จึงจะปกป้องตระกูลจ้าวให้พ้นจากหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา… รักษาชีวิตบิดามารดา เครือญาติ และตัวเขาเอง ไม่ให้ต้องลงเอยด้วยความพินาศย่อยยับเฉกเช่นชาติที่แล้ว
จ้าวตงผิงซึ่งเดินตามหลังจ้าวหนิงเงี่ยหูฟังเสียงวิจารณ์เหล่านั้นโดยไม่ปริปากแทรก ราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก มันลอบเงยหน้ามองแผ่นหลังของทายาทสายตรงเพียงคนเดียวแห่งตระกูลจ้าวอยู่เป็นระยะ นัยน์ตาวูบไหวด้วยประกายซับซ้อนยากคาดเดา
ยิ่งเวลาผ่านไป แววตานั้นยิ่งดำมืดและเยือกเย็นลงทุกขณะ
เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงตัวเมืองไต้โจว จ้าวตงผิงก็ตวัดสายตามองรถม้า บนนั้นคือร่างของหัวหน้ากลุ่มลอบสังหารที่แม้จะบาดเจ็บสาหัสแต่ก็พ้นขีดอันตรายแล้ว ประกายอำมหิตพาดผ่านก้นบึ้งดวงตาของมัน
ทว่าเมื่อได้ยินคนในขบวนเริ่มถกเถียงอย่างดุเดือดว่าผู้ใดกล้ากระตุกหนวดเสือ ลอบโจมตีขบวนรถตระกูลจ้าว หากลากคอออกมาได้จะต้องสับกระดูกให้แหลกละเอียดเป็นผุยผง… ความอำมหิตเหล่านั้นพลันแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกไปวูบหนึ่ง
ในฐานะเมืองหน้าด่านสำคัญ เมืองไต้โจวจึงก่อสร้างอย่างสูงใหญ่และแข็งแกร่ง กำแพงเมืองสูงตระหง่านกว่าสี่จั้ง คูเมืองกว้างเกือบร้อยก้าว หอสังเกตการณ์ตั้งเรียงราย การป้องกันรัดกุมแน่นหนา
ยามดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ จ้าวหนิงนำขบวนกลับมาถึงตัวเมืองไต้โจว พวกเขาเร่งฝีเท้าจนทันก่อนประตูเมืองปิด และก้าวเข้าสู่อุโมงค์ประตูเมืองพร้อมกับคนเข้าเมืองกลุ่มสุดท้าย
แม้เมืองไต้โจวจะตั้งอยู่ทางตอนเหนือ ทว่ากลับเจริญรุ่งเรืองและคึกคักไม่แพ้เมืองใด สาเหตุหลักเป็นเพราะราชสำนักเปิด ‘ตลาดชายแดน’ ไว้ที่นี่ เพื่อค้าขายกับพวกเผ่าหูนอกด่านโดยเฉพาะ นี่คือนโยบายระดับชาติที่ใช้แลกเปลี่ยนทรัพยากรและรักษาความสงบตามแนวชายแดนเหนือ
แน่นอนว่า… ในสายตาของพวกขุนนางบุ๋นแห่งต้าฉีที่วันๆ ดีแต่พ่นคำสวยหรู สิ่งนี้คือ ‘ความเมตตา’ ที่อาณาจักรสวรรค์ประทานให้แก่พวกป่าเถื่อน
กลุ่มคนที่เดินเข้าเมืองมาพร้อมจ้าวหนิงคือขบวนพ่อค้าชาวเป่ยหู รูปร่างสูงใหญ่บึกบึน ผิวกร้านแดด ถักผมเปีย ผู้นำกลุ่มสองสามคนสวมหมวกทรงสูง สวมเสื้อผ้าไหมคอปกขวาทับซ้ายปล่อยชายกรอมพื้น เอวคาดสายรัดประดับทองและหยก
สินค้าของพวกมันมีไม่น้อย บรรทุกมาเต็มรถม้าเจ็ดแปดคัน ผ้าใบคลุมไว้ไม่มิดชิดนัก เผยให้เห็นเศษเสี้ยวของหนังสัตว์และขนจิ้งจอก ดูจากสีสันนับว่าเป็นของชั้นดี
แม้ขบวนพ่อค้าชาวหูจะเดินนำหน้าอยู่ตอนเข้าเมือง แต่ทันทีที่เหลือบเห็นธงประจำตระกูลจ้าว พวกมันก็รีบหลบเข้าข้างทางและค้อมศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อม
ระหว่างเดินผ่านอุโมงค์ เมื่อเห็นจ้าวหนิงปรายตามอง พ่อค้าชาวหูเหล่านั้นก็รีบฉีกยิ้มประจบประหยง ราวกับจะแสดงออกว่าพวกมันเคารพคนต้าฉี และเทิดทูนตระกูลจ้าวจากใจจริง
ประตูเมืองค่อยๆ ปิดลง แสงอาทิตย์สีส้มสายสุดท้ายที่สาดลอดรอยแยกจางหายไป ความมืดมิดรุกล้ำเข้าปกคลุมทั่วอุโมงค์
จังหวะที่ความมืดกลืนกินทุกสิ่ง จ้าวหนิงหันหน้ากลับมามองตรง หางตาพลันเหลือบเห็นความผิดปกติบางอย่าง นิ้วมือที่กำด้ามดาบขยับเกร็งขึ้นมาทันที
วินาทีนั้น… เขาเตรียมพร้อมชักดาบสับหัวคนแล้ว
ขบวนเคลื่อนตัวต่อไปจนหลุดพ้นจากอุโมงค์เข้าสู่ถนนสายหลัก ความมืดมิดสลายตัว แสงโคมไฟจากสองข้างทางสาดกระทบใบหน้าจ้าวหนิง เผยให้เห็นเสี้ยวหน้าซีกหนึ่งสว่าง อีกซีกหนึ่งดำมืด
จ้าวหนิงรู้ดีว่า เมืองไต้โจวในเวลานี้ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยไร้คลื่นลมแต่อย่างใด
อย่างน้อยก็สำหรับเขา
แม้จะยังไม่ถึงเวลาห้ามออกจากเคหสถาน แต่เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนก็เดินเพ่นพ่านไปทั่วทุกหัวระแหง แน่นอนว่าพวกมันไม่มีทางกล้าเฉียดกรายเข้าใกล้จ้าวหนิง ต่อให้ฟ้ามืดมิด ทว่าขบวนที่ชูธงตระกูลจ้าวหราอยู่ ย่อมสัญจรในเมืองไต้โจวได้อย่างไร้ข้อกังขา
ชั่วอึดใจ ขบวนก็มาหยุดอยู่หน้าคฤหาสน์กำแพงสูงประตูสีชาด ป้ายสลักอักษรคำว่า ‘จวนตระกูลจ้าว’ ลายมือตวัดหนักแน่นทรงพลัง ดูขลังและเก่าแก่ ที่นี่คือบ้านพักของตระกูลจ้าวในเมืองไต้โจว คนของตระกูลจ้าวที่ประจำการอยู่ด่านเยี่ยนเหมินกวนมักจะกลับมาพักผ่อนที่นี่ในช่วงวันหยุด
“คุณชาย เหตุใดพวกท่านจึงกลับมาไวเช่นนี้” คนเฝ้าประตูได้ยินเสียงรถม้าจึงรีบวิ่งออกมารับหน้า เมื่อเห็นสภาพของจ้าวหนิงและขบวนก็เบิกตากว้าง “เหตุใดจึงมีคนเจ็บมากมายขนาดนี้ขอรับ”
จ้าวหนิงปัดมืออย่างรำคาญ ขี้เกียจอธิบายให้มากความ “ไปเรียกพ่อบ้านมาจัดการดูแลคนเจ็บให้ดี”
จ้าวตงผิงรีบก้าวฉับๆ เข้ามาประชิด มันฉีกยิ้มประจบเอ่ยกับจ้าวหนิง “คุณชาย ท่านคงอยากไปพบคุณหนูยวี่เจี๋ยใช่หรือไม่ ฟ้ามืดแล้ว ซ้ำการปะทะวันนี้ยังสูบพลังกายพลังใจไปไม่น้อย พวกนักฆ่าที่รอดชีวิตกับหัวหน้าของพวกมัน… ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าน้อยนำไปคุมขังและเค้นสอบเองดีหรือไม่ขอรับ”
คุณหนูยวี่เจี๋ย…
เพียงได้ยินชื่อนี้ จ้าวหนิงก็รู้สึกราวกับมีใบมีดคมกริบกรีดลึกเข้ามากระซวกขั้วหัวใจ
“นาง… ช่วงนี้ร่างกายไม่ค่อยสู้ดี คืนนี้ข้าจะไม่ไปกวนนาง ส่วนพวกนักฆ่าเดนตายพวกนี้…”
จ้าวหนิงสะกดกลั้นความเกลียดชังที่พลุ่งพล่านในอก เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง มุมปากกระตุกยิ้มเย็นเยียบราวกับไกหน้าไม้ที่พร้อมสับสังหาร น้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกอารมณ์ “ฝากลุงผิงจัดการคุมขังพวกมันไว้ก่อน รอข้าพักผ่อนสักครู่… แล้วข้าจะไปเค้นคอพวกมันด้วยตัวเอง”
จ้าวตงผิงได้ยินดังนั้น ความยินดีที่เพิ่งก่อตัวขึ้นในใจพลันมลายหาย แปรเปลี่ยนเป็นความกังวลอย่างหนัก ทว่าเพียงชั่วพริบตา มันก็คล้ายตัดสินใจทำบางสิ่งอย่างเด็ดขาด จึงประสานมือค้อมศีรษะรับคำสั่ง
แม้เป็นเพียงบ้านพักตากอากาศสำหรับคนในตระกูล ทว่าคฤหาสน์หลังนี้กลับปลูกสร้างอย่างโอ่อ่ากว้างขวาง แบ่งเป็นห้าเรือนหลักซ้อนกัน ทั้งยังมีเรือนแยกย่อยอีกมาก ภูเขาจำลอง ทะเลสาบ สวนดอกไม้ บ่อปลา… ทุกสิ่งล้วนมีพร้อมสรรพ
เพียงแต่การตกแต่งนั้นเน้นความเรียบง่าย ไร้ซึ่งความหรูหราฟุ้งเฟ้อ ทุกซอกทุกมุมแผ่กลิ่นอายดุดันเด็ดขาด สมศักดิ์ศรีตระกูลขุนนางบู๊
เมื่อถึงเรือนหลัก จ้าวหนิงไม่ปรายตามองบ่าวไพร่หรือสาวใช้แม้แต่น้อย เขาสาวเท้าพรวดเข้าห้อง ปิดประตู ปัง! แล้วเริ่มนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรทันที
คืนนี้สถานการณ์ไม่ปกติ แม้เสื้อผ้าจะเปียกชุ่มด้วยน้ำฝนผสมหยาดเหงื่อ เหนียวเหนอะหนะชวนหงุดหงิด ทว่ายามนี้เขาไร้อารมณ์จะมาอาบน้ำชำระล้างร่างกาย
คนในคฤหาสน์มีไม่น้อย แต่ผู้บำเพ็ญเพียรกลับมีเพียงหยิบมือ ส่วนใหญ่เป็นแค่บ่าวไพร่และสาวใช้ บิดามารดาของจ้าวหนิงประจำการอยู่ด่านเยี่ยนเหมินกวน ยามนี้ไม่ใช่วันหยุดพัก คนในตระกูลจึงไม่ได้กลับมา ในจวนจึงแทบไร้สายเลือดตระกูลจ้าว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยอดฝีมือระดับสูง… ไม่มีเลยสักคน
เหตุลอบสังหารในวันนี้ จ้าวหนิงจำเป็นต้องส่งข่าวไปถึงด่านเยี่ยนเหมินกวน ทว่าเพียงส่งคนของตระกูลจ้าวควบม้าฝ่าความมืดไปนั้นไม่ปลอดภัยพอ ไม่มีผู้ใดรับประกันได้ว่าจะโดนดักสังหารปิดปากกลางทางอีกหรือไม่ เขาต้องบีบให้จวนที่ทำการเมืองส่งคนไปแจ้งข่าวแทน
แต่จ้าวหนิงไม่รีบร้อน
ขุมกำลังที่ดักซุ่มโจมตีขบวนตระกูลจ้าวในวันนี้ ตลอดจนแผนการระยำที่พวกมันซุ่มเงียบวางหมากไว้… ซับซ้อนและเน่าเฟะเกินกว่าผู้ใดจะจินตนาการถึง
ในชาติก่อน ยอดฝีมือตระกูลจ้าวแห่งด่านเยี่ยนเหมินกวนต้องล้มตายเป็นเบือเพราะเหตุการณ์นี้ แม้กระทั่งแม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการด่าน—บิดาของจ้าวหนิงเอง—ก็ยังโดนลอบทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส เส้นทางฝึกตนขาดสะบั้น พลังฝีมือไม่ก้าวหน้าอีกเลยชั่วชีวิต
จ้าวหนิงรู้ซึ้งแก่ใจดี วิกฤตการณ์มืดมิดที่เริ่มเปิดฉากขึ้นนี้ พัวพันลากยาวตั้งแต่ด่านเยี่ยนเหมินกวน ตระกูลจ้าว ลามไปจนถึงชะตากรรมของราชวงศ์ต้าฉีทั้งแผ่นดิน ทางเดียวที่จะพลิกกระดานเอาชนะได้ คือต้องกระชากหน้ากากพวกมันออกมาทีละชิ้น สาวไส้จากรากเหง้า ลากคอพวกมันขึ้นมาเชือดทิ้งเรียงตัว
นอกเหนือจากวิธีนี้ ต่อให้ระดมยอดฝีมือตระกูลจ้าวจากเมืองหลวงมาจนหมดเกลี้ยง ก็ทำได้เพียงประคองสถานการณ์รอดตายไปวันๆ ไร้หนทางถอนรากถอนโคนปัญหา และไม่มีวันเปลี่ยนอนาคตอันบัดซบนี้ได้
บรรดาสาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้มในลานเรือน เมื่อเห็นจ้าวหนิงปิดประตูเงียบไม่ยอมออกมา ก็พากันมองหน้าเลิ่กลั่กด้วยความประหลาดใจ
“คุณชายจะพักผ่อนเลยงั้นหรือ เขาไม่ไปหาคุณหนูยวี่เจี๋ยหรอกหรือ”
“ต่อให้จะพักผ่อน ก็ต้องอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนสิ คุณชายรักความสะอาดจะตายไป”
“เดี๋ยวก่อน คุณชายไม่ได้พักผ่อน เขากำลังฝึกบำเพ็ญเพียรอยู่ ปกติคุณชายเอาแต่หลงใหลบทกวี ชอบทำตัวสุนทรีย์ถกปรัชญากับบัณฑิต ไม่เคยเห็นจะขยันฝึกวิชาขนาดนี้เลยนี่นา”
“พอได้แล้ว เลิกสอดรู้สอดเห็นแล้วแยกย้ายกลับเข้าห้องไปซะ หากคุณชายได้ยินเข้า พวกเราโดนลงหวายแน่”
ทางด้านจ้าวตงผิง มันสั่งให้ลากตัวนักฆ่าที่รอดชีวิตไปขังไว้ในเรือนร้างท้ายจวน กำชับเวรยามให้เฝ้าดูอย่างเข้มงวด จากนั้นก็รีบจ้ำอ้าวตรงดิ่งไปยังเรือนพักอีกหลัง… เรือนที่ปลูกต้นกล้วยประดับรายล้อม พันธุ์ไม้ตัดแต่งอย่างประณีตบรรจง การตกแต่งดูหรูหรามีระดับ
“ลุงผิง”
“รีบเข้าไปรายงาน ข้าต้องการพบคุณหนูยวี่เจี๋ยเดี๋ยวนี้”
ภายในห้องหับริมทะเลสาบมีแสงโคมไฟสลัว มู่ลี่ไม้ไผ่ม้วนขึ้นครึ่งหนึ่ง สายลมยามค่ำคืนหอบเอากลิ่นหอมจางๆ ของดอกบัวพัดโชยเข้ามา เปลวเทียนสั่นไหววูบวาบ
เบื้องหลังม่านไอน้ำร้อนที่ลอยกรุ่นจากกาต้มชา ปรากฏร่างของสตรีที่แต่งหน้าทาปากอย่างประณีตบรรจงนั่งพับเพียบอยู่ นางสวมชุดผ้าไหมโปร่งบางปักลายหงส์ทอง เอวคอดกิ่วอ้อนแอ้นบอบบางราวกับจะปลิวตามลม รูปโฉมงดงามหยดย้อยราวกับเทพธิดาหลุดออกมาจากภาพวาด ทั้งบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทว่าก็แฝงไว้ด้วยความสูงศักดิ์
กลางห้องนั้น จ้าวตงผิงก้มหน้างุด ยืนกุมมือสงบเสงี่ยม ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองสตรีที่กำลังง่วนอยู่กับการเติมเกลือและชงชาหลังโต๊ะเตี้ย ราวกับว่าดรุณีวัยสิบหกปีที่ทุกท่วงท่างดงามดุจบทกวีผู้นี้… มีอำนาจและบารมีน่าเกรงขามดั่งผู้นำตระกูลจ้าวก็ไม่ปาน
หญิงสาวจัดการขั้นตอนการชงชาในมือจนเสร็จสรรพ จากนั้นจึงขยับตัวนั่งหลังตรง แล้วปรายตามองจ้าวตงผิงแวบหนึ่ง “ฟังจากที่เจ้าพูดมา… ท่านพี่หนิงไม่ได้บาดเจ็บอันใดเลยงั้นสิ”
“นอกจากเรี่ยวแรงที่สูญเสียไปจากการต่อสู้ ก็ไร้บาดแผลแม้แต่รอยขีดข่วนขอรับ” จ้าวตงผิงรีบตอบรับ
“ก่อนการลอบสังหารจะเริ่มขึ้น ท่านพี่หนิงก็ไหวตัวทันก่อนแล้ว”
“ข้าน้อยเองขบคิดจนหัวแทบแตกก็หาคำตอบไม่ได้ แต่จุดสำคัญที่สุด… คือดาบเชียนจวินขอรับ”
“ดาบยาวเชียนจวินคือศาสตราวุธคู่บารมีของตระกูลจ้าว อานุภาพย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว”
“แต่ระดับพลังของคุณชายยังต่ำต้อยนัก ทำได้เพียงฝืนเค้นพลังฟาดออกไปได้แค่ดาบเดียวเท่านั้น หากตอนนั้นไม่ได้เปรียบเรื่องจู่โจมทีเผลอ ประกอบกับอีกฝ่ายประมาทไม่ยอมหลบหลีก... ก็ใช่ว่าจะเด็ดหัวมันได้ขอรับ”
“‘ท่าเท้ากระจกวารี’ กับ ‘เคล็ดวิชาเชียนจวิน’… สองยอดวิชานี้ ข้าไม่เคยเห็นท่านพี่หนิงฝึกฝนมาก่อนเลย”
“ด้วยความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างคุณหนูกับคุณชาย ท่านกลับไม่ระแคะระคายเลยงั้นหรือ นี่มัน… ตั้งแต่คุณหนูก้าวเท้าเข้ามาในตระกูลจ้าว คุณชายก็หลงใหลหัวปักหัวปำ หลายปีมานี้ไม่ว่าคุณหนูจะชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ คุณชายล้วนเชื่อฟังและยอมตามใจทุกอย่าง”
“แม้กระทั่งทรัพยากรบำเพ็ญเพียรล้ำค่าที่ตระกูลประทานให้ คุณชายยังประเคนให้คุณหนูทั้งหมดโดยไม่แตะต้องแม้แต่น้อย แล้วเขาจะแอบซุ่มฝึกวิชาลับหลังคุณหนูได้อย่างไร”
ประโยคนี้ จ้าวยวี่เจี๋ยไม่ได้เอ่ยปากตอบรับ
น้ำในกาชาเดือดปุดเป็นรอบที่สอง จ้าวยวี่เจี๋ยยื่นเรียวนิ้วขาวผ่องตักน้ำชาขึ้นมาหนึ่งจอก จังหวะที่ขยับตัว แขนเสื้อผ้าไหมร่นลงมาเผยให้เห็นข้อมือขาวเนียนดุจหิมะ ดูนุ่มนวลเย้ายวนตา
จ้าวตงผิงเห็นดังนั้นก็รีบก้มหน้าหลบสายตาทันที