ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 202 คารวะเจ้า
สิ้นสุดการโคจรปราณอีกหนึ่งรอบ เมื่อจ้าวหนิงลืมตาขึ้น แสงตะวันนอกกระโจมก็ลาลับไปแล้ว แสงเพลิงสีส้มวูบไหวจากกระถางไฟและคบเพลิง สาดทอดเงาร่างขององครักษ์ทาบทับลงบนผืนกระโจม
สำหรับนักรบ ไม่มีสิ่งใดโหดร้ายไปกว่าสงคราม สมรภูมิส่งผู้คนร่วงหล่นสู่ปรโลก ฉีกทึ้งแขนขา บดขยี้จิตใจให้บอบช้ำ ทิ้งรอยแผลเป็นแสนสาหัสจนไม่อาจใช้ชีวิตเยี่ยงคนปกติได้อีก
ทว่าในทางกลับกัน ก็ไม่มีประสบการณ์ใดล้ำค่าไปกว่าสงครามเช่นกัน ไฟสงครามหล่อหลอมผู้คนให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ขัดเกลาจิตใจให้เด็ดเดี่ยวอำมหิต การห้ำหั่นบนเส้นแบ่งความเป็นตายคือเตาหลอมตบะฝีมือที่ยอดเยี่ยมที่สุดในใต้หล้า
ศึกทัพหน้าโหดร้ายปานขุมนรก ทหารที่รอดชีวิตมาได้ล้วนคู่ควรกับคำว่าทัพหัวกะทิ และผู้บำเพ็ญเพียรที่บรรลุสัจธรรมจากมหาศึกนองเลือดคราแรก ก็ย่อมมิได้มีเพียงจ้าวเป่ยวั่งผู้เดียว ผู้คนมากมายอาศัยจังหวะนี้ทะลวงคอขวด ก้าวล่วงสู่ขอบเขตพลังใหม่
จ้าวหนิงเพิ่งทะลวงสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นมาได้ไม่นาน ทว่าหลังผ่านการทำศึกและบำเพ็ญเพียรตลอดหลายวัน ขอบเขตพลังก็รุดหน้าจนเกือบสมบูรณ์พร้อม คาดว่าอีกไม่นานก็สามารถทะลวงสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางได้
ราตรีล่วงเลย ท้องเริ่มหิวโหย จ้าวหนิงก้าวออกจากกระโจมเตรียมสั่งการให้คนจัดหาอาหาร
ทว่ายังไม่ทันเอ่ยปาก ก็เห็นหยางเจียนีกำลังย่างแกะทั้งตัวอยู่กลางลานหน้ากระโจมใหญ่ ท่วงท่าของนางคล่องแคล่วชำนาญ กลิ่นเนื้อหอมฉุยเตะจมูก แสงเพลิงสีชาดอาบย้อมดวงหน้าขาวผ่องให้ดูนุ่มนวลละมุนละไมผิดจากยามปกติ
แม้ท้องจะร้องประท้วง ทว่าจ้าวหนิงกลับไม่คิดจะไปขอแบ่งเนื้อย่างจากหยางเจียนี เท่าที่เขารู้ แม่นางผู้นี้กระเพาะเหล็กกินจุกว่าคนทั่วไปหลายเท่า เรื่องกินคือเรื่องใหญ่และหวงแหนอาหารเป็นที่สุด แกะตัวแค่นี้เกรงว่าจะไม่พอตกถึงท้องนางด้วยซ้ำ
ทว่าเมื่อหยางเจียนีเหลือบเห็นเขา กลับเป็นฝ่ายพยักพเยิดเรียกให้เข้าไปหา ซ้ำยังโยนถุงสุรามาให้ พลางเอ่ยปากให้ดื่มรอเนื้อสุก
ว่าแล้วนางก็ชูถุงสุราอีกใบข้างกายขึ้นทำท่าคารวะเล็กน้อย ก่อนแหงนหน้ากระดกรวดเดียวอย่างองอาจ แล้วใช้แขนเสื้อเช็ดปากลวกๆ ดุจชาวยุทธจอมห้าว
จ้าวหนิงทรุดตัวลงนั่งบนผืนหญ้าแห้ง จิบสุราในมือเงียบๆ
ยามนี้ทหารส่วนใหญ่หลับใหลไปแล้ว ค่ายทหารที่จัดตั้งอย่างรัดกุมไร้ซึ่งเสียงอึกทึก มีเพียงเสียงเกราะเหล็กกระทบกันของทหารยามลาดตระเวนแว่วมาเป็นระยะ เด็ดขาด ฉับไว และหนักแน่น
เปลวไฟลามเลียท่อนฟืนส่งเสียงปะทุแผ่วเบา ค่ำคืนพักรบเงียบสงัด ลมราตรีพัดโชยเกลี่ยผ้าผูกผมพลิ้วไสว จ้าวหนิงขยับเปลี่ยนท่านั่งให้ผ่อนคลาย ทอดอารมณ์อย่างเกียจคร้าน
สุราจากมือคนตะกละย่อมเป็นสุราเลิศรส ทว่าจ้าวหนิงกลับดื่มไม่ค่อยคุ้นลิ้นนัก ช่วงหลายวันมานี้เขาดื่มแต่สุราดีกรีแรงที่ซูเยี่ยชิงทิ้งไว้ให้จนชินรสไปเสียแล้ว
ทว่าสำหรับผู้ที่ผ่านความยากลำบากระหกระเหินในชาติปางก่อน ย่อมไม่ใช่คนกินยากช่างเลือก เมื่อสุราในถุงพร่องไปครึ่งหนึ่ง เนื้อแกะย่างก็สุกได้ที่พอดี หยางเจียนีใช้มีดสับลงกลางกระดูกสันหลัง แบ่งแกะทั้งตัวออกเป็นสองซีกเท่าๆ กัน
จ้าวหนิงรับเนื้อแกะครึ่งตัวมา ใช้มีดพกแล่ชิ้นหนึ่งส่งเข้าปากก่อนจะลอบประหลาดใจ รสชาตินี้ยอดเยี่ยมเกินคาด ต่อให้เทียบกับพ่อครัวฝีมือเอกในเมืองเยี่ยนผิงก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน
“สมกับเป็นนักกิน ฝีมือไม่เลวเลยจริงๆ” จ้าวหนิงกินอย่างสำราญใจจนต้องยอมรับว่าข้อครหาในใจเมื่อครู่นั้นปรักปรำนางเกินไป
ทว่าลึกๆ เขากลับลอบฉงน ยามวิกาลเช่นนี้เหตุใดหยางเจียนีจึงมาตั้งเตาย่างแกะหน้ากระโจมเขาได้ แม้กระโจมของแม่ทัพและรองแม่ทัพค่ายอี่จื้อจะตั้งอยู่ติดกันก็เถอะ
“ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ทุกคืนช่วงพักรบข้าจะย่างแกะคืนละตัว หากเจ้าหิวก็แวะมา” หลังกินดื่มจนอิ่มหนำ หยางเจียนีก็โพล่งขึ้นมาประโยคหนึ่ง ทำเอาจ้าวหนิงขมวดคิ้วจับต้นชนปลายไม่ถูก
สัญชาตญาณร้องเตือนถึงความผิดปกติ หยางเจียนีไม่มีเหตุผลต้องมาประจบเอาใจเขา สิ่งที่แม่นางผู้นี้คิดมาตลอดคือการหาเรื่อง ‘ท้าประลอง’ กับเขาให้รู้ดำรู้แดงสักตั้ง
ยังไม่ทันเอ่ยปากถาม หยางเจียนีก็เฉลยขึ้นเอง “ก่อนหน้านี้ข้ากินของเจ้าไปตั้งเยอะ ก่อนจะลงมือสู้กับเจ้า ข้าต้องเลี้ยงคืนให้หมดเสียก่อน เวลาลงมือจะได้ไม่มีภาระทางใจ”
นั่นปะไร… ในใต้หล้ามีเพียงคนพาลและสตรีที่รับมือยาก แม่นางผู้นี้ช่างเจ้าคิดเจ้าแค้น เรื่องราวผ่านไปตั้งนานยังคิดจะหาเรื่องชำระความให้ได้ จ้าวหนิงรู้สึกอารมณ์เริ่มคุกรุ่น อยากลงไม้ลงมือหนัก สู้ฟาดฟันกันตอนนี้เลยมิได้หรือ
ทว่าจังหวะที่เขากำลังจะผุดลุกไปหยิบอาวุธ หยางเจียนีพลันเอ่ยแทรก “แต่มื้อคืนนี้ไม่นับ มื้อนี้ข้าตั้งใจเลี้ยงเจ้า”
จ้าวหนิงชะงักงัน เมื่อนางเห็นสีหน้าฉงนของเขาจึงอธิบายต่อ “ศึกทัพหน้าที่ชนะมาได้ หลักๆ เป็นความดีความชอบของเจ้า ความสามารถในการจัดทัพวางค่ายกลของเจ้าร้ายกาจนัก ข้าเลื่อมใสจากใจจริง ดังนั้น… มื้อนี้ข้าคารวะเจ้า”
น้ำเสียงตรงไปตรงมาผสานกับสีหน้าจริงจังไร้แววล้อเล่น ทำเอาจ้าวหนิงที่ถูกดวงตากลมโตดำขลับจ้องมองตรงๆ ถึงกับลอบกระดากอาย
นับตั้งแต่เกิดใหม่ เขาชินชากับคำสรรเสริญเยินยอจนกลายเป็นเรื่องปกติ สามารถรับคำชมได้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่ายามนี้ การถูกอัจฉริยะระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางที่อายุน้อยที่สุดในยุคเอ่ยปากชมซึ้งหน้า ซ้ำยังจ้องตาไม่กะพริบ ราวกับรอให้เขายอมรับความเก่งกาจของตนเอง ก็ทำเอาบุรุษหนุ่มวางตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ
จ้าวหนิงลอบค่อนขอดในใจ… สมองของสตรีผู้นี้ช่างผิดแผกจากชาวบ้านนัก
“เรื่องเล็กน้อยเพียงแค่นี้ ไม่ควรค่าให้เอ่ยถึง” จ้าวหนิงตีหน้าขรึม กลั้นความรู้สึกอยากกระแอมไอ สะบัดแขนเสื้อแผ่วเบา ปลีกตัวจากไปอย่างสง่างามราวสายลมเมฆา
……
หลังอ่านฎีการายงานการรบจากกองทัพเยี่ยนเหมิน ซ่งจื้อก็นิ่งเงียบไปเนิ่นนาน
ทัพใหญ่ออกศึก สถานการณ์แนวหน้าย่อมต้องส่งตรงถึงเมืองหลวงอย่างทันท่วงที ในฐานะฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าฉี แม้พระองค์จะไม่แทรกแซงยุทธวิธีของกองทัพเยี่ยนเหมิน ทว่าการศึกน้อยใหญ่ล้วนต้องผ่านพระเนตรเป็นคนแรก
ปฏิกิริยาแรกหลังทอดพระเนตรฎีกา คือทรงสงสัยว่ากองทัพเยี่ยนเหมินทูลรายงานเท็จ ศึกทัพหน้า สังหารศัตรูสองหมื่น สูญเสียไพร่พลฝ่ายตนหมื่นกว่านาย… ผลลัพธ์อันน่าสมเพชเช่นนี้ ซ่งจื้อยากจะทำใจยอมรับ
ทว่าหากจะตรองว่ากองทัพเยี่ยนเหมินรายงานเท็จ ก็ดูผิดวิสัย การหลอกลวงเบื้องสูงโดยทั่วไปคือการปั้นน้ำเป็นตัวเรื่องยอดสังหารศัตรู เพื่อโอ้อวดความชอบ ผู้ใดจะบ้าบิ่นมาโอ้อวดความสูญเสียของฝ่ายตน
ยอดศีรษะศัตรูที่เกินจริงยังอาจสังหารชาวบ้านมาสวมรอยได้ ทว่ายอดทหารตายที่รายงานเกินมา ไม่ว่าจะปกปิดเช่นไร หลังจบศึกเพียงตรวจสอบสมุดบัญชีทหารก็ย่อมถูกจับผิดได้โดยง่าย
“กองทัพเยี่ยนเหมินหละหลวม อ่อนแอลงถึงเพียงนี้เชียวหรือ” ซ่งจื้ออดพระทัยที่จะคาดเดาไม่ได้ บ้านเมืองสงบสุขมาเนิ่นนาน พลังรบของกองทัพย่อมถดถอย นี่คือกฎเหล็กที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
ส่วนเรื่องที่จ้าวเสวียนจีระบุในฎีกา ว่าทัพเทียนหยวนแข็งแกร่งดุดันชนิดที่คนรุ่นก่อนไม่เคยพานพบ ซ่งจื้อกลับไม่ใคร่เชื่อนัก
หรือในเบื้องลึกพระทัย… ทรงไม่เต็มใจจะเชื่อ
แค่อนารยชนชั้นต่ำ แคว้นเล็กจ้อยกระจ้อยร่อย กองทัพป่าเถื่อนกลุ่มหนึ่ง จะมาแข็งแกร่งเหนือทัพหัวกะทิแห่งยุครุ่งโรจน์ของต้าฉีได้อย่างไร
แต่ไม่ว่าซ่งจื้อจะทรงคิดเห็นเช่นไร ความจริงก็คือความจริงไม่อาจเสกสรรปั้นแต่ง จ้าวเสวียนจีระบุว่าทัพเทียนหยวนมีชุดเกราะแข็งแกร่งเกรียงไกร เกาทัณฑ์เทียนหลางทรงอานุภาพร้ายกาจผิดธรรมดา สิ่งเหล่านี้ล้วนตรวจสอบได้
กองทัพเยี่ยนเหมินเพิ่งชนะศึก ยุทโธปกรณ์บนซากศพทัพเทียนหยวนย่อมตกอยู่ในกำมือของต้าฉี จำนวนพันสองพันยังพอตบตา ทว่าจำนวนนับหมื่นย่อมไม่อาจโกหก
ซ่งจื้อครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน ท้ายที่สุดก็สลัดความคิดที่จะส่งขุนนางขึ้นเหนือไปสืบความทิ้งเสีย ยามนี้พระองค์ควรเชื่อใจจ้าวเสวียนจี เชื่อใจกองทัพเยี่ยนเหมิน และเชื่อใจฎีการายงานการรบ
ทว่า… ซ่งจื้อยังคงรับสั่งเรียกตัวอัครเสนาบดีสวีหมิงหล่างเข้าเฝ้า
เรื่องใหญ่ของบ้านเมืองและกองทัพ ย่อมไม่อาจข้ามหัวขุนนางอำมาตย์ ฎีกาฉบับนี้ไม่ช้าก็เร็วสวีหมิงหล่างต้องได้เห็น และการที่ฮ่องเต้เรียกตัวมาเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ ย่อมมีจุดประสงค์แอบแฝง
สวีหมิงหล่างที่เผชิญความล้มเหลวในการลอบกัดตระกูลขุนนางบู๊ครั้งแล้วครั้งเล่า บัดนี้ถูกจ้าวเสวียนจีกดหัวกลางราชสำนักจนแทบสิ้นบารมี สภาพจิตใจย่ำแย่ราวกับคนสิ้นหวัง ได้ยินมาว่าช่วงนี้เขามักยืมสุราราดรดความทุกข์ ท่าทีหดหู่ท้อแท้
อัครเสนาบดีที่กลายเป็นตาเฒ่าขี้เมาใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่ใช่สิ่งที่ซ่งจื้อทรงปรารถนาจะเห็น
สวีหมิงหล่างเข้าเฝ้าตามรับสั่ง ระหว่างที่อัครเสนาบดีอ่านฎีกา ซ่งจื้อก็คอยลอบสังเกตความเปลี่ยนแปลงบนสีหน้าอีกฝ่ายเงียบๆ
ในพระทัยคาดคเนว่า… ยามสวีหมิงหล่างเห็นกองทัพเยี่ยนเหมินพินาศหนักในศึกแรก นัยน์ตาย่อมต้องทอประกายความหวัง
หากมองจากหมากกระดานชิงอำนาจระหว่างขุนนางบุ๋นและบู๊ การที่ทัพเยี่ยนเหมินเปิดศึกพ่ายแพ้ ย่อมเป็นข่าวดีที่สุดของสวีหมิงหล่าง สงครามคือสิ่งที่ตระกูลจ้าวดึงดันจะก่อ บัดนี้กลับเสียหายยับเยิน เท่ากับยกหินทุ่มใส่เท้าตนเอง เป็นการมอบมีดดาบให้ตระกูลบุ๋นใช้ทิ่มแทงตระกูลบู๊
หากสวีหมิงหล่างต้องการพลิกสถานการณ์ที่ถูกกดหัว ย่อมต้องฉวยโอกาสนี้อย่างสุดกำลัง
น่าเสียดายที่ซ่งจื้อต้องผิดหวัง กระทั่งม้วนฎีกาปิดลง บนใบหน้าสวีหมิงหล่างกลับไร้ซึ่งความปีติ ยินดี หรือสะใจ สีหน้าเขานิ่งสนิทประดุจบ่อน้ำไร้ระลอก ไร้คำวิจารณ์ใดๆ เพียงรอคอยให้ฮ่องเต้ตรัสถามอย่างเงียบงัน
ซ่งจื้อรู้สึกขัดพระทัยนัก จึงตรัสถามตรงๆ “กองทัพเยี่ยนเหมินเปิดศึกไม่ราบรื่น สูญเสียมหาศาลปานนี้ ชนะก็เหมือนแพ้ ท่านอัครเสนาบดีมีความเห็นเช่นไร”
สวีหมิงหล่างทอดสายตาต่ำ กิริยาสำรวมระวัง “เจิ้นกั๋วกงทูลอธิบายไว้ในฎีกาแล้วพ่ะย่ะค่ะ ว่ากองทัพศัตรูแข็งแกร่งดุดันผิดจากในอดีต ทัพใหญ่ประเมินสถานการณ์พลาด จึงสูญเสียอย่างหนัก”
ซ่งจื้ออ้าพระโอษฐ์ค้าง นัยน์ตาวูบไหวด้วยเพลิงโทสะ ทว่าท้ายที่สุดก็มิได้ตรัสสิ่งใด ปฏิกิริยาเย็นชาของสวีหมิงหล่างทำให้พระองค์กลัดกลุ้ม อารมณ์อยากสนทนามลายสิ้นในพริบตา จึงโบกพระหัตถ์ส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายถอยออกไป
ตำหนักกว้างขวางกลับมาเงียบสงัด ซ่งจื้อครุ่นคิดเนิ่นนานก่อนตรัสขึ้นทำลายความเงียบ “ต้าป้าน... อัครเสนาบดีท้อแท้หดหู่ถึงเพียงนี้ หรือเขาจะไม่อาจแบกรับภาระหนักได้อีกแล้ว”
เมื่อเทียบกับสถานการณ์รบของกองทัพเยี่ยนเหมิน บัดนี้ซ่งจื้อกลับกังวลถึงสภาพจิตใจของสวีหมิงหล่างมากกว่า
สำหรับเรื่องศึก แม้จะเปิดฉากได้ขลุกขลัก ทว่าซ่งจื้อยังคงเชื่อหมดใจว่า ท้ายที่สุดทัพเยี่ยนเหมินจะบดขยี้ศัตรูจนย่อยยับได้ ต่อให้ศัตรูมีกองกำลังแข็งแกร่งโผล่มา นั่นก็เป็นเพียงข้อยกเว้น ขุมกำลังแคว้นของราชสำนักทุ่งหญ้ามีเพียงหยิบมือ จะเอาอันใดมาต่อกรต้าฉี กองทัพเยี่ยนเหมินอย่างมากก็แค่ต้องจ่ายค่าตอบแทนแพงขึ้นอีกหน่อยเท่านั้น
จิ้งซินหมัว ขันทีคนสนิทที่คอยปรนนิบัติรู้ซึ้งถึงพระทัยฮ่องเต้ จึงค้อมกายทูลตอบ “รอบปีที่ผ่านมา ตระกูลขุนนางบุ๋นร่วงหล่นไปหลายตระกูลติดต่อกัน บัดนี้ตระกูลจ้าวยังเป็นฝ่ายคุมอำนาจทหารออกศึก ท่านอัครเสนาบดีย่อมเหนื่อยล้าทั้งกายใจเป็นธรรมดาพ่ะย่ะค่ะ”
แม้คำพูดนี้จะสมเหตุผล แต่ซ่งจื้อกลับตรัสด้วยน้ำเสียงแฝงนัย “เหนื่อยล้าทั้งกายใจนั้นอาจจะจริง… แต่คงไม่ใช่เพียงเพราะตระกูลบุ๋นสูญเสียอำนาจชั่วคราวหรอกกระมัง”
จิ้งซินหมัวลอบช้อนตามองฮ่องเต้แวบหนึ่ง “เรื่องนี้… ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่งพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งจื้อหยัดพระวรกายลุกขึ้น ผละจากโต๊ะทรงพระอักษร เสด็จออกจากตำหนัก ยามนี้ฟ้ามืดมิด ถึงเวลาเข้าบรรทม
เมื่อเห็นฮ่องเต้เสด็จมุ่งหน้าสู่ฝ่ายใน จิ้งซินหมัวจึงเร่งฝีเท้าตามพลางทูลถาม “ฝ่าบาทจะรับสั่งให้พระสนมองค์ใดถวายงานพ่ะย่ะค่ะ จะเสด็จตำหนักลี่เจิ้งหรือไม่”
ซ่งจื้อก้าวพระบาทไม่หยุดยั้ง “ตำหนักไผ่ม่วง”
สิ้นคำว่า ‘ตำหนักไผ่ม่วง’ หัวใจขันทีเฒ่าพลันกระตุกวูบ
ช่วงก่อนหน้านี้ตำหนักไผ่ม่วงเพิ่งรับเจ้านายคนใหม่เข้ามา ทว่าฮ่องเต้กลับไม่เคยเสด็จไปเยือนแม้แต่ครั้งเดียว ราวกับทรงลืมเลือนหญิงงามผู้นั้นไปเสียสนิท
จู่ๆ คืนนี้กลับรับสั่งจะเสด็จ จิ้งซินหมัวกระจ่างแจ้งแก่ใจในทันที… ฮ่องเต้ทรงตั้งพระทัยมอบ ‘ความหวัง’ ให้แก่อัครเสนาบดีที่กำลังท้อแท้สิ้นหวัง
ผู้อื่นอาจไม่รู้ แต่จิ้งซินหมัวทราบดีว่าเหตุผลแท้จริงที่รับหญิงงามนางนั้นเข้าวัง จุดประสงค์แรกเริ่มก็เพื่อปลอบประโลมสวีหมิงหล่างที่ถูกตระกูลจ้าวโจมตีกดขี่ครั้งแล้วครั้งเล่า
เพราะท้ายที่สุด ในเบื้องหลังความพินาศของตระกูลบุ๋นหลายตระกูล ขุนนางฝั่งฮ่องเต้ โดยเฉพาะศาลต้าหลี่ ก็เป็นผู้คอยโหมกระพือไฟเช่นกัน
ขุนนางทรงอำนาจอันดับหนึ่งผู้เคยเปี่ยมทะเยอทะยาน กลับกลายเป็นคนหดหู่ซึมเซาในเวลาเพียงไม่กี่เดือนทั้งที่ตนเองยังไม่ถูกโจมตีโดยตรง จะเป็นไปได้อย่างไรที่สาเหตุมาจากความพ่ายแพ้ต่อตระกูลบู๊เพียงอย่างเดียว
รากเหง้าของปัญหา… คือสวีหมิงหล่างคิดว่าตนสูญเสียความโปรดปรานจากเบื้องบนไปแล้วต่างหาก
เขารู้สึกว่าแผนการนำตระกูลบุ๋นกดขี่ตระกูลบู๊ถูกเบื้องบนหักหลัง ฮ่องเต้ทรงหวาดระแวงว่าบารมีตระกูลบุ๋นจะยิ่งใหญ่เกินควบคุม หวาดระแวงอำนาจล้นฟ้าของเขา จึงลงมือกดขี่และเตรียมเขี่ยเขาทิ้ง
แต่จิ้งซินหมัวรู้ดีว่า ฮ่องเต้ยังไม่มีพระประสงค์จะทอดทิ้งสวีหมิงหล่าง อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้ การเก็บตาเฒ่าสวีไว้ยังมีประโยชน์มหาศาล
ทว่าดูจากสถานการณ์ ลำพังแค่รับบุตรสาวบุญธรรมเข้าวังยังไม่พอจะปลอบประโลมจิตใจ ไม่อาจทำให้อัครเสนาบดีมั่นใจว่าตนยังคงเป็นขุนนางคนโปรด
จะว่าไป ตำแหน่งของนางในยามนี้ก็ต้อยต่ำนัก เป็นเพียง ‘ไฉเหริน’ ขั้นสี่ ในวังหลัง ไฉเหรินคือพระสนมขั้นต่ำสุด
ขันทีเฒ่ามั่นใจยิ่งนัก ขอเพียงคืนนี้หญิงงามนางนั้นปรนนิบัติถวายงานได้ไม่เลวร้าย ไม่เกินกี่วันย่อมมีราชโองการปูนบำเหน็จ และตำแหน่งของนางจะต้องพุ่งทะยานอย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่นาน ฮ่องเต้ก็เสด็จถึงตำหนักไผ่ม่วง
ผู้ที่นำเหล่านางกำนัลหมอบกราบถวายการต้อนรับ… ก็คือสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นบุตรสาวบุญธรรมของอัครเสนาบดี… จ้าวยวี่เจี๋ย