ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 203 ต่างฝ่ายต่างวางแผน
วัยเยาว์ จ้าวยวี่เจี๋ยหาได้ต่างจากคนทั่วไป นางไม่รู้ตัวว่าตนเองงดงามหรือไม่ ถึงขั้นคิดว่าอัปลักษณ์เสียด้วยซ้ำ เพื่อนบ้านไม่เคยเอ่ยปากชม มารดาไม่เคยจับแต่งตัว
ผนวกกับฐานะยากจนข้นแค้น เสื้อผ้าล้วนมีแต่รอยปะชุน ภายในใจนางจึงซุกซ่อนปมด้อยลึกล้ำ
ยามเดินตามท้องถนนแล้วพบเจอเหล่าคุณหนูตระกูลใหญ่สวมใส่อาภรณ์สีสันสดใส นางมักก้มหน้าหลบทางให้อย่างเจียมตัว ทว่านัยน์ตากลับลอบมองความงามเหล่านั้นด้วยความริษยา
กระทั่งต่อมา ไอ้เจ้าอ้วนระยำที่คอยรังแกนางอยู่เสมอ ทำให้นางได้สัมผัสรสชาติของการเป็นที่หมายปองของบุรุษเป็นครั้งแรก นางจึงตระหนักว่าตนเองมีความงดงามซ่อนอยู่ เป็นความรู้สึกซับซ้อนที่ผสานความขุ่นเคืองและลอบดีใจเข้าด้วยกัน
เพียงไม่กี่ปีให้หลัง เมื่อได้ยินคำเยินยอบ่อยครั้งขึ้น ได้สัมผัสสายตาตื่นตะลึงและหื่นกระหายของบุรุษ ไปจนถึงการตามเกี้ยวพาราสีและกอบโกยผลประโยชน์มหาศาล ความรู้สึกนั้นก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป
กลายเป็นความมั่นใจ
การยอมรับจากผู้คนรอบข้างมอบความมั่นใจมหาศาลแก่จ้าวยวี่เจี๋ย ท่ามกลางการรุมล้อมเอาอกเอาใจ เด็กหญิงที่เคยเจียมตัวไม่เพียงสลัดปมด้อยทิ้งไป ทว่าเริ่มปลายตามองเหยียดผู้อื่น
เริ่มแรกคือการมองข้ามสตรีหน้าตาดาษดื่น คิดว่าพวกนางไม่คู่ควรเทียบชั้น ยามพบเจอสตรีที่มีรูปโฉมงดงามไม่แพ้กัน ภายในใจจ้าวยวี่เจี๋ยหาใช่ความอิจฉาอีกต่อไป
แต่เป็นความริษยา หวาดระแวง และเคียดแค้น
ความงดงามมอบความมั่นใจ พร้อมกระตุ้นให้นางยึดติดในรูปลักษณ์ตนเองอย่างยิ่งยวด นานวันเข้า นางไม่อาจยอมรับสตรีอื่นที่งดงามกว่า ถึงขั้นหวาดระแวงว่าจะมีผู้ใดสวยเกินหน้าเกินตา
ทว่าความกังวลนี้ดำรงอยู่ไม่นาน ไม่ช้านางก็ค้นพบว่า สตรีที่นางคิดว่างดงามนักหนา ในสายตาบุรุษอื่น ล้วนเทียบชั้นนางไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
ความรู้สึกเหนือกว่าก่อตัวขึ้นในใจ และขยายลุกลามอย่างรวดเร็ว
จากนั้น จ้าวยวี่เจี๋ยเริ่มมองเหยียดบุรุษ ชายที่หน้าตาอัปลักษณ์หรือไร้ทรัพย์สมบัติ นางเปลี่ยนจากแค่ไม่เห็นอยู่ในสายตา กลายเป็นรังเกียจเดียดฉันท์อย่างโจ่งแจ้ง
นางคิดจากก้นบึ้งหัวใจว่าสวะเหล่านั้นไม่คู่ควรกับตน ไม่คู่ควรแม้แต่จะชายตามอง และยิ่งไม่คู่ควรให้เสียเวลาด้วย
เมื่อเหยียบเข้าสู่จวนเจิ้นกั๋วกงในฐานะบุตรบุญธรรมของจ้าวซวิ่น ฐานะที่พลิกฟ้าคว่ำดินทำให้สายตาของจ้าวยวี่เจี๋ยแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นางไม่ได้มองผู้อื่นเป็นอันดับแรก แต่มองย้อนกลับมาที่ตนเอง
ด้วยหลงคิดว่าตนครอบครองทั้งรูปโฉมล่มเมืองและฐานะสูงส่ง นางจึงไม่เห็นหัวแม้กระทั่งคุณชายเศรษฐีหรือยอดกุมารจากตระกูลใหญ่
ผนวกกับจ้าวหนิง ทายาทผู้นำตระกูลจ้าวผู้เป็นดั่งอัจฉริยะในรอบร้อยปีในสายตาคนนอก ยังหลงใหลคลั่งไคล้และคอยเอาอกเอาใจนางทุกอย่าง นางจึงยิ่งผยองว่ารูปโฉมนี้เพียงพอจะดลบันดาลทุกสรรพสิ่งในใต้หล้า
นางไม่พอใจเพียงตำแหน่งฮูหยินจวนเจิ้นกั๋วกงในอนาคตอีกต่อไป ถึงขั้นดูแคลนจ้าวหนิง คิดว่าคุณชายเสเพลไร้ความทะเยอทะยานผู้นี้ ไม่คู่ควรกับนางเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งเมื่อล่วงรู้ว่าตนไม่อาจเป็นภรรยาเอกของจ้าวหนิง ความอับอายยิ่งแปรเปลี่ยนเป็นเพลิงแค้น มาถึงจุดนี้ นางไม่อาจทนให้ผู้ใดมาเหยียดหยามรูปโฉมอันงดงามปานมัจฉาจมวารี ปักษีตกนภาของตนได้อีก
นางตั้งปณิธานว่าจะต้องไขว่คว้าอำนาจให้สูงกว่านี้
หากใต้หล้านี้ไร้บุรุษคู่ควร เช่นนั้นนางก็จะก้าวขึ้นไปเหยียบย่ำจุดสูงสุดของแผ่นดินด้วยตัวเอง หากเป็นเช่นนั้น นางย่อมไม่ต้องพึ่งพาหรือก้มหัวให้ผู้ใด และไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะมีใครมาบงการชะตาชีวิตได้อีก
ความเย่อหยิ่งพองโตถึงขีดสุด
ประสบการณ์ในจวนอัครเสนาบดีบ่มเพาะให้จ้าวยวี่เจี๋ยหลงคิดว่าตนเองไร้เทียมทาน โลกนี้ไม่มีบุรุษใดไม่สยบแทบชายกระโปรงนาง
“พวกบุรุษล้วนมักมาก ฮ่องเต้ก็หาข้อยกเว้นไม่”
ยามก้าวเท้าเข้าสู่พระราชวัง จ้าวยวี่เจี๋ยไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา แม้แต่โอรสสวรรค์ เมื่อพบนางที่จวนอัครเสนาบดียังลุ่มหลงจนต้องรับเข้าวัง แล้วใต้หล้านี้ยังมีบุรุษใดที่นางปั่นหัวไม่ได้อีก
ตลอดหลายปี บุรุษหลงใหลในความงามของนางมากเท่าใด ความโอหังยิ่งพอกพูนทวีคูณ ยิ่งบุรุษคลั่งไคล้ จิตใจยิ่งไม่รู้จักพอ ทะยานอยากกอบโกยอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ
อดีตเด็กสาวธรรมดาที่เคยขี้ขลาดและเจียมตัว บัดนี้กลับเหิมเกริมถึงขั้นกล้าปลายตามองเหยียดฮ่องเต้ หยิ่งยโสโอหังไม่เห็นหัวผู้ใด
เมื่อย้ายเข้าประทับในตำหนักไผ่ม่วง ผ่านไปสามวันฮ่องเต้ยังไม่เสด็จมา จ้าวยวี่เจี๋ยปลอบใจตนเองว่าเป็นเพราะราชกิจรัดตัว
ผ่านไปครึ่งเดือน ไร้เงาโอรสสวรรค์ จ้าวยวี่เจี๋ยยังคงหาข้ออ้างว่าวังหลังมีสนมกำนัลมาก
ผ่านไปกว่าหนึ่งเดือน ฮ่องเต้ยังไม่เสด็จเยือนตำหนักไผ่ม่วง ภายในใจจ้าวยวี่เจี๋ยเริ่มคุกรุ่น ฮ่องเต้องค์นี้หูตาฝ้าฟางหรือไร ถึงปล่อยให้สาวงามล่มเมืองเช่นนางนอนเฝ้าห้องหอเดียวดาย
พริบตาเดียวผ่านไปสามเดือน ฮ่องเต้ราวกับหลงลืมตนไปสิ้น จ้าวยวี่เจี๋ยเริ่มนั่งไม่ติด
นางเพิ่งตระหนักได้ว่า ท่ามกลางกำแพงวังอันสลับซับซ้อนและกฎระเบียบเข้มงวด หากปราศจากความโปรดปรานจากเบื้องบน นางก็ไร้ซึ่งอำนาจใด เป็นเพียงฝุ่นธุลีต่ำต้อย
เหล่าขันทีนางกำนัลเริ่มไม่เห็นนางในสายตา ช่วงแรกเริ่มยังสงวนท่าทีสุภาพ แต่บัดนี้ บ่าวไพร่ที่มีตำแหน่งสักหน่อย ล้วนกล้าปั้นหน้าเย็นชาใส่
ความมั่นใจที่สั่งสมจากโลกภายนอก จากการมีบุรุษตามต้อยๆ มาหลายปี บัดนี้แหลกสลายลงทีละน้อยท่ามกลางความเย็นชาที่ต้องเผชิญวันแล้ววันเล่า
จ้าวยวี่เจี๋ยเริ่มทรมาน และแปรเปลี่ยนเป็นเจ็บปวดเจียนคลั่ง
นางย่อมไม่ยอมจำนน ทว่ากลับไร้หนทางต่อต้าน
ผู้เป็นใหญ่แห่งวังหลังคือจ้าวชี่เยว่
ยามไร้ซึ่งการคุ้มกะลาหัวจากฮ่องเต้ หากจ้าวชี่เยว่เห็นใบหน้าที่แท้จริงของนาง เกรงว่าวันรุ่งขึ้น ศพคงถูกโยนทิ้งป่าช้าอนาถา
ตามกฎมนเทียรบาล ขุนนางฝ่ายในและนางสนมทั้งหมดล้วนเป็นบ่าวรับใช้ของฮองเฮา เฉกเช่นอนุภรรยาเป็นเพียงทรัพย์สินของภรรยาเอกและผู้นำตระกูล หากฮองเฮาต้องการเด็ดหัว ‘ไฉเหริน’ ขั้นสี่อย่างนาง ย่อมไม่ต้องเปลืองแรงหาเหตุผล
‘แผ่นดินคือบ้าน’ หมายความว่าใต้หล้านี้มีนายท่านเพียงสองคน ฮ่องเต้กุมอำนาจภายนอก ฮองเฮากุมอำนาจภายใน นอกเหนือจากองค์รัชทายาทแห่งวังตะวันออก ที่เหลือล้วนเป็นเพียงข้ารับใช้เบื้องล่าง สามารถชี้เป็นชี้ตายได้ตามอำเภอใจ
หากปราศจากการคุ้มครองจากฮ่องเต้ผู้เป็นเสาหลัก จ้าวยวี่เจี๋ยคงถูกบั่นคอโดยไม่รู้ตัว
นางไม่กล้าก้าวเท้าออกจากตำหนักไผ่ม่วงแม้ครึ่งก้าว หวาดผวาแทบสิ้นสติว่าจะบังเอิญปะทะหน้ากับจ้าวชี่เยว่
นางได้หวนกลับไปลิ้มรสชาติแห่งความหวาดผวาจนตัวสั่นเทาอีกครั้ง
นางเริ่มตระหนักว่าตนเดินหมากพลาดมหันต์ ในเมื่อวังหลังมีพยัคฆ์ร้ายอย่างจ้าวชี่เยว่ขวางทาง นางก็ไม่ควรรนหาที่ตายเสนอตัวเข้ามา
และในวินาทีนั้นเอง ในที่สุดโอรสสวรรค์ก็เสด็จมา
จ้าวยวี่เจี๋ยปีติจนเนื้อเต้น รีบรวบรวมสติปรนนิบัติพัดวีอย่างสุดกำลัง หมายมั่นจะมอบค่ำคืนเร่าร้อนฝังใจ และประทับรอยจำมิอาจลบเลือนลงในพระทัยเบื้องสูง
ทว่านางกลับถูกตบหน้าด้วยความจริง
เมื่อฮ่องเต้เสด็จเข้าสู่ตำหนักไผ่ม่วง พระองค์เพียงประทับอ่านตำราบนที่นั่งประธานในโถงใหญ่ ผ่านไปสองชั่วยามเต็ม กลับไม่มีทีท่าชายพระเนตรแลนางแม้แต่น้อย
ฮ่องเต้เมินเฉยต่อจริตมารยา ไม่หวั่นไหวต่อเรือนร่างเย้ายวน ไม่ว่านางจะทอดสะพานเช่นไร พระองค์ล้วนมองเป็นเพียงธาตุอากาศ
จ้าวยวี่เจี๋ยแทบจะหลงคิดว่า ฮ่องเต้เสื่อมสมรรถภาพไปแล้ว
ทว่าสายพระโลหิตทั้งองค์ชายและองค์หญิงล้วนเป็นประจักษ์พยานค้ำคอ
จ้าวยวี่เจี๋ยขบคิดจนหัวแทบแตก ตอนอยู่จวนอัครเสนาบดี ฮ่องเต้แสดงออกชัดเจนว่าลุ่มหลงในตัวนาง ทว่าเหตุใดเมื่อเข้าวัง กลับทอดทิ้งนางถึงสามเดือน และเมื่อเสด็จมา กลับทำราวกับนางไร้ตัวตน
ขณะที่จ้าวยวี่เจี๋ยเริ่มกังขาในรูปโฉมตนเอง ฮ่องเต้ที่ทอดพระเนตรตำราจบหนึ่งม้วน พลันตรัสด้วยสุรเสียงราบเรียบ “สวีเม่ย… เจ้าคือสตรีทรยศตระกูลจ้าวผู้นั้นสินะ ตอนอยู่จวนเจิ้นกั๋วกง เจ้าชื่อจ้าวยวี่เจี๋ยใช่หรือไม่”
ประโยคนี้ดุจอสนีบาตฟาดฟันกลางแสกหน้า กระแทกจ้าวยวี่เจี๋ยที่คุกเข่าปรนนิบัติจนสะดุ้งเฮือก ร่างแข็งทื่อ
อาศัยในจวนอัครเสนาบดีตั้งนาน สวีหมิงหล่างยังไม่ล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของนาง เขายังหลงคิดว่านางเป็นเพียงหญิงชาวบ้านอาภัพ บิดามารดาสิ้นบุญ ต้องระหกระเหินเป็นคณิกาขายศิลป์หาเลี้ยงชีพ
ทว่าบัดนี้ ฮ่องเต้ที่ทอดทิ้งนางถึงสามเดือน กลับล่วงรู้ความลับเบื้องลึกทะลุปรุโปร่ง
ชั่วขณะนั้น จิตใจของจ้าวยวี่เจี๋ยปั่นป่วนว้าวุ่น ลุกลี้ลุกลนจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง
ฮ่องเต้ล่วงรู้ได้อย่างไร
ทว่านั่นหาใช่ประเด็นสำคัญที่สุด
จุดวิกฤตคือ บัดนี้จ้าวยวี่เจี๋ยไม่อาจคาดเดาได้เลยว่า เมื่อความลับแตก ชะตากรรมของนางจะถูกบดขยี้เช่นไร
คำว่า ‘สตรีทรยศ’ บ่งบอกชัดเจนว่าเบื้องบนทราบอดีตของนาง ทราบว่านางคือเป้าหมายสังหารของตระกูลจ้าว ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้กับตระกูลจ้าว ผนวกกับอำนาจของจ้าวชี่เยว่ผู้เป็นฮองเฮา นางยังมีสิทธิ์รักษาหัวบนบ่าไว้อีกหรือ
หากเป็นคนทั่วไป ย่อมเข่าอ่อนรอรับความตาย ทว่าเมื่อจ้าวยวี่เจี๋ยได้ยินคำว่า ‘สตรีทรยศตระกูลจ้าว’ นางกลับมีปฏิกิริยาดุจแมวถูกเหยียบหาง ใบหน้าซีดเผือดพลันแดงก่ำด้วยโทสะ
ความอัปยศอดสูพุ่งทะลวงจิตใจ ราวกับหอกแหลมทิ่มแทงทะลุกลางอก
จ้าวยวี่เจี๋ยหมอบกราบลงกับพื้น กัดฟันกรอด “หม่อมฉันหาได้ทรยศตระกูลจ้าว! คนตระกูลจ้าวที่รับเลี้ยงหม่อมฉันล้วนประสงค์ร้าย หม่อมฉันเพียงแค่ดิ้นรนปกป้องตัวเองเพคะ”
เมื่อโทสะจากความอับอายบรรเทาลง จ้าวยวี่เจี๋ยฝืนข่มสติ ชั่วพริบตานั้นสมองประมวลผลอย่างบ้าคลั่ง
หากฮ่องเต้ต้องการส่งตัวนางให้ฮองเฮาชำระความ ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องเสด็จมาประทับที่ตำหนักไผ่ม่วงเสียนานสองนาน
แล้วเหตุใดจึงไม่ทำเช่นนั้น
คำตอบนี้จ้าวยวี่เจี๋ยยังขบไม่แตก สิ่งสำคัญที่สุดยามนี้คือ ฮ่องเต้ประสงค์สิ่งใด นางควรโต้ตอบเช่นไร ควรใช้อะไรเป็นไพ่ต่อรองเพื่อรักษาชีวิต
“ปกป้องตัวเอง?” ฮ่องเต้แค่นพระสรวล “การได้เป็นสตรีของจ้าวหนิง ยังไม่เพียงพอให้เจ้าปกป้องตัวเองอีกหรือ”
สิ้นสุรเสียง จ้าวยวี่เจี๋ยร่างแข็งค้างดุจถูกสาป
สิ่งที่เรียกว่าปกป้องตัวเอง เป็นเพียงข้ออ้างหนีความผิดที่นางอุปโลกน์ขึ้นในจิตใต้สำนึก เพื่อหลอกตัวเองว่าไม่ได้ทำผิด ไม่ได้ติดค้างตระกูลจ้าว และไม่ได้เป็นสตรีจิตใจโสมม
มนุษย์ย่อมไม่อาจยอมรับความน่ารังเกียจของตนเอง สัญชาตญาณบีบให้ต้องรู้สึกว่าเป็นฝ่ายถูกเสมอ
พระดำรัสของฮ่องเต้ คือคมดาบที่แทงทะลุจุดตายในตรรกะสะกดจิตตัวเองของจ้าวยวี่เจี๋ย
บัดนี้ ปราการทางจิตใจที่นางอุตส่าห์สร้างขึ้นอย่างยากลำบาก โดนฮ่องเต้ฉีกทึ้งพังทลายด้วยความดิบเถื่อนที่สุด นางไม่อาจควบคุมสติ ต้องเผชิญกับความอัปยศแสนสาหัส
ในเมื่อไม่อาจยอมรับความโสมมของตนเอง นางจึงต้องขุดคุ้ยข้ออ้างใหม่เพื่อสร้างเกราะกำบังทางจิตใจขึ้นทดแทนทันควัน
จ้าวยวี่เจี๋ยละล่ำละลักแก้ตัว “จ้าวหนิงหาใช่บุรุษที่ดีเพคะ! หม่อมฉันไม่ต้องการพึ่งพาเขา หม่อมฉันเพียงต้องการยืนหยัดด้วยลำแข้งตนเอง มีชีวิตอยู่อย่างสง่าผ่าเผยและไร้กังวลเพคะ”
สิ้นคำ จ้าวยวี่เจี๋ยก็สะกดจิตตัวเองให้เชื่อเป็นคนแรก นับเป็นข้ออ้างที่ฟังขึ้นนัก นางลอบถอนหายใจโล่งอก ความทุกข์ระทมในใจพลันมลายสิ้น
“สง่าผ่าเผย? การไปซบสวามิภักดิ์องค์หญิงเป่ยหู ทำให้เจ้าสบายใจไร้กังวลอย่างนั้นหรือ” สุรเสียงฮ่องเต้ราบเรียบไร้ระลอกอารมณ์ ซ้ำยังแฝงความเย้ยหยันเหยียดหยามสุดแสน
จ้าวยวี่เจี๋ยเอ่ยเสียงขมขื่น “ยามนั้นเพื่อรักษาชีวิต หม่อมฉันจำใจต้องทำอย่างรันทด หม่อมฉันเองก็ทุกข์ทรมานกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพื่อไถ่บาป สุดท้ายหม่อมฉันจึงลวงองค์หญิงเป่ยหูเข้าสู่ค่ายกลสังหารของอัครเสนาบดี เดชะบุญที่จับกุมตัวนางมาได้เพคะ”
เมื่อปั้นน้ำเป็นตัวจนชินปาก ความรู้สึกผิดเบื้องต้นก็อันตรธาน จ้าวยวี่เจี๋ยในยามนี้หลงเชื่อว่าคำลวงของตนสมเหตุสมผลไร้ที่ติ เพียงพอจะตบตาโอรสสวรรค์ได้
ฮ่องเต้ไม่แสดงท่าทีเชื่อหรือไม่ พระองค์เพียงโบกพระหัตถ์ จิ้งซินหมัวก้าวพรวดเข้ามาทันที ล้วงขวดโอสถออกจากแขนเสื้อยื่นจ่อตรงหน้าจ้าวยวี่เจี๋ย
“เข้าวังมาแล้ว ย่อมถือเป็นข้ารับใช้ของฮองเฮา ไม่ช้าก็เร็วเจ้าต้องไปรับบัญชาเบื้องหน้า นี่คือ ‘หยาดน้ำค้างหยกเร้น’ มันจะช่วยบิดเบือนรูปโฉมของเจ้าได้เล็กน้อย สรรพคุณยาคงอยู่หกชั่วยาม”
ตรัสจบ ฮ่องเต้ทรงพับม้วนตำรา หยัดพระวรกายเสด็จออกไปทันที
จิ้งซินหมัวฉีกยิ้มประจบ กล่าวเสริมว่า
“พระสนมในวังหลังล้วนมีหน้าที่กำกับ ‘ไฉเหริน’ ดูแลการจัดเตรียมห้องบรรทม เครื่องนุ่งห่ม และผลัดเปลี่ยนของใช้ตามฤดูกาล ‘เหม่ยเหริน’ นำขุนนางหญิงคุมพิธีบวงสรวง ‘ลิ่วอี๋’ อบรมจริยธรรมสตรีสี่ประการ ทุกตำแหน่งล้วนต้องรอรับพระบัญชาถวายงานรับใช้ฮองเฮาทั้งสิ้น”
“ไฉเหรินเข้าวังมาสามเดือน เก็บตัวเงียบในตำหนักรอดพ้นการชำระความจากฮองเฮา ล้วนอาศัยพระบารมีฝ่าบาทคุ้มกะลาหัว ทว่าตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ไฉเหรินจำต้องไปหมอบรอรับบัญชาจากฮองเฮาแล้ว”
“โอสถหยาดน้ำค้างหยกเร้นนี้ บ่าวเฒ่าจะส่งคนมามอบให้ทุกวัน ไฉเหรินต้องคุมบ่าวไพร่ให้รัดกุม อย่าให้ความแตก โปรดวางใจ มีบ่าวเฒ่าอยู่ทั้งคน ฝั่งฮองเฮาย่อมไม่ก้าวก่ายสับเปลี่ยนบ่าวไพร่ในตำหนักไผ่ม่วงพร่ำเพรื่อแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวยวี่เจี๋ยจึงตระหนักว่า อย่างน้อยชีวิตของนางก็ต่อลมหายใจได้ชั่วคราว
ทว่าฮ่องเต้ซ่อนจุดประสงค์ใดไว้ นางสุดจะหยั่งถึง ในที่สุดนางก็ลืมตาตื่น คลื่นใต้น้ำอันซับซ้อนอำมหิตในวังหลังแห่งนี้ วิกฤตเกินกว่าสมองนางจะจินตนาการถึง
รูปโฉมที่เคยเป็นอาวุธทะลวงใจบุรุษมาตลอด มาบัดนี้ กลับกลายเป็นสิ่งของไร้ค่าราคาตก
ความเย็นชาของโอรสสวรรค์ กระแทกนางจนพ่ายแพ้ ราบคาบไม่มีชิ้นดี
นางยังคงกระวนกระวาย เมื่อฮ่องเต้กุมจุดตายเรื่องสตรีทรยศตระกูลจ้าวไว้ในมือ อนาคตของนางจะถูกปู้ยี่ปู้ยำเช่นไร
จ้าวยวี่เจี๋ยขบฝีปากจนห้อเลือด
สำหรับหน้าที่รับผิดชอบของไฉเหริน พูดให้ชัดคือนางต้องคุมข้ารับใช้ไปเก็บกวาดห้องบรรทม จัดเตรียมอาภรณ์ ปรนนิบัติผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ตลอดจนดูแลพระกระยาหารและกิจวัตรประจำวันของฮ่องเต้ตามกลไกฤดูกาล...
หากเทียบกับจวนขุนนาง นี่มันหน้าที่ของสาวใช้รุ่นใหญ่ชัดๆ
หากเปรียบฮองเฮาเป็นฮูหยินเอก ด้วยระดับขั้นของนางในยามนี้ ก็ต้อยต่ำไม่ต่างจากสาวใช้รุ่นใหญ่ผู้คอยรับใช้ดูแลจวนแม้แต่น้อย