ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 214 โอกาสเดียว
ราชสำนักต๋าต้าน
บรรยากาศภายในกระโจมหลวงมืดมนชวนอึดอัด เหล่าท่านอ๋องในอาภรณ์หรูหราสวมหมวกทรงสูงต่างกระสับกระส่าย ขุนพลศักดินาชะเง้อมองออกไปเบื้องนอกอยู่เนืองๆ บางคนยกจอกสุราสาดลงคอจอกแล้วจอกเล่า ทว่ามือที่สั่นเทากลับทำให้น้ำเมาหกรดพื้นเสียเกินครึ่ง
ร่างอ้วนท้วนปานขุนเขาเนื้อของข่านต๋าต้านลุกขึ้นยืนอย่างหาดูได้ยาก เขาสืบเท้าวนเวียนบนแท่นยกพื้นด้วยความร้อนรุ่ม น้ำหนักมหาศาลกดทับจนแผ่นไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะพังครืนลงมาได้ทุกขณะ
พุงพุ้ยที่ยื่นล้ำขวางหน้าทำให้สองมือไม่อาจไพล่หลังหรือประสานกุมไว้ได้ เขาทำได้เพียงเกี่ยวข้อนิ้วไว้กับหัวเข็มขัด สลับกับปล่อยแขนแกว่งไกวไปมาอย่างไร้จุดหมาย
รัชทายาทต๋าต้านนั่งไม่ติดราวกับมีเข็มทิ่มแทงแผ่นหลัง เขาผลุบเข้าผลุบออกกระโจมเพื่อดูลาดเลา ทุกคราที่กลับเข้ามา ใบหน้าล้วนซีดเผือดตระหนกราวกับแผ่นดินกำลังจะถล่มทลาย
ต้นเหตุของความหวาดผวาล้วนมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือสมรภูมิปะทะกับทัพผสมเผ่าเทียนหยวนและเผ่าชี่ตันกำลังตกเป็นรองอย่างกู่ไม่กลับ
แนวป้องกันหลายชั้นที่เผ่าต๋าต้านทุ่มเทสร้างขึ้น บัดนี้แหลกสลายไปเกินครึ่ง ม้าเร็วรายงานความปราชัยส่งข่าวมารายวัน กองทัพนับแสนที่ข่านต๋าต้านระดมมาแต่แรก บัดนี้ล้มตายและบาดเจ็บทะลุครึ่งแสนไปแล้ว
หากมิได้ยอดฝีมือระดับราชันย์คอยต้านทาน ประกอบกับกำลังเสริมที่เร่งผลักดันไปอุดรอยรั่วแนวหน้าอย่างไม่ขาดสาย เกรงว่าทัพข้าศึกคงควบม้าเหยียบราชสำนักไปนานแล้ว
กระนั้น ยอดฝีมือระดับราชันย์ก็ยังต้องทิ้งชีวิตไว้กลางสมรภูมิเลือดไปแล้วหนึ่งคน
เพลิงศึกปะทุไม่ถึงเดือน เผ่าต๋าต้านกลับขวัญหนีดีฝ่อ ในเมื่อเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูงยังอกสั่นขวัญแขวน ขวัญกำลังใจของนักรบเบื้องล่างจะพินาศป่นปี้เพียงใดย่อมจินตนาการได้ไม่ยาก
ยามนี้ทุกคนต่างเฝ้ารอรายงานศึกด้วยใจระทึก ผนวกกับความหวาดหวั่นต่อโทสะของข่านต๋าต้าน จึงไร้ผู้ใดกล้าปริปาก กระโจมหลวงตกอยู่ในความเงียบงันดุจป่าช้า
กระทั่งตะวันคล้อยต่ำ เสียงฝีเท้าและเกราะเหล็กกระทบกันดังแว่วมาจากนอกกระโจม ทุกสายตาเบิกกว้างจ้องมองด้วยความตึงเครียด ภาพที่ปรากฏคืออ๋องหุนเสีย ‘ปาถู’ ชายชาตรีผู้มีโลหิตแดงฉานชโลมท่วมร่างกำลังสาวเท้าพรวดพราดเข้ามา
“สถานการณ์เป็นเช่นไร” ข่านต๋าต้านชะงักฝีเท้า รีบเค้นถามก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้ทำความเคารพ
“วันนี้สังหารข้าศึกได้พันเศษ แต่ฝั่งเราตายไปกว่าหมื่น” ใบหน้าของปาถูหมองคล้ำไร้สีเลือด “ท่านข่าน พวกเราต้านไม่อยู่แล้ว ทางเดียวที่เหลือคือรวบรวมกำลังทั้งหมดกลับมาตั้งมั่นที่ราชสำนัก แล้วเปิดศึกแตกหักชี้เป็นชี้ตายที่นี่”
ตลอดหลายวันมานี้ ตามกลยุทธ์ที่หารือกับกองทัพเยี่ยนเหมิน เผ่าต๋าต้านได้วางแนวป้องกันซ้อนกันหลายชั้นเพื่อรั้งจังหวะรุกคืบของทัพเทียนหยวนและชี่ตัน ศัตรูจึงยังไม่อาจควบม้าเหยียบราชสำนักได้โดยตรง
ทว่าความสูญเสียกลับหนักหนาสาหัสเกินรับไหว ความเหี้ยมหาญของทัพเทียนหยวนเหนือล้ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ไกลลิบ หากมิใช่เพราะปาถูนำยอดนักรบและกองกำลังส่วนตัวบุกทะลวงสละชีพเป็นทัพหน้า กองทัพใหญ่คงแตกพ่ายยับเยินไปนานแล้ว
บัดนี้ กองกำลังของปาถูล้มตายแทบสิ้นสูญ ตัวเขาเองก็สลักรอยแผลฉกรรจ์ไว้เต็มร่าง ไม่อาจฝืนหยัดยืนในสมรภูมิได้อีกต่อไป
สิ้นคำเจรจา รัชทายาทต๋าต้านลุกพรวดด้วยความผวา ชี้หน้าตวาดกร้าว
“หุบปาก ส่งเจ้าไปเป็นทัพหน้าเพื่อบดขยี้ข้าศึก ทำศึกปราชัยย่อยยับยังไม่พอ บัดนี้ยังกล้ากำเริบขอถอยทัพ หากราชสำนักแตกขึ้นมาเจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ”
“หากรบแพ้ที่ราชสำนัก พวกเรามิกลายเป็นสุนัขจนตรอกหรือ ทรัพย์สมบัติจะถูกกวาดล้าง ทุ่งหญ้าจะถูกยึดครอง ฝูงปศุสัตว์จะกลายเป็นเสบียงให้พวกมัน ถึงเวลานั้น… พวกเราจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร”
เหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูงต่างส่งเสียงสมทบ ล้วนยืนกรานเป็นเสียงเดียวว่าห้ามปล่อยให้ศัตรูเหยียบย่างถึงราชสำนักเด็ดขาด มิเช่นนั้นเผ่าต๋าต้านจะหมดสิ้นหนทางถอย
ผู้อาวุโสบางรายยังฉวยโอกาสเหยียบย่ำปาถู ถากถางว่าผู้ที่มักโอหังทะนงตนเป็นนิตย์ เหตุใดบัดนี้กลับไร้ปัญญานำทัพคว้าชัย
เผชิญกับนิ้วที่ชี้หน้าด่าทอและเสียงก่นด่ารอบทิศ ใบหน้าของปาถูพลันแดงก่ำลามถึงลำคอด้วยโทสะ
นับแต่กลองศึกดัง มีเพียงเขาที่อาบเลือดห้ำหั่นอยู่แนวหน้า ช่วงต้นสงครามรัชทายาทผู้นี้พกความโอหังมาเต็มอก ถึงขั้นลงประทับในสมรภูมิด้วยตนเอง ทว่าหลังถูกตีแตกพ่ายเพียงสองคราก็ขวัญหนีดีฝ่อ เตลิดหนีกลับราชสำนักและไม่เคยโผล่หัวไปเหยียบสมรภูมิอีก
ส่วนพวกขุนนางชั้นสูงเหล่านั้น มีพลังบำเพ็ญเพียรลึกล้ำเสียเปล่า ท่ามกลางวิกฤตกลับหดหัวเป็นเต่าในกระดอง ไม่กล้าแม้แต่จะชักดาบ
ปาถูขบกรามแน่น สะกดกลั้นเพลิงแค้นพลางตวาดกร้าว “ทหารแนวหน้าขวัญกำลังใจแตกสลายหมดแล้ว ขืนดึงดันรบต่อมีแต่จะพากันไปตายเปล่า ทางรอดเดียวคือรวบรวมสรรพกำลังทั้งหมดกลับมาตั้งมั่นที่ราชสำนัก พวกเราถึงจะมีสิทธิ์สู้ศึกนี้ต่อ”
เขากำหมัดประสานมือคารวะข่านต๋าต้าน “ท่านข่าน ขอเพียงพวกเรายันศึกที่ราชสำนักไว้ได้สักระยะ รอจนทัพหลวงต้าฉีรุดมาสมทบ พวกเราย่อมมีโอกาสพลิกกระดาน บดขยี้ศัตรูให้แหลกลาญในคราเดียว”
รัชทายาทอ้าปากเตรียมด่าทอว่าปาถูขี้ขลาด ทว่าข่านต๋าต้านกลับแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงลังเลระคนหวั่นวิตก
“กองทัพเยี่ยนเหมินยังติดหล่มอยู่ที่เขาเฟิ่งหมิง ทะลวงแนวป้องกันมาไม่ได้ หากพวกเขารุดมาไม่ทัน… จะทำเช่นไร”
นัยน์ตาของปาถูฉายแววหงุดหงิดพลุ่งพล่านยามจ้องมองข่านผู้ไร้ซึ่งวิจารณญาณ มีปัญหาอันใดก็โยนมาให้แก้ แผนการก็ต้องให้เขาวาง นำทัพก็ยังต้องพึ่งพาเขา กระนั้นไอ้รัชทายาทสวะนั่นกลับยังกล้าด่าทอเขาอย่างโอหัง
พวกสวะในกระโจมหลวงเหล่านี้ ยามสงบวางก้ามโอหัง ครั้นเจอวิกฤตกลับหดหัวอยู่แนวหลัง คอยเป็นลูกคู่ให้รัชทายาทชี้นิ้ววิจารณ์การศึก ราชสำนักสิ้นเปลืองเสบียงเลี้ยงดูพวกมันไว้ทำไม
ปาถูข่มความเดือดดาล เอ่ยเสียงแข็งกระด้าง “ประเมินจากสถานการณ์รบ หากรวบรวมกำลังตั้งรับที่ราชสำนัก อย่างน้อยคงยันไว้ได้อีกเจ็ดวัน หากกองทัพเยี่ยนเหมินตีฝ่ามาสมทบได้ทันภายในเจ็ดวัน ราชสำนักก็จะรอด”
“เจ็ดวัน…” แววตาของข่านต๋าต้านเลื่อนลอย เขากลับไปสืบเท้าวนเวียนอีกครั้ง “จากเขาเฟิ่งหมิงมาที่นี่ ต้องควบม้าอย่างน้อยห้าวัน หากภายในสองวัน กองทัพเยี่ยนเหมินยังทะลวงเขาเฟิ่งหมิงไม่สำเร็จ เช่นนั้นพวกเรา…”
ถ้อยคำถูกกลืนหายไปในลำคอ
ทุกชีวิตในกระโจมหลวง รวมถึงรัชทายาทและองค์หญิงท่าน่า ล้วนหน้าซีดเผือดประดุจซากศพ
กองทัพเยี่ยนเหมินบดขยี้กับทัพผสมเผ่าเทียนหยวนและเผ่าชี่ตันที่เขาเฟิ่งหมิงมาหลายวัน ทว่าแค่ค่ายหน้าด่านกลับยังตีไม่แตก จะให้ฝากความหวังว่าพวกมันจะทะลวงผ่านด่านมรณะมาได้ภายในสองวัน… เป็นไปได้หรือ
เบื้องหน้าด่านค่ายเขาวายุขาว จ้าวหนิงยืนหยัดเคียงข้างจ้าวเป่ยวั่ง หวังโหรวฮวา หยางเจียนี และยอดฝีมืออีกหลายสิบชีวิต สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังกำแพงค่ายที่กำลังอาบย้อมด้วยเลือด พวกเขาเตรียมบุกทะลวงสมรภูมิด้วยตนเอง ทุ่มสรรพกำลังชี้ขาดศึกในคราเดียว
หลายวันแห่งการห้ำหั่น กองทัพเยี่ยนเหมินถูกเคี่ยวกรำจนยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดด
จากที่เคยวางมาดทะนงตน ไม่เห็นกองทัพเป่ยหูอยู่ในสายตา เชื่อมั่นว่าขอเพียงปะทะ อีกฝ่ายย่อมแหลกเป็นเถ้าถ่าน ทว่าหลังผ่านศึกทัพหน้า ทั้งกองทัพก็ซึ้งถึงความวิปลาสของกองทัพเป่ยหู จนต้องโยนความจองหองทิ้งไป
ยามบุกทะลวงแนวป้องกันที่สอง เพียงเหยียบเท้าเข้าสู่สมรภูมิ ไพร่พลก็ร่วงหล่นราวใบไม้ร่วง เผชิญกับความเหี้ยมโหดของศัตรู ทัพต้าฉีแตกพ่ายขวัญผวา บาดเจ็บสาหัสสากรรจ์จนหลงลืมค่ายกลที่เคยฝึกปรือมาจนสิ้น
จวบจนกระทั่งเหล่าทหารเริ่มชินชากับกลิ่นคาวเลือดของการชิงกำแพงด่าน ค่อยๆ ดึงจังหวะและกระบวนทัพกลับคืนมา กองทัพเยี่ยนเหมินต้องสละเวลาหลายวัน สังเวยชีวิตนักรบไปมหาศาล เพื่อแลกกับบทเรียนราคาเลือดนี้
กองทัพเยี่ยนเหมินอาศัยสมรภูมิเลือดแทนลานฝึก กองทัพเป่ยหูเองก็หาได้ต่างกัน
นักรบทุ่งหญ้าไม่สันทัดการศึกเดินเท้า ซ้ำยังไร้ขบวนทหารราบโดยสิ้นเชิง ทว่าการกรีธาทัพกลืนกินราชวงศ์ต้าฉีคือแผนยุทธศาสตร์หลักที่ราชสำนักเทียนหยวนตระเตรียมไว้ ภายภาคหน้ายังต้องบุกตีปราการและกำแพงเมืองอีกนับไม่ถ้วน
ภายใต้เป้าหมายนี้ ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทัพเทียนหยวนจึงเริ่มเคี่ยวเข็ญนักรบบนหลังม้าให้คุ้นชินกับการรบบทที่ราบ ด้วยเหตุนี้ ในศึกบุกตีเขาวายุขาว พวกมันจึงไม่ได้แสดงความเงอะงะออกมาให้เห็นมากนัก
ทว่าด้วยข้อจำกัดด้านเวลา นักรบเทียนหยวนที่ถูกฝึกหัดการรบเดินเท้าจึงมีเพียงหยิบมือ ยุทธวิธีหมาป่าทุ่งหญ้าจึงยังห่างไกลจากคำว่าเชี่ยวชาญ
นี่คือเหตุผลที่เดิมทีราชสำนักเทียนหยวนวางกำหนดจะเปิดศึกชี้ขาดกับราชวงศ์ต้าฉีในอีกสองปีข้างหน้า พวกมันต้องการเวลาเคี่ยวเข็ญทหารราบให้แกร่งกร้าวกว่านี้
อีกประการ ขุนพลทุ่งหญ้าที่ชั่วชีวิตควบม้าเข่นฆ่า จู่ๆ ต้องมาบัญชาการศึกทหารราบโดยไร้ขุนพลจงหยวนชี้แนะ ย่อมคลำหาทางไม่เจอ ตระหนักเพียงผิวเผินแต่ไม่อาจเข้าถึงแก่นแท้แห่งยุทธวิธีทหารราบ
เผ่าเทียนหยวนเพิ่งกวาดล้างม่อเป่ยและสถาปนาราชสำนักขึ้นเมื่อไม่กี่ปีก่อน
ช่วงหลายปีให้หลัง พวกมันสาละวนอยู่กับการสยบเผ่าชี่ตันและเผ่าหนวี่เจิน เวลาที่จะนำมาเคี่ยวกรำทหารราบอย่างจริงจังจึงแทบไม่เหลือ
สรุปความได้ว่า แม้นักรบเทียนหยวนบางส่วนจะผ่านค่ายฝึกทหารราบมาบ้าง แต่ความเข้าใจยังคับแคบ ศักยภาพจำกัด และยุทธวิธียังตื้นเขินนัก
การที่พวกมันยันปราการด่านไว้ได้หลายวัน ล้วนพึ่งพาสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่ถูกหล่อหลอมจากร้อยสมรภูมิ พึ่งพาจำนวนผู้บำเพ็ญเพียรที่มหาศาลกว่า และพึ่งพาชัยภูมิอันเป็นต่อ
ศึกชิงปราการ ฝ่ายตั้งรับย่อมกุมความได้เปรียบ ภายใต้สถานการณ์นี้ การหยิบยืมสนามรบจริงมาเป็นหินลับดาบเพื่อยกระดับทหารราบเป่ยหู ย่อมเป็นโอกาสทองอันประเสริฐ
ดังนั้น ศึกปะทะที่เขาเฟิ่งหมิง ภายใต้การชักใยของฉ๋าลาห่าน จึงถูกเนรมิตให้เป็นเตาหลอมชั้นเลิศสำหรับขัดเกลานักรบทุ่งหญ้าให้สันทัดการศึกชิงเมือง
หากปรารถนาจะถ่องแท้วิชาทหารราบอย่างสมบูรณ์ ย่อมต้องเข้าห้ำหั่นกับทัพทหารราบจงหยวนในสมรภูมิเลือด เรียนรู้วิชาจากศัตรูท่ามกลางห่าฝนโลหิต
หากคว้าชัยในศึกนี้ ย่อมสามารถจับขุนพลเยี่ยนเหมินมาเป็นเชลย เพื่อบังคับให้ฝึกสอนยุทธวิธีทหารราบแก่กองทัพตนในวันข้างหน้า หากบรรลุเป้าหมายนี้ได้ย่อมประเสริฐสุด
ด้วยเหตุนี้ ฉ๋าลาห่านจึงซุ่มรอจังหวะตลบหลังอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หากทำได้เพียงบีบให้กองทัพเยี่ยนเหมินถอยร่น แต่ไม่อาจขยี้ให้แหลกคามือ ย่อมไม่อาจกวาดต้อนขุนพลมาเป็นเชลยได้
ฉ๋าลาห่านหมายมั่นจะใช้ชัยภูมิอุดช่องโหว่ความอ่อนหัดของทหารราบเป่ยหู เพื่อบั่นทอนกำลังรบและละลายขวัญทัพเยี่ยนเหมิน พร้อมสอดส่องหาช่องโหว่เพื่อพลิกกระดาน เผด็จศึกเบ็ดเสร็จในคราเดียว
ชั่งน้ำหนักดูแล้ว การปะทะของสองขั้วอำนาจ ณ เขาเฟิ่งหมิง หมากตาตายที่ชี้ขาดชัยชนะ ล้วนอยู่ที่ว่ากองทัพของฝ่ายใดจะทะลวงขีดจำกัดได้ก่อนกัน
หรืออีกนัยหนึ่ง กองทัพเยี่ยนเหมินต้องสลัดคราบทหารใหม่กลายเป็นปีศาจสงครามให้จงได้ ก่อนที่ยอดผู้เสียชีวิตจะล้นทะลักจนขวัญทหารพังทลาย ต้องทะลวงเขาเฟิ่งหมิงให้แหลก ก่อนที่ดาบสวนกลับของทัพเป่ยหูจะฟาดฟันลงมา
นี่คือเบื้องลึกที่จ้าวหนิงมิได้ผนึกกำลังกับหยางเจียนีนำยอดฝีมือทะลวงกำแพงค่ายโดยตรง แต่กลับรั้งอยู่เบื้องหลังเพื่อกางอาณาเขตสังหารด้วยเกาทัณฑ์เช่อเตียว คอยยิงสนับสนุนทัพเยี่ยนเหมิน
นี่คือเหตุผลเดียวกันที่ฉ๋าลาห่านคลั่งแค้นจ้าวหนิงเข้ากระดูกดำ งัดสารพัดเล่ห์เหลี่ยมหมายจะเด็ดหัวตัวมารผู้นี้ ยอมกระทั่งสังเวยยอดฝีมือไปมากมายเพื่อแลกกับชีวิตมัน
บัดนี้ จ้าวหนิงทะลวงเข้าสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางแล้ว กองทัพเยี่ยนเหมินแนวหน้าแห่งเขาวายุขาวก็ผ่านพิธีอาบเลือดชำระล้างตนเองจนสมบูรณ์แบบเช่นกัน
ภายใต้อาณาเขตสังหารสนับสนุนของจ้าวหนิง ยอดผู้ล้มตายของแต่ละกองธงจึงไม่สาหัสนัก หากชั่งน้ำหนักระหว่างเลือดที่หลั่งกับความแกร่งกร้าวที่ได้รับ ทัพเยี่ยนเหมินแห่งเขาวายุขาวยามนี้ได้ทะยานขึ้นสู่จุดสุดยอดแล้ว
ทว่าสถานการณ์ของทัพเยี่ยนเหมินเบื้องหน้าเขาอินทรีเหินและเขาศิลาดำกลับเลวร้ายยิ่ง
ประการแรก ยามบุกทะลวงไร้ซึ่งตัวตนวิปลาสเช่นจ้าวหนิงคอยบีบคั้นสนามรบ ประการที่สอง ด้วยข้อจำกัดด้านชัยภูมิ กองทัพต้องสังเวยชีวิตรวดเร็วและโหดเหี้ยมเกินไป แต่ละกองธงต้องสับเปลี่ยนร่นถอยถี่ยิบ เวลาหยัดยืนบนกำแพงเลือดจึงหดสั้น โอกาสขัดเกลาฝีมือจึงแทบเป็นศูนย์
จวบจนบัดนี้ ทั้งสองสมรภูมิต่างถูกฉีกทึ้งจนกองทัพยับเยิน ขวัญทหารดิ่งลงเหว ตกอยู่ในวิกฤตสุ่มเสี่ยงถึงขีดสุด
หากวันนี้อันซือหมิงยังทะลวงป้อมค่ายไม่แตก ไม่อาจบดขยี้เบิกทางได้สำเร็จ จังหวะพลิกกระดานของกองทัพเป่ยหู… จะมาถึงทันที
กล่าวให้ถึงที่สุด วันนี้คือโอกาสทองอันดับหนึ่ง และเป็น ‘โอกาสสุดท้าย’ ที่กองทัพเยี่ยนเหมินจะบดขยี้เขาวายุขาว ฉีกกระชากแนวป้องกันที่สองของทัพเป่ยหูให้แหลกเป็นผุยผง
โอกาสหลุดลอยมิหวนคืน เมื่อสงครามบดขยี้มาถึงจุดนี้ ทุกชีวิตที่ถูกมัดติดกับกงล้อรถม้าศึกคันยักษ์ล้วนไร้ทางถอยอีกต่อไป
มีเพียงสู้ถวายหัว หากมิใช่ชัยชนะ ก็ต้องฝังกลบด้วยความตาย