ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 215 ตีค่ายหน้าด่าน (1)
ครืน… ครืน… ครืน… ท่อนซุงทลายด่านกระแทกอัดบานประตูค่ายเขาวายุขาวครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกแรงปะทะทำเอาบานประตูไม้สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นปานจะปริแตก
หยางเจียนีนำขุมกำลังตระกูลหยางทะยานขึ้นเหยียบกำแพงค่าย ดาบม่อเตายาวหนึ่งจั้งสองฉื่อตวัดรำร่ายไปแห่งหนใด โลหิตย่อมสาดกระเซ็นย้อมฟ้า ทหารเป่ยหูเบื้องหน้าโล่แตกกระจุย ร่างแหลกเหลวขาดสะบั้นเป็นสองท่อนภายใต้คมดาบ
ผู้บำเพ็ญเพียรที่พลังต่ำกว่าระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้น ไม่อาจต้านทานคมดาบนางได้แม้เพียงครึ่งกระบวนท่า พลานุภาพดุดันเปิดทางให้นางทะลวงฝ่าวงล้อมศัตรูประดุจพยัคฆ์ร้ายเข้าฝูงแกะ
ใต้ฝ่าเท้าเกลื่อนกลาดด้วยซากศพแหลกเละ ลานเลือดกว้างพอให้คนนับสิบยืนหยัดล้วนเกิดจากการสับฟันกรุยทางอันเหี้ยมเกรียมของนางในชั่วอึดใจ
ไม่นานนัก ขุนพลหมื่นนายแห่งเผ่าเทียนหยวนผู้รักษาเขาวายุขาว ก็นำพายอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดและขุมกำลังระดับคุมปราณอีกกลุ่มใหญ่ ทะยานแหวกวงล้อมเข้าประจัญบาน
มันสั่งยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นและกลางเข้ารุมพัวพันผู้คุ้มกันของตระกูลหยาง ส่วนตัวขุนพลหมื่นนายผู้บรรลุวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย พลันระเบิดปราณก่อรูปเป็นพยัคฆ์คลั่งขนาดยักษ์เบื้องหลัง กระบองเขี้ยวหมาป่าในมือหวดฟาดลงกลางกระหม่อมหยางเจียนีปานอัสนีคำรณ
หยางเจียนีผู้รั้งระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางไร้ซึ่งทีท่าถอยร่น กลับพุ่งสวนเข้าใส่ นางเมินเฉยต่อกระบองมรณะที่หวดลงมาตรงหน้า รีดเร้นพลังวิญญาณต้นกำเนิดทั้งหมดผนึกเข้ากับดาบม่อเตา ตวัดฟันบั้นเอวศัตรูอย่างอำมหิต
เสี้ยววินาทีที่ขุนพลหมื่นนายคิดว่าสตรีผู้นี้รนหาที่ตาย ศรอาคมสีน้ำเงินอมเขียวพลันพุ่งแหวกอากาศประดุจดาวตก วาบผ่านครรลองสายตามันไปอย่างเงียบงัน
ครั้นตระหนักได้ว่านั่นคือลูกศรจากเกาทัณฑ์เช่อเตียวของจ้าวหนิง ปฏิกิริยาแรกของมันคือการเหยียดหยาม คิดเมินเฉยต่อศรที่เล็งทะลวงขั้วหัวใจอย่างสิ้นเชิง
ทว่าพริบตาต่อมา ขุนพลเป่ยหูพลันหน้าถอดสี พลังวิญญาณต้นกำเนิดที่แฝงมากับศรอาคมดอกนั้นเหนือล้ำกว่าวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางไปไกลลิบ ความตระหนักรู้นี้ทำเอาเลือดในกายมันเย็นเฉียบ
มันรีบชักรั้งกระบวนท่ากะทันหันเพื่อปัดศรอาคมทิ้ง ทว่าจังหวะที่คิดดึงพลังกลับมาคุ้มกายเพื่อรับมือดาบม่อเตาของหยางเจียนี ศรสังหารดอกที่สองและสามก็พุ่งทะยานจ่อเบื้องหน้าแทบจะซ้อนทับกัน
คมดาบม่อเตาของหยางเจียนีสับเข้าบั้นเอวขุนพลหมื่นนายเต็มแรง พลานุภาพดุดันเหนือความคาดหมายไปไกล การสับฟันครานี้หนักหน่วงกว่าระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางทั่วไปถึงครึ่งเท่า คมดาบฉีกทึ้งเกราะปราณจนแหลกสลาย ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นพล่านจนร่างมันกระตุกเกร็ง
วาระสุดท้าย ขุนพลหมื่นนายฝืนเบี่ยงศีรษะหลบศรดอกที่สองซึ่งถากหน้าผากไปได้ ทว่าผลกระทบจากคมดาบของหยางเจียนี ทำให้มันไร้เรี่ยวแรงหลบเลี่ยงศรดอกที่สาม ลำคอหนาถูกทะลวงเป็นรูโหว่ สิ้นใจตายคาที่
หยางเจียนีเหยียบข้ามซากศพขุนพลไร้หัว พุ่งทะยานเข้าบดขยี้กลุ่มยอดฝีมือที่เหลือทันที
ภายใต้การคุ้มกันของยอดฝีมือตระกูลหยาง ทุกดาบของนางล้วนรำร่ายฟาดฟันอย่างกราดเกรี้ยว ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางแห่งเผ่าเทียนหยวน แม้ทุ่มพลังสุดตัวต้านรับ ก็ยังถูกน้ำหนักของดาบม่อเตากระแทกจนซวนเซถอยกรูด สูญเสียการทรงตัว
พริบตาที่เสียหลัก ศรอาคมจากเกาทัณฑ์เช่อเตียวก็พุ่งทะลวงมาถึง เจาะทะลุขั้วหัวใจปลิดชีพอย่างหมดจด ส่งร่างไร้วิญญาณลอยละลิ่วกระเด็นไปตามแรงปะทะ
ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดที่เหลือ หากไม่โดนหยางเจียนีสับขาดครึ่งท่อน ก็สิ้นชีพภายใต้คมดาบของผู้คุ้มกันตระกูลหยาง ส่วนยอดทหารระดับคุมปราณล้วนกระจอกงอกง่อย ไม่อาจแม้แต่จะรั้งจังหวะฝีเท้าของหยางเจียนีให้ชะงักลงได้สักเสี้ยวลมหายใจ
ซากศพกองทับถมเกลื่อนแอ่งเลือด ชั่วจิบชาเดียวก็ย้อมกำแพงค่ายจนกลายเป็นพรมสีโลหิต กลิ่นคาวคลุ้งปะปนกับกลิ่นสาบของเครื่องในทะลักล้น เนรมิตสมรภูมิบนกำแพงค่ายให้กลายสภาพเป็นขุมนรกอเวจี
อีกฟากหนึ่งของกำแพงค่าย เหมิงฉี่ แม่ทัพค่ายทหารราบปิ่งจื้อ กำลังนำทหารองครักษ์ห้ำหั่นศัตรูอย่างดุเดือด แม้คู่ต่อสู้จะไร้ซึ่งวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางและปลาย ทว่าระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นที่คอยบัญชาการยอดทหารระดับคุมปราณก็มีจำนวนไม่น้อย
ทั้งสองฝ่ายสาดคมอาวุธแลกเลือดกันอย่างถวายหัว พัวพันดุเดือดจนยากจะชี้ขาดแพ้ชนะ
กองทัพเทียนหยวนอุดมด้วยผู้บำเพ็ญเพียร สหายศึกรอบกายเหมิงฉี่จึงโดนซัดกระเด็นล้มคว่ำอยู่เนืองๆ หยาดโลหิตสาดกระเซ็นไม่ขาดสาย
ทว่ายามนี้ ทหารใต้สังกัดเขาหาได้สติแตกตื่นตระหนกยามพลาดพลั้งบาดเจ็บล้มลงดั่งเช่นคราเปิดศึกชิงค่ายหนแรก ไม่มีการหวีดร้องลนลานรอคอยความตายอีกต่อไป
บทเรียนเลือดสอนให้พวกเขาตระหนักชัด ตราบใดที่สวมเกราะเหล็กคุ้มกาย ต่อให้โดนคมดาบฟันเป็นแผลฉกรรจ์ ก็ใช่ว่าจะร่วงหล่นสู่ปรโลกได้ง่ายดาย
แม้ไร้เรี่ยวแรงหยัดยืน ขอเพียงถอยร่นได้ทันท่วงที สหายศึกเบื้องหลังย่อมยกโล่กระแทกกำบังไว้ให้ หรือฉุดรั้งร่างกลับเข้าสู่ค่ายกลแนวหลัง เพื่อให้ตั้งหลักลุกขึ้นยืนหยัดห้ำหั่นได้อีกครา
ตรงข้ามกับทัพเป่ยหู แม้อุดมด้วยผู้บำเพ็ญเพียรแต่กลับขัดสนชุดเกราะ เกราะหนังย่อมไม่อาจต้านทานเกราะเหล็ก ทหารต้าฉีเพียงแทงดาบสวนออกไป ก็คว้านท้องทะลักไส้ศัตรูได้โดยง่าย ตวัดดาบฟันลงไป ก็บั่นแขนขาศัตรูให้ขาดสะบั้นกองกับพื้น
ทหารสวมเกราะหลายนายเริ่มจงใจใช้กลยุทธ์แลกแผล ยอมนำชุดเกราะรับการจู่โจมไว้หนึ่งกระบวนท่า เพื่อเปิดช่องว่างให้ดาบเหิงเตาในมือบั่นคอศัตรู
การสอดประสานของทหารสวมเกราะกลางบ่อเลือดเยือกเย็นและรัดกุมขึ้นทุกขณะ ทักษะสังหารเหี้ยมโหดและยุทธวิธีค่ายกลที่เคยเคี่ยวกรำในลานฝึก ค่อยๆ ฉายอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
ดุจเดียวกับค่ายกลอื่นๆ ของกองทัพเยี่ยนเหมิน เหมิงฉี่และสหายศึกรอบกายยิ่งห้ำหั่นยิ่งคลุ้มคลั่ง ยิ่งอาบเลือดก็ยิ่งกระจ่างแจ้งในวิถีแห่งการเชือดเฉือนศัตรู
ยามการเข่นฆ่าทวีความเดือดดาล ทหารเทียนหยวนกลับรู้สึกตึงมืออย่างหนัก ศัตรูตรงหน้ากลายเป็นปีศาจเจ้าเล่ห์เพทุบาย การจะบั่นหัวทหารต้าฉีสักนายยากเย็นแสนเข็ญ ซ้ำร้ายเงามัจจุราชยังคืบคลานรัดคอพวกมันแน่นขึ้นทุกที
แต่ก่อนพวกมันเด็ดหัวทหารเยี่ยนเหมินได้สิบนายโดยแทบไม่ต้องสังเวยชีวิตพวกพ้อง อย่างมากแค่บาดเจ็บ ทว่าบัดนี้ กว่าจะบดขยี้ศัตรูได้สักคน กลับต้องแลกด้วยชีวิตนักรบที่เท่าเทียมหรือมากกว่าหลายเท่าตัว
หลายคราที่อุตส่าห์สับฟันจนศัตรูเลือดอาบ หมายบุกขยี้ให้แหลกคาเท้า ทว่ากลับปะทะเข้ากับกำแพงโล่ที่ยกขึ้นสกัดกั้นอย่างเหมาะเหม็ง
ครั้นคิดโถมบุกทะลวง ยังไม่ทันก้าวพ้นสองก้าว ร่างก็โดนหอกยาวที่พุ่งแทงลอดช่องว่างระหว่างโล่กระซวกทะลุจนพรุน
ยามร่นถอย ดาบเหิงเตาของอีกฝ่ายก็สับฟันไล่หลังมาอย่างอำมหิต
ยามคิดอ้อมโอบตลบหลัง ลูกศรลอบสังหารก็พุ่งแหวกวงล้อมมาปลิดชีพดับดิ้นคาที่
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน กองทัพเบื้องหน้ากลับลอกคราบกลายเป็นมัจจุราชคนละขุม
ศัตรูเลิกแตกตื่นลนลาน เลิกแหกปากกวัดแกว่งอาวุธสะเปะสะปะจนเผยช่องโหว่ ไร้ซึ่งอาการขาแข็งตื่นตระหนกเปิดช่องให้ลอบสังหารอีกต่อไป
ทหารเยี่ยนเหมินแปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นอำมหิต ค่ายกลรัดกุมเคลื่อนพลรุกรับดั่งกำแพงเหล็กเคลื่อนที่
นักรบเป่ยหูตระหนักซึ้งว่าสิ่งที่พวกตนต้านทานอยู่ มิใช่ทหารเยี่ยนเหมินทีละคน แต่เป็น ‘เครื่องจักรสังหาร’ หุ้มเกราะที่ทำงานสอดประสานกันอย่างเลือดเย็น
แม้แต่ยอดนักรบเทียนหยวนก็เริ่มแบกรับแรงบีบคั้นไม่ไหว พวกมันไม่อาจทำใจเชื่อว่า ในเวลาไม่ถึงสิบวัน ศัตรูที่เคยอ่อนหัดปวกเปียก จะลอกคราบกลายเป็นปีศาจสงครามผู้เจนสมรภูมิไปได้อย่างไร
ยอดตายของนักรบเป่ยหูพุ่งสูง ความหวาดผวาเกาะกินจิตใจ ทหารที่ตกอยู่ในห้วงความสับสนก็ทวีจำนวนมหาศาล
เมื่อค่ายกลปั่นป่วนแปรสภาพเป็นกำแพงหอกโล่ไร้ช่องโหว่ เมื่อพลังรบของศัตรูพุ่งทะยาน พวกมันก็มืดแปดด้าน ไร้ซึ่งหนทางคว้าชัยอีกต่อไป
ยามวิกฤต นักรบทั่วไปต่างเบนสายตาหาผู้บังคับหมู่และนายกองร้อย หวังให้หัวหน้าออกคำสั่งพลิกสถานการณ์ ชี้แนะวิธีบดขยี้กำแพงเหล็กตรงหน้าเฉกเช่นที่เคยทำมา
ทว่าจิตใจของผู้บังคับหมู่และนายกองร้อยก็หาได้ต่างกันไม่ พวกมันต่างกวาดสายตาควานหาขุนพลพันนายและขุนพลหมื่นนายด้วยความลนลาน
เมื่อมันสิ้นปัญญาทะลวงค่ายกลศัตรู จึงทำได้เพียงฝากความหวังไว้กับขุนพลระดับสูงที่แกร่งกร้าวกว่า
แต่ภาพที่ขุนพลพันนายเห็น คือขุนพลหมื่นนายกำลังโดนหยางเจียนีและจ้าวหนิงรุมบดขยี้ ภาพที่นายกองร้อยเห็น คือขุนพลพันนายกำลังถูกยอดฝีมือตระกูลจ้าวและตระกูลหยางไล่สับฟันจนล่าถอยกรูด
ขุนพลหมื่นนายหัวหลุดจากบ่าไปแล้ว ขุนพลพันนายมืดแปดด้านไร้ทางรอด นายกองร้อยจนปัญญา ส่วนผู้บังคับหมู่ทำได้เพียงหน้าถอดสี
ความหวังที่ฝากฝังกันเป็นทอดๆ เมื่อยอดห่วงโซ่พังทลาย ความหวังก็แปรเปลี่ยนเป็นความวิปลาสชั่วพริบตา และลุกลามกัดกินลงมาเบื้องล่างประดุจโรคระบาด
สิบคนสับสน ร้อยคนลนลาน พันคนขวัญผวา ป้อมค่ายเป่ยหูถูกหมอกแห่งความสิ้นหวังกลืนกิน หัวใจนักรบเต้นกระหน่ำ ขวัญกำลังใจที่เคยโอหังดิ่งเหวอย่างกู่ไม่กลับ
แม้จะเป็นยอดนักรบเจนสมรภูมิ แม้จะยังกัดฟันห้ำหั่นถวายหัว ทว่าพลังรบของพวกมันกลับถดถอยลงอย่างมิอาจยับยั้ง
ภายใต้วิกฤตนี้ ค่ายกลเยี่ยนเหมินที่ทะยานขึ้นยึดกำแพงค่ายได้อย่างมั่นคง ก็เพิ่มจำนวนทะลุสิบค่ายในเวลาเพียงชั่วจิบชา
ค่ายกลเป่ยหูถูกบีบให้ร่นถอยอย่างต่อเนื่อง ศัตรูร่วงหล่นทีละชั้นภายใต้คมดาบ หอกยาว และง้าวเหล็ก
การรุกทะลวงของแต่ละกองธงดุดันปานสายรุ้งเจาะนภา คืบหน้าไปอย่างราบรื่นยิ่งกว่าหนก่อน เผยให้เห็นขีดจำกัดทางพลังรบที่ต่างชั้นกันอย่างเป็นรูปธรรม
ค่ายกลเยี่ยนเหมินค่ายที่สิบเอ็ดผงาดขึ้นบนกำแพง ตามติดด้วยค่ายที่สิบสอง สิบสาม… แต่ละค่ายกลดาหน้าบดขยี้ศัตรูไม่หยุดหย่อน ขยายอาณาเขตเลือดให้กว้างขึ้นทุกขณะ
เมื่อสองค่ายกลใกล้เคียงกวาดล้างศัตรูตรงกลางจนเหี้ยนเตียน ก็หลอมรวมพลกันกลางกองเลือดและซากศพได้อย่างสมบูรณ์ ผนึกกำลังเป็นกงล้อสังหารที่ทรงพลานุภาพยิ่งกว่าเดิม บดขยี้เข้าสู่พื้นที่ป้องกันหนาแน่นของทัพเป่ยหู
ค่ายกลเยี่ยนเหมินกลืนกินและหลอมรวมกัน ขยายจากหนึ่งเป็นสอง เป็นสาม สี่… แผ่ขยายออกไปไม่หยุดยั้ง
แนวกำแพงค่ายทอดยาวไร้ซึ่งเงาทหารเป่ยหู หลงเหลือเพียงนักรบเกราะเหล็กเยี่ยนเหมินที่กระชับศาสตราก้าวรุดหน้าอย่างเหี้ยมหาญ
ภายใต้สมรภูมิที่ถูกยึดครอง ทหารเยี่ยนเหมินเบื้องล่างที่ไต่กำแพงตามขึ้นมา ไม่ต้องพะวงกับห่าก้อนหิน ท่อนซุง ฝนลูกศร หรือตะขอเกี่ยวอีกต่อไป ความเร็วในการปีนป่ายจึงพุ่งพรวด ส่งผลให้กำลังรบบนกำแพงค่ายขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
แม้จ้าวหนิงจะประชิดอยู่เบื้องหลังหยางเจียนี คอยสาดศรสนับสนุนการกรุยทางของนางเป็นระยะ ทว่าเขาก็หาได้ละทิ้งการคุ้มกันค่ายกลทัพเยี่ยนเหมินปีกอื่นๆ ไม่
ป้อมค่ายเขาวายุขาวประกอบด้วยกำแพงชั้นนอกและชั้นใน ซ้อนทับเป็นปราการอันแข็งแกร่ง ทว่าโครงสร้างเช่นนี้ กลับเปิดน่านฟ้าให้เกาทัณฑ์เช่อเตียวของจ้าวหนิงได้แผลงฤทธิ์สังหารอย่างเต็มพิกัด
เมื่อกองทัพเยี่ยนเหมินยึดกำแพงชั้นนอกเบ็ดเสร็จ และกำลังชาร์จทะลวงช่องเชื่อมต่อเพื่อเหยียบกำแพงชั้นใน ยามนั้นแหละคือลานประหารของจ้าวหนิงอย่างแท้จริง
ศรเช่อเตียวพุ่งทะยานครั้งใด ย่อมมียอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดต้องหลั่งเลือดสังเวยชีพ ทหารเกราะเหล็กเยี่ยนเหมินกองแล้วกองเล่า จึงทะลวงขึ้นกำแพงชั้นใน บุกตะลุยแยกย้ายสับสังหารทั้งซ้ายขวาได้อย่างรวดเร็ว
ครั้นบรรลุถึงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง ปราณแท้ของจ้าวหนิงยิ่งกล้าแข็งล้ำลึก จำนวนง้างเกาทัณฑ์ยิงศรก็เพิ่มทวี สำหรับยอดฝีมือเป่ยหูผู้รักษาค่าย นี่คือฝันร้ายโดยแท้
หากหดหัวอยู่ในกระดอง ก็มิอาจต้านการทะลวงฟันอันอำมหิตของทัพเยี่ยนเหมิน ทว่าครั้นโผล่หัวพ้นกำแพง ก็ต้องเผชิญศรมรณะของจ้าวหนิง โดนส่งลงปรโลกไปในชั่วพริบตา
ค่ายกลของหยางเจียนีทะยานนำเป็นทัพบุกเบิก ดาบม่อเตาตวัดขวางหนึ่งครา ปราณดาบก็ฉีกร่างทหารเป่ยหูเบื้องหน้าปลิวถอยไปเป็นแถบ ดาบม่อเตาสับลงตรงหน้าหนึ่งครา ซากศพก็แยกเป็นสองซีกกองทับถมตามเส้นดาบ
นางคือผู้แรกที่เหยียบกำแพงค่ายชั้นในสำเร็จ
นางห้ำหั่นอย่างคลุ้มคลั่งไร้พะว้าพะวง มิใช่แค่เพราะมียอดฝีมือตระกูลหยางคุ้มกัน แต่เพราะมีศรเช่อเตียวของจ้าวหนิงคอยระวังหลัง นางเปรียบดั่งปลายหอกที่ทะลวงดุดันที่สุด ดึงดูดเป้าสายตาของทัพเป่ยหู ล่อหลอกยอดฝีมือมากมายให้ดาหน้าเข้ามาสังเวยชีวิต
ทว่าจุดจบของยอดฝีมือเหล่านั้นที่หาญกล้าขวางทางนาง หากไม่ตายตกด้วยศรทะลวงขั้วหัวใจ ก็ล้วนพิการยับเยินภายใต้คมดาบม่อเตา
นางคือเหยื่อล่อ ส่วนจ้าวหนิงคือมัจจุราชผู้รั้งสายเบ็ด
ทั้งสองสอดประสานไร้รอยต่อ สำแดงอานุภาพทำลายล้างเหนือมนุษย์ สับฟันค่ายกลเบิกทาง นำพากองทัพใหญ่พุ่งทะยานทะลวงไปข้างหน้าอย่างมิอาจหยุดยั้ง
ไร้ซึ่งปาฏิหาริย์ใดให้ทัพเป่ยหูพลิกกระดาน หยางเจียนีทะลวงแนวกำแพงค่ายชั้นใน สับฟันลัดเลาะผ่านทางเดินแคบ กระทั่งพังประตูเข้าสู่ใจกลางป้อมค่ายได้เป็นคนแรก
เหล่าทหารกล้าที่ตามติดเบื้องหลังนาง กวาดล้างทหารเป่ยหูที่กระจุกอยู่หลังกำแพงจนเหี้ยนเตียน ก่อนเปิดสลักประตูค่ายออกกว้าง ทัพใหญ่ที่ซุ่มรอจังหวะอยู่เบื้องนอก พลันหลอมรวมเป็นกระแสคลื่นเหล็กไหล ถาโถมทะลักเข้าสู่ใจกลางค่ายราวกับเขื่อนแตก