ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 216 ตีค่ายหน้าด่าน (2)
ภายในป้อมค่ายคือแนวเนินเขาและหุบเขากว้างใหญ่ทอดยาวจรดอุดรทิศ แม้ยอดเขาบางแห่งจะสูงชัน ทว่าส่วนใหญ่ล้วนมีขนาดไม่ใหญ่นัก ยิ่งทอดตัวออกไปด้านข้าง ยอดเขาก็ยิ่งไต่ระดับสูงตระหง่าน กระทั่งกลืนหายไปกับเทือกเขาใหญ่
ภูมิประเทศสูงต่ำสลับซับซ้อนแห่งนี้คือสมรภูมิหลัก และเป็นแนวป้องกันชั้นที่สองของกองทัพเป่ยหู ทั่วทุกเนินดินและหุบเหวล้วนเนืองแน่นไปด้วยไพร่พลอนารยชนที่ตั้งค่ายกลรอรับมืออย่างรัดกุม
ทหารเป่ยหูที่พ่ายศึกบนกำแพงค่ายล้วนถูกกองทัพเยี่ยนเหมินกวาดล้างจนสิ้นซาก มีเพียงหยิบมือที่ถอยร่นหนีตายลงมา ซุกหัวหลบหลังค่ายกลบนเนินเขา อาศัยร่มเงาสหายศึกต่อลมหายใจชั่วคราว
ทัพเยี่ยนเหมินบดขยี้ตามติด กัดหางทัพเดนตายไม่ปล่อย กระทั่งพุ่งปะทะแนวค่ายกลของข้าศึก ฝ่ายแรกโหมทะลวงเหี้ยมหาญ หวังอาศัยความชุลมุนบดขยี้แนวป้องกัน ฝ่ายหลังตั้งโล่ใหญ่ตระหง่านดุจกำแพงเหล็กกล้า หมายสะกดทัพเยี่ยนเหมินให้สิ้นฤทธิ์
ยามนี้ทัพหน้าเยี่ยนเหมินพุ่งห้ำหั่นถึงตีนเขา ขณะที่ทัพหลังยังคงหลั่งไหลผ่านประตูค่ายดุจสายน้ำไร้ที่สิ้นสุด
จ้าวเป่ยวั่งเหยียบย่างเข้าสู่สมรภูมิภายใน ชักม้าบัญชาการให้แต่ละกองธงแยกย้ายตรึงพื้นที่รบ
เสี้ยววินาทีนั้น จ้าวหนิงรีดเร้นพลังระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง ส่งกระแสเสียงตรงเข้าโสตประสาทบิดา
จ้าวเป่ยวั่งชะงักงัน ตวัดสายตามองค่ายกลข้าศึกเบื้องหน้า นัยน์ตาพลันวูบไหวด้วยความตื่นตระหนก เขาระเบิดพลังปราณตวาดก้องกังวาน สั่งการทัพหน้าเยี่ยนเหมิน “ยกโล่”
ทหารเยี่ยนเหมินที่กำลังฮึกเหิมถึงขีดสุด แม้ใจสะท้านกับคำสั่งกะทันหัน ทว่าสัญชาตญาณกลับตอบสนองฉับไว โล่ใหญ่ถูกชูขึ้นกำบังเหนือหัวพร้อมเพรียง ทหารทะลวงฟันไร้โล่ล้วนค้อมกายต่ำ แนบชิดสหายศึกเบื้องหน้า
ชั่วพริบตานั้น ค่ายกลเผ่าเทียนหยวนพลันปรากฏ ‘เมฆทมิฬ’ พุ่งทะยานบดบังผืนฟ้า ห่าเกาทัณฑ์วาดวิถีโค้งมฤตยู ก่อนจะดิ่งพสุธากระแทกใส่ทัพเยี่ยนเหมินด้วยอานุภาพอัสนีบาต
เสียงเกาทัณฑ์ปะทะชุดเกราะดังกึกก้องระงม ทั้งกังวานและเขย่าขวัญสั่นประสาท
ห่าศรพุ่งกระแทกโล่ใหญ่เสียงดังทึบ โล่หลายใบถูกเจาะทะลวง ทหารเบื้องหลังไม่ทันตั้งตัว ถูกหัวศรคมกริบทะลวงหมวกเกราะ เจาะลำคอ และแผ่นหลังจนต้องสูดปากด้วยความเจ็บปวด
ทหารทะลวงฟันไร้โล่กำบังล้วนตกเป็นเป้าสังหาร เกาทัณฑ์คมกริบฉีกกระชากเกราะทะลวงร่าง ล้มหงายเกลื่อนกลาดเกลื่อนพื้น เสียงร้องโหยหวนระงม คลื่นมนุษย์ที่เคยหนาแน่นพลันแหว่งวิ่นเป็นช่องโหว่ในพริบตา
เพียงห่าฝนเกาทัณฑ์ระลอกเดียว ทัพหน้าเยี่ยนเหมินก็สูญเสียอย่างหนักหน่วง ผู้มีโล่คุ้มรอดตายหวุดหวิด ทว่าผู้ไร้เกราะกำบังล้วนจบสิ้นชะตากรรม เว้นแต่จะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่ควงศาสตราปราณปัดป้องได้ทันท่วงที มิเช่นนั้นย่อมถูกยิงร่างพรุนลงไปกองกับพื้น
ภาพความตายเบื้องหน้าบีบรัดหัวใจจ้าวเป่ยวั่งและเหล่าขุนพลจนแทบหยุดเต้น
เกาทัณฑ์ทะลวงเกราะเหล็กจากระยะไกลมิใช่เรื่องง่าย ทว่าบัดนี้ ลูกศรของเผ่าเทียนหยวนกลับฉีกทึ้งชุดเกราะทหารหาญประดุจเศษกระดาษ ร่างไร้วิญญาณร่วงหล่นนับไม่ถ้วน ไม่ว่าเกราะอก เกราะแขน หรือเกราะชายกระโปรง ล้วนถูกทะลวงผ่านอย่างง่ายดาย ราวกับเกาทัณฑ์ทุกดอกคือศรอาคม และชุดเกราะของทัพเยี่ยนเหมินเป็นเพียงแผ่นกระดาษบาง
“เกาทัณฑ์เทียนหลาง”
ใบหน้าจ้าวเป่ยวั่งเคร่งเครียดดำทะมึน “ธนูพวกอนารยชนหูช่างร้ายกาจ ต่อหน้ามัน เกราะเหล็กก็ไม่ต่างจากเกราะหนัง เกราะหนังก็ไม่ต่างจากเศษผ้า”
ต่อหน้าอานุภาพทำลายล้างของเกาทัณฑ์เทียนหลาง พลังป้องกันของชุดเกราะทัพเยี่ยนเหมินพลันด้อยค่าลงทันตา ยอดผู้บาดเจ็บล้มตายพุ่งทะยานขึ้นฉับพลัน
สิ้นห่าฝนเกาทัณฑ์ไม่กี่ระลอก คลื่นบุกทะลวงของทัพเยี่ยนเหมินถูกสะบั้นจนชะงักงัน ภายใต้ระยะสังหารของเกาทัณฑ์เทียนหลาง คลื่นมนุษย์เบาบางลงจนไม่อาจรุกคืบ ทำได้เพียงกัดฟันถอยร่น
นี่มิใช่ครั้งแรกที่ทัพเยี่ยนเหมินเผชิญหน้าเกาทัณฑ์เทียนหลาง ตลอดศึกตีค่ายที่ผ่านมา ทหารราบล้วนถูกห่าศรบนกำแพงสาดซัดใส่ ทว่าพื้นที่บนกำแพงคับแคบ พลธนูมีจำกัด ยอดผู้เสียชีวิตจึงไม่สูงนัก
แต่บัดนี้สถานการณ์พลิกผัน สมรภูมิเปิดกว้างเปิดทางให้เผ่าเทียนหยวนสำแดงเดชเกาทัณฑ์ได้อย่างเต็มรูปแบบ ห่าศรนับหมื่นดิ่งทะลวงพร้อมกัน สร้างอานุภาพกวาดล้างเหนือกว่าเดิมหลายเท่านัก
แม้ใบหน้าจ้าวเป่ยวั่งจะมืดครึ้ม ทว่าเขายังไม่อับจนหนทาง หลายวันที่ผ่านมาเขาสังเกตอานุภาพของเกาทัณฑ์เทียนหลางมาตลอด ผนวกกับคำชี้แนะของจ้าวหนิง เขาจึงวางแผนรับมือไว้แต่เนิ่นแล้ว
“ค่ายกลโล่!” เขาแผดเสียงตวาดก้อง
ทัพหน้าชุดแรกที่ปีนกำแพงไม่อาจแบกโล่ใหญ่ขึ้นไปได้ ทว่าทหารหุ้มเกราะทัพหลังที่บุกทะลวงผ่านประตูค่ายล้วนมีโล่ใหญ่ประจำกาย กองทัพเยี่ยนเหมินคือทัพชั้นยอดแห่งต้าฉี ยุทโธปกรณ์ล้ำเลิศไร้ที่ติ แม้ไม่อาจแจกจ่ายให้ทุกคน แต่การระดมโล่ใหญ่ให้ทัพหน้ากองธงละใบย่อมทำได้สบาย
เผชิญเกาทัณฑ์แกร่ง ย่อมไร้สิ่งใดต้านทานได้ดีกว่าค่ายกลโล่ใหญ่
สิ้นคำสั่ง ทหารหุ้มเกราะชูโล่ตระหง่านประสานแนวเดินหน้า เข้ารับช่วงต่อจากทัพหน้า ฝ่าพายุเกาทัณฑ์มฤตยูรุกคืบอย่างไม่เกรงกลัว
เกาทัณฑ์มฤตยูดิ่งกระแทกโล่ดั่งค้อนเหล็กทุบ แรงสั่นสะเทือนทำเอาผู้ถือโล่ถอยร่นไปหลายชุ่น ทหารหุ้มเกราะขบกรามแน่นจนเลือดซิบ รีดเค้นพละกำลังมหาศาลต้านทานแรงอัด ไม่ยอมให้แนวโล่พังทลาย
แม้ศรอาคมเจาะทะลวงโล่จนหัวลูกศรโผล่จ่อหน้า พวกเขาก็หาได้ตื่นตระหนก แม้คมเกาทัณฑ์จะเสียบทะลุหัวไหล่และแผ่นหลังจนเจ็บปวดเจียนคลั่ง พวกเขาทำเพียงกัดฟันครางต่ำในลำคอ ไร้ผู้ใดถอยร่นแม้แต่ก้าวเดียว
สหายศึกข้างกายล้มลงร่างพรุนดั่งเม่น พวกเขาก็ไม่หยุดฝีเท้า สหายศึกเบื้องหน้าร่วงหล่นจนตนเองต้องขึ้นเป็นแนวหน้า พวกเขาก็ไม่ขลาดกลัว
ผ่านการขัดเกลาจากสมรภูมิเลือด ผนวกกับชัยชนะพังค่ายในวันนี้ กองทัพเยี่ยนเหมินล้วนสลักปณิธานแน่วแน่ไว้ในกระดูก พวกเขาคือทัพชั้นยอดแห่งต้าฉี จะพ่ายแพ้ต่ออนารยชนหูไม่ได้!
ทุกชีวิตรีดเร้นปราณแท้ ชูโล่ใหญ่พุ่งตะบึงไปข้างหน้า แม้รู้ดีว่ายิ่งบุกทะลวง ห่าศรยิ่งทวีความอำมหิต ยิ่งรุกคืบ มัจจุราชยิ่งกวักมือเรียก ทว่าตราบใดที่ยังไม่สิ้นลม ไร้ผู้ใดชะลอฝีเท้าลงแม้แต่น้อย
การตีค่ายแตกเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทัพหน้าไล่บดขยี้กากเดนเป่ยหูจนปะทะแนวค่ายกล ระยะห่างระหว่างสองทัพจึงหดสั้น เส้นทางมฤตยูที่แนวโล่ต้องฝ่าฟันจึงมิได้ไกลนัก
แม้สูญเสียหนักหน่วง ทว่าทัพเยี่ยนเหมินก็ประชิดค่ายกลศัตรูสำเร็จ
เมื่อระยะห่างหดสั้นถึงขีดสุด แนวโล่ใหญ่พลันแหวกออก ทหารหุ้มเกราะที่ซุ่มรออยู่เบื้องหลังทะยานร่างดั่งพยัคฆ์ขย้ำเหยื่อ หอกยาวในมือชิงทะลวงออกไปก่อน บดขยี้ แทงทะลุ และกระแทกแนวโล่เป่ยหูจนถอยกรูด
ทันทีที่ค่ายกลข้าศึกเผยช่องโหว่ ทหารทะลวงฟันถือโล่กลมและดาบเหิงเตาก็พุ่งเสียบเข้ากลางวงประดุจเขี้ยวอสูร หากไม่สับบั่นศัตรูขาดสะบั้น ก็พุ่งกระแทกจนอีกฝ่ายหงายหลัง
พลโล่ใหญ่ด้านหลังเคลื่อนขบวนตามติด ทหารทะลวงฟันที่บาดเจ็บรีบถอยเข้าใต้ร่มเงาโล่ใหญ่อย่างรู้จังหวะ
พลหอกสาดแทงระลอกสอง สกัดการโต้กลับของทัพเป่ยหูไว้กลางคัน เมื่อข้าศึกถูกทะลวงร่างจนสิ้นใจ ขบวนทัพเสียกระบวน ทหารทะลวงฟันก็พุ่งเข้าไปชำแหละเลือดเนื้ออีกระลอก
สองกองทัพปะทะเดือดในระยะประชิด หวนคืนสู่สมรภูมิเนื้อบดเนื้อดั่งเช่นบนกำแพงค่าย นี่คือเวทีที่ทหารราบเยี่ยนเหมินจะได้สำแดงศักยภาพสูงสุด การรุกคืบกวาดล้างเริ่มไหลลื่นขึ้นทุกขณะ
ทว่าจุดต่างคือค่ายกลเป่ยหูตั้งตระหง่านบนเนินเขา อาศัยความได้เปรียบทางภูมิประเทศสะกดข่ม แม้ความลาดชันไม่มาก แต่ทัพเยี่ยนเหมินยังคงบุกทะลวงจากเบื้องล่าง การห้ำหั่นย่อมยากลำบากกว่าตอนเหยียบกำแพงค่าย ทว่าหากเทียบกับนรกตอนปีนกำแพงก็นับว่าเบามือกว่านัก สองกองทัพจึงโรมรันกันอย่างบ้าคลั่ง
ในหุบเหวและแอ่งเขา ทัพเยี่ยนเหมินไร้ซึ่งความเสียเปรียบ ยิ่งการศึกยืดเยื้อ ทัพเยี่ยนเหมินยิ่งพลิกกลับมากุมความได้เปรียบ หนี้เลือดที่ต้องจ่ายตอนบุกฝ่าพายุเกาทัณฑ์ ถึงคราวทวงคืนจากพวกเป่ยหูอย่างสาสม
บนเนินเขา หยางเจียนีทะยานร่างห้าวหาญ นำขบวนทัพพุ่งทะลวงเข้ากลางวงข้าศึกดุจลิ่มเหล็กตอกลึก ในฐานะทัพหน้า นางต้องฉีกทึ้งแนวค่ายกลให้แหลกสลาย หากนางเหยียบยอดเนินได้เมื่อใด ย่อมหมายถึงชัยชนะเบ็ดเสร็จของสมรภูมิแถบนี้
ทว่าการบุกทะลวงครั้งนี้ไม่ง่ายดั่งคาด ยามที่นางถลำลึกเข้าดงข้าศึก กลับถูกต้อนรับด้วยขุนพลหมื่นนายระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายถึงสองคน พร้อมด้วยยอดฝีมือขั้นกลางอีกนับสิบ!
เห็นได้ชัดว่าวีรกรรมบนกำแพงค่ายของนางถูกจับตาไว้แล้ว เพื่อสกัดกั้นดาวมฤตยูผู้นี้ ทัพเป่ยหูถึงขั้นระดมขุมกำลังสุดยอดมาบดขยี้
ยอดฝีมือคุ้มกันของหยางเจียนีและจ้าวหนิงที่ตามมาสมทบ ล้วนถูกระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางของเป่ยหูที่เหนือกว่าทั้งจำนวนและพลังรบสะกดข่มไว้จนสิ้น สถานการณ์ฝั่งต้าฉีพลิกกลับมายากลำบากแสนสาหัส
หยางเจียนีต้องรับมือยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายสองคนพร้อมกัน ย่อมเสี่ยงต่อการถูกเด็ดหัวในดาบเดียว เคราะห์ดีที่ศรอาคมสีน้ำเงินอมเขียวหลายดอกพุ่งทะลวงมาทันเวลา ซัดร่างขุนพลหมื่นนายผู้หนึ่งจนผงะถอย เปิดทางให้นางโรมรันกับขุนพลอีกคนได้ถนัดมือ
ขุนพลหมื่นนายที่ถูกสกัดตวัดสายตาอาฆาต ล็อกเป้าจ้าวหนิงในพริบตา มันพุ่งทะยานร่างเข้าหา หมายบั่นคอหนูสกปรกที่ลอบยิงเกาทัณฑ์ ปลิดชีพตัวอันตรายอย่างจ้าวหนิงทิ้งเสียก่อน
ทว่าครั้นพุ่งถึงจุดที่จ้าวหนิงเคยยืน กวาดสายตามองกลับพบเพียงทหารเยี่ยนเหมินวิ่งพล่าน ไร้เงาของเป้าหมาย ด้วยขีดความเร็วของระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง ย่อมไม่อาจหลุดรอดจากจิตสัมผัสของมันไปได้
ขุนพลเป่ยหูขมวดคิ้วฉงน จำต้องแกว่งดาบสังหารทหารเยี่ยนเหมินที่โถมเข้าใส่ พลางสอดส่ายสายตาควานหาเหยื่ออีกครา
เสี้ยววินาทีนั้น จ้าวหนิงเก็บเกาทัณฑ์เช่อเตียว เปลี่ยนเป็นกระชับทวนยาวในมือ
ท่ามกลางสมรภูมิเนินเขาอันชุลมุน ซ้ำยังต้องบุกทะลวงขึ้นที่สูง เขาไม่อาจใช้เกาทัณฑ์เช่อเตียวลอบสังหารเป้าหมายได้อย่างย่ามใจเฉกเช่นบนกำแพงค่ายอีกต่อไป
รองขุนพลหมื่นนายระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางสองคนแห่งเผ่าเทียนหยวน กำลังรุมขยี้ยอดฝีมือขั้นเดียวกันของตระกูลจ้าว พวกมันฟันอีกฝ่ายจนบาดเจ็บสาหัส หมายสับร่างให้ขาดสะบั้นในดาบเดียว
ทว่าพริบตานั้น เงาดำพลันวูบไหวเบื้องหน้ารองขุนพลฝั่งซ้าย ครั้นสัมผัสถึงรังสีอำมหิต เงาทวนนับไม่ถ้วนก็ถาโถมประชิดหน้าแล้ว มันตื่นตระหนกสุดขีด รีบชักดาบปัดป้อง ทว่ากลับพบเพียงภาพลวงตา จับทิศทางไม่ได้แม้แต่น้อย
พริบตาที่มันหลงกล ทวนมัจจุราชก็ทะลวงเจาะขั้วหัวใจจนทะลุหลัง!
ร่างของรองขุนพลหมื่นนายแข็งทื่อ มันก้มมองรูเลือดกระฉูดกลางอก ในห้วงลมหายใจเฮือกสุดท้ายเพิ่งตระหนักรู้ “นี่… ทวนทะลวงค่ายตระกูลจ้าว…”
ยอดฝีมือเป่ยหูอีกคนที่อยู่ข้างกัน เห็นสหายสิ้นใจก็ตวัดสายตาปะทะจ้าวหนิง มันถีบตัวถอยฉากหลบหนีในเสี้ยววินาที ระยะห่างไกลพอจะตั้งหลักพลิกแพลงกระบวนท่า
ทว่าครั้นสองเท้าแตะพื้น เงาทวนมัจจุราชกลับพุ่งทะยานตามมาติดประชิดหน้าอก!
มันเบิกตากว้างตื่นตระหนกสุดขีด ยังไม่ทันเห็นร่างจ้าวหนิงชัดเจน คมทวนยาวก็ตวัดวูบตัดหลอดลมขาดสะบั้น!
เร็วเกินไป เร็วจนไม่อาจตอบสนอง อีกฝ่ายไม่มีทางประชิดตัวได้เร็วถึงเพียงนี้! ยามร่างทรุดร่วงลงกุมลำคอที่ชุ่มเลือด นัยน์ตาของยอดฝีมือเป่ยหูยังคงเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ “ท่า… ท่าเท้ากระจกวารี”
มีเพียงท่าเท้ากระจกวารีเท่านั้นที่ช่วยให้จ้าวหนิงย่นระยะทางประชิดตัวในระดับเหนือสามัญสำนึก และด้วยวิชาตัวเบานี้เอง เขาจึงสลัดหลุดจากการตามล่าของขุนพลหมื่นนายมาได้ ยามที่ทวนยาวของจ้าวหนิงทะลวงหน้าอกเหยื่อคนที่สาม ขุนพลหมื่นนายที่ถูกสลัดทิ้งก็ล็อกเป้าหมายเจอเขาอีกครั้ง
ทว่ายังไม่ทันที่มันจะทะยานร่าง เงาชุดขาวพร้อมทวนสีเงินพลันพุ่งตัดหน้า ท่วงท่าปราดเปรียวดุจมังกรล่องนภา พลิ้วไหวดุจหงส์ร่ายรำ เป็นหวังโหรวฮวานั่นเอง!
ทั้งท่าเท้ากระจกวารีและทวนทะลวงค่าย ล้วนเป็นสุดยอดวิชาสืบทอดของตระกูลจ้าวที่จ้าวหนิงขัดเกลาจนบรรลุขั้นสมบูรณ์แบบตั้งแต่ชาติที่แล้ว
บัดนี้ เขาผสานท่าเท้ากระจกวารีพลิกแพลงเร้นกาย พุ่งจู่โจมไร้ร่องรอย หากผู้บำเพ็ญเพียรเป่ยหูระดับเดียวกันไม่ระวังตัวขั้นสูงสุด ย่อมไม่มีวันจับสัมผัสรังสีอำมหิตของเขาได้ทัน
ซ้ำร้าย ทวนทะลวงค่ายตระกูลจ้าวยังปลิดชีพศัตรูอย่างเด็ดขาด แทบไร้ผู้ฝึกตนระดับเดียวกันหน้าไหนต้านทานได้ ยิ่งเมื่อเขาสอดประสานจังหวะกับยอดฝีมือตระกูลจ้าวและตระกูลหยาง ประสิทธิภาพการนองเลือดจึงทวีคูณความวิปลาส
เพียงไม่นาน ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางนับสิบที่ตามติดขุนพลหมื่นนาย ก็ถูกจ้าวหนิงและยอดฝีมือฝ่ายตนชำแหละไปกว่าครึ่ง ส่วนเศษสวะที่เหลือล้วนตกอยู่ในวงล้อม บาดเจ็บล้มตายตามกันไปติดๆ
ด้านหยางเจียนี อาศัยพลังรบที่เหนือชั้นกว่าระดับเดียวกัน ยืนหยัดต้านทานขุนพลหมื่นนายระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายอยู่เนิ่นนาน ทว่าสุดท้ายก็พลาดท่าถูกคมดาบสับเข้าที่กลางอก นางกระอักเลือดร่างปลิวถลา
ชุดเกราะภายนอกแหลกละเอียด ทว่าแผ่นอกกลับไร้รอยแผลเลือดสาด เห็นได้ชัดว่าเกราะอ่อนชั้นเลิศแห่งตระกูลหยางช่วยต่อลมหายใจนางไว้ได้หวุดหวิด
จังหวะที่ขุนพลเป่ยหูหมายพุ่งตามไปสับหยางเจียนีให้ขาดสะบั้นกลางอากาศ รอบกายพลันปรากฏยอดฝีมือขั้นกลางหลายคนระดมโจมตี ปราณดาบเจิดจ้าหลายสายฟาดฟันหมายเอาชีวิตมัน
ต่อให้เป็นระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย ก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อจิตสังหารของระดับขั้นกลางที่รุมกระหน่ำ ขุนพลหมื่นนายจำต้องรั้งดาบกลับมาตั้งรับ อาศัยพลังบำเพ็ญที่เหนือกว่า ปราณดาบเหล่านั้นหากไม่ถูกสับแหลก ก็ถูกเบี่ยงหลบไปจนสิ้น
ทว่าขณะที่มันโยกหลบปราณดาบสายสุดท้าย ประกายเย็นเยียบพลันวาบขึ้นที่หางตา หากมิใช่เพราะสัญชาตญาณสัตว์ป่า มันแทบสังเกตไม่เห็นมัจจุราชไร้เงา!
หัวใจขุนพลเป่ยหูหล่นวูบ มันฝืนบิดกายในท่วงท่าพิสดาร หลบเลี่ยงคมทวนที่พุ่งหมายเจาะหลอดลมไปได้อย่างฉิวเฉียด
แต่ทันทีที่มันคิดว่ารอดพ้น ปราณทวนสายอื่นกลับถาโถมสาดซัดดุจพายุดาวตก! การเค้นวิชาตัวเบาหลบหลีกเมื่อครู่ทำเอาร่างกายเสียศูนย์ มันไม่อาจเคลื่อนตัวหลบเป็นวงกว้างได้อีก ทำได้เพียงฝืนตวัดดาบสกัดกั้นอย่างทุลักทุเล
ทว่าปราณทวนกลับลึกล้ำคล้ายจริงคล้ายลวง ยากจะแยกแยะ แม้แต่สายตาระดับขั้นปลายของมันยังคาดเดาผิดพลาด ม่านปราณที่ควรถูกสับขาดกระจุย กลับมีทวนเล่มหนึ่งทะลวงเจาะทะลุหัวไหล่ของมันอย่างจัง!
“วิชาทวนพิลึกพิลั่น… หรือว่าทวนทะลวงค่ายตระกูลจ้าว” ขุนพลหมื่นนายไหล่ชาหนึบ หัวใจสั่นสะท้าน ผู้ที่บรรลุเพลงทวนตระกูลจ้าวถึงขั้นนี้ หรือว่าจะเป็นหนึ่งในสามีภรรยาจ้าวเป่ยวั่ง
แต่หัวไหล่มันไม่ทะลุ พลังทำลายอ่อนด้อยกว่าระดับราชันย์ ย่อมไม่ใช่สองสามีภรรยานั่น แล้วจะเป็นผู้ใดที่ใช้วิชาทวนตระกูลจ้าวได้เหี้ยมเกรียมถึงเพียงนี้?
ขุนพลเป่ยหูไม่มีเวลาให้ขบคิดอีกแล้ว
จังหวะที่ร่างมันเซถลา ปราณดาบระลอกสองจากยอดฝีมือขั้นกลางรอบกายก็สับลงบนร่างมันพร้อมเพรียง! แม้คมดาบของขั้นกลางจะไม่ถึงตาย ทว่าปริมาณที่ถาโถมก็สลักบาดแผลฉกรรจ์ได้ ยามนี้มิใช่แค่ร่างกายที่เสียศูนย์ แม้แต่ปราณแท้ในร่างมันยังตีรวนปั่นป่วน
เสี้ยววินาทีนั้น คมดาบม่อเตาพลันขยายใหญ่ขึ้นในครรลองสายตา!
ฉัวะ! ดาบม่อเตาฟาดฟันลงมาด้วยแรงกดทับระดับขุนเขา สับผ่ากลางแสกหน้าขุนพลเป่ยหูเต็มเหนี่ยว!
การโจมตีของขั้นกลางทั่วไปอาจมีพลังจำกัด ทว่านี่คือดาบม่อเตามฤตยูของหยางเจียนี! หมวกเกราะข้าศึกแหลกละเอียด โลหิตอุ่นข้นทะลักอาบหน้าผาก ร่างหนักอึ้งร่วงหล่นกระแทกพื้นดิน
‘ทันทีที่ร่วงถึงพื้น ต้องรีบหาจุดยันตัวแล้วพลิกหลบ!’ นั่นคือความคิดสุดท้ายในหัวของมัน
ที่มันเป็นได้แค่ความคิด ก็เพราะก่อนที่แผ่นหลังจะแตะพื้น ประกายเย็นเยียบจากฟากฟ้าก็พุ่งดิ่งลงมา ทะลวงเจาะทะลุหลอดลมของมันอย่างแม่นยำ!
จ้าวหนิงทะยานร่างขึ้นกลางอากาศ ดิ่งพสุธาลงมาในแนวดิ่ง ทวนยาวประสานเป็นเส้นตรงเดียวกับร่างกาย ทะลวงคอหอยข้าศึก ตรึงร่างขุนพลหมื่นนายติดแน่นกับพื้นดิน!
ขุนพลเป่ยหูสิ้นใจตายอนาถ นัยน์ตาเบิกโพลงถลนแทบหลุดจากเบ้า
จ้าวหนิงเหยียบซากศพข้าศึกมั่นคง กระชากทวนยาวกลับมาพร้อมหยาดโลหิตและเศษเนื้อ เขาหันมองหยางเจียนีที่มีเลือดซึมมุมปาก “บาดเจ็บหนักหรือไม่”
“ไม่เป็นไร” หยางเจียนีปาดเลือดทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ หมวกเกราะของนางปลิวกระเด็นไปตั้งแต่ตอนปะทะ เลือดจากขมับย้อมใบหน้าขาวผ่องไปครึ่งซีก เส้นผมดำขลับสยายลู่ลม
จ้าวหนิงโยนขวดโอสถให้นางขวดหนึ่ง กำชับสั้นๆ ก่อนหมุนตัวพุ่งห้ำหั่นศัตรูรายใหม่ หยางเจียนีคือทายาทอันดับหนึ่งของตระกูลหยาง ซ้ำยังได้รับการประคบประหงมจากหวังโหรวฮวา ย่อมไม่ขาดแคลนโอสถวิเศษ ทว่าจ้าวหนิงกลับโยนยาของตนให้โดยไม่เสียเวลาคิด
ยามกำขวดโอสถในมือ หัวใจหยางเจียนีพลันอุ่นวาบ นางกลืนโอสถลงคอ ก่อนจะทะยานร่างตามจ้าวหนิงไปติดๆ ทั้งสองกลายเป็นหอกทะลวงฟันนำทัพหน้าบดขยี้ค่ายกลข้าศึก
ยอดฝีมือระดับสูงในบริเวณล้วนถูกพวกเขาและหวังโหรวฮวากวาดล้างจนเหี้ยน ยามบุกขึ้นเนินเขาอีกครา ย่อมไร้กากเดนตัวใดทัดเทียมต้านทาน เพียงไม่นาน ทัพเยี่ยนเหมินก็สับสังหารทหารเป่ยหูจนแตกพ่ายกระเจิง ยึดครองเนินเขาแห่งนี้สำเร็จ
นี่คือยอดเนินเขาแห่งแรกที่ตกเป็นของกองทัพเยี่ยนเหมิน
เป็นรอยปริแตกรอยแรกของแนวป้องกันชั้นที่สองที่ทัพเยี่ยนเหมินฉีกทึ้งได้สำเร็จ อาศัยชัยชนะนี้เป็นจุดเริ่มต้น กองทัพเยี่ยนเหมินถาโถมกวาดล้างเนินเขาลูกแล้วลูกเล่าประดุจคลื่นคลั่งแห่งมหาสมุทรที่ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งได้อีกต่อไป