ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 217 ตีค่ายหน้าด่าน (3)
“ไอ้เด็กนั่นทะลวงถึงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางแล้วงั้นหรือ…”
ไป๋อินทอดสายตามองจ้าวหนิงทะลวงฝ่าวงล้อม สำแดงเดชกลางสมรภูมิด้วยใบหน้าเคร่งเครียดหนักอึ้ง ก่อนหน้านี้จ้าวหนิงสามารถเด็ดหัวยอดฝีมือขั้นกลางได้สบายมือ บัดนี้แม้แต่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย หากตกเป็นเป้าเกาทัณฑ์เช่อเตียวของเขา ล้วนหมิ่นเหม่ต่อความตายทั้งสิ้น
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หากไร้เงาระดับราชันย์ลงมือ จ้าวหนิงย่อมกวาดล้างได้ทั่วทั้งสมรภูมิ นี่ใช่พลังของเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีแน่หรือ ต่อให้เป็นจ้าวเป่ยวั่งยามยังไม่บรรลุระดับราชันย์ พลังรบก็คงเหนือล้ำไปกว่านี้ไม่มากนัก
“ยามองค์หญิงเสด็จกลับจากราชวงศ์แดนใต้ ไอ้เด็กนี่ยังไม่แตะขอบเขตวิญญาณต้นกำเนิดด้วยซ้ำ ความเร็วในการทะลวงขั้นพลังระดับนี้… วิปริตเกินไปแล้ว” ไป๋อินเห็นฉ๋าลาห่านหน้ามืดครึ้มดุจผืนน้ำลึกไร้สุรเสียง จึงเอ่ยสืบไปว่า “ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางในวัยสิบเจ็ดปี ทั่วแคว้นม่อเป่ยถือเป็นอัจฉริยะล้ำค่า จวบจนบัดนี้ มีเพียงรัชทายาทเหมิงชื่อกับท่านข่านเท่านั้นที่ทำได้”
ฉ๋าลาห่านยังคงปิดปากเงียบ ภายในใจคุกรุ่นด้วยเพลิงโทสะถึงขีดสุด ไม่อยากแม้แต่จะเอ่ยชื่อมารอัปมงคลอย่างจ้าวหนิง ผู้กลายเป็นรอยด่างพร้อยและอัปยศอดสูแห่งทัพเทียนหยวน
ภาพการห้ำหั่นอันดุดันของจ้าวหนิงประจักษ์ชัดเต็มสองตา
ยอดฝีมือขั้นกลางยามอยู่เบื้องหน้าเขา ไม่ต่างอันใดกับไก่ดินสุนัขกระเบื้อง ไม่อาจต้านทานคมทวนได้เกินสองกระบวนท่า อย่าว่าแต่การดวลเดี่ยวที่ไร้ผู้เทียมทาน ต่อให้ถูกรุมล้อมหนึ่งต่อสอง หรือหนึ่งต่อสาม เขากลับรับมือได้อย่างเยือกเย็น
‘ทวนทะลวงค่าย’ และ ‘ท่าเท้ากระจกวารี’ สองยอดเคล็ดวิชาไร้เทียมทานที่ใช้บดขยี้ข้าศึกและพลิกแพลงคว้าชัยกลางสมรภูมิ คือภาพสะท้อนอันเด่นชัดถึงรากฐานนับพันปีแห่งตระกูลจ้าว
รากฐานที่ส่งให้ตระกูลจ้าวผงาดขึ้นเป็นขุนนางบู๊อันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ต้าฉีล้วนมาจากสิ่งนี้ หากประเมินทั่วหล้า ยากจะหาวิชาใดเหนือล้ำไปกว่าสองยอดเคล็ดวิชานี้อีก
ราชสำนักเทียนหยวนศึกษาตระกูลจ้าวมาอย่างลึกซึ้ง ฉ๋าลาห่านย่อมกระจ่างแก่ใจ ทวนทะลวงค่ายและท่าเท้ากระจกวารีลือลั่นด้านความซับซ้อนและฝึกปรือยากเย็นแสนเข็ญ หากปรารถนาจะบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แบบ สิ่งที่ต้องมีหาใช่เพียงพรสวรรค์ ทว่าต้องแลกมาด้วยการเคี่ยวกรำอย่างหนักหน่วงเหงื่ออาบเลือดวันแล้ววันเล่า
ขุนพลตระกูลจ้าวในทัพเยี่ยนเหมินล้วนเป็นหัวกะทิ ไม่ขาดแคลนยอดฝีมือวัยกลางคน ทว่ายามนี้กลับไร้ผู้ใดใช้วิชาทั้งสองได้แตกฉานช่ำชองเฉกเช่นจ้าวหนิง
ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางวัยสิบเจ็ดปีนับว่าน่าหวาดกลัวพอตัวแล้ว ทว่าการที่จ้าวหนิงบรรลุสองยอดวิชานี้ได้ลึกล้ำในวัยเพียงเท่านี้ ฉ๋าลาห่านขบคิดอย่างไรก็หาคำตอบไม่ได้
พรสวรรค์ของจ้าวหนิง… วิปริตถึงเพียงนี้เชียวหรือ
เบื้องหน้าความจริงอันประจักษ์ ไร้ซึ่งคำอธิบายอื่นใดมารองรับ
ตัวตนที่ทรงพลังและเปี่ยมพรสวรรค์เช่นนี้ ชั่วชีวิตของฉ๋าลาห่านเคยพานพบเพียงสองคน คือข่านเทียนหยวนและรัชทายาทเหมิงชื่อ หากนำตัวมันเองไปเปรียบกับจ้าวหนิง ย่อมต่ำต้อยดุจธุลีดิน
จ้าวหนิงในระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง สร้างความพินาศให้กองทัพใหญ่ได้รุนแรงกว่ายามอยู่ขั้นต้นอย่างไม่อาจนำมาทาบรัศมี
ยามทอดสายตามองจ้าวหนิงตะลุยยึดครองยอดเนินแรกสำเร็จ ทั้งยังยืนตระหง่านง้างเกาทัณฑ์อยู่บนยอดเขานั้น ปลิดชีพขุนพลหมื่นนายที่กำลังบัญชาการรบอยู่บนเนินอีกลูกจากระยะไกล ฉ๋าลาห่านถึงกับปวดหนึบหว่างคิ้ว
วินาทีนี้ จ้าวหนิงบุกทะลวงค่ายอย่างเมามัน สับสังหารขุนพลชิงธงรบกลางทัพใหญ่ ตัวตนของเขาแทบไม่ต่างจากเทพมฤตยู หอกข้างแคร่นี้ทวีความอันตรายเกินไปแล้ว… อันตรายถึงขั้นพลิกกระดานศึกได้เลยทีเดียว
“บัดซบ ไม่น่าปล่อยให้ไอ้เด็กนี่รอดมาจนถึงตอนนี้” ฉ๋าลาห่านเจ็บใจแทบกระอักที่สั่งยุติแผนลอบสังหารจ้าวหนิงไปก่อนหน้า รู้อย่างนี้ ต่อให้ต้องลดตัวลงมือเอง ก็ควรเด็ดหัวจ้าวหนิงทิ้งเสียแต่เนิ่นๆ
สมรภูมิเขาวายุขาวยามนี้ห้ำหั่นดุเดือดจนยากจะคลี่คลาย แนวเนินเขาติดป้อมค่ายถูกบดขยี้และยึดครองไปทีละลูก ทหารเยี่ยนเหมินระลอกแล้วระลอกเล่าถาโถมสู่พื้นที่ชั้นใน ท่วงท่าดุดันดุจฝูงหมาป่าบ้าคลั่ง ประดุจเกลียวคลื่นมฤตยู
ทัพเผ่าเทียนหยวนหาใช่เป้านิ่งให้รุมสับ ยามที่ทัพเยี่ยนเหมินทะลวงลงจากเนินเขาหนึ่ง เคลื่อนขบวนผ่านหุบเหวเพื่อบุกขึ้นเนินเขาถัดไป ย่อมต้องเผชิญห่าฝนเกาทัณฑ์เทียนหยวนที่สาดซัดลงมาจากยอดเนินเป้าหมาย
อานุภาพทำลายล้างของเกาทัณฑ์เทียนหลางนั้นวิปลาสไร้เทียมทาน ต่อให้ทหารเยี่ยนเหมินชูโล่ใหญ่ต้านรับ ก็ยังต้องสังเวยชีวิตสาหัสระหว่างรุกคืบ ค่ายกลที่เคยหนาแน่นดุจกำแพงเหล็ก เมื่อเคลื่อนผ่านหุบเหวกลับแหว่งวิ่นจนเหลือเพียงเศษซากบางตา
ค่ายกลในสภาพยับเยินเช่นนี้ เมื่อปะทะแนวป้องกันทัพเทียนหยวนบนเนินเขา แรงกระแทกระลอกแรกย่อมแผ่วลง เปิดช่องให้ทหารเทียนหยวนรุมสับสังหารข้าศึกได้มหาศาล
ค่ายกลเทียนหยวนบนยอดเขายังสามารถตีโต้ผลักดันคลื่นบุกทะลวงของทัพเยี่ยนเหมินให้ถอยร่นไปได้ระลอกหนึ่ง
รอจนทัพเยี่ยนเหมินถูกบีบให้ล่าถอยกลับไปตั้งหลัก แล้วจัดกระบวนทัพบุกขึ้นมาใหม่ ระหว่างทางก็จำต้องสังเวยเลือดเนื้อทหารไปอีกระลอกแล้วระลอกเล่า
ทว่ายังมีเนินดินบางแห่งที่ทัพเยี่ยนเหมินบุกทะลวงด้วยความเหี้ยมเกรียม เพียงการบุกระลอกแรกก็สามารถเจาะทะลวงค่ายกลเทียนหยวนจนแหลกสลาย ค่ายกลเยี่ยนเหมินเหล่านี้ล้วนมีจุดร่วมเดียว… นั่นคือมียอดขุนพลระดับอสุรกายเป็นผู้นำทัพ
ในบรรดานั้น ค่ายกลที่จ้าวหนิงและหยางเจียนีเป็นทัพหน้า คือคมดาบที่บ้าคลั่งและอันตรายที่สุด
ทั้งสองทะยานนำดุจหอกมฤตยู ค่ายกลโล่ข้าศึกเบื้องหน้ากลายเป็นเพียงแผ่นกระดาษ จ้าวหนิงกระหน่ำแทงทวนยาว โล่ใหญ่ทีละใบระเบิดเป็นเศษไม้ หยางเจียนีตวัดดาบม่อเตาฟันฉับ โล่ใหญ่ทั้งแถบขาดสะบั้นเป็นสองท่อนในดาบเดียว
จากนั้นสองหอกมฤตยูก็เคียงบ่าเคียงไหล่ชำแหละทะลวงเข้ากลางค่ายกล สอดประสานไร้ช่องโหว่ เบื้องหน้าแทบไร้กากเดนตัวใดต่อกรได้แม้เพียงกระบวนท่าเดียว ชั่วพริบตาพวกเขาก็เสียบทะลุเป็นลิ่มเหล็กตอกลึกกลางดงข้าศึกอย่างง่ายดาย
สิ่งเดียวที่จะหน่วงรั้งฝีเท้าอสุรกายทั้งสองได้ มีเพียงยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย
ทว่าผู้ฝึกตนระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายล้วนมีฐานะขุนพลหมื่นนาย ทหารนับหมื่นมีเพียงหนึ่ง จะระดมมาจากที่ใดให้พอกับการขัดขวางพวกเขากัน
ยิ่งไปกว่านั้น ทัพเยี่ยนเหมินเองก็มียอดฝีมือขั้นปลายอยู่เช่นกัน แม้จำนวนจะเป็นรองเผ่าเทียนหยวน ทว่าห้ำหั่นมาจนถึงป่านนี้ ขุนพลหมื่นนายแห่งเขาวายุขาวล้มตายไปเกินครึ่ง ทำได้เพียงประคับประคองแนวรบอย่างทุลักทุเล
มิหนำซ้ำ หากพบว่ายอดเนินลูกใดแข็งแกร่งจนทหารเยี่ยนเหมินถูกตีแตกถอยร่นศพเกลื่อน จ้าวหนิงและหยางเจียนีจะนำยอดฝีมือรุดไปบรรจบ บัญชาการทัพที่เพิ่งจัดขบวนใหม่ พุ่งกระแทกแนวป้องกันข้าศึกอีกครา
และทุกครั้งไร้ข้อยกเว้น พวกเขาจะฉีกทึ้งค่ายกลศัตรู ทะลวงสับสังหารกลางวงล้อม ก่อนบดขยี้ทะลวงค่ายกลข้าศึกจนขาดสะบั้น ยึดครองยอดเนินเขาได้เบ็ดเสร็จเสมอ
เส้นเลือดดำปูดโปนบนขมับฉ๋าลาห่าน “ไอ้เด็กบัดซบสองคนนี้… เหตุใดถึงได้ห้าวหาญวิปลาสถึงเพียงนี้”
ในสายตาฉ๋าลาห่าน พลังรบเฉพาะตัวของจ้าวหนิงและหยางเจียนียามนี้ ทัดเทียมกับความบ้าคลั่งของรัชทายาทเหมิงชื่อสมัยที่ยังอยู่ขั้นกลางกลางสมรภูมิอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
พลังระดับนี้ทิ้งห่างยอดฝีมือขั้นกลางทั่วไปจนไม่เห็นแม้แต่ฝุ่น
เทพสังหารเช่นนี้ เพียงปรากฏกายผู้เดียวก็ถือเป็นหายนะของค่ายกลแล้ว ทว่าทั้งสองกลับสอดประสานกันดุจเงาตามตัว ไม่ยอมแยกห่าง รู้ใจกันลึกซึ้ง พลังรบที่แผ่ซ่านจึงทวีคูณมิใช่เพียงหนึ่งบวกหนึ่ง
กองทัพเทียนหยวนอุดมไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียร จำนวนระดับวิญญาณต้นกำเนิดมิใช่สิ่งที่ทัพเยี่ยนเหมินจะทาบติด หากทั้งสองแยกกันคุมทัพ ทัพเทียนหยวนย่อมหาจังหวะระดมขุมกำลังปิดล้อมเด็ดหัวได้ไม่ยาก
แต่พวกมันกลับเกาะติดกันแน่นหนา ทัพเทียนหยวนจึงหาช่องว่างตัดกำลังทีละคนไม่ได้เลย และหากหมายจะเด็ดหัวทั้งสองพร้อมกัน ความยากลำบากก็ไม่ต่างจากปีนป่ายขึ้นสวรรค์
สถานการณ์ปัจจุบัน ทัพเทียนหยวนและชี่ตันกำลังสูญเสียแนวป้องกันชั้นที่สองในเขาวายุขาวไปทีละคืบ ยอดคนตายและบาดเจ็บพุ่งทะยานดั่งสายน้ำ
ขณะเดียวกัน ทหารเยี่ยนเหมินที่ถูกเกาทัณฑ์เทียนหลางสังหารระหว่างบุกทะลวง ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยเลือดเนื้อที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันนัก
สมรภูมิแห่งนี้แปรสภาพเป็นโม่หินบดเนื้อ บดขยี้ชีวิตผู้คนอย่างบ้าคลั่ง เปลี่ยนร่างตระหง่านให้กลายเป็นซากศพเกลื่อนหุบเขา
ศักยภาพทหารราบอันทรงพลังของทัพเยี่ยนเหมินถูกงัดออกมาจนหมดหน้าตัก ทว่าหากไร้จ้าวหนิงและหยางเจียนีเป็นหัวหอกทะลวงค่ายยึดพื้นที่ ผลแพ้ชนะของทั้งสองทัพยังคงเป็นสิ่งคาดเดาไม่ได้
ทว่ายามนี้ ทัพพันธมิตรเทียนหยวนและชี่ตันกลับตกเป็นเบี้ยล่าง เพียงเพราะอับจนหนทางต้านทานคมดาบของจ้าวหนิงและหยางเจียนี
“สถานการณ์เขาวายุขาววิกฤติ จำต้องส่งทัพหนุนเสริมโดยด่วน ในเมื่อไอ้เด็กจ้าวหนิงนั่นกำลังบ้าเลือดอยู่ที่นั่น และทัพเยี่ยนเหมินก็ทุ่มกำลังพลมหาศาล ย่อมประจักษ์ชัดว่า เขาวายุขาวคือเส้นทางหลักที่พวกมันหมายเจาะทะลวง”
เสียงของไป๋อินดึงฉ๋าลาห่านออกจากห้วงความคิด “ท่านอ๋อง กองกำลังสำรองแนวหลัง ถึงเวลาต้องเทไปเขาวายุขาวแล้วขอรับ มีเพียงวิธีนี้จึงจะบดขยี้ทัพเยี่ยนเหมินได้”
ฉ๋าลาห่านหาได้ผลีผลามตัดสินใจ เขาใคร่ครวญครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเสียงเหี้ยม “ส่งเจ็ดส่วนไปหนุนเขาวายุขาว อีกสามส่วนให้ตรึงกำลังหลังเขาศิลาดำ”
“อีกอย่าง สั่งยอดฝีมือระดับราชันย์เร้นกลิ่นอายพลัง แฝงตัวเข้าร่วมแนวหน้าเพื่อลอบเด็ดหัวขุนพลเยี่ยนเหมิน หากไม่จวนตัวถึงชีวิต ห้ามเผยพลังที่แท้จริงเด็ดขาด”
ไป๋อินไม่อาจเข้าใจเจตนาแอบแฝงในการจัดทัพนี้ จึงเอ่ยถามด้วยความเคลือบแคลง
“หากทุ่มกำลังสำรองทั้งหมดไปเขาวายุขาว เราย่อมกุมโอกาสคว้าชัยมหาศาล ทว่าหากส่งไปเพียงเจ็ดส่วน แม้จะเหลือเฟือต้านทานการทะลวง แต่โอกาสพลิกกลับมาบดขยี้พวกมันแทบจะริบหรี่”
ฉ๋าลาห่านแค่นเสียงเย็น ทอดสายตามองไปยังหอสังเกตการณ์ของทัพเยี่ยนเหมิน “เขาวายุขาว… เป็นไปได้สูงว่าจะเป็นเพียงเหยื่อล่อ”
“แม้จ้าวหนิงจะคลั่งอยู่ที่นั่น แต่ยอดฝีมือขั้นปลายกลับมีไม่มาก ซ้ำค่ายกลดาบม่อเตายังไม่เผยโฉม ข้าคาดการณ์ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของจ้าวเสวียนจี… คือเขาศิลาดำ”
“หากข้าเดาถูก เขาศิลาดำจำต้องพึ่งกำลังสามส่วนนี้ตรึงสถานการณ์ ทว่าหากข้าเดาผิด… เราจะใช้กำลังสดใหม่สามส่วนนี้เป็นหอกทะลวง นำทัพใหญ่สวนกลับทันที”
“สถานการณ์ที่เขาวายุขาวยามนี้หลังชนฝา ไม่มีฝ่ายใดถอยทัพได้ง่ายดาย หากเขาศิลาดำมิใช่หมากซ่อนเร้นของทัพเยี่ยนเหมิน การที่เรากรีธาทัพบุกทะลวง ย่อมหมายถึงการบดขยี้พวกมันให้แหลกเป็นจุณ”
“อย่างเลวร้ายที่สุด ก็บีบให้ทัพเยี่ยนเหมินที่เขาวายุขาวต้องถอยร่นกลับไปกู้สถานการณ์ สลายคลื่นบุกทะลวงของพวกมันให้มลายสิ้น”
ไป๋อินพลันตาสว่าง โค้งคำนับด้วยความเลื่อมใส “ท่านอ๋องปราดเปรื่องยิ่งนัก”
สิ้นคำ เบื้องหน้าป้อมค่ายเขาศิลาดำพลันบังเกิดเสียงกัมปนาทปฐพีสั่นสะเทือน ทั้งสองตวัดสายตามองตามเสียง พบว่าค่ายกลทัพเยี่ยนเหมินแบ่งค่ายกลหนาแน่นอันแข็งแกร่งออกมา ทหารนับหมื่นถาโถมเข้าใส่ป้อมค่ายประดุจคลื่นคลั่ง ฝีเท้าปราดเปรียวดุจมัจจุราช
ทหารนับหมื่นแผ่รังสีอำมหิตเหี้ยมเกรียม ทว่ายังไม่ทันปะทะกำแพง ทหารเยี่ยนเหมินชุดเดิมที่สู้ติดพันอยู่ กลับเริ่มถอยร่นเปิดทาง
ทันทีที่คลื่นมนุษย์นับหมื่นประชิดกำแพง ทหารแนวหน้าชักดาบสะบั้นคอออกจากฝักพร้อมเพรียง มือหนึ่งยกโล่กลมกำบัง ก่อนจะถีบตัวทะยานขึ้นกำแพงค่ายดื้อๆ เพียงกวาดตามอง… คนนับร้อยแนวหน้าล้วนเป็นผู้ฝึกตนระดับคุมปราณทั้งสิ้น
กลุ่มคนเหล่านี้พลังฝีมือเหี้ยมหาญ ท่วงท่าดุดันวิปลาส ทหารเป่ยหูบนกำแพงค่ายไม่ทันตั้งตัว ถูกพายุดาบและปราณแท้ซัดกระหน่ำจนล้มตายดุจใบไม้ร่วง
ประดุจฝูงหมาป่าขย้ำฝูงแกะ ราวกับสุนัขบ้าทะลวงเข้าคอกสัตว์ บนกำแพงค่ายพลันแตกพ่ายโกลาหล
แม้ทัพกลุ่มนี้จะมีกระบวนรบไม่รัดกุม ทว่าชดเชยด้วยพลังบำเพ็ญเพียรชั้นเลิศ ทหารเป่ยหูถูกบั่นคอล้มตายเป็นเบือ กำแพงค่ายแปรสภาพเป็นขุมนรกโดยพลัน
ซ้ำร้าย ทหารที่ปีนกำแพงตามมาสมทบ กลับอัดแน่นด้วยผู้บำเพ็ญเพียรมหาศาล มากยิ่งกว่าทัพเยี่ยนเหมินชุดก่อนหน้าอย่างเทียบไม่ติด ต่อให้นำไปเทียบกับทัพเทียนหยวน ก็มีแต่จะสูสีหรือเหนือล้ำกว่า
“นี่มัน…” ไป๋อินเบิกตากว้าง ริมฝีปากสั่นระริกไร้สุรเสียง เขาตระหนักถึงหายนะใหญ่เข้าให้แล้ว
“นี่คือกองกำลังชั้นยอดตัวจริงที่ทัพเยี่ยนเหมินซ่อนเร้นมาเนิ่นนาน บัดนี้พวกมันทุ่มสุดตัวแล้ว” ฉ๋าลาห่านไร้ความตื่นตระหนก กลับแสยะยิ้มประดุจผู้กุมกระดานหมาก
เขาตวาดสั่ง “ทิศทางทะลวงหลักของพวกมันคือเขาศิลาดำจริงๆ ศึกตัดสินทัพใหญ่อยู่วันนี้แหละ สั่งให้ระดับราชันย์ลงมือเดี๋ยวนี้ แล้วเรียกระดมกองกำลังสำรองสี่ส่วนมาที่นี่”
ผู้ที่กำลังบดขยี้กำแพงเขาศิลาดำยามนี้หาใช่ใครอื่น… ทว่าเป็นอันซือหมิง และกองกำลังทหารม้าเหล็กส่วนตัวของเขานั่นเอง