ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 218 ยืมดาบฆ่าคน
ทัพเป่ยหูบนกำแพงด่านชั้นนอกไม่อาจต้านทานการบุกทะลวงของฝูงอสุรกายระดับคุมปราณได้นานนัก โรมรันเพียงไม่กี่อึดใจ กองกำลังของอันซือหมิงก็บดขยี้แนวป้องกันและยึดกำแพงด่านชั้นนอกได้สำเร็จ
ทว่าเส้นทางสู่กำแพงด่านชั้นในกลับเป็นดั่งนรกขุมถัดไป ทหารกล้าที่หมายตีฝ่าทะลวงกลับพุ่งชนเข้ากับค่ายกลรบอันแข็งแกร่งรัดกุมของทัพเป่ยหูที่ตั้งรับอย่างเหนียวแน่น
ภายใต้ห่าเกาทัณฑ์เทียนหลางมฤตยู กองกำลังของอันซือหมิงที่แออัดอยู่ในช่องทางเดินพลันตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก การก้าวไปข้างหน้าแต่ละก้าวต้องแลกด้วยเลือดเนื้อและชีวิต
ห้วงเวลาวิกฤต อันซือหมิงไร้ความขลาดกลัว เขานำทัพองครักษ์พุ่งทะยานเข้าประจัญบาน สับบั่นทหารเป่ยหูที่ขวางทางจนค่ายกลแตกกระเจิง ทว่าเสี้ยววินาทีที่ปลายเท้ากำลังจะเหยียบย่างขึ้นกำแพงด่านชั้นใน เบื้องหน้าพลันปรากฏบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งขวางกั้น
อันซือหมิงหรี่ตาทั้งสองข้างลง
บุรุษผู้นี้แผ่กลิ่นอายเหนือโลกีย์ แม้ตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมกระหายเลือดนับหมื่นกลับยังคงเยือกเย็น นัยน์ตาราบเรียบไร้ระลอกคลื่น แม้สวมชุดเกราะเต็มยศรัดกุม ทว่าท่วงท่ากลับผ่อนคลายประดุจกำลังสวมเสื้อคลุมเดินทอดน่องในอุทยาน
และสายตาที่ทอดมองมายังอันซือหมิงนั้น… ดุจทวยเทพทอดมองมดปลวกเบื้องล่าง ไร้อารมณ์ หยิ่งผยอง แฝงความอหังการประหนึ่งกุมชะตาความเป็นตายของสรรพสิ่งไว้ในกำมือ
ยอดฝีมือผู้นี้ย่อมมีพลังระดับวิปริต!
เมื่อดาบของอีกฝ่ายฟาดฟันลงมา พลานุภาพหนักหน่วงรุนแรงสะท้านฟ้า ทว่าอันซือหมิงกลับไม่สัมผัสถึงแรงกดดันระดับราชันย์ เขาไม่ประมาท ตวัดดาบสวนกลับ ปะทะเดือดหนึ่งกระบวนท่าอย่างดุดัน
ปราณแท้บนคมดาบระเบิดกึกก้องดุจเมฆา คลื่นปราณกวาดซัดเป็นพายุคลั่ง ชุดเกราะทหารรอบกายปลิวสะบัด! หากทหารเหล่านี้มิใช่ผู้ฝึกตนยอดฝีมือ ป่านนี้คงถูกพายุคลื่นกระแทกปลิวหงายหลังไปแล้ว
ทั้งสองฝ่ายผงะถอยครึ่งก้าวพร้อมกัน
ง่ามมือของอันซือหมิงชาหนึบ นัยน์ตาที่จ้องมองศัตรูทอประกายดำทะมึนแฝงเลศนัยลึกล้ำ
ยอดฝีมือเป่ยหูชะงักไปเช่นกัน นัยน์ตาฉายแววประหลาดใจ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นกระจ่างแจ้งประหนึ่งเข้าใจสรรพสิ่ง
แม้ทั้งสองจะปะทะกันด้วยระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายสมบูรณ์ ทว่าต่างฝ่ายต่างล่วงรู้สันดานอีกฝ่าย… แท้จริงแล้วล้วนซ่อนเร้นพลังระดับราชันย์!
อันซือหมิงย่อมต้องเป็นระดับราชันย์
หากไร้ซึ่งพลังขอบเขตนี้ ฮ่องเต้จะส่งเขามาริบอำนาจทหารจากตระกูลจ้าวถึงด่านเยี่ยนเหมินกวนได้อย่างไร หากเป็นเพียงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย ยามเผชิญหน้ากับบารมีอันกดดันของจ้าวเป่ยวั่ง ตัวเขาที่เป็นเพียงแขกผู้มาเยือนย่อมไร้หนทางต่อกร
สองยอดฝีมือพุ่งเข้าห้ำหั่นอีกครา ฝีมือทัดเทียมสูสี การโรมรันดุเดือดพัวพันจนยากจะชี้ชะตาในระยะเวลาอันสั้น
เสี้ยววินาทีนั้น ยอดฝีมือระดับราชันย์คนที่สองของเป่ยหูที่ซ่อนเร้นพลังพลันเผยโฉม นำทหารชั้นยอดทะลวงฟันตีโต้กองกำลังของอันซือหมิง
เมื่อไร้อันซือหมิงขวางทาง ยอดฝีมือราชันย์ผู้นี้ย่อมเปิดฉากสังหารหมู่ได้อย่างไร้เทียมทาน ทว่าเมื่อคมดาบปะทะกับขุนพลหน้าม้า รองแม่ทัพของอันซือหมิง สถานการณ์กลับพลิกผัน
ขุนพลหน้าม้ามิใช่ระดับราชันย์… เขาคือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายสมบูรณ์ของแท้ ยามปะทะกัน ขุนพลหน้าม้าถูกกดดันอย่างหนัก ตกเป็นฝ่ายตั้งรับร่นถอยไร้ทางตอบโต้
ทว่าเบื้องหลังขุนพลหน้าม้า ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายอีกหลายคนพลันพุ่งทะยานเข้าร่วมวงห้ำหั่น จำนวนนั้นมากมายทัดเทียมขุนพลหมื่นนายแห่งเขาศิลาดำ ซ้ำยังมีผู้ฝึกตนระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางโผล่มาอีกเป็นพรวน
ยอดฝีมือระดับราชันย์เป่ยหูแม้อาจหาญกดหัวขุนพลหน้าม้าได้ แต่เมื่อถูกวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายของต้าฉีอีกสองคนพุ่งรุมกระหน่ำสอดประสาน ระดับราชันย์กลับถูกต้อนจนต้องถอยไปตั้งรับ
‘ทัพเยี่ยนเหมินมียอดฝีมือผุดขึ้นมามากปานนี้ตั้งแต่เมื่อใด’ ยอดฝีมือราชันย์อกสั่นขวัญแขวน
ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายในทัพเยี่ยนเหมินส่วนใหญ่คือคนของตระกูลจ้าว ฮ่องเต้ปรารถนาให้อันซือหมิงคานอำนาจจ้าวเป่ยวั่ง ย่อมไม่ปล่อยให้อันซือหมิงโดดเดี่ยวไร้เขี้ยวเล็บ
การที่ฮ่องเต้คิดริบอำนาจตระกูลขุนนางเก่าแก่ ก่อนอื่นตนเองต้องกำศาสตราคมกริบ หากไร้ขุมกำลังผู้ฝึกตนทรงพลังคอยหนุนหลัง ทัพตระกูลยากไร้จะเอาสิ่งใดไปทุบหม้อข้าวตระกูลขุนนางได้
สัดส่วนผู้ฝึกตนในทัพต้าฉีแม้อาจเป็นรองทัพเทียนหยวน ทว่าจำนวนรวมกลับมหาศาลกว่าเป่ยหูถึงสิบเท่า
ฮ่องเต้ต้าฉีคือโอรสสวรรค์ การกวาดต้อนยอดฝีมือจากราษฎรมาปลุกปั้นเติมเต็มกองทัพหมื่นนาย ย่อมพลิกฝ่ามือคว้ามาได้โดยไม่ต้องผลาญทรัพย์สินคลังหลวงให้สิ้นเปลือง
อาวุธไร้เทียมทานที่สุดในพระหัตถ์ฮ่องเต้หาใช่เงินทอง ทว่าคืออำนาจ
เพียงประทานหมวกขุนนางที่คู่ควร ก็เพียงพอให้ยอดฝีมือเหล่านี้ยอมสวามิภักดิ์ถวายหัวรับใช้
“ทัพเยี่ยนเหมินหน่วยนี้มาจากขุมนรกใด เหตุใดจึงมีระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางและปลายเกลื่อนกลาดถึงเพียงนี้”
ฉ๋าลาห่านทอดสายตามองอันซือหมิงและขุนพลหน้าม้าบนกำแพงเขาศิลาดำ อาศัยคลื่นยอดฝีมือขั้นปลายรุมกดดันยอดฝีมือราชันย์สองคน กำแพงด่านชั้นในสั่นคลอนจวนเจียนจะพินาศ หัวใจข่านเผ่าหูพลันกระตุกวูบ
ข้อได้เปรียบอันดับหนึ่งยามเผชิญหน้าทัพเยี่ยนเหมิน หาใช่เกาทัณฑ์เทียนหลาง หาใช่ชัยภูมิเขาเฟิ่งหมิง และหาใช่ทหารระดับล่าง ทว่าคือยอดฝีมือระดับราชันย์ทั้งแปดคน
ราชันย์แปดคนสามารถบั่นคอแม่ทัพชิงธงรบข้าศึกได้อย่างเด็ดขาดเบ็ดเสร็จ
ทัพเยี่ยนเหมินจะดุดันเพียงใด หากไร้ยอดฝีมือระดับสูง ไร้แม่ทัพคุมกระบวน ย่อมไม่อาจทะลวงเมืองต่อได้ ทหารราบเยี่ยนเหมินจะเชี่ยวชาญเพียงใด หากไร้จ้าวเสวียนจี ไร้จ้าวเป่ยวั่งผู้ถือครองดาบเชียนจวิน ย่อมถูกทัพพันธมิตรบดขยี้
ทว่าบัดนี้ ยอดฝีมือขั้นกลางและขั้นปลายในทัพอันซือหมิง โดยเฉพาะขั้นปลาย กลับมีจำนวนเหนือกว่าขุนพลหมื่นนายใต้บัญชาของเขาอย่างเห็นได้ชัด
ต่อให้ราชันย์สองคนนั้นปลดปล่อยพลังรบเต็มพิกัด การจะชำแหละยอดฝีมือขั้นปลายฝูงนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
ยอดฝีมือราชันย์ที่ฉ๋าลาห่านเจียดให้เขาศิลาดำได้มีเพียงสามสี่คน ส่วนที่เหลือต้องคอยตรึงกำลังรับมือจ้าวเสวียนจี จ้าวเป่ยวั่ง และจ้าวเจิ้นจง
ต่อให้โยนราชันย์คนที่สามลงสู่สมรภูมิเขาศิลาดำ ย่อมไม่อาจรับประกันชัยชนะ อย่างมากก็ทำได้เพียงสกัดกั้นคลื่นทะลวงแนวหน้าของอีกฝ่าย
“ส่งระดับราชันย์ลงไปอีกคน ไม่ว่าอย่างไรต้องรักษาเขาศิลาดำไว้ให้ได้ ป้อมด่านจวนจะแตกแล้ว สั่งทัพสำรองเตรียมบุกทะลวง” ฉ๋าลาห่านสั่งการเสียงเหี้ยม น้ำเสียงเย็นเยียบกร้าวแกร่งดุจหอกเหล็ก
นี่คือครั้งแรกตั้งแต่เปิดฉากสงครามที่ฉ๋าลาห่านเกิดความรู้สึกสั่นคลอน ก่อนหน้านี้แม้มองเห็นจ้าวหนิงสำแดงเดช เขาก็แค่อารมณ์คุกรุ่น ทว่ายังมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะบดขยี้ทัพเยี่ยนเหมินได้ เพียงแต่ตระหนักว่าต้องจ่ายราคาเลือดแพงลิ่ว
ทว่ายามนี้ เมื่อขุมกำลังแนวหน้าไร้ข้อได้เปรียบ ความมั่นใจที่จะกวาดล้างทัพเยี่ยนเหมินให้ราบคาบพลันปลาสนาการ
แต่หากเป้าหมายคือการรักษาเพียงเขาเฟิ่งหมิง เขายังมั่นใจเต็มสิบส่วน ต่อให้ทัพอันซือหมิงจะเหี้ยมหาญ ทว่าหากยืดเยื้อ ทัพเยี่ยนเหมินย่อมไม่มีวันเจาะแนวป้องกันเขาศิลาดำได้
อย่างไรเสีย จำนวนผู้ฝึกตนทัพเทียนหยวนก็ยังมีมหาศาล ขณะที่ทัพอันซือหมิงมีเพียงหมื่นกว่าคน
แต่การได้เพียงเขาเฟิ่งหมิงหาใช่ความทะเยอทะยานของฉ๋าลาห่าน
หากทำได้แค่นี้ เขาก็ไม่อาจกวาดต้อนขุนพลเยี่ยนเหมินมาเป็นเชลยได้ อารมณ์ของฉ๋าลาห่านดำดิ่งสู่จุดเยือกแข็ง
…
จ้าวหนิง หยางเจียนี พร้อมยอดฝีมือองครักษ์ หยุดพักรบบนยอดเขาแห่งหนึ่ง แต่ละคนกลืนโอสถฟื้นปราณคนละสองเม็ด
บดขยี้สมรภูมิมายาวนาน ยึดเนินเขาได้ถึงเจ็ดลูก แม้ไร้บาดแผลฉกรรจ์ ทว่าปราณแท้ในร่างย่อมร่อยหรอ จำต้องพักฟื้นก่อนปราณเหือดแห้ง เพื่อกลับไปโรมรันต่อได้ยาวนาน
มิใช่เพียงพวกเขา ทัพเยี่ยนเหมินทุกกองธงล้วนใช้ยุทธวิธีสลับสับเปลี่ยน ทัพหน้าอ่อนแรงก็ล่าถอย ให้ทหารกล้าทัพหลังบุกทะลวงแทนที่
แนวป้องกันชั้นที่สองในเขาวายุขาวถูกฉีกทึ้งไปถึงสามส่วน ทว่าสมรภูมิแถบนี้กว้างใหญ่ไพศาล ทหารแสนนายห้ำหั่นนองเลือด โม่หินบดเนื้อแห่งนี้ยังต้องทำงานอีกยาวนาน
ภายใต้สมรภูมิเช่นนี้ ไร้ผู้ใดสามารถตระเวนเข่นฆ่าตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่หยุดพัก
“ฝั่งเขาศิลาดำ ทัพอันซือหมิงเจาะป้อมด่านแตกแล้ว กำลังบุกตะลุยเข้าด้านใน” จ้าวเป่ยวั่งก้าวมาเคียงข้างจ้าวหนิง รายงานสถานการณ์ทันท่วงที
การที่จ้าวเป่ยวั่งยังไม่กวัดแกว่งดาบ หาใช่รั้งรอ ทว่าหากเขาควักดาบ ระดับราชันย์เป่ยหูย่อมพุ่งลงมาสมทบ กลายเป็นศึกพัวพัน นอกเสียจากจะเด็ดหัวอีกฝ่ายได้ มิเช่นนั้นย่อมสูญเปล่า
การเด็ดหัวระดับราชันย์กลางสมรภูมิที่ไม่มีการข่มระดับพลัง และศัตรูไม่รนหาที่ตาย ย่อมยากเข็ญดุจปีนสวรรค์ ต่อให้มีดาบเชียนจวิน หากศัตรูคิดถอยหนี ย่อมสลัดหลุดรอดไปได้เสมอ
ยามที่ยังไม่ถึงเวลาแตกหัก ให้จ้าวเป่ยวั่งบัญชาการรบย่อมเฉียบขาดกว่า
จ้าวหนิงปรายตามองเขาศิลาดำ แม้ทัศนวิสัยถูกบดบังด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน ทว่านัยน์ตากลับทอประกายรอยยิ้มแฝงเลศนัยลึกล้ำ
การที่ฮ่องเต้ส่งอันซือหมิงมาบัญชาการราชองครักษ์หกหมื่นนาย พร้อมขุมกำลังผู้ฝึกตนสุดแกร่งถึงเยี่ยนเหมินกวน จุดประสงค์แท้จริงคืออันใด จ้าวหนิงย่อมประจักษ์แก่ใจ
หลายปีมานี้ การแย่งชิงระหว่างบุ๋นบู๊ ตระกูลยากไร้กับตระกูลขุนนางเก่าแก่ ปั่นป่วนราชสำนักจนเละเทะ สะเทือนถึงราษฎร ก่อเกิดกบฏทั่วหล้า
ผลลัพธ์ของการเข่นฆ่ากันเองคือการผลาญรากฐานแคว้น เป็นความพินาศที่ขุมกำลังต้าฉีมิอาจหวนคืน
ทว่าในศึกครั้งนี้ ผู้รับเคราะห์สาหัสที่สุดกลับเป็นทัพเทียนหยวน และผู้น่าสมเพชที่สุดคือฉ๋าลาห่าน
หมากที่ฮ่องเต้วางไว้เพื่อริบอำนาจตระกูลจ้าว หวังบ่อนทำลายทัพเยี่ยนเหมินจากภายใน บัดนี้ด้วยจังหวะเวลาและกระแสศึก กลับกลายเป็นหอกแหลมทิ่มแทงฉ๋าลาห่านเสียเอง
นี่นับเป็นตลกร้ายอย่างแท้จริง
และเป็นตลกร้ายที่จ้าวหนิงโปรดปราน
“ไอ้เด็กเวร ดูเจ้าจะรื่นเริงเหลือเกินนะ” จ้าวเป่ยวั่งเห็นรอยยิ้มวิปริตของบุตรชาย นึกอยากเขกหัวสักฉาด
เรื่องขุมกำลังทัพอันซือหมิง จ้าวเป่ยวั่งกระจ่างแจ้งดี
ซ่อนเร้นไปก็ไร้ค่า ทัพใหญ่ฝึกซ้อมร่วมกันย่อมเผยหาง หากจงใจปกปิดแล้วความแตกภายหลัง ย่อมสร้างความบาดหมางแก่ตระกูลจ้าว
อันซือหมิงเองก็ไม่คิดปิดบัง เขาต้องอาศัยบารมีนี้ดึงดูดผู้ฝึกตนตระกูลยากไร้ให้มาร่วมทัพ ยามทัพอันซือหมิงเหยียบเยี่ยนเหมินกวน จ้าวเป่ยวั่งก็ทะลุปรุโปร่งจากบัญชีรายชื่อแล้ว
การขอทัพหนุนคือข้อเสนอของตระกูลจ้าว ทว่าเมื่อราชองครักษ์หกหมื่นมาถึง ความรู้สึกตระกูลจ้าวกลับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
แม้เป็นขุนนางบู๊ ไม่ถนัดเล่ห์เหลี่ยม ทว่าคลุกคลีในวังวนอำนาจย่อมมีสติปัญญา อันซือหมิงสวมหมวกผู้บัญชาการ ทั้งยังมีเขี้ยวเล็บแหลมคม หากบอกว่าตระกูลจ้าวไม่ระแวง ย่อมเป็นคำโกหกหลอกเด็ก
การส่งอันซือหมิงบดขยี้เขาศิลาดำวันนี้ คือการจัดเตรียมของจ้าวเสวียนจี เหล็กชั้นดีต้องนำมาหลอมเป็นคมดาบ มีทัพแกร่งปานนี้ไม่ส่งเป็นทัพหน้าย่อมผิดวิสัย
หากไม่ใช้อันซือหมิง เขาศิลาดำก็ยากจะเจาะทะลวง จ้าวเสวียนจีเองก็อับจนหนทาง
ขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นกลยุทธ์ที่จ้าวหนิงเสนอ
เห็นบิดาเงื้อง้างท่อนแขน จ้าวหนิงถอยฉากสองก้าวอย่างว่องไว หัวเราะหึๆ “เช่นนี้ไม่ดีหรือขอรับ อันซือหมิงตีป้อมแตก ทิศทางหลักคือเขาศิลาดำ นี่ส่งผลดีต่อรูปศึกชัดๆ”
เห็นใบหน้าบิดาดำทะมึนราวกับจะด่าว่า ‘เห็นข้าโง่หรือ รนหาที่ตายนักนะ’ จ้าวหนิงจึงฉีกยิ้มบางๆ
“ทัพเทียนหยวนบนเขาศิลาดำไม่ใช่พวกเคี้ยวหมู ระดับราชันย์ตายยากยิ่งยวด ทว่าระดับวิญญาณต้นกำเนิดไม่ได้หนังเหนียวปานนั้น ไม่ว่าจะเป็นขั้นปลายหรือไม่ก็ตาม”
“จบศึกนี้ อันซือหมิงย่อมกอบโกยความดีความชอบ ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่โม่หินบดเนื้อ ความเป็นตายไร้ปรานี ขุมกำลังหลักของเขาย่อมถูกบดขยี้จนแหว่งวิ่น”
“ภายภาคหน้า สถานการณ์จะเข้าข้างผู้ใด ยังยากจะชี้ชัด”
อันซือหมิงหวังเหยียบศึกนี้สร้างบารมีในเยี่ยนเหมินกวน จ้าวหนิงย่อมมีหมากซ้อนหมาก
ยืมดาบอันซือหมิงทะลวงแนวรบเป่ยหู ขณะเดียวกันก็ยืมมือเป่ยหูบดขยี้เขี้ยวเล็บของอันซือหมิง เพื่อไม่ให้มันผยองพองขนในเยี่ยนเหมินกวนวันข้างหน้า
ยืมพลัง ซ้อนกล ยืมดาบฆ่าคน
พละกำลังของอันซือหมิงและทัพเป่ยหู จ้าวหนิงในชาติก่อนล้วนล่วงรู้ถึงแก่นกระดูก นี่คือฐานรากแห่งแผนการและรอยยิ้มแห่งความมั่นใจ
สงครามคือการสานต่อของการเมือง วาทะนี้ประจักษ์แจ้งชัดในศึกครั้งนี้
ผู้ฟังมีเพียงคนตระกูลจ้าว หยางเจียนี และยอดฝีมือตระกูลหยาง จ้าวหนิงจึงเอ่ยปากไร้การปิดบัง
หนึ่งคือคนกันเอง ฐานะสูงส่ง ย่อมไม่ปากโป้ง สองคือในวังวนอำนาจที่ตึงเครียดถึงขีดสุด หัวข้อพรรค์นี้หาใช่ความลับต้องห้าม
จ้าวเป่ยวั่งทอดสายตามองเขาศิลาดำ ลูบคางพลางเอ่ย “ทัพหกหมื่นของอันซือหมิงเป็นหอกทะลวงเขาศิลาดำ หากเจาะเขาเฟิ่งหมิงแตก ความดีความชอบนี้จะไม่ออกจะใหญ่คับฟ้าไปหน่อยหรือ”
มุมปากของจ้าวหนิงกระตุกเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม “เช่นนั้นก็ต้องดูว่า… เขาจะสร้างความดีความชอบนี้ได้จริงๆ หรือไม่”