ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 221 ชัยชนะ (3)
กองทัพเทียนหยวนอุดมด้วยทหารเฒ่าเจนศึก สมฉายาทหารกล้าเดนตาย
ยามเผชิญสถานการณ์พลิกผัน นักรบจำนวนมากหาได้แตกตื่นวิ่งพล่านตามกองทัพชี่ตัน บรรดาขุนพลเร่งจัดกระบวนทัพใหม่ หนุนกำลังสมทบแนวล้อมโจมตีเนินเขา
เหล่ายอดฝีมือผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายศัตรูแย่งชิงกันพุ่งทะยานนำหน้า ขุนพลระดับคุมปราณขั้นปลายและระดับวิญญาณต้นกำเนิดเหินร่างข้ามหัวไพร่พล ทะยานขึ้นเนินเขาอย่างไม่คิดชีวิต
หลายคนยอมปล่อยให้ศรอาคมทะลวงร่าง ยอมสละชีพโถมตะครุบศัตรู พลีชีพเบิกช่องโหว่ให้สหายศึกทวงคืนธงแม่ทัพ
หากธงแม่ทัพกลับมาโบกสะบัดอีกครั้ง เหล่าทหารกล้าย่อมมีศูนย์รวมใจ โอกาสตั้งหลักกระบวนทัพย่อมพุ่งสูง ด้วยศักยภาพแห่งเทียนหยวน แม้ทัพชี่ตันจะพ่ายยับ พวกมันก็ยังพลิกกลับมาสู้ต่อได้
ภูมิประเทศแถบนี้คับแคบ ขอเพียงตั้งหลักได้ แม้กำลังพลช่วงแรกจะน้อยนิด ทว่าหากต้านทานกองทัพเยี่ยนเหมินไว้ได้ชั่วครู่ ทหารเฒ่าเจนศึกจะหวนกลับจากทัพที่แตกพ่าย สร้างแนวป้องกันขึ้นมาใหม่อีกครา
จวบจนบัดนี้ ป่าเขาสองฟากฝั่งยังไร้วี่แววกองทัพใหญ่เยี่ยนเหมินบุกทะลวง ย่อมหมายความว่าไร้กำลังซุ่มซ่อน ยอดฝีมือเทียนหยวนประจักษ์ชัด สถานการณ์หาได้เลวร้ายจนไร้ทางรอด
รอบยอดเขาเกลื่อนกลาดด้วยซากศพ ไม่นับรวมผู้ร่วงหล่นตามลาดเขา แม้แต่พื้นที่ราบ ซากศพยังกองสุมประดุจกำแพง โลหิตทะลักท้นรวมเป็นแอ่ง บ้างซึมลึกสู่ผืนดิน บ้างไหลหลากเป็นสายธารคาวเลือด
ผู้บำเพ็ญเพียรเทียนหยวนเหยียบย่ำศพสหายศึกบุกทะลวงต่อเนื่อง โถมเข้าฟาดฟันอาบเลือดกับผู้บำเพ็ญเพียรต้าฉีด้านใน
จ้าวเลี่ยติดพันศึกจนสุดปลีกตัว จ้าวซวิ่นนำผู้บำเพ็ญเพียรหลายสิบคนปักหลักรักษายอดเขาผืนสุดท้ายสุดชีวิต เบื้องหน้าคือเงาร่างพลุกพล่าน ผู้บำเพ็ญเพียรสองทัพโรมรันฟาดฟันแลกเลือด
แสงปราณแท้สว่างวาบดุจธารดารา สาดส่องใบหน้าบิดเบี้ยวอำมหิต นัยน์ตาแดงฉานประดุจสายเลือด เผยให้เห็นนักรบร่วงหล่นไม่ขาดสาย ลำไส้ทะลักท้น น้ำพุโลหิตฉีดกระเซ็นจากลำคอ
ผู้บำเพ็ญเพียรเทียนหยวนดาหน้าบุกระลอกแล้วระลอกเล่า พัวพันรบประชิดกับขบวนของจ้าวซวิ่น สมรภูมิดำเนินไปอย่างเหี้ยมโหดอำมหิต
ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ปราณแท้จ้าวซวิ่นร่อยหรอเกินครึ่ง ร่างกายอาบชุ่มด้วยบาดแผล หมวกเกราะปลิวหายไปตั้งแต่กาลใดสุดจะรู้
ทว่าเขายังหยัดยืนสู้ตายเคียงบ่าเคียงไหล่ทุกคนโดยไม่ก้าวถอย แม้สหายรอบกายจะร่วงหล่น แม้พื้นดินจะเต็มไปด้วยซากศพจนไร้ที่หยั่งเท้า
สองเท้าเหยียบย่ำเครื่องในที่ไม่รู้ว่าเป็นของศัตรูหรือมิตร ละทิ้งความสนใจต่อเสียงเฉอะแฉะชวนขนลุก ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งชวนสะอิดสะเอียน ขบวนค่ายกลยังคงสู้ตายไม่ยอมถอย
ใบหน้ากร้านโลกของจ้าวซวิ่นฉายชัดเพียงความเด็ดเดี่ยว นัยน์ตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวโชกโชนวูบไหวด้วยจิตสังหารเด็ดขาด
หลายปีที่เมามายไร้สติ เป็นเพียงซากศพเดินได้ หาได้ลบล้างความทรงจำรวดร้าวในใจ ความผิดหวังซ้ำรอยกลับยิ่งกรีดแทงให้มีชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน
อดีตอัจฉริยะผู้เคยหยัดยืนบนจุดสูงสุด ศักดิ์ศรีและความหยิ่งทะนงฝังรากลึกในกระดูก แม้เผชิญความล้มเหลวแสนสาหัส หรือมัวเมาสุรานารี ก็ไม่อาจลบล้างตัวตนนั้น
แม้ร่วงหล่นสู่ขุมนรก ก็ไม่อาจทนดูตนเองใช้ชีวิตเลื่อนลอย ไร้ค่าเสียยิ่งกว่าสุนัขข้างถนน
นับแต่รอดพ้นคดีหอนางโลม เขาก็ละทิ้งความอาลัยในชีวิต สิ่งเดียวที่ปรารถนายามนี้ คือการดำรงอยู่อย่างทรงคุณค่า สมฐานะสายเลือดตระกูลจ้าว
เขาต้องการพิสูจน์ให้ตระกูลจ้าวประจักษ์ แม้ไร้ตบะวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย ก็จะไม่ขอใช้ชีวิตประดุจมดปลวก เขาจะหยัดยืน สร้างคุณูปการ สังหารศัตรูในสนามรบ และชิงธงสร้างความชอบให้จงได้
ชาตินี้แม้ไร้พลังตบะยอดฝีมือ แต่เขาจะเรียกคืนกระดูกสันหลังและศักดิ์ศรีแห่งยอดฝีมือกลับคืน
เพื่อการนี้ แม้ต้องสละชีพ กลายเป็นเพียงเศษดินในสมรภูมิ เขาก็หาได้เสียดาย
จันทร์กระจ่างสาดส่องปกคลุมภูเขาซากศพและทะเลเลือดบนยอดดอย
หลังปะทะศัตรูแกร่งกร้าวสองกระบวนท่า จ้าวซวิ่นพลันคุ้นเคยใบหน้าอีกฝ่ายยิ่งนัก เมื่อเพ่งมองชัดเจน หัวใจก็ปวดหนึบดั่งถูกบีบรัด
ศัตรูผู้นี้คือสวะที่เคยแย่งชิงบุตรสาวหัวหน้าเผ่าผู้มีใจให้เขาในอดีต ทั้งยังเป็นผู้ทำร้ายเขาจนบาดเจ็บ ยามเขาพานางหนีร่นสู่ด่านเยี่ยนเหมินกวน มันยังไล่ล่าทำร้ายจนสาหัส ทำลายรากฐานบำเพ็ญเพียรจนย่อยยับ บีบให้เขาต้องหยุดนิ่งที่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางไปชั่วชีวิต ไม่อาจก้าวหน้าได้แม้เพียงครึ่งก้าว
“ปาลา เป็นเจ้า”
จ้าวซวิ่นทุ่มกำลังฟันดาบ เพลิงโทสะและรอยอัปยศในอกลุกโชนดั่งมหาสมุทรคลั่ง
หลังเหตุการณ์ครานั้น หัวหน้าเผ่าผู้ไม่กล้าล่วงเกินกองทัพเยี่ยนเหมินเคยลั่นวาจาว่าประหารปาลาไปแล้ว คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะยังมีชีวิตสุขสบายดี
“จ้าวซวิ่น” ปาลาตวัดดาบรับดาบเหิงเตาของจ้าวซวิ่น ใบหน้าประหลาดใจแปรเปลี่ยนเป็นเย้ยหยัน “เจ้ายังย่ำเท้าอยู่แค่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางหรือ สวะ สวะไม่เปลี่ยน ในเมื่อแส่มาหาที่ตาย วันนี้ข้าจะสับเจ้าให้แหลกคาตา”
“ไอ้สุนัขเถื่อน เจ้าว่าใครเป็นสวะ” จ้าวซวิ่นเดือดดาลจนเลือดขึ้นหน้า
ความทรงจำน่าอดสูหลายปีพรั่งพรู เขาส่งเสียงคำราม รีดเค้นกำลังตวัดดาบโจมตี ละทิ้งการป้องกันตัวสิ้น ขอเพียงได้บั่นคออีกฝ่าย
ทว่าหลายปีก่อนเขาไม่ใช่คู่มือปาลาอยู่แล้ว ยามนี้อีกฝ่ายบรรลุวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย จ้าวซวิ่นยิ่งไร้ทางต่อกร
แม้จ้าวซวิ่นจะคับแค้นล้นอก โกรธเกรี้ยวอัปยศสุดพรรณนา ทว่าเพียงสองกระบวนท่า หมัดหนักหน่วงก็ซัดกระแทกหน้าอกจนเขากระอักเลือด ลอยละลิ่วไปร่วงกองข้างเสาธงแม่ทัพที่หักโค่น
“จะบอกความจริงให้เอาบุญ เกาหวาตกเป็นเมียของข้าแล้ว”
ปาลาฟันผู้บำเพ็ญเพียรสองคนที่พุ่งขัดขวางขาดสะบั้น พุ่งทะยานดั่งลูกศรประชิดตัวจ้าวซวิ่น ดาบยาวฟาดฟันลงมาแม้จ้าวซวิ่นจะยกดาบรับไว้ได้ แต่ลูกเตะกวาดก็อัดกระแทกจนเขากระอักเลือดกระเด็นถอยหลังอีกครา
ปาลาสืบเท้าประชิด ใบหน้าอาบด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม นัยน์ตาฉายแววหยอกล้อ วาจาถัดมาทำเอาจ้าวซวิ่นดิ่งวูบดั่งร่วงหล่นสู่บ่อน้ำแข็ง ขนลุกชันทั่วร่าง
“เจ้าคิดว่าเกาหวาหลงรักเจ้าหรือ ช่างโง่เขลาสิ้นดี นั่นเป็นเพียงกับดักที่เราวางไว้ เพื่อสร้างสถานการณ์ให้ข้ามีข้ออ้างลงมือทำร้ายเจ้า จากนั้นค่อยดับไฟแค้นของกองทัพเยี่ยนเหมิน”
“ทุกสิ่งล้วนพุ่งเป้าไปที่เจ้า ผู้บำเพ็ญเพียรพรสวรรค์ล้ำเลิศที่สุดของตระกูลจ้าว”
ใบหน้าตื่นตะลึงของจ้าวซวิ่นสร้างความสะใจให้ปาลาสุดแสน มันตวัดดาบฟันลงมาพลางคำรามโอหัง “เผ่าเราหาใช่เผ่าหวงหยางขยะนั่น ทว่าคือเผ่าเทียนหยวน”
“ร้อยกว่าปีมานี้ พวกเราไม่เคยละทิ้งหนี้แค้นตระกูลจ้าว ไม่เคยหยุดวางแผนทำลายกองทัพเยี่ยนเหมิน และสิบกว่าปีมานี้ คือห้วงเวลาที่เราลงมืออย่างแท้จริง”
“เพื่อกรุยทางบดขยี้ด่านเยี่ยนเหมินกวนในภายหน้า เพื่อกรีธาทัพลงใต้ไร้เสี้ยนหนาม อัจฉริยะตระกูลจ้าวทุกคนล้วนเป็นเป้าหมายที่ต้องถูกกำจัด”
“เจ้าก็คือหนึ่งในนั้น และเมื่อปีก่อน ปฏิบัติการลอบสังหารทายาทผู้นำตระกูลจ้าวหนิง ก็เป็นแผนการเดียวกัน
“จ้าวซวิ่น ป่านนี้เจ้าควรเหยียบย่างระดับราชันย์ หรือกระทั่งระดับราชันย์ขั้นกลางไปแล้ว แต่เจ้ามันโง่เง่า ถูกเกาหวาปั่นหัวเอาง่ายๆ”
“เจ้าจึงไร้อนาคต ชะตากรรมถูกขีดไว้ให้จบเห่ด้วยน้ำมือข้า แม้ข้าจะมีดีแค่อายุ พรสวรรค์เทียบเจ้าไม่ติด ทว่าทั้งชีวิตนี้ เจ้าก็เป็นได้แค่วิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางไปจนวันตาย”
สิ้นคำ ปาลาปัดดาบเหิงเตาของจ้าวซวิ่นกระเด็นหลุดมือ ถีบอีกฝ่ายล้มหงายกองกับพื้น ดาบยาวตวัดฟันฉับเล็งกลางหน้าผาก
……
ทวนในมือจ้าวหนิงทะลวงดุจมังกรผงาด เสียบทะลุร่างศัตรูมิดด้าม ผู้บำเพ็ญเพียรเทียนหยวนวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นผู้นี้ กลับใช้สองมือกำก้านทวนแน่น มุมปากอาบเลือดแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม
ชั่วพริบตาที่ทวนถูกรั้ง สองฝ่ายยื้อยุดชั่วขณะ ยามจ้าวหนิงตัดสินใจสละทวนเพื่อหลบหลีก กลับช้าไปก้าวหนึ่ง กระบองหมาป่ากวาดหวดจากมุมอับ ฟาดกระแทกหน้าผากเขาอย่างจัง
นัยยะแห่งการโจมตีสุดรั้งของวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง ท่ามกลางประกายไฟแลบ จ้าวหนิงทำได้เพียงเอียงศีรษะหลบฉิวเฉียด
กระบองหมาป่าฟาดหมวกเกราะปลิวหลุด เส้นผมเปียกชุ่มสยายยุ่งเหยิง โสตประสาทอื้ออึง ห้วงสมองขาวโพลน ทั่วร่างวิงเวียนจนแทบทรุดลงอาเจียน
จ้าวหนิงนำทัพทะลวงฝ่าจากจุดศูนย์กลาง ฟาดฟันเปิดสายเลือดมุ่งตรงสู่ค่ายหลักบนยอดเขาเป่ยหู
ช่วงแรกการศึกราบรื่น ยามทัพเป่ยหูแตกพ่ายหนีตาย เขาไล่กวดบดขยี้ตลอดทางโดยแทบไม่เปลืองแรง
ทว่าเมื่อประชิดค่ายหลัก ท่ามกลางทหารแตกพ่าย กลับปรากฏทหารกล้าเทียนหยวนตั้งขบวนสกัดกั้น พวกมันสวนกระแสเดินทัพ โถมปะทะทัพจ้าวหนิง
เริ่มแรกศัตรูยังเบาบาง จ้าวหนิงยังรุกคืบฉับไว แต่ยิ่งลึกทะลวง ศัตรูเบื้องหน้ายิ่งทวีคูณหนาแน่น
บั่นคอผู้บำเพ็ญเพียรคนแล้วคนเล่า ฟาดฟันนักรบร่วงหล่นกองแล้วกองเล่า ยามเงยหน้า สิ่งที่เห็นมีเพียงคลื่นมนุษย์มืดฟ้ามัวดิน ถาโถมดั่งคลื่นบ้าคลั่งไร้จุดสิ้นสุด
ยอดฝีมือศัตรูยิ่งมายิ่งแกร่งกร้าว เมื่อขุนพลหมื่นนายกลุ่มสุดท้ายแห่งเขาวายุขาวปรากฏตัว หวังโหรวฮวาและยอดฝีมือวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายตระกูลจ้าว ล้วนถูกรั้งติดพันจนสิ้น
จ้าวหนิงในฐานะทัพหน้า เมื่อไร้กำลังเสริมชั้นยอดสอดประสาน แรงกดดันพลันพุ่งทะยานขีดสุด
เข่นฆ่าจวบจนบัดนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรเทียนหยวนสังเวยชีพใต้คมทวนนับเกือบร้อย ทว่าเกราะปราณของเขาก็ปริแตกพังยับ ค่ายกลอักขระถูกทำลาย พลังป้องกันเหลือไม่ถึงสามส่วน
จ้าวหนิงประจักษ์แก่ใจ วินาทีนี้ นักรบที่ยังยึดมั่นวินัยทหาร รวมตัวฝ่าทัพแตกพ่ายมาสกัดกั้น ย่อมเป็นแดนตายที่ห้าวหาญที่สุดแห่งเทียนหยวน
พวกมันจิตใจเด็ดเดี่ยว ทักษะรบเหนือชั้น ยอมตายไม่ยอมถอย ทั้งยังอุดมด้วยผู้บำเพ็ญเพียรฝีมือฉกาจ
การบุกทะลวงยิ่งมายิ่งหฤโหด ปราณแท้เหือดหายรวดเร็ว ทั่วร่างร้อนระอุ โลหิตดั่งถูกแผดเผา บาดแผลผุดเพิ่มตามมา ความเจ็บปวดสาหัสแล่นพล่านจากนับร้อยจุด ทรมานแทบคลุ้มคลั่ง
ยามกระบองหมาป่าฟาดกระแทก จ้าวหนิงสูญเสียทัศนวิสัยและการควบคุมร่าง แม้รู้แจ้งว่านี่คือวิกฤติถึงฆาต อาจสิ้นสภาพขยับตัว ทว่าเขากลับไร้พลังต่อต้าน
ปัง!