ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 223 ปฏิกิริยาจากทุกฝ่าย (ตอนต้น)
ณ หน้าเขาศิลาดำ เบื้องหลังค่ายกลทัพใหญ่เยี่ยนเหมิน บนหอสังเกตการณ์ที่สว่างไสวด้วยคบเพลิง จ้าวเสวียนจีสดับเสียงกัมปนาทสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นจากเขาวายุขาว ทัพหนึ่งแตกพ่ายร้องโหยหวน อีกทัพไล่กวดเข่นฆ่ากู่ร้องกึกก้อง สองสรรพเสียงผสานปานอสนีบาตฟาดสะท้านฟ้าดิน
“ชนะแล้วจริงๆ หรือ”
นัยน์ตาจ้าวเสวียนจีละจากเขาศิลาดำไปเนิ่นนาน เขาจดจ้องทิศทางเขาวายุขาวตาไม่กะพริบ หากมิต้องปักหลักคุมทัพหลวงคานอำนาจฉ๋าลาห่าน ป่านนี้คงควบม้าทะลวงเข้าเขาวายุขาวเพื่อประจักษ์แก่ตาตนเองไปแล้ว
แผนการจ้าวหนิง เขากระจ่างแจ้งทุกหมาก ผู้บำเพ็ญเพียรคุมปราณขึ้นไปนับพันนาย อาศัยแผนที่เขาเฟิ่งหมิง ลอบเดินทัพตามเทือกเขาสูงชัน ซุ่มซ่อนยามทิวา เคลื่อนพลาตราทัพยามราตรี ทหารเกราะทั่วไปย่อมไม่อาจรุดหน้าในป่าเถื่อนไร้เส้นทาง ทว่ายอดฝีมือคุมปราณย่อมฝ่าดงได้อย่างไร้รอยต่อ
พลานุภาพกองกำลังนี้จ้าวเสวียนจีรู้ซึ้งดี หากปะทะซึ่งหน้า ค่ายกลทัพเรือนพันย่อมถูกบดขยี้ในพริบตา หากจังหวะและชัยภูมิเป็นใจ การจู่โจมสายฟ้าแลบประดุจทหารเทพจุติ แม้ค่ายกลหมื่นนายก็ถูกเจาะทะลวงได้
ทว่าลึกๆ เขายังกังวลใจ มิกล้ามั่นใจสิบส่วน
หนึ่งคือกำลังพลพันนายต้องทะลวงใจกลางทัพเป่ยหู หากฉกฉวยโอกาสชั่วพริบตาไม่ได้ ย่อมถูกล้อมปราบจนสิ้นชื่อ สองคือภูมิประเทศเขาวายุขาวสลับซับซ้อน จ้าวหนิงจะนำทัพทะลวงสอดประสานทันท่วงทีได้ย่อมแสนเข็ญ
ผู้บำเพ็ญเพียรพันนายพร้อมเกาทัณฑ์อาคมผลึกม่วง การยึดค่ายหลักสร้างความปั่นป่วนมิใช่เรื่องยาก ทว่าการเผชิญหน้าทหารเดนตายเทียนหยวนเพื่อกำชัยเบ็ดเสร็จ ย่อมมิใช่เรื่องง่ายดาย
ท่ามกลางสายตาจดจ่อ ยอดฝีมือวิญญาณต้นกำเนิดนายหนึ่งทะยานพ้นแนวป่าเขาวายุขาว พลิกตัวขึ้นม้าศึกควบตะบึงฝ่าฝุ่นดินมุ่งตรงมายังหอสังเกตการณ์ ครั้นถึงที่หมายก็ม้วนตัวลงจากอาน คุกเข่ารายงานเสียงกร้าว
“รายงาน กองทัพเรายึดค่ายหลักเป่ยหูได้แล้ว คุณชายหนิงนำทัพทะลวงเส้นทางสำเร็จ ทัพเป่ยหูแตกพ่ายยับเยิน ทัพต่างๆ กำลังไล่กวดสังหาร พื้นที่เขาวายุขาวตกอยู่ในกำมือพวกเราทั้งหมดแล้วขอรับ”
ประหนึ่งสดับดนตรีสวรรค์ นัยน์ตาจ้าวเสวียนจีทอประกายวาวโรจน์ เงียบงันไปชั่วอึดใจก่อนแหงนหน้าหัวเราะก้องปานสายฟ้าฟาด “ดี ดียิ่งนัก”
เขารวบแขนเสื้อตวาดก้อง “ถ่ายทอดคำสั่งสู่สามเหล่าทัพ เขาวายุขาวแตกแล้ว รุ่งอรุณแห่งมหาชัยชนะมาถึงแล้ว ทุกหน่วยทุ่มกำลังบดขยี้มันให้ราบคาบ”
ขุนพลน้อยฮึกเหิมเลือดเดือดพล่าน ประสานมือรับคำสั่งเสียงกังวาน “รับบัญชา”
……
“ต้าหวัง เขาวายุขาวถูกตีแตกแล้ว ทัพย่อยแตกพ่ายพังทลาย แม่ทัพปีกซ้ายขอแนวร่วมสนับสนุนโดยด่วน”
ขุนพลพันนายอาบเลือดรายงานยังไม่ทันสิ้นคำ ก็ถูกฉ๋าลาห่านที่คลุ้มคลั่งเดือดดาลกระชากคอเสื้อหิ้วลอยขึ้นมา ด่าทออย่างเกรี้ยวกราด “บัดซบ ไอ้พวกสวะ กองทัพปีกซ้ายยึดชัยภูมิได้เปรียบ ภูมิประเทศตีบตันบีบมิให้ทัพใหญ่ตั้งค่ายบุกได้ พวกเจ้าพ่ายแพ้ได้อย่างไร”
จุดที่ฉ๋าลาห่านบัญชาการมองเห็นเพียงปากทางด่านเขาวายุขาว หาได้ล่วงรู้ความเคลื่อนไหวภายใน ทุกสิ่งล้วนพึ่งพาหน่วยม้าเร็วรายงาน ขุนพลพันนายหลบเลี่ยงนัยน์ตาแดงฉานดั่งภูตผีของต้าหวัง เอ่ยตะกุกตะกัก
“ผู้บำเพ็ญเพียรคุมปราณกลุ่มนั้น… ยามพวกมันบุกยึดค่ายหลัก จ้าวหนิงก็นำทหารชั้นยอดเยี่ยนเหมินทะลวงค่ายเข้ามาด้วยตนเอง พลังรบมันกล้าแข็งเกินไป นักรบเราต้านไม่อยู่…
“ท้ายที่สุด จ้าวหนิงฝ่าวงล้อมโกลาหลมาได้ ก่อนเราจะทวงธงแม่ทัพคืน มันก็บุกถึงยอดเขา สกัดช่วยผู้บำเพ็ญเพียรกลุ่มนั้นที่เจียนจะถูกกวาดล้างจนสิ้น ทหารเยี่ยนเหมินระดมพลเต็มขุนเขา ไล่กวดเข่นฆ่าไม่หยุดหย่อน ขวัญทหารเราแหลกสลาย หนีตายจ้าละหวั่น แม่ทัพปีกซ้าย… สุดกำลังจะหยุดยั้งจริงๆ ขอรับ”
ฉ๋าลาห่านเดือดดาลดั่งเพลิงเผาผลาญ ซัดขุนพลพันนายปลิวกระเด็น “ไสหัวไป”
ขุนพลผู้รับเคราะห์กระอักเลือดกลิ้งหลุน ขณะที่ใบหน้าฉ๋าลาห่านเขียวคล้ำสลับซีดเผือด กล้ามเนื้อบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ประดุจมารร้าย
ไป๋อินหน้าซีดเผือดดั่งกระดาษ พึมพำตาลอยประดุจคนเสียสติ “เป็นไปได้อย่างไร ทัพเราแพ้ได้อย่างไร นี่จะทำเช่นไรดี”
กุนซือใหญ่ขวัญผวา ทำสิ่งใดไม่ถูก สิ้นไร้หนทางโดยสิ้นเชิง ได้แต่ทอดสายตามองโย่วเสียนหวัง
ร่างฉ๋าลาห่านโงนเงน มือหนาสั่นเทาชี้ตรงไปทางเขาวายุขาว แผดเสียงคำรามเจือความอัปยศและเคียดแค้นสุดแสน “จ้าวหนิง ไอ้ลูกสุนัขบัดซบ น่าแค้นใจนัก ข้าไม่ขออยู่ร่วมโลกกับเจ้า ชาตินี้หากไม่ได้เด็ดหัวเจ้าด้วยมือคู่นี้ เปิ่นหวังขอไม่เป็นคน”
สิ้นเสียงคำราม ร่างใหญ่โตร่วงถอยสองก้าว พลันกระอักเลือดดำคำโต
ไป๋อินหน้าถอดสี ถลันประคองร่างจวนเจียนจะล้มร้องเสียงหลง “ต้าหวัง”
“ข้าควรฆ่ามันตั้งแต่แรก ข้าควรลงมือบดขยี้มันด้วยตัวเอง” ฉ๋าลาห่านจิกแขนไป๋อินแน่น นัยน์ตาลุกโชนด้วยไฟแค้นประดุจอยากฉีกเนื้อจ้าวหนิงกินทั้งเป็น
ไป๋อินอ้าปากค้าง ขมขื่นจนไร้วาจา
หากย้อนเวลาได้ กุนซือเช่นเขาต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็จะสั่งตัดหัวจ้าวหนิงให้จงได้ ทว่าบัดนี้ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก ร่ำร้องไปไยจะมีประโยชน์
เสียเขาวายุขาว ทัพเยี่ยนเหมินย่อมตลบหลังเขาศิลาดำได้ กำลังเสริมเป่ยหูใช้เส้นทางใด ทัพเยี่ยนเหมินก็ย่อมใช้เส้นทางนั้นบุกทะลวงเขาศิลาดำเช่นกัน
เมื่อนั้นกองทัพใหญ่จะถูกกระหนาบหน้าหลัง ตกอยู่ในหุบเขาไร้ทางขึ้นสวรรค์ ไร้ประตูลงนรก แค่คิดฝ่าวงล้อมยังเพ้อฝัน นอกจากยอดฝีมือชั้นแนวหน้า ไพร่พลที่เหลือคงถูกกวาดล้างสิ้นซาก
“ถอยทัพ สั่งถอยเดี๋ยวนี้”
แม้อัปยศอดสูและเคียดแค้นปานใด ฉ๋าลาห่านทำได้เพียงกัดฟันสั่งการ คำสั่งนี้หลุดจากปากย่อมหมายถึงการยอมจำนน เป็นสัญลักษณ์ว่าศึกเขาเฟิ่งหมิงปิดฉากลงด้วยมหาชัยชนะของทัพเยี่ยนเหมิน
ทันทีที่คำสั่งถ่ายทอด ทัพเป่ยหูในเขาศิลาดำก็เริ่มคุ้มกันร่นถอยจากเนินเขาอย่างเป็นระเบียบ กองทัพเยี่ยนเหมินเบื้องหน้าย่อมไม่ปล่อยโอกาสทอง ไล่กวดเข่นฆ่ากวาดเกี่ยวศีรษะข้าศึกระลอกแล้วระลอกเล่า
ท่ามกลางประกายดาว ฉ๋าลาห่านหน้าซีดเผือดหยัดยืนต้านลมราตรี ทอดสายตามองสมรภูมิโกลาหลเนิ่นนานไม่ไหวติง ไป๋อินสัมผัสได้ว่า พลังวิญญาณและความฮึกเหิมของฉ๋าลาห่านมลายสิ้น ประดุจแก่ชราลงสิบปีในชั่วพริบตา
เขามิได้เอ่ยปลอบโยน เพราะตนเองก็รวดร้าวสุดแสน
สิบกว่าปีที่ผ่านมา กองทัพเทียนหยวนไม่เคยพานพบความพ่ายแพ้ย่อยยับปานนี้ ศึกเขาเฟิ่งหมิงคือรอยด่างพร้อย และเป็นความอัปยศที่ลบล้างมิได้อีกต่อไป
……
ฝั่งอันซือหมิงที่เร้นกายพักผ่อนพลางตรวจตราทหารเจ็บเพื่อรักษาขวัญกำลังใจ ครั้นได้ยินคำสั่งทหารจากจ้าวเสวียนจี ร่างทั้งร่างพลันแข็งทื่อ
“เขาวายุขาวแตกแล้วงั้นหรือ นั่นมันชัยภูมิโจมตีหลอก ไม่ใช่ทิศทางบุกหลักด้วยซ้ำ จ้าวเป่ยวั่งตีแตกได้อย่างไร เกิดอะไรขึ้นในเขาวายุขาวกันแน่”
สีหน้าอันซือหมิงแปรปรวนรุนแรง แทบหลอกตัวเองว่าหูแว่ว เขาปฏิเสธความจริงข้อนี้ ทว่าเมื่อก้าวขึ้นที่สูงทอดสายตามองเขาศิลาดำ กลับเห็นทหารเกราะเยี่ยนเหมินดาหน้าบุกทะลวงดุดัน
เขายังได้ยินเสียงโห่ร้องยินดีดังกึกก้อง นั่นคือการปลดปล่อยอารมณ์บ้าคลั่งของนักรบเดนตายหลังประจักษ์ชัยชนะเหนือศัตรู เปี่ยมด้วยเจตจำนงรบสุดขีด
อันซือหมิงมือเท้าเย็นเฉียบดั่งร่วงหล่นสู่บ่อน้ำแข็ง
นี่เป็นเครื่องยืนยันว่าทัพเป่ยหูในเขาศิลาดำกำลังร่นถอย ทัพเยี่ยนเหมินจึงฮึกเหิมไล่กวด นั่นหมายความว่าแนวป้องกันเขาเฟิ่งหมิงพังทลายลงแล้ว
ทว่าเขากับกองกำลังของตน… กลับซุกหัวพักผ่อนอยู่หน้าด่าน ไม่ใช่แม้กระทั่งทัพหน้าทะลวงค่าย หรือกระทั่งผู้มีส่วนร่วมในสมรภูมิ ความดีความชอบมหาศาลครานี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาเลยแม้แต่น้อย
ซ้ำร้าย การสู้ตายอาบเลือดก่อนหน้า ที่สังเวยทหารชั้นยอดไปเกือบครึ่งเพียงเพื่อเบิกทางให้ทัพเยี่ยนเหมินเข้าสู่สมรภูมิด่านใน ผลลัพธ์กลับกลายเป็นการทำตระกร้าตักน้ำ ชุบมือเปิบให้คนตระกูลจ้าวเสียอย่างนั้น พวกเขากลายเป็นเพียงแท่นหินรองเท้า
นี่ช่างเป็นการเย้ยหยันฉาดใหญ่ แผนการที่คำนวณไว้พังทลายป่นปี้
อารมณ์คลุ้มคลั่งพวยพุ่ง ความขุ่นเคืองรวดร้าวแผดเผา ต่อให้อันซือหมิงกำหมัดแน่นจนข้อปูดโปนก็ไม่อาจระงับอาการสั่นสะท้าน
“แพ้ได้ยังไง ไอ้พวกสุนัขเถื่อนเป่ยหู ทำไมไม่อึดสู้ให้ได้นานกว่านี้ ทำไมถึงแพ้เร็วนัก” อันซือหมิงเซถอยหลังสองก้าว ทรุดตัวกระแทกพื้นอย่างหมดสภาพ แหงนหน้าร่ำไห้ไร้น้ำตา
…….
ณ ราชสำนักต๋าต้าน บรรดาอ๋องและขุนนางชั้นสูงภายในกระโจมทองนั่งไม่ติดประดุจนั่งบนพรมหนาม ขยับตัวกระสับกระส่าย หลายคนเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก ซับผ้าเช็ดหน้าไม่เว้นว่าง
ความหวาดผวาและลนลานกัดกินจิตใจ อดไม่ได้ที่จะชะเง้อมองออกนอกกระโจมสู่สมรภูมิกลางความมืด ทุกคราที่เสียงกัมปนาทผิดวิสัยดังขึ้น บางคนถึงกับสะดุ้งสุดตัว
ทัพผสมเทียนหยวนชี่ตันกรีธาทัพประชิดราชสำนัก ทหารกล้าต๋าต้านที่รวบรวมมายืนหยัดต้านทานสุดชีวิต ทว่าสถานการณ์รบกลับย่ำแย่ ทุกวินาทีนักรบต๋าต้านร่วงหล่นปานใบไม้ร่วง สภาพเช่นนี้บีบให้ขุนนางที่เสวยสุขมาเนิ่นนานอกสั่นขวัญแขวน
ก่อนหน้านี้แม้มีรายงานความพ่ายแพ้ สมรภูมิยังอยู่ไกล ขุนนางจึงมิได้รับแรงกดดันโดยตรง ทว่าบัดนี้ สองทัพเข่นฆ่าประชิดราชสำนัก เสียงปะทะเดือดดังก้องหู หากศัตรูตีฝ่าแนวป้องกันได้ เพียงครึ่งวันย่อมเหยียบย่ำราชสำนัก แรงกดดันทางจิตใจนี้หนักอึ้งจนขุนนางต๋าต้านแทบสติแตก ทั้งที่เพิ่งเปิดศึกเพียงวันเดียว
“ต้าห่าน ศัตรูประชิดเมืองแล้ว ราชสำนักไม่ปลอดภัย โปรดลี้ภัยเถิด”
ขุนนางชราผู้หนึ่งลุกขึ้นสั่นเทา คุกเข่ากลางกระโจม พร่ำพรรณนาด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ผลแพ้ชนะช่างมันประไร ต้าห่านจะทรงเป็นอันตรายมิได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นเผ่าต๋าต้านจะถึงกาลวิบัติ ขอเพียงพระองค์ปลอดภัย ไม่ว่าผลศึกจะเป็นเช่นไร เผ่าต๋าต้านย่อมมีโอกาสพลิกฟื้น”
วาจานี้จุดประกายขุนนางทั้งกระโจม ทันทีที่ข่านต๋าต้านหนี พวกเขาย่อมสบช่องหนีตาม พ้นจากการถูกกักขังท่ามกลางห่าพายุสงคราม ยามนี้กองทัพยังพอต้านทาน หากถอยทัพทันทีย่อมมีเวลาขนทรัพย์สมบัติ
คิดได้ดังนี้ ขุนนางจำนวนมากถลันคุกเข่ากลางกระโจม บ้างบีบน้ำตาหลั่งริน บ้างวิงวอนเสียงสะอื้น บ้างตีหน้าขรึมภักดี ร้องขอให้ข่านต๋าต้านทิ้งราชสำนัก
“ต้าห่าน พระวรกายสำคัญสูงสุด โปรดเสด็จเถิด”
“นักรบกล้าจะคุ้มกันพระองค์ฝ่าอันตราย สู่ดินแดนปลอดภัยแน่แท้”
“เมื่อพระองค์ละราชสำนัก นักรบแนวหน้าย่อมไร้ห่วง สู้ตายขยี้ศัตรูได้อย่างเต็มกำลัง”
“เพื่อแผนใหญ่ของเผ่า เพื่อชัยชนะในภายหน้า โปรดอย่าลังเลพระทัย”
“พวกเราขอสละชีพ คุ้มครองพระองค์สุดกำลัง…”
ข่านต๋าต้านที่เดิมทีร้อนรนเป็นทุน ครั้นสดับคำวิงวอนก็เริ่มโอนอ่อน ยามขุนนางเห็นสีหน้าข่านคลายลง ยิ่งเร่งสุมไฟถวายคำแนะนำแข็งขัน
ทว่ามิใช่ทุกคนจะขลาดเขลา ขุนนางหนุ่มหยิบมือโกรธาเลือดขึ้นหน้า ตวาดด่าขุนนางเฒ่าว่าชักนำต๋าต้านสู่หายนะ ทว่าสุ้มเสียงกลับถูกกลบเกลื่อนรวดเร็ว พวกขุนนางเฒ่าตอกกลับว่าพวกเด็กเมื่อวานซืนมิไยดีความปลอดภัยต้าห่าน ลบหลู่เบื้องสูง มีโทษกบฏ ข้อหานี้ปิดปากขุนนางหนุ่มจนมิด
พวกเขาไร้ทางออก จำต้องส่งคนไปเชิญหุนเสียปาถู แม้ปาถูจะบาดเจ็บสาหัสจนร่วมรบมิได้ แต่เขายังปักหลักบัญชาการแนวหน้า บัญชาทัพใหญ่สู้ตายมิเคยก้าวถอย
ทว่ายามปาถูหวนคืนถึงกระโจมทอง ข่านต๋าต้านก็แทบจะอนุมัติคำร้องของเหล่าขุนนางเฒ่าแล้ว เขาจึงรีบทิ้งตัวคุกเข่าทันที