ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 224 ปฏิกิริยาจากทุกฝ่าย (ตอนจบ)
ปาถูรำพันเสียงขื่น “ท่านข่าน สถานการณ์รบเลวร้ายถึงขีดสุด ทว่าเหล่านักรบยังคงสู้ถวายหัว เพราะประจักษ์แก่ใจว่ามีราชสำนักและท่านข่านอยู่เบื้องหลัง พวกเขาไร้ทางถอยแล้ว”
“หากท่านข่านทอดทิ้งพวกเขาหลบหนี ขวัญทหารย่อมพังพินาศพริบตา จุดจบของกองทัพใหญ่มีเพียงพ่ายแพ้ย่อยยับ”
“ต่อให้หลบหนี หากศัตรูไล่กวดตามล่า ท่านข่านย่อมไม่อาจรอดพ้น หากไร้นักรบนับแสนคุ้มกัน ท่านข่านจะหนีไปที่ใดได้”
น้ำเสียงรันทดจับจิต ขาดเพียงกอดขาข่านต๋าต้านแล้วร่ำไห้ฟูมฟาย
“หุบปาก”
รัชทายาทต๋าต้านตวาดกร้าว เขาหวาดผวามาพักใหญ่ ปรารถนาเพียงหนีไปซ่อนตัวให้พ้นภัย เมื่อเห็นปาถูพร่ำเพ้อไม่หยุดจึงทนฟังต่อไปไม่ไหว
“เจ้าบัญชาการรบผิดพลาด นำพาท่านข่านสู่ภัยร้าย ท่านข่านไม่เอาผิดนับว่าเมตตา ซ้ำยังประทานโอกาสให้สร้างความชอบไถ่โทษ แต่เจ้ากลับไร้น้ำยา ขับไล่ศัตรูไม่สำเร็จก็แล้วไปเถิด นี่ยังละเลยความปลอดภัยของท่านข่าน”
“เจ้าไม่รู้หรือว่าท่านข่านคือรากฐานเผ่าเรา ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เจ้ายังกล้าบีบคั้นให้ท่านข่านแบกรับคำครหา ข้าว่าเจ้าซ่อนเจตนาร้าย สมควรเชือดคอไถ่โทษเสียด้วยซ้ำ ยังกล้าพ่นวาจาเหลวไหลอยู่อีก”
รัชทายาทพลิกลิ้นกลับดำเป็นขาวด่าทอฉอดๆ ปาถูเดือดดาลจนแทบชักดาบบั่นคออีกฝ่ายให้ตายคามือ
ข่านต๋าต้านยกมือห้ามปราม แสร้งขมวดคิ้วครุ่นคิดก่อนเอ่ย “ที่กล่าวมาล้วนมีเหตุผล ตัวข้ารั้งอยู่ที่นี่ มีแต่จะทำให้นักรบพะว้าพะวง สังหารศัตรูได้ไม่เต็มที่…”
วาจานี้ทำเอาหัวใจปาถูกระตุกวูบ ความหวังพังทลายพริบตา ความคับแค้นบีบคั้นให้เขาลุกพรวด แผดเสียงคำรามต่ำ
“ท่านข่าน กองทัพเยี่ยนเหมินยอมตะลุมบอนสู้ตายเพื่อช่วยเหลือเรา หากเราหนีเอาตัวรอด ปล่อยให้พวกเขารับศึกลำพังจนพ่ายแพ้ย่อยยับ เช่นนี้ยังมีหน้าไปพบพวกเขาอีกหรือ หากภายหน้าต้าฉีตามคิดบัญชี เราจะรับมือเช่นไร”
วาจานี้ตอกย้ำจนข่านต๋าต้านชะงักงัน สีหน้าเผยความลังเล
“หุบปาก” รัชทายาทต๋าต้านร้อนรนดั่งไฟสุม เอาชีวิตให้รอดยังยากลำบาก จะมัวพะวงเรื่องพรรค์นี้ไปไย “หากกองทัพเยี่ยนเหมินคิดช่วยเหลือจริง ป่านนี้คงตีฝ่าแนวรบมาถึงนานแล้ว”
“ทว่าดูตอนนี้สิ พวกเขายังติดหล่มอยู่เขาเฟิ่งหมิง ไม่ขยับเขยื้อนแม้ครึ่งก้าว ข้าว่าพวกเขาไม่ได้คิดช่วยเราแต่แรก แค่รอหยิบชิ้นปลามันยามเสือสองตัวกัดกันมากกว่า”
สิ้นวาจาปลุกปั่น รัชทายาทต๋าต้านรีบค้อมกาย “ท่านข่าน ความเป็นตายตรงหน้า ฝากความหวังไว้ที่ผู้อื่นไม่ได้ ขอท่านข่านอย่าได้ลังเลอีก”
ข่านต๋าต้านพยักหน้ารับคำ ไม่แยแสปาถูที่หน้าซีดเผือดดั่งเถ้าถ่าน ทว่าขณะอ้าปากเตรียมสั่งองครักษ์คุ้มกันหลบหนี เสียงตะโกนกึกก้องพลันดังทะลวงมาจากนอกกระโจม
“ข่าวดี รายงานด่วนลุล่วงศึก”
สิ้นเสียงรายงาน ผู้คนในกระโจมพลันสีหน้าแปรเปลี่ยน ปาถูที่จวนเจียนจะทรุดฮวบกลับฟื้นคืนสติ วาดหวังในใจ “หรือว่า… กองทัพเยี่ยนเหมินตีทะลวงแนวรบมาได้แล้ว”
ผู้มาเยือนคือทูตราชสำนักที่ส่งไปประสานงานกับกองทัพเยี่ยนเหมิน เขาก้าวเข้ามาในกระโจมทองด้วยท่าทีลิงโลด รายงานเสียงสั่นเครือด้วยความปีติ
“กองทัพเยี่ยนเหมินทะลวงฝ่าเขาเฟิ่งหมิงสำเร็จ ทัพเทียนหยวนและชี่ตันล้วนแตกพ่าย ทหารม้าเบาทัพหน้าของเยี่ยนเหมินกำลังมุ่งหน้ามาเสริมทัพให้เราแล้ว”
สิ้นประโยค ภายในกระโจมทองพลันเงียบสงัด เงียบงันจนได้ยินเสียงเข็มหล่น
อึดใจต่อมา เสียงโห่ร้องยินดีพลันระเบิดกึกก้องดั่งคลื่นสมุทร แทบซัดกระโจมให้เปิดเปิง บ้างหลั่งน้ำตาปีติ บ้างสวมกอดกัน บ้างทรุดเข่าหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง
ปาถูหลั่งน้ำตาร้อนผ่าว ทั่วร่างสั่นสะท้านดั่งจับไข้ ปากพึมพำซ้ำไปซ้ำมา “สมเป็นกองทัพหลวงต้าฉี… แค่เทียนหยวนกับชี่ตัน จะขวางทัพเยี่ยนเหมินได้เยี่ยงไร”
เขารีบหันไปคุกเข่าเบื้องหน้าข่านต๋าต้านที่ยิ้มกว้างจนหน้าบาน “ท่านข่าน พวกเราต้องจัดเตรียมสุราเนื้อสัตว์ จัดงานต้อนรับทัพเยี่ยนเหมินให้ยิ่งใหญ่สมเกียรติ”
“ดี รีบเตรียมการ เตรียมการเดี๋ยวนี้” ข่านต๋าต้านพยักหน้ารัวเร็ว
ทัพเยี่ยนเหมินกำลังมาเยือน นั่นหมายความว่าทัพเทียนหยวนและชี่ตันพินาศย่อยยับแล้ว ความคิดหลบหนีเมื่อครู่ถูกโยนทิ้งไปสุดหล้า
ในเมื่อปราบศัตรูที่รุกรานได้ ผู้ใดจะยอมทิ้งราชสำนักหนีเตลิด กลายเป็นสุนัขไร้บ้านถูกตามล่าจนตัวตาย
เหตุผลที่ปาถูยกมาอ้างก่อนหน้านี้ ในฐานะข่านเขาย่อมตระหนักดี เพียงแต่หวาดผวาขีดสุดจนอยากรักษาชีวิตรอดไว้ก่อนเท่านั้น
บัดนี้สถานการณ์พลิกผัน เมฆหมอกจางหายเห็นแสงตะวัน เขาปรีดาจนแทบหลั่งน้ำตา ซาบซึ้งในบุญคุณกองทัพเยี่ยนเหมินอย่างหาที่สุดมิได้
แม้แต่รัชทายาทต๋าต้านยังเก็บซ่อนความปิติไม่อยู่ สลัดความคิดหลบหนีทิ้ง หันไปกอดคอแสดงความยินดีกับคนรอบกาย
ชั่วขณะนั้น ขุนนางในกระโจมทองต่างแซ่ซ้องสรรเสริญกองทัพเยี่ยนเหมินกันไม่ขาดปาก
“สมเป็นกองทัพหลวงแห่งต้าฉี เกรียงไกรไร้พ่าย”
“ข้าบอกแล้ว ด้วยศักยภาพของกองทัพเยี่ยนเหมิน ย่อมต้องบดขยี้ศัตรูแล้วรุดมาช่วยเราได้ทันท่วงที”
“รอดแล้ว รอทัพเยี่ยนเหมินมาถึง ต้องต้อนรับขับสู้ให้เต็มที่ ดื่มร่ำสุราสักหลายจอก ไม่เมาไม่เลิกรา”
“ยามแม่ทัพจ้าวมาเยือนราชสำนักคราวก่อน ข้าก็เห็นแล้วว่าโหงวเฮ้งไม่ธรรมดา หาใช่สามัญชน ข้ามองคนไม่ผิดจริงๆ”
“เทียนหยวนกับชี่ตันก็แค่ตัวตลกกระโดดโลดเต้น บังอาจต่อกรทัพหลวง รนหาที่ตายชัดๆ”
“คราวนี้ถึงคราวพวกมันชดใช้บ้างแล้ว…”
……
ณ กระโจมบัญชาการทัพ เหมิงชื่อ รัชทายาทแห่งเทียนหยวน กำลังหารือประเมินสถานการณ์รบร่วมกับขุนพลกุนซือคนสนิท
“กองทัพต๋าต้านต้านทานได้อย่างมากเพียงห้าหกวัน จากนั้นย่อมพ่ายพินาศทั้งกองทัพ ข้าขอเสนอให้ส่งทหารม้าชั้นยอดอ้อมปีกซ้ายขวาไปดักหน้า ปิดตายเส้นทางหลบหนีของพวกมัน
“กระทำเช่นนี้ ทันทีที่รบชนะ เราจะรวบรวมไพร่พลต๋าต้านทั้งหมดเข้าสังกัดได้ทันที ป้องกันมิให้ทหารแตกทัพกระจัดกระจายไปก่อกวนดินแดนรอบนอก ซึ่งจะรั้งให้สงครามยืดเยื้อ”
ผู้กล่าวคือจั่วเสียนหวัง ศึกครั้งนี้เขารับหน้าที่บัญชาการกองกำลังเผ่าชี่ตัน
เขากล่าวสืบต่อ “หลังเด็ดหัวเผ่าต๋าต้าน หากโย่วเสียนหวังยังกดดันกองทัพเยี่ยนเหมินให้ถอยร่นไม่ได้ ทัพชี่ตันจะฉวยโอกาสยาตราทัพลงใต้ อาศัยกำลังพลที่เหนือกว่าบีบจ้าวเสวียนจีให้ถอนทัพ
“ทำเช่นนี้ เราจะยุติศึกระหว่างสองทัพได้ โดยไม่ขยายความขัดแย้งกับราชวงศ์ใต้ไปมากกว่าเดิม
“ซ้ำยังเป็นผลดีที่จะใช้ ‘ข่านชี่ตัน’ เป็นแพะรับบาป ส่งเครื่องบรรณาการและค่าปฏิกรรมสงครามไปดับไฟแค้นของราชวงศ์ใต้ ซื้อเวลาหลายปีให้ราชสำนักได้ซ่องสุมกำลังเตรียมทำศึกระดับชาติ”
เหมิงชื่อพยักหน้าเล็กน้อย เห็นพ้องกับแผนของจั่วเสียนหวัง
นับแต่ทัพเยี่ยนเหมินเคลื่อนพลขึ้นเหนือ สงครามครั้งนี้ก็มีเป้าหมายยุทธศาสตร์สองประการ ประการแรกคือกลืนกินเผ่าต๋าต้าน รวบรวมทุ่งหญ้าเป็นหนึ่งเดียว
ประการที่สองคือหลีกเลี่ยงความขัดแย้งแตกหักกับต้าฉี ป้องกันมิให้มหาศึกระดับชาติปะทุขึ้นก่อนเวลาอันควร
“กองกำลังโย่วเสียนหวังปะทะกับทัพเยี่ยนเหมินที่เขาเฟิ่งหมิงมาพักใหญ่ ยามนี้น่าจะถึงจุดชี้ชะตา หากราบรื่นคงบีบให้พวกมันล่าถอยไปได้แล้ว
“หากผลลัพธ์ไม่เลวร้ายนัก โย่วเสียนหวังคงจับเชลยทัพเยี่ยนเหมินมาได้ไม่น้อย
“วันหน้า หากได้ขุนพลเยี่ยนเหมินมาฝึกฝนทหารราบ เมื่อมหาศึกกับราชวงศ์ใต้เปิดฉาก ขีดความสามารถในการตีเมืองของกองทัพใหญ่จะก้าวกระโดด จุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวจะถูกลบล้าง”
“ถึงเวลานั้น กองทัพไร้พ่ายย่อมกวาดล้างศัตรูราบคาบ ไร้เทียมทานในใต้หล้า”
สิ้นวาจา เหมิงชื่อทอดสายตามองออกไปนอกกระโจม
ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาลทอดยาวจรดเส้นขอบฟ้า ผสานกับราตรีสว่างไสวที่ไร้ขอบเขต
ภาพเบื้องหน้างดงามตระการตา ทว่าในใจเขากลับบังเกิดลางสังหรณ์เลวร้ายวูบหนึ่ง คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น
จั่วเสียนหวังสังเกตเห็นสีหน้าผิดปกติ ขณะอ้าปากเตรียมถามไถ่ ด้านนอกกระโจมพลันเกิดความโกลาหล ไม่ทันให้ใครออกไปตวาด เสียงตะโกนรายงานก็ฉีกกระชากความมืดมิดของคืนสารทฤดู
“รายงานทหารฉุกเฉิน”
ผู้มาเยือนคือยอดฝีมือระดับราชันย์ผู้หนึ่ง เหงื่อกาฬชุ่มโชกเสื้อคลุม ใบหน้าตื่นตะลึงเปรอะเปื้อนฝุ่นผง สภาพทุลักทุเลสุดแสน
สภาพทุเรศทุรังเช่นนี้ ไม่สมควรปรากฏบนร่างของผู้บำเพ็ญเพียรระดับราชันย์เลยแม้แต่น้อย
วินาทีที่เห็นอีกฝ่าย ภายในกระโจมพลันเงียบกริบดั่งเป่าสาก บรรยากาศตึงเครียดแผ่ซ่านปกคลุมพริบตา สายตาทุกคู่จับจ้องยอดฝีมือระดับราชันย์ รอฟังรายงานสถานการณ์รบ
“ทัพเยี่ยนเหมินทะลวงแนวป้องกันเขาวายุขาวแตกแล้ว ปีกซ้ายพังพินาศ โย่วเสียนหวังจำต้องสั่งกองกำลังเขาศิลาดำและเขาอินทรีเหินถอยทัพเต็มรูปแบบ
“ทัพหลังอาศัยภูมิประเทศสกัดกั้นการไล่ล่าสำเร็จ ไพร่พลส่วนใหญ่ถอนตัวรอด ทว่าทัพเยี่ยนเหมินก็ตีทะลวงเขาเฟิ่งหมิงแตกราบคาบแล้ว”
สิ้นรายงานของยอดฝีมือระดับราชันย์ ภายในกระโจมเงียบงันดุจบ่อน้ำนิ่ง
ใบหน้าทุกคนตื่นตะลึงพรึงเพริด เบิกตาอ้าปากค้างไปตามๆ กัน หลายคนหน้าถอดสีราวกับเห็นผี ไม่อาจยอมรับความจริงตรงหน้า
กองทัพใหญ่พ่ายแพ้ได้อย่างไร
สิบกว่าปีมานี้ กองทัพเทียนหยวนกรำศึกชนะทุกทิศ โจมตีที่ใดล้วนแตกพ่าย ไม่เคยลิ้มรสความปราชัยเช่นนี้มาก่อน
ในสายตาทุกคน ชัยชนะคือสัจธรรม ความพ่ายแพ้กลายเป็นเพียงความทรงจำจางหาย เลือนรางจนไร้ร่องรอย
ไร้สุ้มเสียงเอื้อนเอ่ย ทุกผู้หันมองรัชทายาทด้วยสายตาสับสนซับซ้อน
ใบหน้าเหมิงชื่อเขียวคล้ำสลับม่วง มุมปากกระตุกเกร็ง
เขาหันหลังหนีคล้ายต้องการซ่อนเร้นอารมณ์ ทว่าท้ายที่สุดอารมณ์พลุ่งพล่านจนทนไม่ไหว ฟาดฝ่ามือใส่กระดานทรายเบื้องหน้าแหลกละเอียดเป็นผุยผง ฝุ่นควันตลบอบอวลครึ่งกระโจม
“โย่วเสียนหวังทำแผนข้าพินาศ”
ถ้อยคำเคียดแค้นลอดไรฟันดึงสติทุกคนกลับมา โย่วเสียนหวังพ่ายแพ้แล้วจริงๆ
สิบกว่าปีที่ผ่านมา จากชนเผ่าใกล้สูญสิ้นผงาดขึ้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งทุ่งหญ้า วีรกรรมสะท้านฟ้านี้ หล่อหลอมให้ผู้บำเพ็ญเพียรและนักรบเทียนหยวนทะนงตนว่าไร้พ่ายในใต้หล้า
พวกเขาจึงวางหมากยาตราทัพลงใต้ ขยายอำนาจสู่ตะวันตก มุ่งหมายกลืนกินแผ่นดินทั้งปวง
ทว่าบัดนี้ ชัยชนะเพียงหยิบมือของทัพเยี่ยนเหมิน ปลุกความหวาดผวาต่อต้าฉีที่หลับใหลในก้นบึ้งหัวใจให้ฟื้นคืนอีกครั้ง
ร้อยปีก่อน บรรพชนตระกูลจ้าวนำทัพต้าฉีกวาดล้างทุ่งหญ้า ย้อมม่อเป่ยเป็นทะเลเลือดพันลี้ บรรพบุรุษต้องตายอนาถ ชนเผ่าตกต่ำเหลือเพียงร้อยชีวิต ความทรงจำโชกเลือดเหล่านี้ผุดทะลักจากก้นบึ้ง
ยามนี้พวกเขาเพิ่งกระจ่าง ศัตรูที่โย่วเสียนหวังเผชิญหน้า คือทัพเยี่ยนเหมินภายใต้ธงรบตระกูลจ้าว
คือฝันร้ายสะพรึงกว่าศตวรรษของชาวทุ่งหญ้า
ร้อยกว่าปีผันผ่าน ต่างหลงคิดว่าทุกสิ่งแปรเปลี่ยน ทว่าความจริงบัดนี้ตอกย้ำว่า… ทุกสรรพสิ่งไม่เคยเปลี่ยนแปร
กองทัพเยี่ยนเหมินกำลังบดขยี้เข้ามาแล้ว
ตีทะลวงเขาเฟิ่งหมิงแตก เบื้องหน้าคือที่ราบกว้างใหญ่ไพศาล ควบม้าตะบึงได้ไร้สิ่งกีดขวาง พวกเขาย่อมมุ่งหน้าไปสมทบทัพต๋าต้านเป็นแน่
ก่อนทัพเยี่ยนเหมินรุกถึง ทัพใหญ่ย่อมกลืนกินเผ่าต๋าต้านไม่ทันกาล และนับแต่วินาทีนี้ กองทัพใหญ่อาจสูญเสียโอกาสบดขยี้ราชสำนักต๋าต้านไปตลอดกาล
กองทัพเยี่ยนเหมินคว้าชัยได้อย่างไร
กองทัพทรงอานุภาพสุดแห่งทุ่งหญ้าเช่นพวกเขา ไม่อาจสยบกองทัพเยี่ยนเหมินได้จริงๆ หรือ
ทัพเยี่ยนเหมินร้างราศึกใหญ่นับร้อยปี ไฉนยังคงแข็งแกร่งดุดันปานนี้
ทิศทางสงครามจะลงเอยเช่นไร
ก้าวต่อไปทัพใหญ่จะกำชัยหรือปราชัย
คำถามมากมายวนเวียนในห้วงคำนึง ภายใต้ราตรีเงียบสงัดทว่าแฝงความคลุ้มคลั่ง ไร้ผู้ใดให้คำตอบแน่ชัด
“รัชทายาท…” จั่วเสียนหวังอ้าปากคล้ายอยากเอื้อนเอ่ย ทว่ากลับกลืนก้อนคำพูดลงคอ
“ถ่ายทอดคำสั่งทั่วกองทัพ ยุติศึกกับต๋าต้าน ถอนร่นกลับมาตั้งรับ จั่วเสียนหวัง ท่านนำทหารม้าชั้นยอดชี่ตันรุดไปสมทบโย่วเสียนหวังเดี๋ยวนี้”
เหมิงชื่อหันขวับ ใบหน้าฟื้นคืนความเยือกเย็น นัยน์ตาล้ำลึกไร้ร่องรอยตื่นตระหนก “ส่งม้าเร็วนำรายงานรบแจ้งท่านข่าน ก่อนราชโองการมาถึง ห้ามไพร่พลใดออกรบเด็ดขาด”
“รับบัญชา”