ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 225 สตรี
ภายในเขาวายุขาว ณ เนินเขาค่ายหลัก
สมรภูมิคลุ้มคลั่งสงบลงเนิ่นนานแล้ว กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งล่องลอยมากับสายลมราตรี ทว่าไม่อาจสลัดหลุดรอดไปจากนาสิกสัมผัส
ทหารเยี่ยนเหมินเร่งเก็บกวาดสนามรบ ยามทอดสายตาจากค่ายหลัก แสงคบเพลิงวูบไหวตามไหล่เขาทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ประหนึ่งสายธารดาราพาดผ่านทาบทอทางช้างเผือก
จ้าวหนิงปลดเกราะศึกยับเยินทิ้ง นั่งสงบนิ่งเบื้องหน้าธงทัพเป่ยหูที่ขาดสะบั้น ทอดสายตามองสายธารคบเพลิงเบื้องล่าง
มหาศึกอาบเลือดทะลวงขีดจำกัด ท่อนแขนและสองขาแทบไม่เหลือชิ้นดี กระดูกทั่วร่างแหลกหักนับไม่ถ้วน หากไร้เกราะหมื่นไหมคุ้มกันจุดตาย ร่างของเขาคงเย็นชืดจมกองเพลิงไปเนิ่นนานแล้ว
แม้โอสถวิเศษจะรั้งชีวิตกลับมา ทว่ายามนี้จ้าวหนิงไร้เรี่ยวแรงจะขยับแม้แต่ปลายนิ้ว
จ้าวซวิ่นถูกเคลื่อนย้ายลงเขาไปแล้ว
ร่างนั้นยังคงมีลมหายใจ จ้าวหนิงกรอกโอสถ ‘เกลียวคลื่นสมุทรคราม’ ของจ้าวชี่เยว่ใส่ปากอีกฝ่ายรวดเดียวหมดขวด แม้จะอ่อนระโหยโรยแรงปางตาย ทว่ายังรักษาชีวิตรอดมาได้
จ้าวเป่ยวั่งและหวังโหรวฮวานำทัพใหญ่รุกไล่บดขยี้ศัตรู บัดนี้ จ้าวหนิงจึงกลายเป็นผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพเยี่ยนเหมินที่รั้งอยู่ ณ เขาวายุขาว
แม้กายเนื้อจะแหลกสลาย ทว่าเขายังต้องรับหน้าที่บัญชาการเก็บกวาดสมรภูมิและรักษาผู้บาดเจ็บ
รอดพ้นคมเคียวมัจจุราชมาได้อย่างหวุดหวิด มหาศึกยุติลงด้วยชัยชนะเบ็ดเสร็จของทัพเยี่ยนเหมิน ความทรงจำสองภพชาติพัวพันยุ่งเหยิง จ้าวหนิงผ่อนลมหายใจ ปล่อยห้วงคำนึงล่องลอยไร้จุดหมาย
เวลาล่วงเลยไปเท่าใดสุดรู้ กลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นระลอกหนึ่งพลันลอยมาแตะจมูก
จ้าวหนิงดึงสติกลับมา หันขวับตามกลิ่นหอม เบื้องหน้าตอไม้ใหญ่ที่ถูกพลังปราณตัดขาดทะลุทะลวง เงาร่างหนึ่งกำลังสุมไฟย่างแกะตัวอ้วนพี
ทำศึกล้างผลาญเนิ่นนาน ท้องไส้เขาหิวโหยจนแทบฉีกขาด ก่อนหน้านี้ความเจ็บปวดบดบังความหิว ทว่ายามนี้กลิ่นเนื้อย่างปลุกสัญชาตญาณตะกละตะกลามจนรูขุมขนทั่วร่างแทบกรีดร้อง
หยางเจียนีนั่นเอง นางปลดเกราะศึก สวมเพียงชุดผ้าแพรสีหมึกอ่อน รวบเรือนผมเป็นหางม้าลวกๆ นัยน์ตาจดจ่ออยู่กับเนื้อแกะย่างเหลืองอร่าม กระทั่งตอนใช้แขนเสื้อปาดน้ำลายก็ไม่ยอมละสายตา
ในสมรภูมิเดือด หยางเจียนีบาดเจ็บสาหัสจนต้องถอนตัวรักษาระหว่างทาง หลังกลืนโอสถและโคจรลมปราณรักษากาย ตอนนี้แม้วงหน้ายังซีดเผือด ทว่าลมหายใจกลับมามั่นคงแล้ว
จะว่ามั่นคงก็คงไม่ถูกนัก สายตาหิวกระหายที่จดจ้องแกะย่างเหลืองกรอบนั้น ทำให้นางหอบหายใจหนักหน่วง ราวกับอยากจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัวรวดเดียว การข่มใจรอให้เนื้อสุกคงฝืนความอดทนไม่น้อย
คาวเลือดในสนามรบไม่เคยจางหาย ท่ามกลางหุบเขาลึก ทหารเยี่ยนเหมินตระเวนแทงซ้ำปลิดชีพข้าศึกเป่ยหูที่ยังร่อแร่ เสียงร้องโหยหวนดังก้องเป็นระลอก
ซากศพนับหมื่นกองพะเนินเป็นภูเขาลูกย่อม ใต้แสงคบเพลิงวูบวาบ ทหารสวมเกราะย่ำเท้าลงบนโคลนโลหิตเหนียวหนืด บางจังหวะยังเหยียบย่ำเศษเนื้อแหลกเหลวเตรียมฝังกลบ
รุ่งอรุณจวนเจียนมาเยือน ลึกเข้าไปในเทือกเขา ฝูงกาดำส่งเสียงร้องระงม ไม่ดังนักทว่าก้องกังวานไม่ขาดสาย รอคอยให้ผู้คนล่าถอย เพื่อจะได้โฉบลงมาจิกทึ้งเศษเนื้อ
ลมสารทฤดูยามย่ำรุ่งหนาวเหน็บ สมรภูมิอาบเลือดที่เพิ่งผ่านพ้นการเข่นฆ่ายิ่งเย็นยะเยือกบาดกระดูก
กองไฟกองน้อยและแกะย่างเบื้องหน้า กลายเป็นจุดศูนย์กลางเพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางราตรีอันมืดมิดและหนาวเหน็บ แผ่ซ่านไออุ่นจางๆ
เบาบาง ทว่าฝังลึก
ท่ามกลางเสียงฟืนปะทุ แสงเพลิงอาบย้อมวงหน้าซีดเซียวให้แดงเรื่อ ประกายไฟหมุนวนลอยละล่อง ก่อนสลายวับไปก่อนจะร่วงหล่นลงบนเรือนผมสีดำขลับ
ใต้หล้ากว้างใหญ่ไพศาล ทว่าบางคราก็คับแคบเพียงเอื้อม
คาวเลือด ความเหี้ยมโหด เส้นแบ่งความเป็นตาย และการเข่นฆ่า ล้วนเลือนหายไปชั่วขณะเมื่อถุงสุราใบหนึ่งถูกโยนเข้ามาในอ้อมอก แปรเปลี่ยนเป็นเพียงภาพวาดพู่กันจางๆ คล้ายจริงคล้ายลวง ไร้ความหมายใดที่เส้นขอบฟ้า
ผืนปฐพีที่เพิ่งผ่านพ้นโศกนาฏกรรมอำมหิต ทันทีที่สุราดีฤทธิ์แรงบาดคอไหลล่วงลงสู่กระเพาะ พลันปลุกเร้ากลิ่นอายองอาจห้าวหาญขึ้นมาหลายส่วน
จ้าวหนิงนึกครึ้มเอนกายทอดหลังลงกับพื้น ชูถุงสุราขึ้นสูงพลางรำพึงบทกวีโบราณ “เมาฟุบกลางลานเลือด อย่าเชือดด้วยคำหยามหยัน… อดีตกาลกรำศึกโรมรัน มีใครรอดชีวันหวนคืน”
กระดกสุราหมดไปครึ่งถุง จ้าวหนิงปาดคราบสุราที่มุมปาก หันไปเอ่ยกับหยางเจียนีที่กำลังซดสุราดับหิวเช่นกัน “เมื่อครู่… ขอบใจที่ช่วยชีวิตข้า”
เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน ว่าหยางเจียนีจะยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องตน
แม้จะรบเคียงบ่าเคียงไหล่ ทว่าในสภาวะคับขัน ยามที่นางกระโจนกระแทกยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดเหล่านั้นจนล้มคว่ำ ตัวนางเองก็ก้าวขาลงปรโลกไปแล้วครึ่งก้าว
หยางเจียนีปรายตามอง ท่าทียังคงแข็งทื่อเฉยเมย น้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่นคล้ายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ “เจ้ายังค้างเนื้อแกะย่างข้าอยู่อีกหลายตัว”
คำตอบนี้ทำเอาจ้าวหนิงชะงักงัน
ทว่าเมื่อผ่านความเป็นความตายร่วมกันมาระยะหนึ่ง เหตุผลนี้กลับนับว่าสมเหตุสมผลสำหรับนาง
หนี้บุญคุณอาหารยังชดใช้ไม่หมด นางยังไม่ได้ซัดจ้าวหนิงจนหมอบหมัดดั่งใจหวัง จะปล่อยให้เขาชิงตายไปก่อนได้อย่างไร
ในโลกอันซื่อตรงที่แบ่งแยกบุญคุณความแค้นชัดเจน การติดค้างหนี้บุญคุณจะกลายเป็นมารในใจ ทรมานความรู้สึกไปชั่วชีวิต ซ้ำร้ายยังอาจขัดขวางหนทางบ่มเพาะในวันหน้า
เพื่อตัดรำคาญ นางจึงไม่เสียดายที่จะเอาชีวิตเข้าแลก
การชั่งน้ำหนักความเป็นความตาย ผลประโยชน์ได้เสีย ล้วนไม่อยู่ในสารบบความคิดของนางตั้งแต่แรก
สตรีผู้นี้ยึดถือตรรกะประหลาดล้ำของตนเองเสมอ
ก่อนลั่นกลองรบ นางลั่นวาจาว่าหากจ้าวหนิงตาย จะแบกศพเขากลับด่านเยี่ยนเหมินกวน ในทางกลับกัน หากนางพลีชีพกลางสมรภูมิ ก็เพียงเปลี่ยนคนใช้หนังม้าห่อศพกลับบ้านเท่านั้น
จ้าวหนิงโคลงศีรษะ “ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องแกะกี่ตัว เจ้าต่อชีวิตให้ข้า”
หยางเจียนีเงยหน้าขึ้น แม้วงหน้าจะซีดเซียวไร้สีเลือด ทว่ากลับมิอาจกลบความงดงามหยาดเยิ้ม ซ้ำยังเจือกลิ่นอายบอบบางน่าทะนุถนอมผสานความห้าวหาญเด็ดเดี่ยว นัยน์ตาคู่นั้นฉายแววฉงน คล้ายมองว่าวาจาของจ้าวหนิงไร้สาระสิ้นดี
นางเอ่ยเสียงเรียบ “สมรภูมิมีคนตายทุกเมื่อยาม หากปรารถนาชัยชนะ ย่อมต้องมีคนก้าวข้ามศพเดินหน้าต่อไป”
จ้าวหนิงอ้าปากค้าง ต่อให้เขาคุ้นชินกับนิสัยนางเพียงใด ก็ยังตามตรรกะความคิดนี้ไม่ทัน มุมมองของนางหลุดกรอบคนทั่วไปโดยสิ้นเชิง
วาจานี้ราบเรียบ ทว่าความหมายลึกล้ำจ้าวหนิงย่อมเข้าใจกระจ่าง
ท่ามกลางสมรภูมิ ไร้ซึ่งบุญคุณช่วยชีวิต เพราะหัวของทหารทุกนายล้วนแขวนอยู่บนเส้นด้ายเดียวกัน สละชีพเพื่อชัยชนะ หากปราชัย… ล้วนต้องตกตายตามกันไปหมด
มีเพียงคว้าชัย จึงจะต่อลมหายใจให้ผู้คนแนวหลังได้
ไม่ว่าจะปกป้องสหาย หรือเหยียบซากศพพี่น้องรุกคืบ ล้วนเป็นหน้าที่ของผู้ที่ลงเรือมรณะลำเดียวกัน
หากนับบุญคุณ สหายศึกที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่ทุกคน ล้วนเป็นผู้มีพระคุณซึ่งกันและกัน ผู้ที่แหลกสลายกลายเป็นธุลี ยิ่งมีพระคุณล้นฟ้าต่อผู้ที่ยังมีลมหายใจ
เพราะพวกเขาถมชีวิตเป็นฐานราก เพื่อให้คนเป็นกวัดแกว่งศาสตราได้ต่อไป
สำหรับหยางเจียนี จ้าวหนิงมีประโยชน์ต่อภาพรวมสงครามมากกว่านาง โอกาสนำพากองทัพคว้าชัยย่อมสูงกว่า ดังนั้นยามต้องทิ้งชีวิตเพื่อปกป้องเขา นางจึงไม่ลังเลแม้เพียงเสี้ยววิ
จ้าวหนิงคร้านจะโต้เถียง ต่อให้ตรรกะของนางจะเที่ยงตรงเพียงใด แต่ความจริงที่นางแหวกประตูผีลากเขาออกมาก็ไม่เปลี่ยนแปลง
จะให้ลืมเลือนน้ำใจเสี่ยงตายนี้… เขาทำไม่ลง
ขณะนั่งหันหน้าเข้าหากัน แทะขาแกะหน้ากองไฟ หยางเจียนีพลันเอ่ยทำลายความเงียบ “ข้าคำนวณดูแล้ว คงค้างแกะเจ้าอีกแค่สองตัว เวลาของเจ้าเหลือไม่มากแล้ว”
จ้าวหนิงแค่นเสียง ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ “อยากเจ็บตัวเมื่อไหร่ก็เรียกได้ทุกเมื่อ”
พลังตบะระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางเท่าเทียมกัน ยามนี้เขามีสิ่งใดต้องเกรงกลัว หากลงมือห้ำหั่น หยางเจียนีย่อมโดนอัดจนหมอบราบ ไม่สิ… ต้องโดนเหยียบจมดินอย่างแน่นอน
ผิดคาด หยางเจียนีกลับใช้ดวงตากลมโตวาววับจ้องเขาเขม็ง “ข้าอายุใกล้จะสิบแปดแล้ว”
จ้าวหนิงใจหายวาบ วาจาไร้ปี่ไร้ขลุ่ยนี้กระตุกเส้นประสาทในหัว เขาโพล่งสวนทันควัน “อย่าบอกนะว่าเจ้ากำลังจะทะลวงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย”
หยางเจียนีชูนิ้วชี้เปื้อนคราบน้ำมันเงาวับขึ้นมาหนึ่งนิ้ว เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ห่างอีกเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด”
จ้าวหนิงหนังศีรษะชาวาบ
สมรภูมิเดือดหล่อหลอมผู้คนได้ชะงัดนัก โดยเฉพาะการรีดเร้นขีดจำกัดตบะของผู้บำเพ็ญเพียร ยิ่งเป็นผู้ที่อาบเลือดในมหาศึกครั้งแรก ยิ่งก้าวกระโดดจนน่าหวั่นเกรง
หากมองมุมนี้ หยางเจียนีที่รั้งระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางมาตั้งแต่ก่อนลั่นกลองรบ จะทะลวงขีดจำกัดหลังสิ้นสุดสงครามย่อมไม่ใช่เรื่องปาฏิหาริย์ จนถึงบัดนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรในกองทัพเยี่ยนเหมินที่ทะลวงคอขวดได้ก็มีมากมายจนนับไม่ถ้วน
ทว่าสิบแปดปี บรรลุระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย… พรสวรรค์ระดับนี้นับว่าวิปริตผิดมนุษย์ หากก่อนวัยยี่สิบนางทะลวงถึงระดับราชันย์ขั้นต้น ชาตินี้นางย่อมเหยียบย่างถึงระดับราชันย์ขั้นปลายได้อย่างมิต้องสงสัย
ทั่วหล้ายุคปัจจุบัน เท่าที่จ้าวหนิงล่วงรู้ มีเพียงข่านเทียนหยวนผู้เดียวที่ก้าวขึ้นสู่ระดับราชันย์ก่อนวัยยี่สิบ
เนื้อแกะรสเลิศในปากพลันจืดชืดไร้รสชาติ จ้าวหนิงกลืนลงคออย่างฝืดเฝื่อน สายตาล่อกแล่ก แสร้งปั้นหน้าขึงขัง “เอาเป็นว่าพวกเราพักเรื่องแกะย่างไว้ก่อน มาประลองกันล่วงหน้าเลยดีไหม หรือรอเจ้าบรรลุขั้นปลายแล้ว ค่อยสะกดพลังลงมาขั้นหนึ่งแล้วมาสู้กัน… การประลองในระดับตบะที่เท่าเทียม จึงจะสะท้อนฝีมือที่แท้จริง ใช้พลังข่มกันมันก็ไม่น่าสนุกแล้ว ใช่หรือไม่”
จ้าวหนิงมั่นใจว่าข้ออ้างของตนมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่ง
ถึงอย่างไรหยางเจียนีก็เป็นคนยึดถือตรรกะเหตุผล
ทว่าเขาประเมินสตรีผู้นี้ต่ำเกินไป
หยางเจียนีส่ายหน้าอย่างขึงขัง น้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด “ผ่านสมรภูมิมาหลายวัน ข้าประจักษ์ชัดแล้วว่าหากสู้กันในระดับพลังเท่าเทียม ข้าไร้หนทางชนะโดยสิ้นเชิง ดังนั้น… ข้าจำต้องใช้ตบะระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายบดขยี้เจ้า”
แปลความได้ว่า ‘หน้าด้านจะอัดจ้าวหนิงให้จมดินโดยไม่สนวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น’
วาจานี้ทำเอาจ้าวหนิงโกรธจนแทบปาขาแกะในมือทิ้ง
ไหนคือคนยึดถือหลักการ
ไหนคือตรรกะเหตุผล
เหตุผลบ้าบอคอแตกอันใดกัน
จ้าวหนิงหงุดหงิดจนแทบสบถคำหยาบ สตรีกับคนพาล... เลี้ยงดูยากพอกัน
ยามเห็นจ้าวหนิงขบกรามกรอด หน้าดำคร่ำเครียดเป็นก้นหม้อ นัยน์ตากระจ่างใสของหยางเจียนีพลันวูบไหวด้วยประกายเจ้าเล่ห์ นางกระแอมไอเบาๆ ปั้นหน้าขึงขังเอ่ยต่อ “ทักษะการต่อสู้ของเจ้าแข็งแกร่งเกินไป ข้าทั้งเลื่อมใสทั้งอิจฉา รอประลองกันเสร็จ… ข้าอยากขอคำชี้แนะ เจ้าจะยินดีสอนข้าหรือไม่”
สีหน้าจ้าวหนิงบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ นี่มันตรรกะบัดซบอันใด! ไม่ต่างจากชายฉกรรจ์ใช้พลังข่มเหงทุบตีเด็กน้อยจนน่วม แล้วยังมีหน้ามาขอให้เด็กสอนวิชาต่อสู้ให้อีก
ในใต้หล้ายังมีเรื่องหน้าด้านปานนี้อยู่อีกหรือ
หยางเจียนีไม่เปิดช่องให้จ้าวหนิงปฏิเสธ นางก้มหน้างุด กัดทึ้งทำศึกกับขาแกะในมือต่อทันที
ในเสี้ยววินาทีที่หลบสายตา มุมปากของนางกลับกระตุกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มซุกซนดั่งจิ้งจอกน้อยที่เพิ่งกลั่นแกล้งผู้คนสำเร็จ