ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 226 สตรีสองนางในต่างแดน
ใต้ผืนนภาสีคราม เมฆขาวลอยล่องตามสายลม ทอดเงาลงสู่ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ลัดเลาะข้ามขุนเขาอย่างอิสระเสรี
กระโจมขาวสะอาดริมลำธารสอดรับกับหมู่เมฆเบื้องบน บรรดาชาวปศุสัตว์สัญจรขวักไขว่ หลังอิ่มหนำสำราญต่างเดินทอดน่อง ยามนี้ทุกผู้คนล้วนเปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งความอิสระเสรี
ซูเยี่ยชิงต้มชานมเนยใส ต้อนรับฟ่านอี้ที่รอนแรมมาถึงเผ่าเสี่ยวเยี่ยด้วยความเหนื่อยล้า
ผู้หนึ่งคุกเข่าสำรวม ท่วงท่าสง่างามกระจ่างตา อีกผู้หนึ่งนั่งตัวตรงดิ่ง ใบหน้าเคร่งขรึมจริงจัง สองบุคลิกแตกต่างทว่ากลับกลมกลืนกันอย่างประหลาด
“ทัพใหญ่ทะลวงผ่านเขาเฟิ่งหมิงแล้ว สังหารข้าศึกนับหมื่น โดยเฉพาะนักรบเผ่าชี่ตันที่ล้มตายมากที่สุด ไม่ว่าทิศทางสงครามภาคหน้าจะแปรเปลี่ยนเช่นไร หลังจบศึกนี้ ชายฉกรรจ์หลายเผ่าของชี่ตันย่อมร่อยหรอลงจนน่าใจหาย บางเผ่าอาจถึงขั้นสิ้นไร้บุรุษโดยสมบูรณ์”
ฟ่านอี้แจ้งสถานการณ์สมรภูมิเขาเฟิ่งหมิงจบ ก็รับชานมเนยใสมาจิบ รสชาติกลมกล่อมล้ำเลิศ นางเอ่ยชมคำหนึ่งก่อนกระดกรวดเดียวจนหมด วางชามชาลงพลางเอ่ยถาม “เจ้ามีแผนการใดต่อ”
ซูเยี่ยชิงตอบ “นี่คือโอกาสทองในการขยายขุมกำลัง ตามแผนการที่นายท่านวางไว้แต่เนิ่นๆ เราย่อมต้องคว้าจังหวะนี้”
ก่อนทัพเยี่ยนเหมินจะเข้าร่วมศึก แผนบดขยี้เผ่าต๋าต้านของราชสำนักเทียนหยวน คือให้เผ่าเทียนหยวนและชี่ตันจัดทัพเผ่าละแสนนาย หวังใช้กองกำลังชั้นยอดกวาดล้างต๋าต้านให้สิ้นซากโดยเร็ว เวลานั้นเผ่าชี่ตันเกณฑ์เพียงชายฉกรรจ์จากเผ่าใหญ่เท่านั้น
ครั้นแน่ชัดว่ากองทัพเยี่ยนเหมินร่วมสมรภูมิ เพื่อสกัดกั้นข้าศึก เผ่าเทียนหยวนและชี่ตันจึงจำต้องเสริมทัพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยามนี้ชายฉกรรจ์ที่ชี่ตันระดมพลจึงไม่จำกัดเพียงเผ่าใหญ่อีกต่อไป ทว่าแทบจะเป็นการกะเกณฑ์ไพร่พลเต็มอัตราศึก
ดังนั้นเวลานี้ ไม่ว่าเผ่าเล็กหรือใหญ่ในอาณาเขตชี่ตัน กำลังรบล้วนว่างเปล่าถึงขีดสุด
ส่วนเผ่าใต้สังกัดหออี้ผิ่น ประการแรก... เผ่าที่ใหญ่ที่สุดมีเพียงร้อยกว่าครัวเรือน นับว่าเล็กจ้อยต้อยต่ำ
ประการที่สอง… พวกเขารั้งอยู่ในดินแดนทุรกันดารห่างไกล ซ้ำยังเพิ่งก่อตั้ง ราชสำนักชี่ตันจึงยังไม่ให้ความสำคัญ ชายฉกรรจ์ส่วนใหญ่จึงรอดพ้นการเกณฑ์ทหาร
ยามนี้ หากเทียบกับเผ่าขนาดกลางและเล็กที่ค่อนข้างมั่งคั่งในละแวกใกล้เคียง จำนวนนักรบหออี้ผิ่นจึงไม่เสียเปรียบ ซ้ำบางแห่งยังถือไพ่เหนือกว่า
ผนวกกับขุมกำลังหออี้ผิ่นอุดมไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรระดับหัวกะทิ พลังรบแข็งแกร่งเหนือล้ำเผ่าระดับเดียวกันอย่างเทียบไม่ติด ปัจจัยนี้ส่งให้หออี้ผิ่นครองความได้เปรียบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ขุมกำลังหออี้ผิ่นในทุ่งหญ้า ท้ายที่สุดย่อมต้องผงาดขึ้น
หากมัวฝังตัวในดินแดนทุรกันดาร ย่อมไร้โอกาสสัมผัสศูนย์กลางอำนาจ และไม่มีวันล้วงข่าวกรองทางทหารระดับชาติได้ทันท่วงที
ก่อนหน้านี้ไร้จังหวะ ทว่าบัดนี้สถานการณ์พลิกผัน อาศัยช่วงที่ทัพใหญ่ชี่ตันติดพันศึกแนวหน้า ราชสำนักไร้เวลาเหลียวแลข้อพิพาทระดับท้องถิ่น หออี้ผิ่นสมควรลงมือเต็มกำลัง
ซูเยี่ยชิงจ้องมองฟ่านอี้ “ข้าตั้งใจว่านับจากนี้ จะสั่งการให้ทุกสาขาย่อย นำกำลังบุกกลืนกินเผ่าขนาดกลางและเล็กที่ไร้กำลังรบในละแวกใกล้เคียงทันที”
ฟ่านอี้มิได้แสดงท่าทีเห็นด้วยหรือคัดค้าน “ทำเช่นนั้น การคว้าชัยย่อมมิใช่เรื่องยาก แต่ละสาขาย่อมเติบโตอย่างก้าวกระโดด”
ซูเยี่ยชิงลอบสังเกตสีหน้าอีกฝ่าย “แต่เจ้าไม่เห็นด้วย”
ฟ่านอี้รับคำ “ใช่”
“กังวลว่าภายหลังจะตามเก็บกวาดไม่หวาดไม่ไหวหรือ”
“หลังทัพชี่ตันถอนกำลังกลับมา ยามนักรบแต่ละเผ่าพบว่าบ้านเกิดถูกช่วงชิง ย่อมต้องลุกฮือ ราชสำนักย่อมไม่นิ่งดูดาย”
“รับมือนักรบที่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดามิใช่เรื่องยาก เราเพียงกลืนกินเผ่าขนาดกลางและเล็กจำนวนหนึ่ง ต่อให้เกิดผลกระทบก็คงไม่รุนแรงนัก ถึงราชสำนักจะส่งแม่ทัพมาปราบปราม แค่ใช้สินบนยัดเยียดก็น่าจะแก้ปัญหาได้”
“เงินทองอุดปัญหาไม่ได้เสมอไป”
“หากเงินมากพอ ยังมีสิ่งใดแก้ไม่ได้อีก”
“ย่อมมี”
“เรื่องใด”
“อำนาจปกครอง”
ซูเยี่ยชิงชะงักงัน ชั่วขณะนั้นยังไม่อาจทำความเข้าใจ
ฟ่านอี้จับจ้องยอดฝีมือแห่งยุทธภพ ผู้ยังไร้เดียงสาในสังเวียนการเมือง ก่อนอธิบายอย่างตรงไปตรงมา
“อำนาจปกครองแว่นแคว้นยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด เงินทองอาจกัดกร่อนขุนนาง ทว่าไม่อาจกัดกร่อนราชันย์”
ซูเยี่ยชิงขมวดคิ้วครุ่นคิด “ข่านชี่ตัน… ราชสำนักเทียนหยวน จะลงมาแทรกแซงข้อพิพาทระหว่างเผ่าเล็กๆ ระดับไม่กี่สิบไม่กี่ร้อยครัวเรือนด้วยตนเองเชียวหรือ”
“ยามปกติย่อมไม่ ทว่าหากปราชัยกลับมาย่อมไม่แน่”
“ยามปราชัย การเมืองภายในย่อมสั่นคลอน ขุมกำลังแต่ละเผ่าสูญเสียลดหลั่นกันไป ขั้วอำนาจย่อมผลัดเปลี่ยน เพื่อผลประโยชน์ชนเผ่า การแก่งแย่งอำนาจย่อมทวีความดุเดือด เบื้องบนยังมีกะจิตกะใจเหลียวแลความเป็นตายของชาวบ้านอีกหรือ”
“หากเป็นผู้ปกครองไร้ความสามารถ ความพ่ายแพ้ย่อยยับย่อมทำลายรากฐานแคว้นดังที่เจ้ากล่าว แต่ข่านแห่งเทียนหยวน… เป็นทรราชโง่เขลาเช่นนั้นหรือ”
“ย่อมไม่”
“ดังนั้นจะเกิดสถานการณ์อีกรูปแบบหนึ่ง”
“รูปแบบใด”
ฟ่านอี้ไม่รีบร้อนตอบ นางรินชานมเนยใสให้ตนเองอีกถ้วย ค่อยๆ จิบอย่างเนิบนาบ ก่อนเอ่ยปาก
ตระกูลฟ่านเดิมทีเป็นขุนนางบู๊ ทว่าถูกขุนนางบุ๋นผู้ตรวจทัพคอยขัดแข้งขัดขา เป็นเหตุให้ทัพปราบหนานจ้าวพ่ายยับ หลายปีมานี้จึงถูกบีบให้ผันตัวเป็นขุนนางบุ๋น ภายหลังแผนลอบกัดตระกูลจ้าวล้มเหลว จึงจำต้องยอมสวามิภักดิ์เป็นเขี้ยวเล็บให้ตระกูลจ้าว
ในฐานะยอดฝีมือรุ่นเยาว์อันดับหนึ่งแห่งตระกูลฟ่าน ฟ่านอี้ผ่านมรสุมความวุ่นวาย ฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนาม จ่ายค่าตอบแทนแสนสาหัส นางสดับรับฟังและประจักษ์เรื่องราวมากมาย เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนมองโลกทะลุปรุโปร่ง
นางกล่าวเสียงเรียบ “ดังที่เจ้ากล่าว ยามแพ้ศึก การเมืองภายในย่อมสั่นคลอน ทว่าเจ้ารู้เพียงเปลือก หาได้หยั่งรากลึก”
“นักรบ ทรัพย์สิน และฝูงสัตว์สูญเสียย่อยยับในสมรภูมิ ชาวปศุสัตว์ตาดำๆ จะเอาชีวิตรอดผ่านเหมันต์ฤดูได้อย่างไรนั้นช่างประไร ทว่าพวกชนชั้นสูงย่อมไม่อาจสูญเสียวิถีชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย นี่คือสิ่งที่ผู้กุมอำนาจไม่อาจยอมรับ”
“ดังนั้น สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ย่อมบังเกิด… เผ่าใหญ่จะกรีธาทัพบดขยี้เผ่าขนาดกลางและเล็ก อาศัยการปล้นชิงกวาดล้างให้สิ้นซาก เพื่อกอบโกยความมั่งคั่ง ผลักภาระความสูญเสียไปให้ผู้อ่อนแอเป็นแพะรับบาป”
“ผลที่ตามมา ประการแรก... ชนชั้นสูงยังคงเสวยสุข โดยบีบให้ราษฎรจ่ายค่าชดเชยสงครามแทน ประการที่สอง… ย่อมปลุกปั่นความเคียดแค้นระหว่างชนชั้น บีบให้เผ่าขนาดกลางและเล็กลุกฮือต่อต้าน ก่อเกิดความวุ่นวายระส่ำระสาย กระทั่งไฟสงครามลุกลามทั่วแคว้น”
“ทัพใหญ่ปราชัยยับเยิน บารมีราชสำนักดิ่งเหว กำลังรบที่สูญเสียทำให้การควบคุมดินแดนใต้อาณัติอ่อนแอ เวลานี้ พวกฉวยโอกาสย่อมก่อจลาจล ผู้ทะเยอทะยานย่อมลุกฮือ และวีรบุรุษจะถือกำเนิด”
“ท่ามกลางกลียุค หากเผ่าขนาดกลางและเล็กปรากฏยอดคนผู้เพียบพร้อมทั้งสติปัญญาและความกล้าหาญ เขาย่อมสามารถนำพาเผ่า หรือกระทั่งรวบรวมขุมกำลังอื่นๆ เข้าด้วยกัน สั่งสมบารมีจนผงาดง้ำ กระทั่งสั่นคลอนอำนาจปกครองของราชสำนัก”
“หากยอดคนผู้นั้นแข็งแกร่งพอ เขาย่อมกลายเป็นวีรบุรุษของมวลชน หากกวาดล้างขั้วอำนาจเก่าสำเร็จ เขาจะก้าวขึ้นครองอำนาจสูงสุด และผลักดันผู้ติดตามให้กลายเป็นชนชั้นสูงกลุ่มใหม่ของประเทศ
“เมื่อนั้น โครงสร้างอำนาจระดับแคว้นย่อมถูกหล่อหลอมขึ้นใหม่”
ร่ายยาวรวดเดียวจบ ฟ่านอี้จึงยกถ้วยชานมเนยใสจิบอีกอึก
ซูเยี่ยชิงรับฟังอย่างตั้งใจ กระทั่งเริ่มกระจ่างแจ้งในตรรกะ
“ข่านเทียนหยวน ในช่วงสิบกว่าปีนี้ ไต่เต้าจากผู้นำเผ่าเล็กๆ ผงาดขึ้นเป็นจ้าวแห่งม่อเป่ย สถาปนาราชสำนักขึ้นมา กล่าวอีกนัยหนึ่ง เขาเองก็เป็นวีรบุรุษในรูปแบบนั้น”
“ในเมื่อเขาเหยียบย่างบนเส้นทางนี้มาก่อน ย่อมต้องระแวดระวังมิให้มีคนซ้ำรอย ยิ่งไปกว่านั้น ข่านเทียนหยวนเพิ่งรวบอำนาจปกครองเผ่าชี่ตันได้เบ็ดเสร็จเพียงไม่กี่ปี ยิ่งต้องป้องกันมิให้เกิดกลียุคในดินแดนชี่ตัน”
ฟ่านอี้คลี่รอยยิ้มบาง นัยน์ตาทอดมองซูเยี่ยชิงด้วยความชื่นชมในไหวพริบ
“ดังนั้น ช่วงเวลาหลังสิ้นสุดสงคราม คือจุดที่ราชสำนักเทียนหยวนต้องเฝ้าระวังสูงสุด เพื่อค้ำจุนเสถียรภาพอำนาจปกครอง พวกเขาจะไม่ยอมให้เกิดความผิดพลาดใดๆ เด็ดขาด”
“เจ้ามองทะลุขั้นแรกแล้ว เช่นนั้นราชสำนักเทียนหยวนจะใช้มาตรการใดต่อไป เพื่อถอนรากถอนโคนภัยแฝงจากความพ่ายแพ้ และรักษาสมดุลอำนาจ… เจ้าพอจะเดาออกหรือไม่”
ซูเยี่ยชิงมองฟ่านอี้ด้วยความตกตะลึง
มิใช่เพราะคำถาม ทว่าเป็นเพราะรอยยิ้มของอีกฝ่าย
นี่คือครั้งแรกที่ประจักษ์รอยยิ้มของฟ่านอี้ ร่วมมือกันในทุ่งหญ้ามาเนิ่นนาน กลับไม่เคยเห็นอีกฝ่ายแย้มพริ้มแม้แต่ครึ่งส่วน กระทั่งหลงคิดไปว่าสตรีผู้นี้ยิ้มไม่เป็นเสียด้วยซ้ำ
นางมักเคร่งขรึมจริงจัง ปานอาจารย์เจ้าระเบียบผู้เข้มงวด ราวกับต้องเผชิญหน้าศัตรูตัวฉกาจ หรือเหยียบย่างบนแผ่นน้ำแข็งบางเฉียบตลอดเวลา ไม่เคยเผยท่าทีผ่อนคลายสักครา
ทว่ายามนี้ฟ่านอี้กลับคลี่รอยยิ้ม ซ้ำยังงดงามหยาดเยิ้ม เปรียบดั่งผิวน้ำทะเลสาบกระเพื่อมไหว ยามแสงตะวันสาดส่องลงมาฉับพลัน
ในเสี้ยววินาทีแห่งรอยยิ้ม ซูเยี่ยชิงเพิ่งตระหนักว่า อีกฝ่ายก็คือสตรีผู้หนึ่ง ซ้ำยังเป็นโฉมงามพิลาสล้ำ งดงามหาตัวจับยาก
ประหนึ่งเหมันต์ฤดูเหน็บหนาวหิมะโปรยปราย บนปลายกิ่งไม้แห้งกรัง กลับผลิกุหลาบเหมยสีชาดขึ้นมาหนึ่งดอก
ความงามนั้นถึงกับทำให้นางเหม่อลอยไปชั่วขณะ
ก่อนที่ฟ่านอี้จะขมวดคิ้วสงสัย ซูเยี่ยชิงรีบดึงสติกลับมา พวงแก้มซับสีเลือดด้วยความขวยเขิน นางก้มหน้างุด รู้สึกว่าตนเองเสียกิริยายิ่ง
นางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนลองหยั่งเชิงตอบคำถาม
“หลังแพ้ศึก ชนชั้นสูงผู้กุมอำนาจจะโยนความสูญเสียให้ราษฎรอ่อนแอ ราชสำนักต้องการเบี่ยงประเด็นจากความปราชัย จึงต้องสร้างสถานการณ์ดึงดูดความสนใจไปเรื่องอื่นแทนงั้นหรือ”
ฟ่านอี้หุบรอยยิ้ม… จะว่าตั้งใจหุบก็ไม่เชิง รอยยิ้มของนางแต่เดิมก็เพียงปรากฏขึ้นชั่ววูบเท่านั้น
ทว่าท่าทีไร้เดียงสาราวกับเด็กน้อยของซูเยี่ยชิง ทำให้นางมีสีหน้าอ่อนโยนลงมาก สะท้อนถึงความเบิกบานในใจ
“ถูกต้อง ราชสำนักต้องการเป้าหมายหรือเหตุการณ์อื่นมาเบี่ยงประเด็น นอกเหนือจากนี้ ความพ่ายแพ้ต่อต้าฉี จำเป็นต้องใช้ ‘ชัยชนะ’ จากสมรภูมิอื่นมาชดเชย เพื่อประกาศกร้าวให้ราษฎรใต้อาณัติรับรู้ว่า อำนาจปกครองของพวกเขายังคงแข็งแกร่งและไม่อาจท้าทาย”
ซูเยี่ยชิงเบิกเนตรกระจ่างแจ้ง อ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง
“หากหออี้ผิ่นฉวยจังหวะนี้บดขยี้เผ่าอื่น ก่อข้อพิพาทวุ่นวาย หลังทัพชี่ตันถอนกำลัง ราชสำนักจะเร่งกรีธาทัพใหญ่มากวาดล้างเราทันที เพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู กำราบพวกมักใหญ่ใฝ่สูงทั้งหลาย!”
ฟ่านอี้รับคำ “ยังมีวิธีใดง่ายดายไปกว่าการ ‘กวาดล้างกบฏปราบปรามโจรป่า’ อย่างฉับไว ซ้ำยังสามารถเรียกคืนความยำเกรงและความศรัทธาจากราษฎรได้อีกเล่า”
ใบหน้าซูเยี่ยชิงแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด “หากทุกสาขาย่อยหออี้ผิ่นปูพรมบุกกลืนกินเผ่าละแวกใกล้เคียง แม้ขนาดการสู้รบจะไม่ใหญ่โต ทว่าเมื่อนับรวมกัน ย่อมกลายเป็นเป้าโจมตีชั้นเลิศอย่างไม่ต้องสงสัย!”
“บารมีที่สูญเสียจากศึกภายนอก สามารถกอบกู้กลับคืนอย่างรวดเร็วผ่านศึกภายใน ราชสำนักเทียนหยวนจะใช้อำนาจบารมีนี้ ควบคุมเผ่าใหญ่ชี่ตัน บีบให้พวกเขาลดการปล้นชิงกวาดล้างเผ่าเล็กเผ่าน้อย”
“ดังนั้นยามนี้หออี้ผิ่นห้ามเคลื่อนไหวเด็ดขาด”
“ย่อมไม่อาจวู่วาม”
“แต่หออี้ผิ่นก็ปล่อยโอกาสทองหลุดมือไม่ได้เช่นกัน”
“เช่นนั้นต้องเลือกจังหวะให้แม่นยำ”
“รอให้ทัพใหญ่ถอยกลับ สถานการณ์สงบราบคาบแล้วค่อยลงมือหรือ”
“เหมันต์ฤดูนี้ คือจังหวะชี้ชะตา”
“เพียงเท่านั้นยังไม่พอ”
“ย่อมแน่นอน”
“กรีธาทัพกลืนกินด้วยกำลังย่อมทำไม่ได้ เช่นนั้นต้องใช้ทรัพย์สินเข้าล่อ ดึงดูดเผ่าเล็กที่สูญเสียย่อยยับจนไร้หนทางรอด ให้มาสวามิภักดิ์โดยสมัครใจ”
“กองคาราวานตระกูลฟ่านคุมเส้นทางการค้า ขาดสิ่งใดก็ขาดได้ ทว่าทรัพย์สมบัติย่อมไม่ขาดมือ การจัดหาฝูงวัวแกะจากเผ่าต๋าต้านมิใช่เรื่องยากเย็น”
“ถึงคราที่เราต้องผนึกกำลังกันอีกครั้ง”
“เป็นเช่นนั้น”
สิ้นประโยค ทั้งสองสบตาแย้มยิ้ม ต่างฝ่ายต่างยกถ้วยชาคารวะ ก่อนกระดกรวดเดียวหมดจอก
ฟ่านอี้กล่าวต่อ “เหมันต์ฤดูนี้ เผ่าที่สิ้นไร้หนทางรอดคงมีไม่น้อย ทว่าเป้าหมายหลายเผ่าอาจยังพอกัดฟันข้ามผ่านไปได้ การรอคอยให้กระต่ายวิ่งชนตอไม้ตายเอง ย่อมมิใช่วิถีที่ถูกต้อง”
นัยน์ตาซูเยี่ยชิงวาวโรจน์ “จะบอกว่าต้องบีบให้เผ่าที่ยังรอดตาย กลายเป็นสิ้นไร้หนทางรอดด้วยงั้นหรือ”
“เช่นนั้นคงต้องพึ่งพาฝีมือผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว ปลอมตัวเป็นโจรภูเขาโจรม้า บุกปล้นชิงฝูงสัตว์และเสบียงกรัง… นับเป็นทางเลือกที่งดงาม”
“กองกำลังใต้สังกัดเรา ขาดสิ่งใดย่อมได้ ทว่าผู้บำเพ็ญเพียรนั้นมีถมไป”
สดับวาจานี้ ใบหน้าฟ่านอี้พลันปรากฏรอยยิ้มงดงามขึ้นอีกครา ชัดเจนและกรีดลึกยิ่งกว่าครั้งก่อน นางเอ่ยปิดท้ายน้ำเสียงเย็นเยียบ
“หากเผ่าละแวกใกล้เคียงแต่ละสาขาย่อยเกิดข้อพิพาทห้ำหั่นกันเอง เราต้องแทรกแซงให้ถูกจังหวะ ยื่นมือหนุนผู้อ่อนแอให้โค่นล้มผู้แข็งแกร่ง และท้ายที่สุด… ก็ชุบมือเปิบ กลืนกินทั้งสองเผ่ารวบยอดในคราวเดียว”
ซูเยี่ยชิงกะพริบตากลมโตแวววาว “แล้วหากเผ่าละแวกนั้นเป็นฝ่ายเปิดฉากบุกเราก่อนเล่า”
“ยามเอื้อนเอ่ยคำถามนี้ ในใจเจ้าย่อมมีคำตอบอยู่แล้วมิใช่หรือ”
“ก้อนเนื้ออวบอ้วนส่งถึงปาก ย่อมต้องสวาปามลงท้องให้สิ้นซากน่ะสิ”