ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 227 ความรู้ใจ
หลังสิ้นสุดมหาศึกเขาเฟิ่งหมิง นอกเหนือจากทัพหลังที่รั้งอยู่เก็บกวาดสมรภูมิและรักษาผู้บาดเจ็บ กองกำลังเยี่ยนเหมินที่เหลือล้วนกรีธาทัพมุ่งหน้าสู่ราชสำนักต๋าต้านเต็มกำลัง
สถานการณ์ฝั่งต๋าต้านตึงเครียดถึงขีดสุด แม้เพิ่งผ่านพ้นการนองเลือด เหล่าทหารหาญล้วนไร้เวลาพักหายใจ
ทว่า จ้าวหนิงกลับรั้งอยู่ที่เขาเฟิ่งหมิงนานถึงสามวันเต็ม
ตลอดสามวัน เขาไม่ขยับเขยื้อนทำสิ่งใด วันๆ เอาแต่นอนคลุมโปง ตื่นมากิน กินเสร็จก็นอน ใช้ชีวิตไม่ต่างจากสุกรขี้เกียจ โยนเรื่องสงครามที่ตนเพิ่งเอาชีวิตเข้าแลกทิ้งไปจนสิ้น
พฤติการณ์นี้ผิดวิสัยอย่างยิ่ง จ้าวซินเคยคิดว่าเขาซุ่มบำเพ็ญเพียร ทว่าทุกคราที่มาเรียกไปกินข้าว กลับต้องออกแรงลากอีกฝ่ายออกมาจากกองผ้าห่ม ข้อสันนิษฐานนี้จึงตกไป
หรือมหาศึกจะฝากรอยแผลเป็นบาดลึกถึงจิตวิญญาณ จ้าวซินร้อนรนกระวนกระวายอยู่สองวันเต็ม ทว่าเมื่อลอบตรวจชีพจรจ้าวหนิง กลับไม่พบความผิดปกติใดแม้แต่น้อย
จวบจนยามสายของวันที่สี่ จ้าวหนิงจึงยอมสวมเกราะ นำค่ายอี่จื้อเคลื่อนพลออกจากหุบเขามุ่งหน้าขึ้นเหนือ
ตลอดเส้นทาง เขาไร้คำสั่งเร่งรัดเดินทัพ ร่างสูงนั่งโงนเงนบนหลังม้า ทอดสายตาชมทิวทัศน์สองข้างทาง บางคราก็ปลดถุงสุราขึ้นจิบ ท่วงท่าสำราญใจปานกวีเอกท่องเที่ยวยามวสันต์
จ้าวซินทนดูต่อไปไม่ไหว ควบม้าตีคู่ขึ้นมา “พี่หนิง เหตุใดหลายวันมานี้ท่านจึงทำตัวว่างงานนัก เบื้องหน้ายังมีศึกนองเลือดรออยู่ สถานการณ์วิกฤตยังไม่อาจชี้ขาดชัยชนะ ท่านไม่สมควรเร่งรุดไปราชสำนักต๋าต้าน เพื่อถกแผนการรบกับแม่ทัพใหญ่และท่านผู้บัญชาการหรอกหรือ”
แม้ตำแหน่งคือแม่ทัพค่ายอี่จื้อ ทว่าในสายตาจ้าวซิน ฐานะนี้ไม่อาจรองรับพรสวรรค์และน้ำหนักความสำคัญของจ้าวหนิงได้อีกต่อไป
เขาควรไปยืนเคียงบ่าเคียงไหล่จ้าวเป่ยวั่งและจ้าวเสวียนจี ร่วมชี้ขาดกลยุทธ์ สั่งการโยกย้ายกำลังพล และกำหนดทิศทางแห่งชัยชนะให้ทัพใหญ่ต่างหาก
หากเป็นผู้อื่น เพิ่งตียึดเขาวายุขาวสำเร็จย่อมลำพองใจ ทว่าจ้าวซินรู้ดี ระดับสติปัญญาของจ้าวหนิงทิ้งห่างพวกที่สวมหมวก ‘อัจฉริยะตระกูลใหญ่’ ไปไกลลิบ เขาไม่มีทางหลงระเริงกับชัยชนะเพียงแค่นี้แน่
เช่นนั้น พฤติการณ์เอ้อระเหยลอยชายที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะมองมุมใดย่อมไร้เหตุผลสิ้นดี
สดับคำถามร้อนรน จ้าวหนิงกลับมีสีหน้าราบเรียบ ท่าทียังคงผ่อนคลายดุจมาเที่ยวชมบุปผา ซ้ำยังชูถุงสุราหมายจิบอีกอึก ทว่าถูกจ้าวซินที่กำลังฉุนเฉียวฉกชิงไปต่อหน้า เขาถอนหายใจ เอ่ยเนิบนาบ “สถานการณ์วิกฤตหรือ เหตุใดข้าจึงไม่เห็นรู้เรื่อง”
จ้าวซินเบิกตาตื่น ตะลึงงัน “พี่หนิง ท่านพูดอันใดออกมา สถานการณ์จะไม่วิกฤตได้อย่างไร”
“แม้เราทะลวงเขาเฟิ่งหมิงแตก แต่ฉ๋าลาห่านถอยทัพทันท่วงที ทัพเป่ยหูที่เขาศิลาดำและเขาอินทรีเหินยังรักษากำลังพลไว้เกือบสมบูรณ์ ยามนี้พวกมันไปบรรจบกับทัพใหญ่ที่โจมตีต๋าต้านแล้ว กำลังพลมหาศาลปานคลื่นสมุทร
“นั่นยังมิใช่ประเด็นหลัก ศึกเขาเฟิ่งหมิง ยอดฝีมือระดับราชันย์ของเป่ยหูไร้ผู้ตกตาย ล้วนถอนตัวไปได้อย่างไร้รอยขีดข่วน
“ยามสู้รบแตกหัก ยอดฝีมือเป่ยหูที่เผยพลังระดับราชันย์มีถึงหกคน หกคนเชียวนะพี่หนิง ทัพเยี่ยนเหมินของเรามีระดับราชันย์เพียงสาม
“ยิ่งมิพักต้องเอ่ยถึงขุมกำลังเป่ยหูที่รุกรานต๋าต้าน ที่นั่นย่อมมียอดฝีมือระดับราชันย์ซุกซ่อนอยู่อีกมาก
“หากความห่างชั้นของยอดฝีมือระดับราชันย์มีมากถึงเพียงนั้น เราจะเอาสิ่งใดไปสู้ ทันทีที่ระดับราชันย์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งข่มทับอีกฝ่ายเบ็ดเสร็จ สงครามก็จบสิ้นในพริบตา
“กล่าวอีกนัย ศึกเบื้องหน้าพวกเราปราชัยแน่”
เอ่ยถึงตรงนี้ ยามเห็นจ้าวหนิงยังคงมีสีหน้าไม่ยี่หระ จ้าวซินก็โทสะเดือดพล่าน ทรวงอกกระเพื่อมไหว ใบหน้าแดงก่ำ
“ต่อให้เป่ยหูไม่มีระดับราชันย์มากปานนั้น ทว่าเมื่อพ้นเขาเฟิ่งหมิง เหยียบย่างสู่ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ทหารราบของเราย่อมหมดหนทางแผลงฤทธิ์ ยิ่งไร้ข้อต่อกรกับทหารม้าซึ่งหน้า”
“เมื่อถึงเวลานั้น ทหารม้าเบาหยิบมือของเราต้องปะทะทหารม้าเป่ยหูกว่าสามแสนนาย จะห้ำหั่นอย่างไร ทัพต๋าต้านเองก็ถูกบดขยี้จนรากฐานสั่นคลอน พึ่งพาอันใดไม่ได้อีกแล้ว”
จ้าวหนิงหลุดหัวเราะพรืด เดิมทีคิดหยอกเย้าอีกสักสองสามประโยค ทว่าเห็นอีกฝ่ายเส้นเลือดปูดโปนจวนจะสติแตก จึงฝืนกลั้นรอยยิ้ม “ตามที่เจ้าประเมิน แค่ลั่นกลองรบพวกเราก็แพ้พ่าย เช่นนั้นการที่ทัพใหญ่กรีธาสู่ต๋าต้าน ก็คือการเดินเข้าแดนประหารชัดๆ”
จ้าวซินตีหน้าเครียด “แต่นี่คือความจริง”
“ก่อนรบ พวกเราประเมินเป่ยหูต่ำต้อย หลงคิดว่าทัพเยี่ยนเหมินแสนกว่านายเพียงพอจะกวาดล้างโจรเถื่อนให้สิ้นซาก แต่บัดนี้กระจ่างแจ้งแล้ว ว่าขุมกำลังเป่ยหูแข็งแกร่งอำมหิตเพียงใด”
“ชัยชนะที่เขาเฟิ่งหมิง ล้วนอาศัยแผนการแยบยลของท่าน ผนวกกับชัยภูมิที่ทหารราบสยายปีกห้ำหั่นได้ รวมถึงค่ายดาบม่อเตาสามพันนายนั้น”
“หากเอ่ยกันตามตรง เล่ห์กลล้วนเป็นเพียงการพลิกแพลงฉวยโอกาส อาจสัมฤทธิ์ผลชั่วครั้งคราว ทว่าไม่อาจค้ำจุนชัยชนะได้ตลอดรอดฝั่ง”
“หากต้องเคลื่อนทัพห้ำหั่นซึ่งหน้า ขุมกำลังสองฝั่งห่างชั้นกันเกินไป ซ้ำทหารดาบม่อเตาของเราก็มีน้อยนิด ท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไร้ที่กำบัง พวกเราสิ้นไร้โอกาสชนะ
“พี่หนิง ศึกเบื้องหน้าพวกเราต้องรับมือเช่นไร ท่านวางหมากใดไว้ อย่างน้อยช่วยชี้แนะข้าสักสองสามประโยคเถิด ข้าจะร้อนใจจนอกแตกตายอยู่แล้ว”
จ้าวหนิงปลดถุงสุราใบที่สองข้างอานม้า เมินเฉยสายตาดุดันแทบกินเลือดกินเนื้อของจ้าวซิน ดึงจุกไม้ออกแล้วแหงนหน้ากรอกสุราอึกใหญ่ ปาดคราบที่มุมปากพลางเอ่ย “ไม่มีแผนการใด”
จ้าวซินชะงักงัน “ไม่มีแผนหรือ ท่านจะไม่มีได้อย่างไร ท่านซุกซ่อนกลอุบายร้อยแปด ก่อนลั่นกลองรบทุกคราย่อมมีมุมมองทะลุปรุโปร่ง แล้วจะไม่มีหมากเตรียมไว้ได้อย่างไร
“พี่หนิง ท่านอย่าล้อเล่นสิ ท่านต้องมีแผนการสิ” ประโยคท้าย จ้าวซินแทบจะโอดครวญ
ยามเห็นจ้าวซินเตรียมฉกถุงสุราอีกรอบ จ้าวหนิงเบี่ยงกายหลบทันควัน ชี้มือไปยังหยางเจียนีที่ควบม้าอยู่ด้านข้างด้วยท่าทีสงบนิ่ง “เจ้าไม่แปลกใจหรือที่นางเยือกเย็นถึงเพียงนี้ ลองถามนางดูสิ”
อันที่จริงจ้าวหนิงก็ลอบสงสัย ว่าเหตุใดหยางเจียนีจึงไม่ร้อนรนแม้แต่น้อย
จ้าวซินพลันฉุกคิด บนสมรภูมิ หยางเจียนีคือผู้ที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่จ้าวหนิงเสมอ นางสมควรพะวักพะวนเรื่องทิศทางสงครามยิ่งกว่าเขาเสียอีก
จ้าวซินอ้าปากเตรียมเอ่ย ทว่าวงหน้าเย็นชาปานภูเขาน้ำแข็งของนาง ที่แผ่ซ่านกลิ่นอาย ‘ห้ามเข้าใกล้’ ตลอดเวลา ทำเอากระดูกสันหลังจ้าวซินเย็นวาบ
สตรีผู้นี้คืออัจฉริยะและยอดฝีมือตัวจริง ยามเผชิญหน้า อัจฉริยะตระกูลใหญ่อย่างจ้าวซินยังอดทนรับแรงกดดันไม่ได้ ซ้ำนางยังสงวนคำพูด แผ่รังสีอำมหิตยากคาดเดา
ไม่มีผู้ใดรับประกัน ว่าหากเอ่ยวาจาผิดหูเพียงครึ่งประโยค จะจุดชนวนโทสะนางหรือไม่
โชคดีที่หยางเจียนีเป็นฝ่ายหลุดปากออกมาก่อน แม้จะไร้อารมณ์ความรู้สึก ประหนึ่งผู้สูงส่งปรายตามองมดปลวก ทว่าแค่นางยอมปริปาก จ้าวซินก็ลอบระบายลมหายใจโล่งอก
ทว่าเมื่อสดับวาจานาง จ้าวซินกลับต้องอ้าปากค้าง
“ไม่มีแผนการ ย่อมแปลว่าไม่มีศึก”
วาจานี้ หากแยกความหมายทีละคำ จ้าวซินกระจ่างแจ้ง ทว่าเมื่อประกอบรวมกัน เขากลับมืดแปดด้าน ไม่เข้าใจความหมายแฝงแม้แต่น้อย
ไร้ศึก ย่อมไม่จำเป็นต้องมีแผนการ ตรรกะนี้สมบูรณ์แบบ... แต่เหตุใดจึงจะไม่มีศึกเล่า
จ้าวหนิงตบบ่าจ้าวซินเบาๆ น้ำเสียงขึงขังดั่งเป็นพี่ชายเสียเอง “พี่รอง สงครามครั้งนี้… ยุติแล้ว”
ยุติแล้วหรือ จะเป็นไปได้อย่างไร ทัพเป่ยหูสามสี่แสนนายยังตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า หรือพวกมันเห็นธงรบเยี่ยนเหมินแล้วจะขวัญหนีดีฝ่อจนแตกพ่ายไปเอง
จ้าวซินสับสนจนแทบคลั่ง สภาพจิตใจจวนเจียนพังทลาย เขามองจ้าวหนิงสลับกับหยางเจียนี ก่อนตัดสินใจเค้นถามสตรีผู้ให้คำตอบ “สถานการณ์ที่พี่หนิงบอกเจ้า ช่วยอธิบายให้ข้าฟังสักนิดได้หรือไม่”
ทว่าคำตอบของนาง กลับกระชากให้เขาตกตะลึงอีกระลอก “เขาไม่ได้พูดอะไรกับข้า”
“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่มีศึก”
คราวนี้หยางเจียนีกลับเป็นฝ่ายเลิกคิ้วประหลาดใจ “ก็เขาบอกเองว่าไม่มีแผนการ”
คำตอบนี้ทำเอาจ้าวซินจุกจนแทบกระอักเลือด สายตาที่นางมองมาราวกับกำลังต่อว่าเขาเป็นคนไร้เหตุผล ซ้ำยังตอบด้วยสีหน้าขึงขังประหนึ่งเป็นสัจธรรม
สิ่งนี้บีบให้จ้าวซินเริ่มเคลือบแคลงสติปัญญาตนเอง หรือเขาจะโง่เง่าดักดานเกินเยียวยา เขาตระหนักว่าปัญญาของตนถูกคนสองคนที่รับส่งมุกกันอย่างรู้ใจ เหยียบย่ำจนแหลกเหลวไร้ชิ้นดี
“พี่หนิงบอกไม่มีแผนการ เจ้าก็ปักใจว่าไม่มีศึก การอนุมานนี้ดูสมเหตุสมผลยิ่งนัก ทว่า… เหตุใดเจ้าจึงเชื่อใจเขาสุดลิ่มทิ่มประตู โดยไม่ซักไซ้ไล่เลียงแม้แต่ครึ่งคำ”
จ้าวซินจับจุดผิดปกติได้แล้ว หรี่ตามองหยางเจียนีสลับกับจ้าวหนิง สองสามวันนี้เขารับหน้าที่ปรนนิบัติจ้าวหนิง ทว่าไม่เคยเห็นสองคนนี้ถกเรื่องทิศทางสงครามกันเลยสักครั้ง “พวกเจ้าสองคนรู้ใจกันปานนี้ตั้งแต่เมื่อใด”
วาจานี้แว่วเข้าโสต จ้าวหนิงพลันหน้าตึง ผู้ใดจะไปรู้ใจกับยัยทึ่มเห็นแก่กิน ที่วันๆ จ้องแต่จะหาวิธีอัดเขาให้จมดินกันเล่า
เขาหรี่ตา เตรียมงัดหลักการขึ้นมาโต้แย้ง ทว่าจ้าวซินกลับลูบคาง รำพึงรำพันกับตนเองเสียก่อน “ข้าจำได้ว่าวัยเยาว์ พวกเจ้าสองคนแทบจะมองหน้ากันไม่ติดนี่”
“ทุกคราที่เจียนีมาเยือนจวน ผู้อาวุโสสั่งให้เจ้าพานางไปวิ่งเล่น เจ้ามักปั้นหน้าหงิกงอ ทิ้งให้นางเดินตามต้อยๆ อย่างน่าเวทนา ส่วนตัวเจ้าคร้านจะปรายตามอง”
“ยิ่งมิพักต้องเอ่ยถึงการสนทนา เจ้าเอาแต่เล่นสนุกตามลำพัง เมินเฉยราวกับนางไร้ตัวตน… ข้ายังจำได้ เจ้าเคยโพทนาว่า ยามเจียนีกินขนมถั่วตัด นางเผลอกินน้ำมูกตัวเองเข้าไปด้วย”
ประโยคนี้หลุดออกไป หัวใจจ้าวหนิงร่วงวูบลงตาตุ่ม สีหน้าแปรเปลี่ยนฉับพลัน
วงหน้าหยางเจียนีแข็งค้าง ร่างกายเกร็งทื่อ มาดสตรีน้ำแข็งผู้สูงส่งแตกร้าวในพริบตา
สังเกตเห็นปฏิกิริยาปะทุเดือดของนาง จ้าวหนิงลอบสบถในใจ จ้าวซินมันพ่นวาจาบัดซบอันใด นี่มันราดน้ำมันลงบนกองเพลิงแค้นชัดๆ หรือกลัวว่าไฟพยาบาทของนางยังแผดเผาเขาไม่พอ
ไม่รอให้จ้าวหนิงห้ามปราม จ้าวซินยังคงขุดคุ้ยอดีตอย่างเมามัน
“หลายปีนั้น ข้าเห็นเจียนียืนเคียงข้างเจ้า ถูกเมินเฉยจนต้องแทะขนมเงียบๆ ข้าล้วนเวทนานางช่างบอบบาง ไร้ที่พึ่งพิง”
“ทว่าที่น่ารันทดสุด คงเป็นช่วงที่จ้าวยวี่เจี๋ยนางงูพิษนั่นเหยียบย่างเข้าจวน… ยามนั้นเจียนีเติบใหญ่เป็นโฉมสะคราญ ในที่สุดเจ้าก็เลิกรังเกียจนาง”
“แต่เจ้ากลับเขี่ยชิ้นปลามันทิ้ง หลังทำสัญญาหมั้นหมาย เจ้าหนีหน้าไม่ยอมพบนางแม้แต่เงา ข้ากล้ารับประกัน ด้วยรูปโฉมเลื่องชื่อแห่งเจียงจั่ว นางย่อมไม่เคยถูกหยามเกียรติเช่นนี้ในหยางโจวมาก่อน”
พูดจบ จ้าวซินก็เงยหน้าสรุปความ “ดังนั้น หากอิงตามหลักเหตุผล พวกเจ้าไม่มีทางรู้ใจกันได้ สมควรเป็นศัตรูคู่อาฆาต เจอหน้าเป็นต้องห้ำหั่นกันเสียมากกว่า ข้า…”
วาจาพลันชะงักงันกลางปล้อง
เพราะเบื้องหน้าเขา คือใบหน้ามืดทะมึนสองใบหน้าที่แผ่ซ่านจิตสังหารเหี้ยมเกรียม
จ้องมองปานจะฉีกทึ้งเนื้อมังสา เคี้ยวกลืนลงคอโดยไม่คายกระดูก
จ้าวซินขวัญหนีดีฝ่อ เพิ่งตระหนักว่าตนลั่นวาจาต้องห้ามที่สุดออกไป รื้อฟื้นแผลเป็นที่ทั้งสองอยากฝังกลบ ด้วยระดับพลังตบะ หากสองยอดฝีมือประเคนหมัดคนละหมัด ร่างเขาคงปลิวกระเด็นไกลนับสิบจั้ง
จ้าวซินลนลาน หัวเราะแห้งกลบเกลื่อน “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าหมายถึง… แม้ปีหนึ่งจะพบหน้าไม่กี่ครา ทว่าล้วนผูกพันมาแต่เล็ก นับเป็นสหายวัยเยาว์ การรู้ใจกันย่อมเป็นเรื่องสมควร สมควรอย่างยิ่ง”
จ้าวหนิงขบกรามกรอด “เจ้าหุบปากบัดซบของเจ้าเดี๋ยวนี้”
หยางเจียนีหน้าดำทะมึน “สหายวัยเยาว์งั้นรึ”
จ้าวซินลนลานแทบร่วงตกหลังม้า “ไม่ๆ ข้าหมายความว่า เจียนีเจ้าเข้าใจจ้าวหนิงดีเยี่ยม ส่วนจ้าวหนิง… สติปัญญาท่านล้ำเลิศปานนั้น คนทั่วไปย่อมตามไม่ทันมิใช่หรือ”
ยังไม่สิ้นประโยค จ้าวซินที่สติแตกจนกู่ไม่กลับ ฟาดแส้ตบก้นม้าฉาดใหญ่ ควบเตลิดหนีดุจสายฟ้าฟาด “พวกเจ้าค่อยๆ สนทนากัน ข้ามีธุระด่วน ขอตัวก่อน”
จ้องมองแผ่นหลังที่วิ่งเตลิด จ้าวหนิงสบถไล่หลัง “สมองของเจ้านี่สงสัยถูกลาเตะมาแน่”
เขาเตรียมก่นด่าจ้าวซินยกใหญ่ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจนาง สกัดกั้นมิให้หวนรำลึกบัญชีแค้นวัยเยาว์ ทว่าพลันสดับน้ำเสียงเย็นเยียบกระดูกของหยางเจียนีแทรกขึ้น
“เจ้าโพทนาว่า… ข้ากินสิ่งใดปนกับขนมงั้นหรือ”
หันขวับกลับไป หยางเจียนีหน้าตึงประดุจเหมันต์ มือคว้าด้ามดาบม่อเตาแน่น จ้าวหนิงหนังศีรษะชาหนึบ “มันพล่ามเหลวไหลไร้สาระ ไม่มีเค้ามูลแม้แต่น้อย เจ้าอย่าไปฟังมัน”
ยังไม่ทันขาดคำ สัญชาตญาณเอาตัวรอดทำงานฉับพลัน จ้าวหนิงกระทุ้งสีข้างม้า พุ่งทะยานดุจเกาทัณฑ์หลุดจากแล่ง “เอ่อ… ข้าไปลาดตระเวนแนวหน้าก่อน พี่รอง รอข้าด้วย”
ทรวงอกหยางเจียนีกระเพื่อมไหวอย่างไม่อาจระงับโทสะ
แต่ถึงกระนั้น นางมิได้ชักดาบม่อเตาควบม้าไล่ฟันเขา
มิใช่เพราะกลัวเสียกิริยา หรือผิดวิสัย ทว่าเป็นเพราะไร้ความจำเป็น
ทอดสายตามองท่าทีโอนเอนลุกลี้ลุกลนบนหลังม้าของจ้าวหนิง เปลือกตาที่หลุบต่ำค่อยๆ ยกขึ้น ไอสังหารเย็นเยียบหลอมละลายจางหาย
เนิ่นนาน นางก้มหน้ารำพึงแผ่วเบา “ข้าเข้าใจเขางั้นหรือ… อย่างมากก็เพียงเปลือกนอก เขาคือปริศนาดำมืด คล้ายหยั่งรู้ทุกสรรพสิ่งล่วงหน้า สิ่งที่ข้าสัมผัส เป็นเพียงเศษเสี้ยวแห่งความเร้นลับ”
นางเงยหน้าขึ้นอีกครา ทอดสายตามองเงาร่างจ้าวหนิงที่เล็กลงจนเป็นเพียงจุดดำริบหรี่
ปริศนาทั้งปวงในใต้หล้า ย่อมมีวันถูกคลี่คลาย และนั่น… คือคุณค่าการดำรงอยู่ของความเร้นลับ