ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 229 พฤติกรรมผิดแผก
บรรยากาศภายในราชสำนักต๋าต้านอวลไปด้วยความเงียบเหงาซึมเซา ตลอดเส้นทางที่จ้าวหนิงมุ่งหน้าสู่กระโจมข่าน แทบไร้เงาผู้คนสัญจร
ชาวเผ่าบางส่วนเพียงชะโงกหน้าพ้นม่านกระโจม ลอบสังเกตความเคลื่อนไหวภายนอกด้วยแววตาตื่นตระหนกหวาดระแวง ทารกที่แอบมุดรอดออกมาถูกผู้ใหญ่คว้าตัวกลับไปในพริบตา ตามด้วยเสียงฝ่ามือฟาดก้นฉาดใหญ่
ลานดินที่เคยเป็นตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าบัดนี้ว่างเปล่า ไร้เงาพ่อค้าเร่และชาวเผ่าที่เคยเดินขวักไขว่
กระทั่งคอกปศุสัตว์ที่เคยเซ็งแซ่ ยามนี้ฝูงวัวแกะกลับเงียบกริบราวกับไร้ชีวิต มิรู้ว่าชาวเผ่าใช้วิธีการใดกำราบ หรือสัญชาตญาณสัตว์เดรัจฉานจะสัมผัสได้ถึงคมดาบปรโลกที่จ่อทะลวงคอหอย
แม้ดวงตะวันจะสาดแสงแผดเผากลางนภา ทว่าจ้าวหนิงกลับรู้สึกประหนึ่งยืนอยู่กลางแดนน้ำพุเหลืองที่คละคลุ้งด้วยกลิ่นอายมรณะ
ต่อให้ทัพเยี่ยนเหมินจะเหยียบย่างมาถึง ทว่าจิตใจของไพร่พลและชาวเผ่าต๋าต้านกลับยังคงจมดิ่งอยู่ในห้วงความสิ้นหวัง
เบื้องหน้ากระโจมหลังหนึ่ง ปรากฏชายผมเผ้ารุงรังนั่งซดสุรา สลับกับหัวเราะร่าและร่ำไห้ราวกับคนเสียสติ
ยามจ้าวหนิงก้าวย่างผ่าน ชายขี้เมาพลันสะดุ้งสุดตัว ถดกายหนีลากยาวไปกว่าครึ่งจั้ง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดผวา แผดเสียงร่ำร้อง “พวกเราต้องตายกันหมด พวกเรากำลังจะตกเป็นทาส ทั้งเมียทั้งวัวแกะ… ไม่เหลือแล้ว”
ท่ามกลางบรรยากาศวิเวกวังเวง เสียงโหยหวนของชายขี้เมาเสียดแทงโสตประสาทอย่างรุนแรง ชาวเผ่าที่ลอบสังเกตการณ์ขบวนของจ้าวหนิงล้วนตัวแข็งทื่อ กระทั่งมือที่ง้างเตรียมฟาดบุตรหลานก็ยังชะงักค้าง
องครักษ์ราชสำนักผู้นำทางพลันแผ่รังสีอำมหิต หนึ่งในนั้นก้าวอาดยาวเข้าประชิด เตะอัดยอดอกจนชายขี้เมาหงายหลังตึง ก่อนจะกระหน่ำหมัดเท้าพายุบุแคม เสียงร้องโหยหวนค่อยๆ ขาดห้วงและดับลง
สุดท้ายร่างสลบไสลไม่ต่างจากสุนัขข้างถนนก็ถูกองครักษ์ลากคอทิ้งออกไปให้พ้นทาง
ภาพความโหดร้ายนี้ทำเอาชาวเผ่าหวาดผวาลานสายตา ต่างร่นถอยหดหัวหลบซ่อน ผู้ใหญ่อุ้มเด็กเผ่นแน่บเข้ากระโจม รัศมีร้อยก้าวรอบด้านกลายเป็นพื้นที่ร้างไร้สรรพสิ่งมีชีวิตในพริบตา
หวาดผวาจนขวัญหนีดีฝ่อถึงเพียงนี้เชียว
บรรยากาศตึงเครียดพิกลพิการนี้ มิได้ทำให้จ้าวหนิงสะทกสะท้าน ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกสลดปนสมเพชจนแค่นหัวเราะไม่ออก
มีทัพเยี่ยนเหมินหนุนหลัง เผ่าต๋าต้านสมควรลิงโลดฮึกเหิม ทว่ายามนี้ราชสำนักกลับจมปลักอยู่ในเงาแห่งความหวาดผวา คำตอบย่อมมีเพียงประการเดียว
ข่าวสารความพ่ายแพ้ยับเยินที่เขาเฟิ่งหมิง คงลุกลามทั่วราชสำนักต๋าต้านดั่งไฟลามทุ่งแล้ว
เผ่าต๋าต้านย่อมกระจ่างแจ้งว่าทัพเยี่ยนเหมินเผชิญศึกหนักหนาสาหัสเพียงใด ตระหนักถึงยอดคนตายที่กองพะเนิน และประจักษ์ชัดว่าเผ่าเป่ยหูมียอดฝีมือระดับราชันย์ซุกซ่อนอยู่นับไม่ถ้วน
ในสายตาพวกมันยามนี้ การมาเยือนของทัพเยี่ยนเหมินมิใช่เครื่องการันตีชัยชนะ กลับกัน พวกมันปักใจเชื่อว่าต่อให้ทัพเยี่ยนเหมินทุ่มกำลังสุดตัว ก็ยากจะต้านทานทัพผสมเทียนหยวนและชี่ตัน
เค้าลางมรณะที่จ้าวหนิงมองทะลุ ราชสำนักต๋าต้านย่อมมองออกเช่นกัน
ความจริงข้อนี้ผลักดันพวกมันลงสู่หุบเหวแห่งความสิ้นหวัง ยิ่งกว่ายามที่ทัพเยี่ยนเหมินยังมิปรากฏตัว
ก่อนทัพเยี่ยนเหมินมาถึง อย่างน้อยพวกมันยังพอมีฟางเส้นสุดท้ายให้เกาะกุม วาดหวังว่าหากทัพใหญ่มาทัน ชัยชนะย่อมตกอยู่ในกำมือ อ๋องหุนเสียปาถูและพรรคพวกย่อมยึดมั่นในความคิดนี้
มาบัดนี้ ทั่วทั้งราชสำนักต๋าต้านลนลานราวกับนกตื่นเกาทัณฑ์ เงามืดแห่งความสิ้นหวังกลืนกินทุกตารางนิ้ว กัดกร่อนขวัญกำลังใจไพร่พลและชาวเผ่าต๋าต้านจนแหลกสลาย
ภายในกระโจมข่าน จ้าวเสวียนจีกำลังถกแผนที่ทหารกับข่านต๋าต้าน ผู้ร่วมนั่งล้อมวงล้วนเป็นเชื้อพระวงศ์และขุนนางระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นองค์รัชทายาท อ๋องหุนเสียปาถู กระทั่งองค์หญิงท่าน่าก็ประทับอยู่ด้วย
ทันทีที่จ้าวหนิงก้าวล่วงเข้ากระโจม สายตาทุกคู่พลันตวัดจ้องมอง
หากชั่งน้ำหนักจากวีรกรรมที่จ้าวหนิงพลิกกระดานศึกช่วยชีวิตเผ่าต๋าต้าน ต่อให้ขุนนางทั้งโถงกระโจมจะคุกเข่าโขกศีรษะสักสามจบก็ยังมิถือว่าเกินเลย
ทว่ายามนี้ ในแววตาของคนเหล่านั้นกลับเหือดแห้งซึ่งความเคารพ ไร้เงาความเลื่อมใส ปราศจากความยำเกรงและไร้ซึ่งความเชื่อมั่นโดยสิ้นเชิง
สายตาเหล่านั้นเพียงปรายมองชั่วอึดใจ ก่อนจะตวัดกลับไปทางอื่น ไม่แม้แต่จะหยุดจับจ้องร่างของจ้าวหนิง สะท้อนความเมินเฉยชืดชาอย่างโจ่งแจ้ง
จ้าวหนิงอ่านทะลุสันดานคนพวกนี้จนหมดเปลือก ในเมื่อพวกมันปักใจว่ากระดานศึกนี้ย่อยยับเกินเยียวยา เขาไม่มีปัญญาพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน และไม่อาจประทานทางรอดแก่พวกมันได้อีก
มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ผุดลุกขึ้นต้อนรับ
ผู้แรกย่อมเป็นอ๋องหุนเสียปาถู เขาสาวเท้าเข้าหาจ้าวหนิง ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
“วีรกรรมสะท้านฟ้าของท่านแม่ทัพจ้าว ณ เขาเฟิ่งหมิง ข้าได้ยินมาจนหมดสิ้น ท่านแม่ทัพช่างหาญกล้าไร้เทียมทาน พวกข้าได้แต่มองตามแผ่นหลัง การได้จับดาบเคียงข้างท่านในศึกครานี้ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของพวกเรา”
เบื้องหลังเขาคือองค์หญิงท่าน่าผู้เลอโฉม นัยน์ตากลมโตกระจ่างใสดุจธารวารีจ้องมองจ้าวหนิงไม่กะพริบ ภายในแววตาคู่นั้นเปี่ยมล้นด้วยความเทิดทูนบูชาวีรบุรุษอย่างหมดหัวใจ
“ข้ามิสันทัดเรื่องพิชัยสงคราม ทว่าข้าทราบดีว่าท่านแม่ทัพคือวีรบุรุษผู้เพียบพร้อมทั้งปัญญาและความกล้าหาญ ไม่ว่าสถานการณ์จะมืดมนเพียงใด ขอเพียงวีรบุรุษปรากฏกาย ย่อมนำพาพวกเราฝ่าวิกฤต คว้าชัยชนะสุดท้ายมาได้อย่างแน่นอน”
สำเนียงภาษาต้าฉีของนางกังวานใส ราวกับตัวตนที่บริสุทธิ์ผุดผ่องไร้มลทิน
จ้าวหนิงเตรียมประสานมือถ่อมตนตามมารยาท พลันเสียงแค่นจมูกเย็นชาดังแทรก เสียดแทงโสตประสาทอย่างจัง เมื่อปรายตามอง จึงพบว่าเป็นรัชทายาทต๋าต้านที่นั่งปั้นหน้าขึงขังไม่ไหวติง
ไม่รอให้จ้าวหนิงขยับริมฝีปาก รัชทายาทต๋าต้านผู้ทอดสายตาตรงไปเบื้องหน้าก็เอ่ยวาจาถากถาง
“พวกเจ้าสองคนตีค่าทัพผสมเทียนหยวนชี่ตันต่ำต้อยไปกระมัง นั่นคือมฤตยูที่สูบเลือดทัพเยี่ยนเหมินจนย่อยยับ ต่อให้แม่ทัพจ้าวจะปราดเปรื่องเพียงใด ก็เป็นเพียงระดับวิญญาณต้นกำเนิด หรือเจ้ามีปัญญาบั่นคอระดับราชันย์ได้”
หลังจากซมซานหนีตายจากเผ่าเสี่ยวเยี่ย รัชทายาทผู้นี้เคยซาบซึ้งแทบจะกราบกราน แต่บัดนี้กลับพลิกลิ้นเปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังเท้า จ้าวหนิงได้แต่ละเมียดความแปลกใจ
ปาถูตวัดหน้าขวับ โทสะพลุ่งพล่าน “ท่านแม่ทัพเดินทางไกลนับพันลี้ อาบเลือดรบพุ่งฝ่าวงล้อมมาช่วยกู้สถานการณ์ องค์รัชทายาทไฉนจึงพ่นวาจาสามหาวเช่นนี้”
“หุบปาก ที่นี่มีที่ให้เจ้าสอดคำรึ”
รัชทายาทตวาดลั่นวางอำนาจบาตรใหญ่ ขณะที่ปาถูหน้าแดงก่ำด้วยไฟโทสะ และท่าน่าเบิกตาฉงน มันก็ปรายตามองจ้าวหนิงพลางแค่นเสียง
“ท่านแม่ทัพจ้าว ก่อนไฟสงครามปะทุ ท่านปั่นหัวให้พวกเราเชื่อว่าขอเพียงทัพเยี่ยนเหมินลงสนาม เผ่าเทียนหยวนและชี่ตันจะถูกบดขยี้เป็นผุยผง เพราะเหตุนี้ ท่านถึงได้สูบเลือดสูบเนื้อกอบโกยสมบัติไปมหาศาล ซ้ำยังบีบให้พวกเราต้องแบกเสบียงเลี้ยงดูทัพเยี่ยนเหมินอีก”
“ทว่าบัดนี้เป็นเช่นไร ทัพเทียนหยวนและชี่ตันตั้งค่ายตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ท่านแม่ทัพมีปัญญาบดขยี้พวกมันหรือไม่ ไร้ปัญญาดับไฟให้เจ้าบ้าน แต่กลับรีดไถผลประโยชน์ไปจนพุงกาง นี่หรือคือการกระทำของวิญญูชน”
ยามเอื้อนเอ่ย นัยน์ตาที่จ้องมองจ้าวหนิงประหนึ่งมองโจรปล้นชิง เปี่ยมด้วยความเคียดแค้น เหยียดหยาม และเป็นปรปักษ์ ราวกับจ้าวหนิงสวมเขาแย่งชิงลูกเมียมันไปก็มิปาน
เค้าหน้าของจ้าวหนิงพลันเย็นเยียบ
เขาไม่เคยลั่นสัจจะแม้แต่ครึ่งคำว่าทันทีที่ทัพเยี่ยนเหมินถึง สมรภูมิจะถูกกวาดล้างจนราบคาบ ทรัพย์ศฤงคารเหล่านั้น เผ่าต๋าต้านล้วนประเคนมาเป็นบรรณาการ คุกเข่าอ้อนวอนให้ทัพเยี่ยนเหมินลงมือช่วยเหลือเองทั้งสิ้น
มายามนี้กลับพลิกลิ้นสาดโคลน พ่นวาจาสามหาว โยนความผิดหาว่าเขาเป็นสุนัขเนรคุณต่ำช้า
ผ่านการกรำชีวิตมาถึงสองชาติภพ กระจ่างลึกถึงก้นบึ้งสันดานมนุษย์ จ้าวหนิงย่อมมองทะลุพฤติกรรมของรัชทายาทผู้นี้… ว่ากันตามตรง ไอ้ระยำนี่ก็แค่สุนัขสอพลอที่เห็นแก่ตัวและหิวโหยผลประโยชน์เท่านั้น
ยามใดที่จ้าวหนิงมีประโยชน์ต่อมัน มันก็พร้อมจะหมอบกราบเลียรองเท้า
ทว่ายามนี้ เมื่อคิดว่าจ้าวหนิงสิ้นไร้เขี้ยวเล็บในการกวาดล้างศัตรู ไม่อาจบันดาลผลประโยชน์ได้อีก มันก็กลับมานึกเสียดายทรัพย์สิน แล้วพาลตีหน้ายักษ์มองเขาเป็นหอกข้างแคร่
ในโลกหล้า สุนัขหน้าไหว้หลังหลอกมีเกลื่อนกลาดกว่าหนูโสโครก ซ้ำวิสัยทัศน์ยังคับแคบตื้นเขินไม่ต่างกัน
“หุบปาก พ่นวาจาเหลวไหลอันใดออกมา”
ข่านต๋าต้านตวาดกร้าว ก่อนหันไปประสานมือประนอมข้อพิพาทกับจ้าวเสวียนจี “ท่านเสนาธิการใหญ่โปรดระงับโทสะ รัชทายาทเพียงวิตกกับกระดานศึกจนสติเลอะเลือน ขอท่านอย่าได้ถือสากับคนใจแคบ”
จ้าวเสวียนจีประทับอยู่ในกระโจมมาตลอด ยามรัชทายาทพ่นวาจาสามหาว ล้วนมิได้ไว้หน้าเขาสักกะผีก
จ้าวเสวียนจียังไม่คิดพลิกกระดานแตกหัก เขาโบกมือปัด สบตากับจ้าวหนิงเพียงชั่วพริบตา ก่อนเอ่ยกับข่านต๋าต้าน “กระดานศึกสาหัสจริงแท้ รัชทายาทว้าวุ่นจนเสียกิริยา ข้าเข้าใจได้”
แม้อาวุโสแห่งตระกูลจ้าวจะแสดงความใจกว้าง ทว่ารัชทายาทต๋าต้านกลับมิคิดถอยร่น ซ้ำยังได้คืบจะเอาศอก แม้มันมิกล้าคำรามใส่จ้าวเสวียนจี ทว่านัยน์ตายังคงถลึงจ้องจ้าวหนิงอย่างอำมหิต
“ท่านแม่ทัพจ้าว เหตุใดจึงเป็นใบ้ ไร้วาจาจะแก้ตัว หรือหมดปัญญาต่อกรข้าศึกแล้ว ท่าน่าอุตส่าห์เทิดทูนว่าท่านเป็นวีรบุรุษสะท้านฟ้าเชียวนะ”
“ก่อนหน้านี้ตอนสั่งให้พวกเรารีดไพร่พล เตรียมสาดเลือดกับทัพเทียนหยวนชี่ตัน ท่านมิใช่เหิมเกริม วางอำนาจบาตรใหญ่ชี้นิ้วสั่งการหรอกหรือ”
“บัดนี้ เผ่าต๋าต้านตกอยู่ในสภาพย่อยยับ ซ้ำยังต้องทุบหม้อข้าวรีดทรัพยากรทั้งราชสำนักมาประเคนบำรุงทัพเยี่ยนเหมิน ท่านแม่ทัพจ้าวจะไม่แสดงความรับผิดชอบอันใดเลยรึ”
จ้าวหนิงถูกสุนัขลอบกัดจนแทบหลุดขบขัน ข่านต๋าต้านรีบคำรามสั่งให้มันหดหัว ก่อนหันปั้นหน้าสลดเสแสร้งทำตัวไม่ถูกต่อจ้าวเสวียนจี “ท่านเสนาธิการใหญ่ ท่านดูเถิด… อ้ายลูกทรพีช่างเหลวไหลสิ้นดี”
รัชทายาทดื้อดึงไม่เลิกรา แผดเสียงลั่น
“ข้ออ้างรุกรานของเทียนหยวนและชี่ตัน มีแค่เรื่องพวกเราอารักขาขบวนสินค้ามันพลาด หากยามนั้นพวกเราไม่หูเบาหลงคารม กัดฟันจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้จบสิ้น เผ่าต๋าต้านคงไม่ต้องเผชิญหายนะเลือดนองแผ่นดินเช่นนี้”
วาจานี้จุดชนวนเสียงสนับสนุนจากเหล่าขุนนางเฒ่าในทันควัน ภายในกระโจมข่านพลันอื้ออึงเซ็งแซ่
วลี ‘หลงคารม’ ย่อมพุ่งเป้าไปที่จ้าวหนิง ยัดเยียดข้อหาตัวการหายนะ ราวกับจ้าวหนิงเป็นเพชฌฆาตลากไพร่พลพวกมันไปสังหารหมู่
กระดานศึกพ่ายแพ้ยับเยิน ยามคมดาบจ่อคอหอย พวกมันย่อมรีบปัดสวะให้พ้นตัว
สันดานมนุษย์มักมืดบอดต่อความผิดพลาด ไร้ความกล้าหาญจะยอมรับความอ่อนแอของตน โดยเฉพาะพวกสุนัขขี้แพ้ ยิ่งดิ้นรนสลัดความรับผิดชอบ ประหนึ่งการโบ้ยความผิดจะช่วยเชิดชูความเก่งกาจจอมปลอม
โบราณกล่าว ‘ผู้รู้ละอายใกล้เคียงผู้หาญกล้า’ มีเพียงยอดคนสติปัญญาเข้มแข็งจึงกล้ารับความอัปยศ และรัชทายาทเดรัจฉานผู้นี้ ย่อมห่างไกลจากคำนั้นสุดกู่
“ไอ้ลูกทรพี บังอาจสาดน้ำลายใส่ท่านแม่ทัพจ้าว รนหาที่ตายนักรึ ทหาร ลากคอตัวมันออกไป”
ข่านต๋าต้านผุดลุกพรวด คว้าจอกสุราปาอัดใส่รัชทายาท แผดเสียงเรียกองครักษ์ให้เข้ามาลากคอองค์ชายออกไปให้พ้นหูพ้นตา
รัชทายาทถูกบีบให้ล่าถอย ทว่าไฟแค้นในอกยังคุกรุ่น ยามเดินผ่านร่างจ้าวหนิง มันยังตวัดสายตาอาฆาตมาดร้ายราวกับงูพิษ
“หยุด” จ้าวหนิงตวาดกร้าว ประกาศิตสั่งให้รัชทายาทชะงักฝีเท้า
เขาปรายตามองข่านต๋าต้านและจ้าวเสวียนจี
จ้าวหนิงมองทะลุกลลวงจนหมดเปลือก เหตุที่สุนัขอย่างรัชทายาทกล้าเห่าหอนต่อหน้าจ้าวเสวียนจี มิใช่เพียงเพราะสันดานดิบ แต่เป็นการประสานงิ้วโรงใหญ่กับข่านต๋าต้าน
เดินหมากมาถึงจุดนี้ มีหรือราชสำนักต๋าต้านจะไม่รู้ว่าทัพเยี่ยนเหมินคือฟางเส้นสุดท้าย คือกำแพงเหล็กกล้าแห่งเดียวที่จะคุ้มกะลาหัวเผ่าพันธุ์ ในสถานการณ์หมิ่นเหม่เช่นนี้ ไม่ว่าในใจจะคดเคี้ยวปานใด มีหรือจะกล้าแตกหักกับทัพเยี่ยนเหมิน
รัชทายาทและข่านต๋าต้าน คนหนึ่งสวมบทผู้ร้าย คนหนึ่งสวมบทคนดี รับส่งบทบาทกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย เป้าหมายย่อมหนีไม่พ้นการใช้มุกตื้นๆ บีบคั้นทวงบุญคุณทัพเยี่ยนเหมิน
เป้าประสงค์ที่ลึกล้ำกว่านั้น คือยั่วยุให้จ้าวหนิงอับอายจนเลือดขึ้นหน้า บีบให้เขาต้องดิ้นรนพิสูจน์ฝีมือ นำทัพบุกทะลวงค่ายเทียนหยวนและชี่ตันด้วยความวู่วาม
เช่นนั้นแล้ว ในสมรภูมิถัดไป ทัพเยี่ยนเหมินจะต้องถูกผลักไปเป็นโล่เนื้อแนวหน้า จ้าวหนิงต้องแบกรับศัตรูระดับพระกาฬ ส่วนไพร่พลต๋าต้านก็จะได้ซุกหัวอยู่เบื้องหลัง สงวนสรรพกำลังของตนเอง
หากรูปคดีพลิกผัน พวกมันก็พร้อมเผ่นหนีเอาตัวรอด หากกระดานศึกยืดเยื้อ พวกมันก็สามารถกราบทูลองค์จักรพรรดิ ร้องขอให้ต้าฉีส่งกองหนุนมาป้อนเข้าปากเพิ่ม
และหากชัยชนะตกลงในกำมือ ยามแบ่งปันเค้กชิ้นโต พวกมันก็จะกอบโกยผลประโยชน์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย