ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 230 เดิมพัน
รัชทายาทต๋าต้านชะงักตามเสียงตวาด มันปรายหางตามองจ้าวหนิง แม้สุดจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใด ทว่าริมฝีปากยังคงแสยะยิ้มหยันไม่หยุดหย่อน เค้าหน้าส่อแววท้าทาย ‘ข้าจะคอยดูว่าเจ้ามีปัญญาทำสิ่งใด’
ฝั่งข่านต๋าต้าน เมื่อเห็นจ้าวหนิงโทสะเดือดดาล นัยน์ตาลอบทอประกายลิงโลดที่แผนลุล่วง ‘อัจฉริยะหนุ่มผู้หยิ่งผยอง… ต่อให้ปราดเปรื่องปานใด มีหรือจะต้านทานอุบายยั่วโทสะตื้นๆ เช่นนี้’
“ท่านข่าน ท่านเสนาธิการใหญ่ วาจารัชทายาทล้วนเหยียดหยาม ข้ามิอาจทำหูทวนลม”
นัยน์ตาจ้าวหนิงตวัดรังสีอำมหิตพาดผ่าน “แค่ขับไล่ทัพเทียนหยวนและชี่ตันมิใช่หรือ ในเมื่อข้ากวาดล้างพวกมันที่เขาเฟิ่งหมิงได้ ที่นี่ข้าย่อมทำได้เช่นกัน ทว่าหากข้าถอนรากถอนโคนข้าศึกสำเร็จ ท่านข่านและรัชทายาทจะชดใช้วาจาสามหาวในวันนี้เช่นไร”
สดับวาจานี้ เหล่าขุนนางต๋าต้านทั่วกระโจมพลันลมหายใจสะดุด บ้างตื่นเต้นฮึกเหิม บ้างลอบยินดีสะใจ ทว่าส่วนใหญ่กลับมองเหยียดหยาม ถ้อยคำอวดอ้างเหนือจริงเยี่ยงนี้ ช่างโง่เขลาเบาปัญญาโดยแท้
จ้าวเสวียนจีหน้าถอดสี รีบตวาดเสียงกร้าว “หนิงเอ๋อร์ หุบปาก” นัยน์ตาชราตวัดมองเชิงปราม
โอกาสทองลอยมาตรงหน้า ข่านต๋าต้านย่อมไม่ปล่อยให้หลุดลอย ทว่ายังคงเก็บงำความลิงโลด แสร้งตีหน้าเคลือบแคลง “วาจาท่านแม่ทัพจ้าว เกรงว่าจะอวดอ้างเกินจริงไปกระมัง”
รัชทายาทต๋าต้านฉวยจังหวะราดน้ำมันบนกองไฟ เย้ยหยันทันควัน “ท่านแม่ทัพจ้าว เรื่องที่ไร้ปัญญาทำ ทางที่ดีอย่าพ่นออกมาให้ขายขี้หน้าจะดีกว่า ประเดี๋ยวจะตกเป็นตัวตลกของใต้หล้า”
“สุนัขอย่างเจ้าหุบปาก ข้ากำลังสนทนากับท่านข่าน มีที่ให้เจ้าสอดคำรึ” จ้าวหนิงตวาดเสียงเย็นเยียบ รังสีคุกคามกดทับจนรัชทายาทต๋าต้านหน้าซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนกปนเดือดดาล
จ้าวหนิงเมินเฉยสุนัขขี้แพ้ นัยน์ตาตวัดจ้องกดดันข่านต๋าต้าน “ท่านข่านกล้าเดิมพันกับข้าหรือไม่”
“หากข้าไร้ปัญญาขับไล่ทัพเทียนหยวนและชี่ตัน ชาตินี้ข้าจะไม่ขอจับดาบเหยียบย่างสมรภูมิอีก แต่หากข้าทำสำเร็จ ท่านข่านจะปูนบำเหน็จข้าเช่นไร และจะชดใช้วาจาสามหาวของรัชทายาทด้วยสิ่งใด”
จ้าวเสวียนจีรีบร้องปราม “หนิงเอ๋อร์ การศึกเดิมพันด้วยแว่นแคว้น อย่าได้วู่วาม”
จ้าวหนิงตอกกลับหนักแน่น “ท่านเสนาธิการใหญ่โปรดวางใจ ข้ามีหมากในใจแล้ว”
ถึงขั้นนี้ ข่านต๋าต้านพลันหัวเราะร่วน “ท่านเสนาธิการใหญ่ แม่ทัพจ้าวคือวีรบุรุษหนุ่ม ไม่แน่ว่าอาจสร้างปาฏิหาริย์ถอยร่นข้าศึกได้จริง อย่างไรเสียก็มิใช่เรื่องคอขาดบาดตาย พวกเราลองเดิมพันดูสักตั้งจะเป็นไร ความห้าวหาญของคนหนุ่มสมควรส่งเสริม มิใช่ออกหน้าขัดขวาง”
สิ้นคำ มันหันขวับมาทางจ้าวหนิง “หากท่านแม่ทัพจ้าวมีหมากเด็ด กวาดล้างทัพเทียนหยวนชี่ตัน ปกป้องเผ่าพันธุ์เราได้ ข้าย่อมไม่ตระหนี่รางวัล ห้าแสน...”
เดิมทีมันหมายจะลั่นวาจาห้าแสนตำลึงทอง ทว่าเมื่อเหลือบเห็นจ้าวเสวียนจีถลึงตาดุดัน มันจำต้องเปลี่ยนคำกะทันหัน “หนึ่งล้านตำลึงทองเป็นเยี่ยงไร”
จ้าวหนิงแค่นเสียงหยัน เค้าหน้าอาบไล้ด้วยความเหยียดหยาม “เผ่าต๋าต้านมีค่าเพียงหนึ่งล้านตำลึงทองเชียวรึ ลำพังแค่กะโหลกบนบ่าของรัชทายาท ยังมีค่ามากกว่าเศษเงินนี้ ท่านข่านกำลังดูแคลนข้าอยู่หรือ”
ข่านต๋าต้านลังเลหนัก ปรายตามองรัชทายาทก็พบสีหน้าร้อนรนเร่งเร้า มันครุ่นคิดอึดใจเดียว ทว่ามิทันขยับปาก น้ำเสียงเด็ดขาดของจ้าวหนิงก็กระแทกสวน “สิบล้านตำลึงทอง”
ข่านต๋าต้านหน้าถอดสี โบกมือปัดพัลวัน “ไม่ได้ เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด มหาศาลเกินไป…”
“ข้าขอรับประกัน นับจากวินาทีนี้จวบจนสิ้นเสียงกลองศึก ยอดคนตายของทหารเผ่าต๋าต้าน จะไม่เกินสองหมื่นนาย”
วาจานี้สะท้านโสตจนผู้คนแทบลืมหายใจ “ชีวิตไพร่พลนับหมื่นที่เป็นรากฐานค้ำจุนเผ่าต๋าต้าน หรือยังมีค่าไม่คู่ควรกับเม็ดเงินเหล่านี้อีก”
ข่านต๋าต้านสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ “นี่มัน…”
“ภายในครึ่งเดือน ข้าจะกวาดล้างทัพเทียนหยวนและชี่ตันให้สิ้นซาก หากพลาดพลั้ง ข้ายินดีควักเนื้อจ่ายค่าปรับหนึ่งล้านตำลึงทอง” จ้าวหนิงเพิ่มเดิมพัน ท่าทีโอหังอหังการ ประหนึ่งข้าศึกนับแสนในสายตาเป็นเพียงฝูงมดปลวก
“กวาดล้างข้าศึกในครึ่งเดือน” ข่านต๋าต้านเบิกตากว้างเหลือเชื่อ ยามนี้มันหิวโหยอยากฮุบเงินหนึ่งล้านตำลึงทองของจ้าวหนิงจนตัวสั่น จึงกัดฟันเคาะราคาเบ็ดเสร็จ “แปดล้านตำลึงทอง”
จ้าวหนิงชี้ปลายนิ้วอัดหน้าองค์รัชทายาท “แปดล้านตำลึงทอง บวกกับไอ้สวะนี่ต้องคุกเข่าโขกศีรษะ กล่าวคำขมาต่อหน้าชาวราชสำนักทุกผู้ทุกคน”
“ตกลง”
“ประทับตราสัญญาลายลักษณ์อักษร ประกาศให้ทั่วราชสำนักรับรู้ ข้าไม่อยากเห็นสุนัขตุกติกเบี้ยวหนี้”
“ย่อมได้ สมควรเป็นเช่นนั้น”
……
มิช้านาน ภายใต้ประกาศิตข่านต๋าต้าน ชาวเผ่าเนืองแน่นถูกเกณฑ์มารวมตัวหน้าลานกระโจม ท่ามกลางสายตานับหมื่นคู่ ข่านต๋าต้านป่าวประกาศเรื่องการเดิมพันสะท้านฟ้าระหว่างมันกับจ้าวหนิง
พริบตาเดียว ลานกว้างพลันเดือดดาลดุจน้ำทะลักหม้อ เสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่อื้ออึง
“แม่ทัพจ้าวจะขับไล่ทัพเทียนหยวนชี่ตันในครึ่งเดือน เป็นไปได้อย่างไร”
“อวดอ้างเหนือจริง ต่อให้ทัพเยี่ยนเหมินเกรียงไกรปานใด ศึกเขาเฟิ่งหมิงก็ยังสูญเสียย่อยยับมิใช่หรือ”
“ข้าว่าแม่ทัพจ้าวผู้นี้เสียสติไปแล้วแน่”
“เสียสติอันใด ก็แค่วัยรุ่นเลือดร้อนโดนท่านข่านปั่นหัว ข้าดูออกว่าท่านข่านแค่หิวเงินหนึ่งล้านตำลึงทองของเขาก็เท่านั้น”
“คราวนี้ทัพเยี่ยนเหมินเตรียมซวย เฮ้อ ชาวจงหยวนมีคำกล่าว ขุนพลไร้ปัญญา พาไพร่พลตายเปล่า โดยแท้”
“ระวังปากหน่อย อย่างไรเสียแม่ทัพจ้าวก็มาร่วมรบเพื่อพวกเรา…”
ข่านต๋าต้านทอดมองความวุ่นวายด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าในอกกลับลิงโลด มาถึงขั้นนี้ ไม่ต้องสนว่ากระดานศึกจะแพ้หรือชนะ แค่มีทัพเยี่ยนเหมินถูกผลักไปเป็นโล่เนื้อแนวหน้า หนทางพลิกแพลงเอาชีวิตรอดของเผ่ามันก็กว้างขวางขึ้นมหาศาล
ซ้ำร้ายต่อให้พ่ายแพ้ยับเยินจนต้องซมซานลี้ภัยเข้าพึ่งพิงต้าฉี มันก็ยังมีทุนรอนหนึ่งล้านตำลึงทองก้นถุง ไม่ถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัว มองมุมใดการเดิมพันครานี้ก็มีแต่กอบโกย ไร้หนทางขาดทุน นี่คือเหตุผลแท้จริงที่มันยินยอมรับคำท้า
ติดเพียงยอดเดิมพันแปดล้านตำลึงทองนั้นมหาศาลเกินหยั่ง แค่หวนคิดมันก็ปวดใจจนเนื้อเต้น
“ท่านแม่ทัพจ้าว หลังจากนี้คงต้องพึ่งพาฝีมือท่านแล้ว” ข่านต๋าต้านประสานมือคารวะ
จ้าวหนิงแค่นเสียงเย็นชา สะบัดแขนเสื้ออาดยาวจากไป ทิ้งขบวนพร้อมกับจ้าวเสวียนจีที่หน้าดำคร่ำเครียด
ยามวิกาล ณ ค่ายทัพเยี่ยนเหมิน อ๋องหุนเสียปาถูลอบขอเข้าพบ ทันทีที่ย่างเท้าเข้ากระโจม มันรีบโขกศีรษะขอขมาแทนความบัดซบของข่านและรัชทายาท ซ้ำยังก่นด่าองค์รัชทายาทอย่างสาดเสียเทเสียว่าเป็นเดรัจฉานเนรคุณ
ยามหย่อนกายลงนั่ง มันเอ่ยถามด้วยแววตาเปี่ยมหวัง “ท่านแม่ทัพจ้าวมีหมากเด็ดถอยร่นข้าศึกจริงหรือ”
จ้าวหนิงเมินคำถาม สวนกลับเสียงเรียบ “อ๋องหุนเสียตั้งใจจะทุ่มเทสรรพกำลังช่วยข้าเต็มที่หรือไม่”
ปาถูชะงักงัน เอ่ยตะกุกตะกัก “ทัพเยี่ยนเหมินมาเพื่อกอบกู้พวกเรา หากท่านแม่ทัพมีบัญชา เปิ่นหวังย่อมมิกล้าปฏิเสธ เพียงแต่ข้ามีฐานะจำกัด เกรงว่าจะมิอาจสับเปลี่ยนกองทัพใหญ่ได้ทั้งหมด…”
สดับวาจานี้ จ้าวหนิงทะลวงถึงสันดานและเจตนาแท้จริงของการมาเยือนทันที
ด้านหนึ่ง ปาถูปรารถนาจะเกาะชายเสื้อจ้าวหนิงร่วมรบ เพื่อกอบโกยความชอบ ยกระดับบารมีตนในเผ่าเพราะที่ผ่านมา แม้มันจะกุมบังเหียนนำทัพ ทว่าก็พ่ายแพ้ยับเยินมาตลอดศก
ทว่าอีกด้าน มันก็หวั่นเกรงว่าจ้าวหนิงจะสิ้นน้ำยา เดิมพันคลุ้มคลั่งในกระโจมข่านอาจเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ หากบุ่มบ่ามร่วมรบย่อมมีแต่พาไพร่พลไปตายเปล่า หากทิศทางลมเป็นเช่นนั้น มันขอหดหัวซุกอยู่เบื้องหลังเสียยังดีกว่า
ปาถูจึงลอบมาหยั่งเชิง
เมื่อเห็นเค้าหน้าจ้าวหนิงฉายแววรำคาญ ปาถูที่กระจ่างว่ายิ่งพูดยิ่งมัดตัว จึงรีบวกกลับ “ท่านแม่ทัพจ้าวพอจะชี้แนะแผนการสักกระผีกได้หรือไม่”
จ้าวหนิงตอบเสียงตายด้าน “ไร้แผนการ”
“ไร้แผนการ จะไร้แผนการได้อย่างไร ท่านแม่ทัพหมายจะถอยร่นข้าศึก ไฉนจึงปราศจากอุบาย” ปาถูตื่นตะลึง เค้าหน้าเต็มไปด้วยความฉงน
จ้าวหนิงคร้านจะต่อความยาวสาวความยืด โบกมือปัดอ้างความเหนื่อยล้า ออกปากไล่แขกกลับกระโจม
ปาถูผุดลุกขึ้นด้วยใจว้าวุ่น ตวัดสายตามองด้วยความไม่ยินยอม คล้ายอยากเอื้อนเอ่ย ทว่าเมื่ออ้าปากกลับพบเพียงแผ่นหลังเย็นชาที่เมินเฉย มันจึงทำได้เพียงกลืนวาจาลงคอ ล่าถอยกลับไปอย่างหงอยเหงา
นับแต่วันนั้น ทั่วทั้งราชสำนักต๋าต้านล้วนเบิกตาพองโต เฝ้ารอว่าจ้าวหนิงจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินตามคำท้าพนันเช่นไร จะงัดค่ายกลพิสดารใดมาสยบข้าศึก
ต่อให้รัชทายาทต๋าต้านจะสาดโคลนเหยียดหยามจ้าวหนิงให้ต่ำต้อยปานใด ทว่าทุกผู้คนกระจ่างแก่ใจ จ้าวหนิงผู้บัญชาทัพพลิกนรกคว้าชัยที่เขาเฟิ่งหมิงด้วยตัวคนเดียว คือจอมทัพผู้ล้ำเลิศทั้งปัญญาและความเหี้ยมหาญโดยแท้
ผู้คนมากมายรวมถึงปาถูและท่าน่า ต่างตั้งตารอคอยให้จ้าวหนิงสำแดงเดช งัดหมากพิสดารที่ไม่มีใครคาดเดาออก เพื่อชิงชัยชนะเหนือจินตนาการมาสั่นคลอนหน้าประวัติศาสตร์
เบื้องบนจรดเชื้อพระวงศ์ขุนนาง เบื้องล่างจรดชาวเผ่าตาดำๆ ทั่วทั้งต๋าต้าน หามีผู้ใดไม่ภาวนาให้จ้าวหนิงเหยียบย่ำทัพเทียนหยวนและชี่ตันจนย่อยยับ เพราะนั่นเดิมพันด้วยความอยู่รอดของทั้งเผ่าพันธุ์
ทว่าอุบายพิสดารที่ตั้งตารอกลับไร้เงา มีเพียงการกระทำวิปลาสที่ปรากฏให้เห็นประจักษ์ตา
ตลอดสามวันเต็มนับแต่ประทับตราเดิมพัน จ้าวหนิงไม่แม้แต่จะย่างกรายพ้นขอบกระโจม เอาแต่ปิดด่านบำเพ็ญเพียรเงียบเชียบ อย่าว่าแต่ลั่นกลองรบ กระทั่งการเรียกประชุมขุนพลหารือแผนก็ยังไร้วี่แวว
พฤติกรรมนี้สร้างความฉงนจนชาวเผ่าต๋าต้านมืดแปดด้าน
วันที่สี่ จ้าวหนิงยังคงปิดด่าน
เชื้อพระวงศ์และขุนนางเริ่มกระซิบกระซาบ
วันที่ห้า จ้าวหนิงยังคงหลับตาบำเพ็ญ
ครานี้มิใช่แค่ชนชั้นสูง กระทั่งชาวเผ่าเดินดินก็เริ่มสาดน้ำลาย ชี้นิ้วด่าทอจ้าวหนิงอย่างสาดเสียเทเสีย
วันที่หก จ้าวหนิงยังคงนิ่งสงบดุจศิลา
จวบจนบัดนี้ ทุกผู้คนกระจ่างทะลุปรุโปร่ง จ้าวหนิงไร้สิ้นปัญญาหมากรุกฆาต ละครฉากใหญ่ในกระโจมข่าน ล้วนเกิดจากไฟโทสะที่ถูกรัชทายาทยั่วยุจนคลุ้มคลั่งล้วนๆ
ภาพลักษณ์ของจ้าวหนิงถูกกระชากลงมาเป็นเพียงคุณชายเลือดร้อนไร้สมอง ใช้อารมณ์อยู่เหนือกระดานศึก คลื่นเสียงนินทาแปรเปลี่ยนเป็นวาจาเย้ยหยันถากถาง กระทั่งกลายเป็นการก่นด่าสาปแช่งอย่างลับๆ
วันที่เจ็ด จ้าวหนิงแหวกม่านกระโจมก้าวออกมา
จากนั้นมันก็กระทำการบางสิ่ง… สิ่งที่กระชากขวัญชาวเผ่าต๋าต้านจนต้องเบิกตาค้าง ตะลึงงันแทบหยุดหายใจ
……
ราชสำนักเทียนหยวน
ภายในกระโจมข่าน รัชทายาทเหมิงชื่อยืนค้อมกายสงบเสงี่ยม ก้มหน้านิ่งรับฟังพระอาญาจากข่านเทียนหยวน
มันมิกล้าแม้แต่จะชำเลืองสายตา เพราะความเหี้ยมหาญในอกถูกบดขยี้จนสิ้น
ในฐานะแม่ทัพใหญ่แห่งการกรีธาทัพ มันไร้ปัญญาสกัดกั้นทัพเยี่ยนเหมินที่รุกคืบขึ้นเหนือ และล้มเหลวในการบดขยี้เผ่าต๋าต้านให้ราบคาบก่อนทัพหลวงจะมาเยือน นี่คือความอัปยศอดสูของมัน
ความพ่ายแพ้ย่อยยับเยี่ยงนี้ นับแต่มันจับดาบคุมทัพ ไม่เคยพานพบมาก่อนในชีวิต
เหมิงชื่อสุมอกด้วยความแค้นตนเอง อัปยศจนแทบแทรกแผ่นดิน ไร้หน้าจะสู้สายตาข่านเทียนหยวน
มันจึงทำได้เพียงก้มหน้าจ้องมองพรมขนสัตว์
มันเตรียมใจรับทัณฑ์ทรมาน ไม่ว่าจะเป็นเพลิงโทสะ เสียงก่นด่า หรืออาญาทหารโบยด้วยพลองหนาม มันล้วนน้อมรับด้วยความเต็มใจ
ทว่า ข่านเทียนหยวนกลับมิได้ระเบิดโทสะ
เหมิงชื่อยืนแข็งทื่อกว่าครึ่งชั่วยาม ทว่าผู้เป็นนายยังคงปิดปากเงียบสนิท
เหมิงชื่อว้าวุ่นใจดั่งไฟสุม ร้อนรุ่มประหนึ่งถูกคมหนามทิ่มแทงกลางหลัง
หัวสมองมันประมวลภาพความบรรลัยที่จะตามมา แผนการยิ่งใหญ่ของเผ่าพันธุ์ วิกฤตราชสำนัก รวมถึงความโง่เขลาของตนที่ลากเผ่าลงเหว
ทว่าเงามรณะที่หลอกหลอนมันหนักหน่วงที่สุด ยังคงเป็น… จ้าวหนิง
ตัวการบัดซบที่ฉีกกระชากแนวป้องกันเขาเฟิ่งหมิง ยัดเยียดความปราชัยอันแสนขมขื่นและปวดร้าวให้แก่มัน
ยิ่งคิดยิ่งแค้นสุมอก ยิ่งแค้นยิ่งเจ็บปวดเจียนคลั่ง
ในฐานะรัชทายาท ชั่วชีวิตมันกระหายจะจารึกผลงาน ยกระดับเผ่าพันธุ์ให้เกรียงไกร และมันก็คว้าชัยมาตลอด ทว่าบัดนี้ มันกลับพ่ายแพ้ย่อยยับในศึกชี้ชะตาที่สำคัญที่สุด
ความอัปยศนี้แปดเปื้อนตำแหน่งรัชทายาทจนหมองหม่น มันสมเพชเวทนาและเกลียดชังความอ่อนแอของตนเองเข้ากระดูกดำ
กระทั่งวินาทีที่มันแทบจะคลุ้มคลั่ง ข่านเทียนหยวนพลันแหวกความเงียบ “หมากเดินมาถึงตานี้แล้ว ก้าวต่อไปควรทำเช่นไร คงไม่ต้องให้ข้าจับมือสอนกระมัง”
เหมิงชื่อขยับริมฝีปาก น้ำเสียงแหบพร่าฝืดเฝื่อน ทว่าแฝงรังสีอำมหิตเด็ดขาด “กระหม่อม… จะเยือนเมืองเยี่ยนผิงด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ”