ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 231 เจรจาสงบศึก
วินาทีที่ก้าวล่วงเข้าสู่กระโจมข่าน แม้เหมิงชื่อมิกล้าเงยหน้าสบพระเนตรข่านเทียนหยวน ทว่าแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านปกคลุมทั่วบริเวณ ก็ตอกย้ำชัดเจนว่าอีกฝ่ายกำลังพิโรธและผิดหวังในตัวเขาถึงขีดสุด
หัตถ์ของเขาเองที่ผลักไสกองทัพเทียนหยวนและอนาคตของทั้งเผ่าพันธุ์ ให้ร่วงหล่นสู่ห้วงวิกฤตอันไร้ทางออก
บัดนี้ เขาจำต้องแบกรับผลกรรมทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว
คล้อยหลังก้าวออกจากราชสำนัก อาศัยพลังบำเพ็ญระดับราชันย์ขั้นกลาง เหมิงชื่อเร่งรุดกลับถึงค่ายทหารในอาณาเขตเผ่าต๋าต้านในเวลาเพียงชั่วอึดใจ
เขาเรียกตัวจั่วเสียนหวังและโย่วเสียนหวังเข้าพบ เพื่อถ่ายทอดประกาศิตขั้นต่อไปของกองทัพทันที
วาจาแรกที่หลุดจากปากเหมิงชื่อคือ “สงครามครานี้… จบสิ้นแล้ว”
ฉ๋าลาห่านและจั่วเสียนหวังสบตากันด้วยความสั่นสะท้าน ทว่าเมื่อเทียบกันแล้ว ใบหน้าของฝ่ายแรกนั้นซีดเผือดราวกับคนตาย ขณะที่แววตาของฝ่ายหลังยังคงคุกรุ่นด้วยความไม่ยินยอม
“องค์รัชทายาท มหาศึกครานี้ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม ต่อให้เป็นกองทัพเยี่ยนเหมินก็มิอาจต้านทานทหารม้าเหล็กของเราได้ ขอเพียงท่านออกคำสั่งรบ ภายในครึ่งเดือน พวกเราย่อมบดขยี้พวกมันและคว้าชัยชนะครั้งใหญ่มาครองอย่างแน่นอน”
เหมิงชื่อแค่นยิ้มขมขื่น “ต่อให้ชนะ… แล้วอย่างไรเล่า”
‘หากชนะก็ย่อมกลืนกินเผ่าต๋าต้าน รวบรวมทุ่งหญ้าเป็นหนึ่ง บรรลุเป้าหมายของศึกครานี้ได้อย่างไรเล่า’ นั่นคือสัจธรรมที่เห็นอยู่เต็มตา ทว่าจั่วเสียนหวังกลับกลืนถ้อยคำเหล่านั้นลงคอ เพราะวินาทีต่อมา นัยน์ตาของเขาก็เบิกกว้างเมื่อฉุกคิดถึงมหันตภัยที่จะตามมาหลังจากนั้น
หากกองทัพเยี่ยนเหมินพ่ายยับ ขุมกำลังแท้จริงของกองทัพเทียนหยวนย่อมถูกเปิดโปง ทั่วทั้งราชสำนักและยุทธภพต้าฉีย่อมสั่นสะเทือน จักรพรรดิต้าฉีจะทรงกรีธาทัพบุกอุดร สงครามระดับแคว้นเต็มรูปแบบระหว่างสองมหาอำนาจจะปะทุขึ้นก่อนกำหนด
กองทัพเทียนหยวนที่เพิ่งกรำศึกหนัก ซ้ำยังสูญเสียไพร่พลไปมหาศาล จะไร้ซึ่งเวลาพักฟื้น และต้องเผชิญหน้ากับมหาศึกที่โหดร้ายทารุณยิ่งกว่าเดิมในทันที
ทว่าราชสำนักเทียนหยวน… ยังไร้ซึ่งความพร้อมสำหรับสงครามระดับแคว้นโดยสิ้นเชิง
หากเป็นช่วงก่อนรั้งทัพ ราชสำนักเทียนหยวนที่หยิ่งผยองในแสนยานุภาพของตน อาจยังห้าวหาญพอที่จะไม่หวั่นเกรงการเปิดศึกระดับแคว้นล่วงหน้ากับราชวงศ์ต้าฉีที่เสพสุขกับความสงบมานานนับร้อยปี
ทว่าศึกที่เขาเฟิ่งหมิง การปะทะกับกองทัพเยี่ยนเหมินซึ่งเต็มไปด้วยพลทหารใหม่ไร้ประสบการณ์ ผลลัพธ์กลับจบลงที่ความปราชัยอย่างหมดรูป
ศักยภาพการรบและขุมพลังบำเพ็ญเพียรที่กองทัพเยี่ยนเหมินสำแดงให้ประจักษ์ในศึกครานี้ กระชากสติราชสำนักเทียนหยวนให้ตระหนักซึ้ง ถึงแสนยานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวของราชวงศ์มหาอำนาจแห่งจงหยวนอีกครั้ง
แม้เว้นว่างจากไฟสงครามมานับร้อยปี ทว่ากองทัพกลับได้รับการฝึกปรือมาอย่างสมบูรณ์แบบ ยุทโธปกรณ์ล้ำเลิศ มิหนำซ้ำเหล่าขุนพลนายกองอันเป็นแกนหลักยังห้าวหาญทะลวงฟัน วินัยทหารเฉียบขาดไร้ปรานี
ขอเพียงฝ่าเท้าเหยียบย่างลงสมรภูมิและปะทะโลหิตเพียงไม่กี่ครา พลทหารใหม่เหล่านั้นก็จะลอกคราบกลายเป็นปีศาจสงครามสุดอำมหิต ระเบิดอานุภาพการทำลายล้างอันเหนือจินตนาการออกมาในพริบตา
มาถึงบัดนี้… ผู้ใดกล้าดูแคลนกองทัพหัวกะทิแห่งต้าฉีอีก
ลำพังทหารเยี่ยนเหมินหนึ่งแสนหกหมื่นนายอาจยังพอต้านทาน ทว่าหากเป็นกองทัพนับล้านนายของต้าฉีเล่า… พวกมันจะเอาสิ่งใดไปรับมือ
หากราชสำนักเทียนหยวนริอ่านเปิดศึกระดับแคว้นกับต้าฉี เงื่อนไขชี้เป็นชี้ตายคือศึกแรกต้องบดขยี้ด่านชายแดนต้าฉีให้ราบคาบ บุกทะลวงเข้าสู่ด่านใน เพื่อยึดครองแผ่นดินและทรัพยากรมหาศาลอย่างสายฟ้าแลบ ใช้สงครามหล่อเลี้ยงสงคราม
หากศึกแรกพลาดเป้าและไฟสงครามยืดเยื้อ ดินแดนทุ่งหญ้าอันแร้นแค้นและมีไพร่พลจำกัด ย่อมไม่มีวันทนรับความสูญเสียจากสงครามระยะยาวได้
สรุปความได้เพียงว่า ต้าฉีสามารถพ่ายแพ้ได้ ต่อให้แหลกลาญก็ยังมีสายป่านยาวพอให้พลิกฟื้น ทว่าราชสำนักเทียนหยวน… พ่ายแพ้ไม่ได้เด็ดขาด
หากพลิกกระดานรบไม่ได้ สิ่งที่ราชสำนักเทียนหยวนต้องแลก จะไม่ใช่เพียงโอกาสกลืนกินเผ่าต๋าต้าน แต่คือการล่มสลายและสูญสิ้นเผ่าพันธุ์อย่างถาวร
“ภายในเวลาสี่ปีนี้ ท่านข่านยังมิอาจทะลวงสู่ระดับเทวะ และก่อนจะถึงช่วงเวลานั้น พวกเราไร้ศักยภาพที่จะแบกรับความเสี่ยงใดๆ บนสมรภูมิรบได้อีก”
น้ำเสียงเหมิงชื่อหนักอึ้งดุจขุนเขากดทับ “สงครามครานี้ กองทัพเทียนหยวนไม่อาจเปิดศึกแตกหักกับกองทัพเยี่ยนเหมินอย่างโจ่งแจ้ง นี่คือกฎเหล็ก ดังนั้น นับตั้งแต่วินาทีที่กองทัพเยี่ยนเหมินตีฝ่าเขาเฟิ่งหมิงเข้ามาได้… สงครามก็สิ้นสุดลงแล้ว”
ฉ๋าลาห่านก้มหน้าซ่อนความอัปยศ “ความผิดของข้าน้อย ต่อให้ถูกสับเป็นหมื่นชิ้นก็มิอาจชดใช้”
เหมิงชื่อมิได้เอ่ยปากตำหนิ แม้ในห้วงลึกของจิตใจจะอยากตวัดดาบบั่นคออีกฝ่ายทิ้งให้รู้แล้วรู้รอดก็ตาม
“โทษทัณฑ์ของโย่วเสียนหวัง ท่านข่านจะทรงพิพากษาด้วยพระองค์เอง เมื่อรั้งทัพกลับราชสำนัก เจ้าจงไปหมอบกราบรับโทษทัณฑ์ด้วยตนเองเถิด ข้าคร้านจะเปลืองน้ำลาย”
จั่วเสียนหวังทุบกำปั้นลงโต๊ะเสียงดังสนั่นด้วยความเคียดแค้น “แผนรวบรวมทุ่งหญ้าเป็นหนึ่งเพื่อสร้างรากฐานมหาอำนาจ เดิมทีเป็นหมากที่มั่นใจได้เต็มสิบส่วน หากมิใช่เพราะกองทัพเยี่ยนเหมินสอดมือเข้ามาทันเวลา สถานการณ์จะบัดซบเช่นนี้ได้อย่างไร”
“หากองค์หญิงไม่พลาดพลั้งในแดนใต้ จักรพรรดิต้าฉีมีหรือจะยอมปล่อยให้กองทัพเยี่ยนเหมินเคลื่อนพลออกด่าน”
“สรรพสิ่งล้วนพังพินาศเพราะตระกูลจ้าว เป็นเพราะไอ้เด็กระยำจ้าวหนิงนั่น หากการลอบสังหารที่เมืองไต้โจวเมื่อปีกลาย สามารถเด็ดหัวจ้าวหนิงและสร้างแผลฉกรรจ์ให้จ้าวเป่ยวั่งได้สำเร็จ บังเกิดเรื่องบัดซบพรรค์นี้ขึ้นมาหรือ”
“องค์รัชทายาท จ้าวหนิงคือตัวหายนะ การปล่อยให้มันมีลมหายใจคือความอัปยศและภัยคุกคามอันใหญ่หลวงที่สุด พวกเราสมควรฉีกร่างมันเป็นชิ้นๆ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม”
ถ้อยคำเหล่านี้ทิ่มแทงใจดำจนเหมิงชื่อมิอาจโต้แย้ง เขาย่อมประจักษ์ดีว่าหากความลับของเซียวเยี่ยนไม่แตกพ่าย หากนางไม่ก้าวพลาดที่เมืองไต้โจวเมื่อปีกลาย… ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริงไร้ซึ่งคำว่า ‘หาก’
“ฆ่าไม่ได้… อย่างน้อยก็มิใช่ยามนี้” เหมิงชื่อหลับตาลง ซ่อนเร้นความปวดร้าวลึกล้ำ “ปล่อยให้มันรักษาหัวบนบ่าต่อไปก่อนเถิด”
จั่วเสียนหวังขบกรามแน่น แม้ทรวงอกจะอัดอั้นจนแทบกระอักเลือด ทว่าจำต้องข่มกลั้นโทสะเอาไว้ชั่วคราว ก่อนเอ่ยถาม “ในเมื่อสงครามยุติ การสะสางปัญหาย่อมต้องเร่งมือ องค์รัชทายาทมีแผนการเช่นไร”
เหมิงชื่อพ่นวาจาออกมาเพียงสี่คำ “เจรจาสงบศึก”
……
ทางฝั่งจ้าวหนิงที่เร้นกายเงียบเชียบมาเนิ่นนาน ทันทีที่เขาก้าวเท้าปรากฏตัวหน้าค่ายทหาร สายตาของเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางต๋าต้านก็ถูกดึงดูดไปจนหมดสิ้น
ขณะที่ชนชั้นสูงต๋าต้านกำลังคาดเดาเจตนา หรือลอบสาปแช่งด่าทออยู่ในใจ พวกเขากลับต้องเบิกตากว้างเมื่อพบว่า จ้าวหนิงเดินนำผู้ติดตามเพียงหยิบมือ ออกจากค่ายกองทัพเยี่ยนเหมิน มุ่งหน้าตรงดิ่งไปยังค่ายทหารกองทัพเทียนหยวนอย่างองอาจ
ภาพนั้นทำเอาทุกคนตื่นตะลึงจนแทบลืมหายใจ ไม่อาจทำความเข้าใจเจตนาบ้าบิ่นนี้ได้เลยแม้แต่น้อย
และระหว่างที่สมองของทุกคนกำลังปั่นป่วน ประตูค่ายกองทัพเทียนหยวนกลับเปิดกว้าง ซ้ำยังให้การต้อนรับขบวนของจ้าวหนิงเข้าไปด้วยท่วงทีสุภาพนอบน้อมอย่างเหลือเชื่อ
ครานี้ เหล่าขุนนางต๋าต้านที่ตั้งตารอชมเรื่องสนุก ต่างพากันอ้าปากค้าง นัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึง สมองขาวโพลนจับต้นชนปลายไม่ถูก
ทันทีที่เหยียบย่างเข้าสู่กระโจมบัญชาการหลัก จ้าวหนิงก็ได้เผชิญหน้ากับเหมิงชื่อ
นี่คือการเผชิญหน้ากันครั้งแรก ทว่าฝ่ายหลังกลับค้อมกายประสานมือทำความเคารพอย่างนอบน้อม เต็มไปด้วยความยำเกรงต่อทูตแห่งแว่นแคว้นมหาอำนาจ ประหนึ่งชนเผ่าหูชั้นผู้น้อยที่เดินทางผ่านด่านเยี่ยนเหมินกวน และต้องก้มหัวให้ทหารเยี่ยนเหมินดังเช่นที่ผ่านมานับร้อยปีไม่มีผิดเพี้ยน
ต้นสายปลายเหตุที่จ้าวหนิงปรากฏตัวที่นี่ ล้วนเป็นเพราะเทียบเชิญจากเหมิงชื่อ ยามก้าวเท้าเข้าสู่กระโจม งานเลี้ยงสุราอาหารถูกจัดเตรียมไว้อย่างวิจิตร ทว่ากลับไร้เงาของจั่วเสียนหวังและโย่วเสียนหวัง มีเพียงเหมิงชื่อและแม่ทัพขุนพลระดับสูงหยิบมือคอยต้อนรับขับสู้
ฐานะของจ้าวหนิงนั้นทรงอิทธิพล การที่เหมิงชื่อเลือกหยั่งเชิงจ้าวหนิงก่อน อย่างน้อยก็เพื่อประเมินท่าทีของจ้าวเสวียนจีผู้เป็นปู่ เพราะหากดันทุรังเจรจาข้ามขั้นกับจ้าวเสวียนจีโดยตรง หากข้อตกลงล้มเหลว ย่อมไร้ซึ่งหนทางพลิกแพลงสถานการณ์
ยิ่งไปกว่านั้น เหมิงชื่อปรารถนาจะทอดพระเนตรด้วยตาตนเอง ว่าคุณชายทายาทตระกูลจ้าว ผู้บดขยี้แผนการของเซียวเยี่ยนจนย่อยยับ และยัดเยียดความปราชัยให้แก่โย่วเสียนหวังผู้นี้ แท้จริงแล้วซุกซ่อนเขี้ยวเล็บใดไว้
ท่ามกลางงานเลี้ยง เหมิงชื่อรินสุราคารวะจ้าวหนิงจอกแล้วจอกเล่า เอื้อนเอ่ยวาจาด้วยท่าทีสลดสำนึกผิด
“ครานี้ เผ่าเทียนหยวนตอบรับคำเชิญของเผ่าชี่ตัน หวังทวงคืนความสูญเสียของขบวนสินค้าจากเผ่าต๋าต้าน เดิมทีเป็นเพียงข้อพิพาทเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าจะลุกลามจนต้องรบกวนกองทัพหลวงแห่งต้าฉี ช่างทำให้พวกข้าอับอายยิ่งนัก”
“ขอท่านแม่ทัพจ้าวโปรดรับฟัง ก่อนที่กองทัพเยี่ยนเหมินจะปรากฏตัว ณ อาณาเขตเผ่าต๋าต้าน เผ่าเทียนหยวนมิเคยระแคะระคายเลยว่า กองทัพหลวงแห่งต้าฉีได้เคลื่อนพลแล้ว พวกเราเสียรู้ตกเป็นเครื่องมือของเผ่าชี่ตัน”
“ต่อให้เผ่าเทียนหยวนจะกลืนกินดีหมีหัวใจเสือมาเป็นร้อยดวง ก็หาญกล้ากำเริบเสิบสานต่อต้าฉีไม่ และกองทัพเทียนหยวนก็มิกล้าตั้งตนเป็นปรปักษ์กับกองทัพเยี่ยนเหมินเด็ดขาด พวกเราเตรียมถอนทัพกลับประเดี๋ยวนี้แล้ว ท่านแม่ทัพจ้าวเห็นควรเช่นไร”
จ้าวหนิงเพียงยกยิ้มมุมปาก ไร้ซึ่งคำตอบรับในทันที นัยน์ตาลุ่มลึกปรายมองเหล่าขุนพลเทียนหยวนรอบโต๊ะ พวกมันล้วนปั้นหน้าสลดหวาดผวา ประหนึ่งเด็กน้อยกระทำผิดที่รอรับทัณฑ์ประหารจากผู้ใหญ่
หน้ากากจอมปลอม พฤติกรรมเสแสร้ง และความต่ำต้อยเช่นนี้นี่เอง ที่ใช้ตบตาต้าฉีมาเนิ่นนาน ทำให้เหล่าชนชั้นสูงแห่งต้าฉีดูแคลนเผ่าเทียนหยวนมาตลอด มองพวกมันเป็นเพียงเศษสวะใต้ฝ่าเท้าที่มิควรค่าแก่การชายตามอง
ทว่าปัจจุบันหาใช่อดีตกาล คล้อยหลังเหตุการณ์ลอบสังหารโดยฝีมือเซียวเยี่ยน ทั่วทั้งราชสำนักและยุทธภพต้าฉีต่างคุกรุ่นด้วยเพลิงแค้นต่อเผ่าเทียนหยวน และสำหรับจ้าวหนิงแล้ว การทนดูพวกเหมิงชื่อเล่นงิ้วฉากนี้ ยิ่งชวนให้สะอิดสะเอียนปนสมเพช
“องค์รัชทายาทคิดจะม้วนเสื่อกลับไปง่ายๆ เพียงนี้หรือ ศึกทะลวงเลือดที่เขาเฟิ่งหมิง มิมีความข้องเกี่ยวใดกับกองทัพเทียนหยวนเลยงั้นสิ องค์รัชทายาทช่างปัดสวะพ้นตัวได้หมดจดเสียจริง”
จ้าวหนิงกระดกสุราเข้าปากด้วยท่วงทีผ่อนคลาย น้ำเสียงเนิบนาบเจือแววเหยียดหยันสุดขั้ว “ยอดฝีมือระดับราชันย์ห้าหกคนที่ปะทะกันแทบเป็นแทบตายบนเขาเฟิ่งหมิง… คงเป็นคนของเผ่าชี่ตันทั้งหมดกระมัง”
เหมิงชื่ออ้าปากค้าง แสร้งทำหน้าจนแต้มไร้ข้อแก้ตัว สุดท้ายก็ก้มหน้าเอ่ยเสียงสลด
“ศึกครานี้ เผ่าเทียนหยวนก้าวพลาดอย่างมหันต์ ยากจะปัดความรับผิดชอบ ข้าตั้งใจจะดั้นด้นสู่เมืองเยี่ยนผิงด้วยตนเอง เพื่อทูลขอพระราชทานอภัยโทษจากองค์จักรพรรดิแห่งต้าฉี ถึงเพลานั้น ไม่ว่าฝ่าบาทจะทรงพิพากษาลงทัณฑ์เช่นไร เผ่าเทียนหยวนก็ขอน้อมรับด้วยชีวิต
“ท่านแม่ทัพจ้าว ยินดีจะเป็นธุระเบิกทางถวายฎีกาแทนข้าได้หรือไม่”
จ้าวหนิงหรี่ตาแคบ ปรายมองอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้ง
หมากตานี้ของเหมิงชื่อ นับว่าอำมหิตและเฉียบขาดยิ่งนัก
เผ่าเทียนหยวนมีความแค้นฝังหุ่นกับตระกูลจ้าว หากฝืนเจรจากับฝั่งตระกูลจ้าว เหมิงชื่อย่อมถูกขูดรีดจนหมดตัว ไม่มีทางต่อรองอันใดได้ มีเพียงการเข้าเฝ้าจักรพรรดิเพื่อสารภาพผิดด้วยตนเองเท่านั้น จึงจะพอมีช่องโหว่ให้พลิกแพลงสถานการณ์ เปลี่ยนทัณฑ์ประหารให้เป็นเพียงบทลงโทษ
และหมากตานี้ ทั้งจ้าวหนิงและตระกูลจ้าวก็ไม่อาจยื่นมือขัดขวาง
แน่นอนว่าสำหรับเหมิงชื่อ นี่คือการเดิมพันด้วยศีรษะตนเอง การก้าวเข้าสู่เมืองเยี่ยนผิง อาจหมายถึงการไม่ได้หวนคืนสู่แผ่นดินทุ่งหญ้าอีกตลอดกาล หากสวรรค์เมตตาก็อาจถูกกักบริเวณเป็นตัวประกัน หากสวรรค์ทอดทิ้ง… ศีรษะย่อมหลุดจากบ่า
หากมองในมุมกลับกัน เท่ากับว่าข่านเทียนหยวนยอมสละเหมิงชื่อเป็นหมากทิ้งเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม แม้จะไม่ถึงขั้นลากไปลานประหารโดยตรง แต่ก็ไม่ต่างจากการโยนชีวิตผู้เป็นรัชทายาทใส่กำมือจักรพรรดิต้าฉี
เด็ดขาด… และเหี้ยมเกรียมต่อสายเลือดตนเองยิ่งนัก
“การที่องค์รัชทายาทมุ่งหน้าไปสารภาพผิดที่เมืองเยี่ยนผิง กองทัพเยี่ยนเหมินย่อมไร้ข้อกังขา เพียงแต่ฝ่าบาทจะทรงประทานโอกาสนี้ให้หรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับพระปรีชาญาณเพียงประการเดียว”
เจตจำนงในการเข้าเฝ้าของเหมิงชื่อ กองทัพเยี่ยนเหมินจำต้องถวายรายงานตามความจริง หากเบื้องบนทรงอนุญาต เหมิงชื่อก็สามารถควบม้าเข้าเมืองหลวงได้ทันที
ส่วนหลังจากนั้น จักรพรรดิต้าฉีจะทรงเชือดเหมิงชื่อและเผ่าเทียนหยวนเช่นไร จะทรงมีบัญชาให้กรีธาทัพกวาดล้างเผ่าเทียนหยวนให้สิ้นซากหรือไม่ ย่อมเป็นสิทธิ์ขาดของพระองค์
ภารกิจหลักที่กองทัพเยี่ยนเหมินกรีธาทัพออกด่านครานี้ คือการหยุดยั้งไม่ให้เผ่าต๋าต้านถูกกลืนกิน ในเมื่อบัดนี้กองทัพเทียนหยวนยอมถอนร่น และเหมิงชื่อยอมศิโรราบเอาคอพาดเขียงที่แดนใต้ ภารกิจทางทหารก็นับว่าบรรลุเป้าหมายโดยสมบูรณ์
จ้าวหนิงพึงพอใจกับหมากกระดานนี้อย่างถึงที่สุด
กองทัพเยี่ยนเหมินในปัจจุบัน หากวัดขุมกำลังปะทะโดยตรง ย่อมตกเป็นรองกองทัพเทียนหยวน นี่คือสัจธรรมที่มิอาจหลีกหนี
ชัยชนะเลือดที่เขาเฟิ่งหมิง ล้วนเกิดจากตัวแปรพลิกผันที่มิอาจฉวยโอกาสทำซ้ำได้อีก หากยามนี้จ้าวหนิงปฏิเสธการจำนนของเหมิงชื่อ และฝืนลากยาวสงครามต่อไป กองทัพเยี่ยนเหมินอันเป็นรากฐานอำนาจของตระกูลจ้าว จะต้องถูกบดขยี้จนย่อยยับเป็นรายแรก
เป้าหมายสูงสุดในการเคลื่อนทัพสู่อุดรครานี้ คือการซื้อเวลาให้ตัวเขาและตระกูลจ้าวได้ตั้งตัว เพื่อหยุดยั้งสงครามระดับแคว้นมิให้ระเบิดขึ้นในอีกสองปีข้างหน้า
ในเมื่อบัดนี้ หนทางทะลวงสู่ระดับเทวะของข่านเทียนหยวนถูกตีจนชะงัก แผนกลืนกินเผ่าต๋าต้านรวบรวมทุ่งหญ้าย่อมต้องถูกพับเก็บ ความปรารถนาของจ้าวหนิงนับว่าสัมฤทธิ์ผลอย่างงดงาม
มิหนำซ้ำ เขายังมีทองคำแปดล้านตำลึงของข่านต๋าต้านที่จ่อคิวไหลเข้าคลังตระกูลเป็นของแถม
เมื่อสะสางหมากของเผ่าเทียนหยวนสิ้นซาก ลำดับต่อไป… ก็เหลือเพียงเผ่าชี่ตันที่บังอาจท้าทายคมดาบกองทัพเยี่ยนเหมินเท่านั้น
กองกำลังเผ่าชี่ตันแท้จริงแล้วเป็นเพียงเหยื่อล่อ เพราะแต่เดิม พวกมันก็เป็นแค่เบี้ยหมากที่ราชสำนักเทียนหยวนเตรียมโยนทิ้งให้ต้าฉีใช้ระบายโทสะหลังสงครามยุติอยู่แล้ว!