ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 232 ยอมรับผิด
หมากของเผ่าชี่ตันแท้จริงเป็นเพียงฉากบังหน้า ราชสำนักเทียนหยวนวางหมากเตรียมโยนพวกมันเป็นเครื่องสังเวยเพื่อดับเพลิงพิโรธของราชวงศ์ต้าฉีหลังจบศึกมาตั้งแต่ต้น
อาศัยความทรงจำจากชาติปางก่อน จ้าวหนิงมองทะลุปรุโปร่งว่ายามนี้ ราชวงศ์ชี่ตันทั้งสายเลือดคงตกเป็นหุ่นเชิดในกำมือข่านเทียนหยวนไปสิ้นแล้ว
หากข่านชี่ตันและเหล่าเชื้อพระวงศ์ยังมีสติสัมปชัญญะ ย่อมไม่มีทางยอมเดินเข้าเมืองเยี่ยนผิงเพื่อเอาคอไปพาดเขียงสังเวยความแค้นของต้าฉีเป็นแน่ ต่อให้แสร้งสวามิภักดิ์ ทันทีที่เหยียบเข้าเมืองหลวง พวกมันย่อมต้องแว้งกัดสุดกำลัง
ทว่าข่านเทียนหยวนคือมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ทุ่งหญ้า ต่อให้นำบูรพกษัตริย์แห่งจงหยวนมาเทียบเคียง ผู้ที่คู่ควรประชันบารมีคงมีเพียงจิ๋นซีฮ่องเต้หรือฮั่นอู่ตี้เท่านั้น
บุรุษที่ผงาดขึ้นมาสะเทือนฟ้าดินเยี่ยงนี้ ย่อมซุกซ่อนวิชาเร้นลับและเล่ห์เหลี่ยมสุดหยั่งคาด จ้าวหนิงในชาติก่อนระดับพลังบำเพ็ญต่ำต้อยเกินไป ย่อมไร้คุณสมบัติพอจะเผชิญหน้ากับจอมคนผู้นี้โดยตรง
ดังนั้น เมื่อเหมิงชื่อสวมบทบาทหลานกตัญญู แสร้งทำทีว่าถูกเผ่าชี่ตันหลอกใช้จนก้าวพลาด ซ้ำยังแสดงท่าทีเคียดแค้นชี่ตันจนไม่อยู่ร่วมโลก จ้าวหนิงจึงคร้านจะฉีกหน้ากากอีกฝ่าย
หลังหารือรายละเอียดการถอนทัพเบื้องต้น จ้าวหนิงก็ก้าวออกจากกระโจมบัญชาการเทียนหยวน
เหมิงชื่อแสดงความนอบน้อมต่อมหาอำนาจต้าฉีอย่างถึงที่สุด ดั้นด้นเดินมาส่งด้วยตนเองถึงหน้าประตูค่าย
ทอดมองแผ่นหลังของจ้าวหนิงที่ก้าวอาดๆ จากไปท่ามกลางวงล้อมผู้คุ้มกัน รอยยิ้มประจบประแจงของเหมิงชื่อยังคงประดับอยู่ ทว่านัยน์ตากลับดำทะมึนดุจห้วงอเวจี
การต้องสวมบทสุนัขเชื่องๆ ต่อหน้าเด็กเมื่อวานซืนหาใช่อะไรที่น่าอภิรมย์ ภายใต้รอยยิ้มจอมปลอมในงานเลี้ยง ซุกซ่อนเพลิงแค้นที่แผดเผาจนทรวงอกแทบปริแตก
เด็กหนุ่มที่วางก้ามโอหังอยู่เบื้องหน้านี้ คือต้นเหตุที่บดขยี้แผนการระดับชาติของเผ่าเทียนหยวนจนย่อยยับ และเป็นศัตรูคู่แค้นที่คนทั้งเผ่าเทียนหยวนสาบานจะสับร่างมันเป็นหมื่นชิ้น
หากแลกด้วยชีวิตตนเองแล้วสามารถบั่นคอจ้าวหนิงเพื่อถอนหอกข้างแคร่นี้ได้ เหมิงชื่อที่กำลังจมปลักในความอัปยศย่อมไม่ลังเลแม้แต่เสี้ยวลมหายใจ
ทว่าความเป็นจริงมิได้ง่ายดายปานนั้น
ยามนึกถึงวีรกรรมพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินของจ้าวหนิงตลอดขวบปีที่ผ่านมา เหมิงชื่อได้แต่แหงนหน้ามองฟากฟ้า อัดอั้นตันใจจนแทบกระอักเลือด ได้แต่ตั้งคำถามในใจ… ‘คำเล่าลือที่ว่าแผ่นดินจงหยวนอุดมด้วยยอดคน อัจฉริยะมีมากดุจขนโค… จะเป็นสัจธรรมถึงเพียงนี้เชียวหรือ’
……
คล้อยหลังจ้าวหนิงรั้งทัพกลับถึงค่ายเยี่ยนเหมิน โดยมีรัชทายาทเทียนหยวนเดินตามส่งถึงหน้าประตู เหล่าชนชั้นสูงเผ่าต๋าต้านที่จับตาดูทุกฝีก้าวก็ร้อนรนดุจมดบนกระทะร้อน พากันสุมหัววิจารณ์เซ็งแซ่
“เหตุใดจ้าวหนิงถึงไปเยือนค่ายเทียนหยวน ซ้ำองค์รัชทายาทเทียนหยวนยังนอบน้อมถึงเพียงนั้น”
“ยามไอ้เด็กนั่นเดินกลับมา ใบหน้ามันแดงก่ำ ชัดเจนว่าเพิ่งเสพสุรามา มันถึงขั้นร่วมงานเลี้ยงกับศัตรูเชียวหรือ”
“หรือว่าพวกมันบรรลุข้อตกลงลับอันใดกันแล้ว”
“องค์เทพคุนหลุนคุ้มครอง หวังว่าพวกมันคงมิได้ซุกซ่อนแผนอำมหิตอันใดไว้”
“กองทัพเยี่ยนเหมินคงไม่ตลบหลังหันมาขย้ำพวกเราหรอกกระมัง”
“หากเป็นเช่นนั้น พวกเรามิถูกล้างบางจนสิ้นซากหรอกหรือ”
“กองทัพเยี่ยนเหมินกรีธาทัพมาเพื่อปกป้องพวกเรามิใช่หรือ จะหันไปจับมือกับเผ่าเทียนหยวนได้อย่างไร”
“ตราบใดที่มีผลประโยชน์ บนโลกนี้มีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้บ้าง ก่อนหน้านี้ท่านข่านกับองค์รัชทายาทก็กดดันบีบคั้นแม่ทัพจ้าวไปไม่น้อย พวกเจ้าไม่เห็นสีหน้าดำทะมึนของท่านผู้บัญชาการใหญ่หรือ”
“พูดเช่นนี้ เท่ากับท่านข่านและองค์รัชทายาทล่วงเกินตระกูลจ้าวไปแล้ว ตระกูลจ้าวอาจร่วมมือกับทัพเทียนหยวนมากวาดล้างพวกเราจริงๆ งั้นหรือ”
“ชนเผ่าใดในทุ่งหญ้าบ้างที่ไม่หวั่นเกรงต้าฉี การที่เทียนหยวนประจบประแจงตระกูลจ้าวในยามนี้ เพื่อแลกกับการกลืนกินพวกเรา ย่อมสมเหตุสมผลยิ่งนัก”
“เช่นนี้จะทำอย่างไรดี”
ยิ่งถกเถียง เหล่าอ๋องและชนชั้นสูงต๋าต้านก็ยิ่งขวัญกระเจิง ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด นั่งไม่ติดที่อีกต่อไป ต่างพากันแห่ไปหน้ากระโจมข่านต๋าต้านเพื่อหารือทางรอด
แค่จ้าวหนิงไปร่วมโต๊ะกับเหมิงชื่อก็ทำให้เผ่าต๋าต้านขวัญหนีดีฝ่อแล้ว ทว่าเหตุการณ์ถัดมา ยามที่เขาก้าวอาดๆ เข้าสู่ค่ายกองทัพชี่ตัน ชนชั้นสูงต๋าต้านทั้งมวลถึงกับจิตหลุด ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดผวา
ยามนี้ หากบอกว่าตระกูลจ้าวไร้ซึ่งแผนตลบหลัง ต่อให้เอาดาบจ่อคอพวกมันก็ไม่มีใครเชื่อ แม้แต่ข่านต๋าต้านเองยังนั่งหน้าซีดเผือด
สำหรับเผ่าต๋าต้านในเพลานี้ สภาพไม่ต่างจากปลาบนเขียงที่รอคอยคมมีดสับลงมา
ไม่ว่าจะเทียบกับกองทัพเยี่ยนเหมิน หรือทัพพันธมิตรเทียนหยวนชี่ตัน พวกมันที่สูญเสียไพร่พลมหาศาลล้วนตกเป็นรองทุกประตู
หากกระดานรบพลิกผันเพียงชั่วพริบตา พวกมันจะไร้เรี่ยวแรงต้านทานความเสี่ยง ก้าวพลาดเพียงครึ่งก้าวหมายถึงการสิ้นสูญทั้งเผ่าพันธุ์
“ไป เร็วเข้า องค์รัชทายาท… ปาถู ไม่ว่าพวกเจ้าจะใช้วิธีใด ต้องรีบสืบมาให้จงได้ว่าตระกูลจ้าวซุกซ่อนแผนการใดไว้” ข่านต๋าต้านตวาดสั่งเสียงสั่น
ยามนี้เขาเริ่มสำนึกเสียใจจนลำไส้เขียวคล้ำ
หากรู้เช่นนี้ ตอนอยู่ในกระโจมบัญชาการเขาไม่ควรละโมบเห็นแก่ได้ ไปรับลูกเข้าขากับองค์รัชทายาท บีบคั้นจ้าวหนิงจนออกนอกหน้าเยี่ยงนั้น
หากล่วงเกินกองทัพเยี่ยนเหมินเข้าจริงๆ เผ่าต๋าต้านได้จบเห่แน่
ลึกเข้าไปในค่ายชี่ตัน จ้าวหนิงได้เผชิญหน้ากับข่านชี่ตัน
ชายผู้นั้นคือเฒ่าชราวัยห้าสิบ เบ้าตาคล้ำลึก ใบหน้าซีดเซียวดุจซากศพ นัยน์ตาว่างเปล่าไร้ประกายชีวิต
ทันทีที่สบตาจ้าวหนิง อีกฝ่ายก็ลนลานคุกเข่าขอขมาอย่างหวาดกลัว ละทิ้งศักดิ์ศรีของผู้นำเผ่าจนสิ้น มีเพียงความหวาดผวาของรัฐบรรณาการที่เผชิญหน้ากับทูตมหาอำนาจ และความตื่นตระหนกต่อทัณฑ์ประหารที่ตนก่อขึ้น
เพื่อชดเชยความผิดพลาด ข่านชี่ตันเสนอตัวนำขบวนเชื้อพระวงศ์และขุนนางทั้งหมดดั้นด้นสู่เมืองเยี่ยนผิงเพื่อรับทัณฑ์ประหารด้วยตนเอง
พร้อมอ้างเหตุผลโง่เขลาว่าตนสุขสบายมานานจนมืดบอด ทะเยอทะยานจนหลงผิดเปิดศึกกับทัพเยี่ยนเหมิน บัดนี้เมื่อถูกบดขยี้ ในที่สุดก็ตาสว่างและยินดียืดอกรับผิดชอบทุกประการ
เขาเพียงหมอบกราบอ้อนวอน ขอให้กองทัพเยี่ยนเหมินและราชวงศ์ต้าฉีละเว้นชีวิตนักรบและชาวบ้านชี่ตัน อย่าได้กวาดล้างจนสิ้นเผ่าพันธุ์ ปล่อยให้พวกมันรอดกลับไปเลี้ยงแกะตามเดิม
มองผิวเผิน ข่านชี่ตันเพียงสภาพจิตใจบอบช้ำ ทว่าสติสัมปชัญญะยังครบถ้วน กิริยาวาจาแม้ไม่เฉียบแหลม ทว่าจัดอยู่ในระดับปกติ
คำพูดและการกระทำ สำแดงท่าทีดุจราชันย์ผู้ทรงธรรมที่เห็นราษฎรสำคัญกว่าชีวิตตนเอง
ทว่าจ้าวหนิงตระหนักซึ้ง ผู้ปกครองพรรค์นี้ไม่มีวันมีอยู่จริง ไม่มีจ้าวชีวิตหน้าไหนยอมสละศีรษะตนเพื่อชาวบ้านตาดำๆ
ต่อให้ผู้นำจะออกราชโองการประณามตนเอง ลดภาษี หรือเมตตาราษฎรปานใด แก่นแท้ก็เพียงเพื่อซื้อใจและค้ำจุนอำนาจปกครองของตนเองเท่านั้น
หากจะหวังผลเลิศกว่านั้น ก็เพียงเพื่อจารึกชื่อเสียงจอมปลอมไว้หลอกชนรุ่นหลังในหน้าประวัติศาสตร์
หัวหน้าเผ่าไม่มีวันสละชีวิตเพื่อฝูงแกะ กษัตริย์ก็ไม่มีวันยื่นคอให้เชือดเพื่อราษฎร
จ้าวหนิงเพ่งพินิจข่านชี่ตันอยู่นาน ทว่ายังจับสัมผัสไม่ได้ว่าข่านเทียนหยวนใช้วิชามารเร้นลับอันใด ถึงควบคุมอีกฝ่ายได้หมดจดปานนี้
‘พลังบำเพ็ญเพียงระดับราชันย์ขั้นปลาย กลับใช้วิชาพิสดารได้ถึงเพียงนี้ หากวันใดมันทะลวงสู่ระดับเทวะ แล้วในใต้หล้าจะมีผู้ใดต้านทานข่านเทียนหยวนได้อีก’ จ้าวหนิงทอดถอนใจลึกซึ้ง
ระดับราชันย์กับระดับวิญญาณต้นกำเนิด แม้ห่างกันเพียงเส้นด้าย ทว่าช่องว่างพลังกลับห่างชั้นราวฟ้าดิน
ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นหรือขั้นกลาง อาจอาศัย ศาสตราปราณ ทะลวงข้ามขั้นสังหารยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางหรือปลายได้ ทว่าต่อให้ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายจะร้ายกาจปานใด ก็ไม่มีวันทิ้งรอยขีดข่วนให้ระดับราชันย์ขั้นต้นได้เลยแม้แต่น้อย
แล้ว ระดับเทวะ เล่า
นับแต่บรรพกาล ผู้บรรลุระดับเทวะนั้นมีน้อยจนนับหัวได้
และยอดคนระดับเทวะทุกนาม ล้วนสลักชื่อสะเทือนเลื่อนลั่นไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ พวกเขาคือตัวตนที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน บิดเบือนกระแสธารแห่งยุคสมัยได้ด้วยกำลังของตนเองอย่างแท้จริง
‘ข้าจะก้าวล่วงสู่ระดับเทวะได้หรือไม่ แล้วต้องใช้เวลาอีกเนิ่นนานเท่าใด’ นี่คือปริศนาที่สองซึ่งจ้าวหนิงเฝ้าถามตนเอง
ตลอดสองชั่วยามในงานเลี้ยง จ้าวหนิงลอบหยั่งเชิงหลายครา ทว่าด้วยสายตาของผู้ผ่านสองชาติภพและพรสวรรค์ร้อยปีมีหนึ่งของตน ก็ยังมิอาจจับสัมผัสช่องโหว่ที่เป็นรูปธรรมใดๆ ได้
ท้ายที่สุด เขาจึงรับปากจะนำฎีกาขอขมาของข่านชี่ตันไปทูลเกล้าฯ ถวายจักรพรรดิต้าฉี พร้อมหารือเงื่อนไขการถอนทัพคร่าวๆ
เผ่าชี่ตันยามนี้เหลือเพียงเปลือก แก่นแท้ล้วนตกเป็นทาสของกองทัพเทียนหยวน จ้าวหนิงรู้ซึ้งแก่ใจ แต่ไม่อาจป่าวประกาศได้ เพราะไร้หลักฐานมัดตัวพวกขุนนางบุ๋นลิ้นทองในราชสำนัก
อย่างมากก็เพียงส่งซิกให้เครือข่ายตระกูลจ้าวระแวดระวังไว้เท่านั้น
คล้อยหลังกลับถึงค่ายเยี่ยนเหมิน จ้าวหนิงยังไม่ทันก้าวเท้าเข้ารายงานจ้าวเสวียนจีและจ้าวเป่ยวั่ง ก็ปะทะเข้ากับร่างขององค์รัชทายาทต๋าต้านที่กำลังเดินพล่านอยู่หน้ากระโจมบัญชาการด้วยท่าทีร้อนรน
ทันทีที่เห็นจ้าวหนิงเดินอาดๆ เข้ามาด้วยใบหน้าแดงซ่านเจือกลิ่นสุรา องค์รัชทายาทต๋าต้านก็สะดุ้งโหยง ร่างแข็งทื่อดุจถูกสาป ใบหน้าเผือดสีราวกับซากศพในพริบตา
พริบตาต่อมา ไม่รอให้จ้าวหนิงเอ่ยปาก มันก็ถลันตัวเข้ามาทรุดเข่าดัง ‘ตุ้บ’ กระแทกพื้นเบื้องหน้าจ้าวหนิงอย่างไม่อายฟ้าดิน น้ำตาและน้ำมูกไหลทะลักอาบแก้ม
“แม่ทัพจ้าว ท่านทำเช่นนี้มิได้ ท่านจะทอดทิ้งต๋าต้านมิได้ เผ่าต๋าต้านเทิดทูนต้าฉี ภักดีต่อทัพเยี่ยนเหมิน และเคารพตระกูลจ้าวด้วยใจจริงมาตลอด ไร้ซึ่งความมักใหญ่ใฝ่สูงแม้แต่ครึ่งส่วน”
จ้าวหนิงหรี่ตาแคบ นัยน์ตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ก้มมองเศษสวะเบื้องหน้า “องค์รัชทายาทเสียสติไปแล้วหรือ”
“แม่ทัพจ้าว ข้าผิดไปแล้ว ข้าโขกศีรษะขอขมาท่าน ขอท่านอย่าได้จับมือกับพวกเทียนหยวนและชี่ตันมาล้างบางเผ่าต๋าต้านเลย”
“แม่ทัพจ้าว พวกเราเคยอาบเลือดร่วมเป็นร่วมตาย สหายร่วมรบกันมา ท่านต้องเห็นแก่ความหลัง… ท่านย่อมรู้ดีว่าข้าเลื่อมใสบารมีท่านเพียงใด”
เมื่อปะทะกับสายตาเย็นชาไร้ก้นบึ้งของจ้าวหนิง ครานี้องค์รัชทายาทต๋าต้านมิได้เสแสร้งบีบน้ำตา แต่มันหลุดร้องไห้โฮออกมาจากก้นบึ้งของความหวาดกลัว
สองชั่วยามที่จ้าวหนิงดื่มด่ำในค่ายชี่ตัน สำหรับชนชั้นสูงต๋าต้านแล้วยาวนานดุจตกนรกหมกไหม้ พวกมันงัดทุกเล่ห์เหลี่ยมหวังสืบข่าว แต่กลับถูกไล่ตะเพิดไม่ให้แม้แต่จะเหยียบเงาประตูค่ายเยี่ยนเหมิน
แม้แต่ปาถูที่เคยสนิทสนมก็ยังถูกสั่งห้ามเข้าค่าย
ซ้ำร้าย ยามองค์รัชทายาทต๋าต้านแบกสุราอาหารชั้นเลิศมาสอพลอขอเข้าพบ มันยังถูกปล่อยให้ยืนหนาวเหน็บอยู่หน้ากระโจม จ้าวเสวียนจีและจ้าวเป่ยวั่งมิแม้แต่จะชายตามอง
สัญญาณเหล่านี้อธิบายสิ่งใดได้บ้าง
ต๋าต้านที่อกสั่นขวัญแขวนเป็นทุนเดิม ย่อมทนรับแรงกดดันบีบคั้นเช่นนี้ไม่ไหว
และฟางเส้นสุดท้ายที่บดขยี้ศักดิ์ศรีรัชทายาทต๋าต้านจนต้องมาคุกเข่าร่ำไห้ หาใช่แรงกดดันจากศัตรู แต่เป็นวาจาประกาศิตของข่านต๋าต้านที่ตวาดไล่หลังมา
‘เพราะหลงเชื่อลิ้นลมสุนัขของเจ้า ข้าถึงได้หน้ามืดตามัว ไปร่วมหัวต้อนจ้าวหนิงให้จนมุมจนล่วงเกินตระกูลจ้าว บัดนี้พวกเราทำให้ตระกูลจ้าวพิโรธเข้าให้แล้วจริงๆ’
‘ครานี้เจ้าไป หากชักจูงทัพเยี่ยนเหมินให้คุ้มกะลาหัวพวกเราไม่ได้ หากรักษาเผ่าต๋าต้านไว้ไม่ได้ ข้าจะริบตำแหน่งรัชทายาทของเจ้า แล้วประทานให้ปาถูเสีย’
จ้าวหนิงปรายตามองเศษกากเดนเบื้องหน้าอย่างเย็นชา นัยน์ตาวูบไหวด้วยความสมเพชเหยียดหยามสุดขั้ว
พวกหน้าไหว้หลังหลอกก็สันดานเช่นนี้ ยามได้กลิ่นผลประโยชน์ก็ดุจเหลือบไรหิวโซ คอยหาช่องสูบเลือดสูบเนื้อ ตาบอดบอดหนวก ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมหรือความเป็นตายของผู้ใด
ทว่ายามตระหนักว่าหัวกำลังจะหลุดจากบ่า ทรัพย์สินและชะตากรรมถูกกำไว้ในมือผู้อื่น อย่าว่าแต่คุกเข่าร้องขอชีวิต ต่อให้ต้องคลานเป็นสุนัขสี่ขาเลียรองเท้า พวกมันก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ในสายตาสวะเหล่านี้ มีเพียงผลประโยชน์ ไร้ซึ่งคำว่าเกียรติยศศักดิ์ศรี
จ้าวหนิงคร้านจะชายตามององค์รัชทายาทต๋าต้านอีก ซ้ำไม่คิดจะเปิดปากสั่งให้อีกฝ่ายลุกขึ้น เขาเพียงก้าวเท้าข้ามหัวอีกฝ่ายไปดื้อๆ ด้วยใบหน้าเย็นเยียบไร้อารมณ์