ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 256 พานพบข้ามภพชาติ (ตอนต้น)
จ้าวหนิงรั้งกายอยู่ในห้องพักบนเรือตึก เพียงครู่เดียว คนชุดเขียวก็ลากร่างของฮวาเหนียงในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงมากระแทกเข่าลงแทบเท้าเขา
ยามเผชิญหน้าข่มขู่คนชุดเขียวก่อนหน้านี้ นางเคยอวดอ้างว่านายเหนือหัวกุมอำนาจล้นฟ้าในยวิ่นโจว จ้าวหนิงจึงสบโอกาสรีดเค้นนามของคนผู้นั้น เพื่อจะได้แวะไป ‘เยี่ยมเยียน’ ถึงเรือน
ตลอดทางฮวาเหนียงเอาแต่ตัวสั่นงันงก หวาดผวาว่าฮู่หงเหลียนจะจับนางถ่วงน้ำเป็นอาหารปลา ทว่าเมื่อพบว่าตนยังมีชีวิตรอดมาถึงหน้ากำแพงเมืองยวิ่นโจวได้ เปลวเพลิงแห่งความหวังก็ลุกโชนขึ้นกลางใจ
ตระกูลฟางหยั่งรากลึกแผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วทุกวงการ ตั้งแต่เถ้าแก่โรงเตี๊ยมยันพ่อค้าหาบเร่ ล้วนเป็นหูตาและเขี้ยวเล็บของพวกมัน แม้นางจะเป็นเพียงหมากไร้ราคา ทว่าด้วยกิจการเรือบุปผชาติ สมัยรั้งอยู่ในยวิ่นโจวนางเคยต้อนรับผู้คนนับไม่ถ้วน ย่อมมักคุ้นกับสุนัขรับใช้ของตระกูลฟางเป็นอย่างดี
นางมั่นใจเต็มประดา ขอเพียงเหยียบย่างลงจากเรือตึกนี้ ตระกูลฟางย่อมรู้ความเคลื่อนไหวและส่งผู้บำเพ็ญเพียรมารุดช่วยในชั่วจิบชา
ต่อให้นางต่ำต้อยเพียงใด แต่นี่คือการตบหน้าตระกูลฟาง ในถิ่นยวิ่นโจว… ผู้ใดกล้าแตะต้องคนของพวกมัน อย่าหวังจะได้มีชีวิตรอดออกไป ต่อให้เป็นเพียงสุนัขเฝ้าบ้านตระกูลฟางก็ไม่มีข้อยกเว้น
“นายเหนือหัวของข้าน้อยแซ่ฟาง คุณชายลองสืบดูก็ย่อมประจักษ์ ดูท่าท่านเองก็เป็นผู้สูงศักดิ์ หากมาเยือนยวิ่นโจว ตระกูลฟางย่อมต้องต้อนรับขับสู้เต็มกำลัง ความบาดหมางเล็กน้อยก่อนหน้านี้ นายท่านย่อมไม่เก็บมาใส่ใจ ถือเสียว่าไม่ตีกันไม่รู้จัก หากคุณชายไว้หน้า ข้าน้อยยินดีจะเป็นสะพานเชื่อมมิตรไมตรีให้เจ้าค่ะ” ฮวาเหนียงแค่นรอยยิ้มประจบประแจงสุดหล้า
นางเชื่อมั่นสุดใจ ขอเพียงบุรุษตรงหน้าลงไปสืบสาวบารมีของตระกูลฟาง ย่อมต้องอกสั่นขวัญแขวนจนแทบทรุด ในถิ่นนี้ วาจาของตระกูลฟางคือประกาศิต ข้าหลวงผลัดเปลี่ยนดุจสายน้ำ ทว่าตระกูลฟางตั้งตระหง่านดุจขุนเขา พวกมันคือ ‘จักรพรรดิท้องถิ่น’ อย่างแท้จริง
ซ้ำร้ายอำนาจของตระกูลฟางมิได้คับแคบเพียงในยวิ่นโจว หากแต่สานสัมพันธ์กับขุมอำนาจหลายหัวเมือง เครือข่ายการค้าเชื่อมฉีหลู่กับภาคกลางเข้าด้วยกัน ยอดฝีมือพรั่งพรูดุจเมฆา ทรัพย์สินมหาศาลล้นคลัง หากตระกูลฟางเผชิญปัญหา เพียงอาศัยส่วยที่ยัดปากทางการมาเนิ่นนาน แม้แต่ข้าหลวงใหญ่ยังต้องลดตัวลงมาจัดการให้ด้วยตนเอง
ในสายตาของฮวาเหนียง ทันทีที่อีกฝ่ายรู้ซึ้งถึงความน่าสะพรึงนี้ หากไม่เตลิดหนีก็ต้องคุกเข่าขอขมาตระกูลฟางเป็นแน่แท้ และตอนนี้นางเพียงแสร้งทำใจกว้าง อีกฝ่ายย่อมต้องหันมาประจบประแจงนาง ร้องขอให้นางช่วยเป็นกาวใจสานสัมพันธ์กับตระกูลฟาง
ไกล่เกลี่ยหรือ ฝันไปเถอะ สิ่งที่นางปรารถนาคือเลือดชดใช้เลือด ทางที่ดีที่สุดคือจับนังฮู่หงเหลียนมาตบสั่งสอนจนขาดใจตาย หากมิกระทำเช่นนี้ เพลิงแค้นสุมทรวงย่อมไม่มีวันมอดดับ
จ้าวหนิงกวาดตามองความอหังการที่พาดผ่านนัยน์ตาของฮวาเหนียง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ฟังดูแล้ว เจ้าคงมักคุ้นกับตระกูลฟางไม่เบา และคงเรียกใช้งานสุนัขรับใช้ของพวกมันได้ไม่น้อยสินะ”
ฮวาเหนียงยิ้มกริ่มลำพองใจ “คุณชายช่างตาถึงนัก อย่าเห็นสภาพข้าน้อยย่ำแย่เช่นนี้เชียว สมัยสาวแรกรุ่น ข้าน้อยคือคณิกาอันดับหนึ่งแห่งยวิ่นโจว แม้แต่ผู้นำตระกูลฟางก็ยังเป็นแขกประจำ หลายปีมานี้ข้าน้อยบริหารเรือบุปผชาติให้ตระกูลฟาง หยั่งรากลึกในยวิ่นโจว ที่ไปตำบลซงหลินก็เพียงเพื่อเฟ้นหาดรุณีหน้าใหม่มาประดับเรือ ยามปกติ… ผู้ดูแลน้อยใหญ่ของตระกูลฟางล้วนแวะเวียนมาหาเด็กๆ ของข้าน้อยไม่ขาดสาย ข้าน้อยย่อมสนิทสนมกับพวกเขายิ่งกว่าสิ่งใดเจ้าค่ะ”
จ้าวหนิงยกยิ้มพึงพอใจ
ขณะที่ฮวาเหนียงฉีกยิ้มระรื่น วาดฝันว่าตนกำลังจะผงาดขึ้นเป็นแขกคนสำคัญและสบโอกาสทองในการชำระแค้น จู่ๆ จ้าวหนิงกลับปรายตามองฮู่หงเหลียนออกคำสั่งเฉียบขาด “ลากตัวไปรีดเค้นให้หนัก”
สิ้นคำว่า ‘รีดเค้น’ รอยยิ้มของฮวาเหนียงก็แข็งค้าง นางเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อหู แผดเสียงร้องลั่น ”คุณชาย ตระกูลฟางคือจ้าวแห่งยวิ่นโจว ท่านทำเช่นนี้ไม่ได้ หากพวกเขารู้เข้า พวกท่านย่อมไร้เงาหัว…”
วาจายังไม่ทันสิ้นสุด คนชุดเขียวก็ตวัดฝ่ามือตะปบเข้าที่ใบหน้านางเต็มแรงจนหงายหลังล้มคว่ำ “หุบปาก” จากนั้นมันก็กระชากเรือนผม ลากร่างของนางตามฮู่หงเหลียนลงสู่ท้องเรือชั้นล่าง โดยไม่นำพาต่อเสียงกรีดร้องโหยหวนเลยแม้แต่น้อย
ความหวาดผวาเกาะกุมหัวใจฮวาเหนียงอีกครา โอกาสชำระแค้นดับวูบลงตรงหน้า ซ้ำยังต้องตกนรกขุมเดิมในเงื้อมมือฮู่หงเหลียน นางไม่อาจล่วงรู้ว่าทัณฑ์ทรมานรูปแบบใดรออยู่ ทราบเพียงว่ามันต้องบดขยี้วิญญาณยิ่งกว่าการเด็ดแขนทั้งสองข้างหลายเท่านัก
“เจ้าคิดจะบดขยี้ตระกูลฟางด้วยวิธีใด”
เมื่อร่างของฮวาเหนียงพ้นจากสายตา หยางเจียนีที่นั่งเงียบมาตลอดก็เอ่ยถามขึ้นมาตรงๆ
“ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย” จ้าวหนิงลูบคางพลางครุ่นคิด
บารมีของตระกูลจ้าวและหยางแผ่มาไม่ถึงยวิ่นโจวนัก หากเป็นยามปกติ การที่ทายาทสายตรงอย่างจ้าวหนิงเยือนถิ่น ไม่ว่าจะเป็นฟางต้าเหวยหรือข้าหลวงเมือง ล้วนต้องรีบรุดมาต้อนรับประจบสอพลอ ทว่าครานี้จ้าวหนิงหมายทุบหม้อข้าวและเด็ดหัวฟางต้าเหวย ย่อมไม่อาจหวังให้พวกมันคุกเข่ายอมศิโรราบ การงัดบารมีตระกูลจ้าวและหยางมากดดันย่อมไร้ความหมาย
ครั้นจะระดมยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดจากหออี้ผิ่น บุกทะลวงเข้ายวิ่นโจวยามวิกาลเพื่อลอบสังหารฟางต้าเหวยและฆ่าล้างโคตร สร้างคดีเลือดสะเทือนฟ้าดิน... หากทำเช่นนั้น ต่อให้ราชสำนักจะกำลังโกลาหลแย่งชิงอำนาจเพียงใด ฮ่องเต้ย่อมต้องส่งขุนนางใหญ่ลงมาสืบสวนพลิกแผ่นดิน และตามล่าตัวฆาตกรชนิดกัดไม่ปล่อย
หมากกระดานนี้ต้องอาศัยเล่ห์เหลี่ยม ยามลงดาบต้องไร้ความปรานี ทว่าไม่อาจพึ่งพาเพียงวิถีลอบเร้น
ระหว่างที่จ้าวหนิงกำลังขบคิด เสียงเอะอะโวยวายก็พลันดังทะลุเข้ามาจากนอกกราบเรือ “มีคนตกน้ำ” “ใครก็ได้ช่วยที” เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือดังระงมเซ็งแซ่
จ้าวหนิงหยัดกายลุกขึ้นผลักหน้าต่าง มองตามต้นเสียง ภาพที่ประจักษ์คือคนชุดเขียวผู้หนึ่งกำลังโอบหิ้วร่างคนจมน้ำ ทะยานขึ้นจากผิวน้ำโดยอาศัยแรงดึงจากเชือกที่ทอดทิ้งลงไป
ยอดฝีมือหออี้ผิ่นล้วนยึดมั่นอุดมการณ์ผดุงคุณธรรม เมื่อพบพานเหตุร้ายย่อมลงมือช่วยเหลือโดยไร้ความลังเล
เรือตึกอาจดูโอ่อ่าสะดุดตายามทอดสมอที่ซงหลิน ทว่าในยวิ่นโจวกลับกลมกลืนเป็นเรื่องสามัญ ผู้พบเห็นเหตุการณ์ต่างโห่ร้องชื่นชมในความกล้าหาญ แม้จะมีบางส่วนเคลือบแคลงถึงฐานะเจ้าของเรือ แต่ก็มิได้ใส่ใจสืบสาว ไม่นานต่างก็แยกย้ายไปตามวิถีของตน
จ้าวหนิงและหยางเจียนีสาวเท้าออกมายังดาดฟ้าเรือ ร่างที่เพิ่งถูกงมขึ้นมาฟื้นสติแล้ว แม้จะสำลักน้ำเข้าไปอักโข ทว่าด้วยการช่วยเหลือทันท่วงที จึงพ้นขีดอันตราย (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
ชายผู้นั้นอายุอานามราวสามสี่สิบ ลักษณะการแต่งกายและกลิ่นอายบ่งบอกความเป็นปัญญาชน ทว่าฐานะคงขัดสนแร้นแค้น ท่ามกลางเหมันตฤดูเหน็บหนาวกลับสวมเพียงอาภรณ์หยาบบาง ประเมินจากความหม่นหมองในแววตา คงเป็นเพียงบัณฑิตตกอับที่ไร้หมวกขุนนาง อย่างมากก็สอบผ่านเพียงขั้นซิ่วไช่*
พานพบคือวาสนา จ้าวหนิงโบกมือส่งสัญญาณให้คนชุดเขียวประคองอีกฝ่ายเข้าไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่แห้งและอบอุ่นในห้องพัก พร้อมสอบถามต้นสายปลายเหตุ หากเป็นวิญญูชนตกทุกข์ได้ยาก คนชุดเขียวย่อมต้องยื่นมือเข้าโอบอุ้ม อย่างเลวร้ายก็มอบเงินทองให้ติดตัวสักสองสามตำลึง
ทว่าบัณฑิตตกอับผู้นั้น เพียงปรายตามองอาภรณ์หรูหราของจ้าวหนิงและหยางเจียนี ก็บอกปัดความหวังดีอย่างเย็นชา หว่างคิ้วของเขากระตุกวาบ เผยรังสีปรปักษ์และความเกลียดชังที่ปิดไม่มิด หลังประสานมือคารวะอย่างขอไปที เขาก็หันหลังเตรียมก้าวลงจากเรือ
คนชุดเขียวที่กระโจนลงไปช่วยย่อมรู้แก่ใจว่าอีกฝ่ายจงใจทิ้งดิ่งลงน้ำ จึงพยายามรั้งตัวไว้ ร้องบอกว่าหากมีเรื่องคับแค้นใจก็ยินดีช่วยเหลือ อย่างน้อยก็ควรผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ก่อน หาไม่แล้วลมหนาวอาจคร่าชีวิต แม้บัณฑิตวัยกลางคนจะค้อมศีรษะขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าความดึงดันที่จะจากไปนั้นแน่วแน่ดุจหินผา และตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่แม้แต่จะชายตามองคุณชายผู้มั่งคั่งอย่างจ้าวหนิงเป็นหนที่สอง ราวกับรังเกียจที่จะแปดเปื้อนสายตา
“เจ้ารังเกียจเศรษฐีถึงเพียงนี้… หรือเพราะถูกผู้มีอำนาจเหยียบย่ำมา” น้ำเสียงราบเรียบของจ้าวหนิงลอยมาตามสายลม ทว่ากลับตอกตรึงร่างของบัณฑิตตกอับให้ชะงักงัน
กระนั้น เขาก็ยังพยายามฝืนก้าวเท้าต่อไป
กระทั่งวาจาประโยคที่สองของจ้าวหนิงกรีดลึกเข้าโสตประสาท “เจ้าคงคิดว่าผู้มีอำนาจล้วนเป็นสวะคอกเดียวกัน ข้าย่อมไม่มีวันเหลียวแลเจ้า… ต่อให้คนของข้าจะเพิ่งฉุดรั้งเจ้าจากมัจจุราชก็ตาม”
บัณฑิตตกอับหยุดฝีเท้าลงในที่สุด ทว่าแผ่นหลังยังคงตั้งตรง ไม่ยอมหันกลับมา
จนกระทั่งประโยคที่สามทะลวงผ่านทะลวงใจ “สวะที่เหยียบย่ำเจ้าคงกุมอำนาจล้นฟ้าในยวิ่นโจว เจ้าจึงสิ้นหวังว่าข้าจะชำระแค้นแทนได้ ทว่าจงฟังให้ดี… ต่อให้เป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยวิ่นโจว ในสายตาข้า… ก็เป็นได้แค่มดปลวก”
บัณฑิตวัยกลางคนสะบัดหน้ากลับมา แววตาฉายความลังเลสับสน ก่อนเค้นเสียงถามอย่างหวาดระแวง “คุณชาย… ยินดีช่วยข้าจริงๆ หรือ”
น้ำเสียงนั้นสั่นพร่า อาบย้อมด้วยความแคลงใจและไร้ซึ่งความเชื่อถือ
จ้าวหนิงเพียงกวักมือเบาๆ คนชุดเขียวก็รีบรุดยกเก้าอี้ไท่ซือมาประคองไว้เบื้องหลัง ชายหนุ่มสะบัดชายเสื้อทิ้งตัวลงนั่งอย่างสง่างาม ท่วงท่าหย่อนใจประหนึ่งกุมชะตากรรมของบัณฑิตผู้นี้ไว้ในกำมือเบ็ดเสร็จ
ท่าทีเหนือกว่าเช่นนั้นทำเอาบัณฑิตวัยกลางคนหน้าแดงก่ำด้วยความอัปยศ คล้ายถูกกรีดรอยแผลเก่าที่เจ็บปวดแสนสาหัส เขาขบกรามแน่น โกรธเกรี้ยวจนสะบัดหน้าหมายจะก้าวหนีอีกครา
“ต่อให้เจ้าจะเผชิญความอยุติธรรมคับแค้นเพียงใด แต่ในเมื่อแขนขายังครบถ้วน ลมหายใจยังไม่ดับสูญ กลับเลือกกระโจนน้ำฆ่าตัวตายหนีปัญหา พฤติกรรมขี้ขลาดตาขาวเช่นนี้… อย่าว่าแต่ใช้คำว่าปัญญาชนเลย แม้แต่คำว่า ‘ลูกผู้ชาย’ เจ้าก็ยังไม่คู่ควร”
ถ้อยคำดุจผู้หยั่งรู้ฟ้าดินของจ้าวหนิง ทำเอาใบหน้าของบัณฑิตตกอับบิดเบี้ยว เขากำหมัดแน่น แผดเสียงคำรามแหบพร่าจากก้นบึ้งลำคอ “ข้าไม่ใช่คนขี้ขลาด คนที่แม้แต่ความตายยังไม่หวั่นเกรง จะขี้ขลาดได้อย่างไร”
จ้าวหนิงเค่นเสียงหยัน นัยน์ตาสาดแววสมเพชเวทนา “แค่ไม่กลัวตายมันจะนับเป็นอันใดได้ การมีชีวิตอย่างขัดสนแร้นแค้นวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ท่ามกลางนรกที่ไร้แสงสว่าง… ทว่ายังหยัดยืนต่อสู้ฟาดฟันกับมรสุมจนหยดเลือดหยดสุดท้าย นั่นต่างหากคือความกล้าหาญที่แท้จริง”
บัณฑิตวัยกลางคนชะงักงันราวกับถูกอสนีบาตฟาดฟัน
ท่าทีจองหองผยองเดชของจ้าวหนิง กำลังบดขยี้ศักดิ์ศรีอันเปราะบางของเขาจนป่นปี้ ปลุกเร้าโทสะให้อยากพุ่งเข้าฉีกทึ้งอีกฝ่ายแล้วหันหลังผละไป ทว่าวาจานั้นกลับกึกก้องดั่งระฆังเตือนสติ ทะลวงลึกเข้ากลางใจในจุดที่อ่อนแอที่สุดอย่างจัง
“คุณชายคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด จะไปเข้าใจความสิ้นหวังที่แท้จริงได้อย่างไร ท่านเปี่ยมด้วยอำนาจล้นฟ้า จะไปรู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดแสนสาหัสได้อย่างไร” บัณฑิตวัยกลางคนแค่นยิ้มขื่นขม ริ้วรอยแห่งความยากเข็ญบนใบหน้าฉายแววรันทดสุดขั้วหัวใจ
ทว่าจ้าวหนิง… ย่อมซึมซับความสิ้นหวังและความเจ็บปวดนั้นลงลึกถึงกระดูกดำ
สิบปีแห่งมหาสงครามปกป้องแผ่นดินในชาติปางก่อน พ่ายแพ้แล้วพ่ายแพ้เล่า ดิ้นรนห้ำหั่นกลางทะเลเลือด ทอดตามองผืนนทีและขุนเขาล่มสลายไปทีละคืบ เฝ้ามองสายเลือดตระกูลจ้าวตายตกไปทีละคน ท้ายที่สุด… ต้องสิ้นลมในฐานะเจิ้นกั๋วกงเหนือซากปรักหักพังของชาติบ้านเมือง กระทั่งจ้าวชี่เยว่ผู้เป็นดั่งดวงใจ เขายังไร้พลังจะปกป้อง ใต้หล้านี้… จะมีผู้ใดลิ้มรสความสิ้นหวังได้ลึกซึ้งไปกว่าจ้าวหนิงอีก
ทว่ายามนี้ ภายใต้สายตาจับจ้องของหยางเจียนีและข้ารับใช้ เมื่อเผชิญหน้ากับบุรุษผู้ดำดิ่งสู่จุดตกต่ำที่สุดในชีวิต เขาไม่มีทางจำผิด และไม่มีวันลืมเลือน ชายตกอับเบื้องหน้าคือ ‘โจวยาง’ ขุนนางผู้เกรียงไกรแห่งยุค ผู้จารึกชื่อในหน้าประวัติศาสตร์เลือดช่วงปลายสงครามสิบปี บุรุษผู้ถูกยกย่องให้เป็นประกายแห่งความหวังในการกอบกู้ต้าฉี
แท้จริงแล้ว จ้าวหนิงจดจำใบหน้านี้ได้ตั้งแต่แรกสบตา ชาติปางก่อนพวกเขาเคียงบ่าเคียงไหล่กรำศึกมาเนิ่นนาน ฝ่าดงเพลิงและทะเลเลือด รอดพ้นเงื้อมมือมัจจุราชมาด้วยกันจนสายใยแน่นแฟ้นดั่งสายเลือด ในชาติก่อน... โจวยางก็มิได้จบชีวิตลงใต้บาดาลในวันรุ่งขึ้นเช่นกัน เขาจึงมิได้เอ่ยปากสาธยายความปวดร้าวในอดีต หากแต่ตอกกลับด้วยสุ้มเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำไร้ระลอก…
“เล่ามา ข้ายินดีรับฟัง”
____
เชิงอรรถ :
ซิ่วไช่ คุณวุฒิขั้นต้นที่สุดของระบบการสอบเข้ารับราชการของจีนโบราณ หมายถึงผู้ที่สอบผ่านการทดสอบระดับท้องถิ่น (ระดับอำเภอหรือจังหวัด) แม้ซิ่วไช่จะได้รับอภิสิทธิ์บางประการ เช่น ได้รับการยกเว้นเกณฑ์แรงงาน และไม่ต้องคุกเข่าต่อหน้าผู้ว่าการอำเภอเมื่อขึ้นศาล แต่ยังไม่มีสิทธิ์เข้ารับราชการเป็นขุนนาง หากไม่สามารถสอบผ่านในระดับที่สูงขึ้นไปได้ (จวี่เหริน, จิ้นซื่อ) ซิ่วไช่ส่วนใหญ่ก็มักจะมีชีวิตที่ยากจนขัดสน ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นครูสอนหนังสือเด็ก หรือรับจ้างเขียนจดหมาย จึงมักปรากฏภาพลักษณ์ในนิยายว่าเป็น “บัณฑิตตกอับ”