ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 35 กระแสแห่งยุค
ชายชราท่าทางสุขุม ใบหน้าเปี่ยมเมตตาผู้นี้คือผู้นำตระกูลหยางแห่งกว่างหลิงรุ่นปัจจุบัน นามหยางเหยียนกว่าง
พิจารณาจากสายใยระหว่างตระกูลหยางและตระกูลจ้าว หยางเหยียนกว่างย่อมไม่สมควรปรากฏกาย ณ ที่แห่งนี้ ยิ่งไม่สมควรยืนหยัดเคียงข้างซุนเหมิง
หยางเหยียนกว่างเงียบงันไปชั่วครู่ “แต่โบราณกาล พวกคนเถื่อนเผ่าหูรุกรานชายแดนมิเคยว่างเว้น การระแวดระวังย่อมเป็นสิ่งจำเป็น”
“โหวหยางเชื่อจริงๆ หรือ ว่าลำพังคนเถื่อนเป่ยหูที่เกือบถูกกองทัพต้าฉีบดขยี้จนสิ้นซากเมื่อร้อยปีก่อน... พวกสวะที่ต้องก้มหัวศิโรราบ ส่งบรรณาการจิ้มก้องต้าฉีมาตลอดหลายปี จะมีปัญญากำเริบเสิบสานคุกคามต้าฉีในยุคทองอันรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดนี้ได้”
อู๋ซู่เบิกตาจ้องหยางเหยียนกว่างเขม็ง “หากเป่ยหูมีเจตนารุกรานต้าฉีและคิดก่อกบฏจริง องค์หญิงของพวกมันจะยอมบากหน้าเข้าเมืองหลวงมาขอขมาด้วยตนเองหรือ”
หยางเหยียนกว่างปิดปากเงียบ คล้ายไร้วาจาจะโต้แย้ง
“โหวหยาง หรือท่านจะยอมให้ผู้คนเหยียดหยาม เรียกขานว่า ‘ปั๋วหยาง’ ไปตลอดกาล” อู๋ซู่รุกไล่ไม่ลดละ
หัวคิ้วของหยางเหยียนกว่างขมวดเข้าหากันแน่น
“โหวหยาง แม้สองตระกูลเราจะไม่ลงรอยกันมาเนิ่นนาน ถึงขั้นเคยแย่งชิงสมรภูมิล่าสัตว์จนบ่าวไพร่ล้มตายเหยียบร้อย ทว่านั่นก็แค่ชีวิตบ่าวไพร่ ระหว่างเราหาได้มีความแค้นลึกล้ำถึงขั้นต้องแลกด้วยเลือดเนื้อ ครานี้จ้าวเสวียนจีเป็นฝ่ายหักหลังท่านก่อน ประกอบกับเค้าลางความพินาศของตระกูลจ้าวก็ปรากฏชัด ภายภาคหน้าควรเดินหมากเช่นไร หวังว่าท่านจะไตร่ตรองให้จงหนัก”
อู๋ซู่ผู้หยัดยืนเคียงข้างซุนเหมิงอย่างแน่วแน่ มุ่งหวังดึงหยางเหยียนกว่างเข้าร่วมขบวนการ เพื่อผนึกกำลังบดขยี้ตระกูลจ้าวให้จมดิน
ซุนเหมิงยืนเอามือไพล่หลังพิงระเบียง ทอดสายตามองทิวทัศน์ ยามอู๋ซู่และหยางเหยียนกว่างเจรจากัน เขาเพียงรับฟังเงียบๆ ไร้วาจาสอดแทรก
ในใจลึกๆ เขาย่อมปรารถนาให้ตระกูลหยางสวามิภักดิ์ ไม่ต้องเอ่ยถึงฐานะตระกูลขุนนางทหารทรงเกียรติของอีกฝ่าย ลำพังเพียงสายสัมพันธ์เกี่ยวดองกับตระกูลจ้าว หากยอมแปรพักตร์มาสวามิภักดิ์ ย่อมส่งเสริมบารมีตระกูลซุนให้พุ่งทะยาน ทั้งยังบ่อนทำลายความน่าเกรงขามของตระกูลจ้าวให้ย่อยยับลงได้อย่างสาหัส
ใต้หล้าสงบร่มเย็นมาเนิ่นนาน ยามนี้คือยุคทองอันรุ่งโรจน์ สี่คาบสมุทรไร้ไฟสงคราม ตระกูลซุนหมายมั่นจะก้าวข้ามขีดจำกัด เข้ายึดครองทำเนียบเสนาธิการทหาร รวบอำนาจและผลประโยชน์เพื่อขยายอิทธิพลตระกูล ย่อมไม่อาจพึ่งพาความดีความชอบจากสมรภูมิได้อีก ทำได้เพียงอาศัยเล่ห์เหลี่ยมการเมือง แบ่งพรรคแบ่งพวก และกวาดล้างขั้วอำนาจศัตรูให้สิ้นซาก
ซุนเหมิงไร้ซึ่งความกังวล ว่าตระกูลหยางจะปฏิเสธการร่วมหัวจมท้าย
ในสายตาเขา การล่มสลายของตระกูลจ้าวคือกระแสแห่งยุค การผงาดขึ้นของตระกูลซุนก็คือกระแสแห่งยุคเช่นกัน รอจนถึงลานประลองล่าสัตว์ฤดูสารท ยามยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของตระกูลซุนเหยียบย่ำจ้าวหนิงและขุมกำลังแห่งอนาคตของตระกูลจ้าวให้จมดินต่อหน้าพระพักตร์โอรสสวรรค์และเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊… ช่องว่างอันห่างชั้นระหว่างผู้แข็งแกร่งและผู้อ่อนแอ จะกระชากหยางเหยียนกว่างให้ตาสว่าง และตระหนักได้เองว่าควรสวามิภักดิ์ต่อผู้ใด
“สิบแปดขุนพลทรงเกียรติ… สิบแปดตระกูลขุนนางทหาร มันมากเกินไปแล้ว”
ซุนเหมิงทอดสายตามองตะวันสีเลือดร่วงหล่นเหนือขุนเขาไกลลิบ จิตใจกระจ่างแจ้งประดุจกระจกเงา เขาลอบรำพึง… ยุคสมัยนี้หาใช่ยุคบุกเบิกราชวงศ์ที่ต้องทำศึกปราบปรามทั่วทิศ หาใช่ยุคเจ้าครองแคว้นตั้งตนเป็นใหญ่ ที่ราชสำนักจำต้องพึ่งพายอดขุนพลและทหารหาญเพื่อคว้าชัย
ยามบ้านเมืองร่มเย็น การมีตระกูลขุนนางทหารกุมอำนาจล้นฟ้า มีกำลังพลมากพอจะก่อกบฏคุกคามราชบัลลังก์… นั่นแหละคือหอกข้างแคร่ อย่าว่าแต่เหล่าขุนนางบุ๋นจะไม่ยอมทน เกรงว่าแม้แต่โอรสสวรรค์ก็ยังทรงหวาดระแวง
ถึงเวลาต้องลิดรอนอำนาจ ตัดไฟแต่ต้นลมเสียที
ขุนนางบุ๋นเหยียบย่ำขุนนางบู๊ ราชสำนักส่วนกลางรวบอำนาจทหารเบ็ดเสร็จ… นี่คือกระแสแห่งยุค เมื่อเผชิญหน้ากับคลื่นมหาชน ผู้โอนอ่อนย่อมรอด ผู้ขัดขืนย่อมแหลกลาญ แทนที่จะรอให้พวกบัณฑิตมาเชือดคอ สู้ลงมือชิงความได้เปรียบ กวาดล้างกันเองเสียยังดีกว่า ทำเช่นนี้ตระกูลซุนยังมีสิทธิ์กุมอำนาจต่อรอง
ท่ามกลางมรสุมโหมกระหน่ำ ตระกูลซุนของข้าจำต้องฝืนลิขิตฟ้า อาศัยสถานการณ์ฉกฉวยความยิ่งใหญ่ ต้องโค่นล้มเสี้ยนหนามที่ทรงอิทธิพลที่สุดให้สิ้นซาก กวาดล้างกลืนกินขุมกำลังที่อ่อนแอกว่า รอจนตระกูลขุนนางทหารทรงเกียรติเหลือเพียงครึ่ง พวกขุนนางบุ๋นย่อมพอใจ ถึงเวลานั้นต่อให้พวกมันคิดจะตามล้างตามเช็ด เกรงว่าโอรสสวรรค์ก็คงไม่อนุญาต
บุ๋นบู๊แยกสาย… แก่นแท้คือการคานอำนาจ หากสิ้นไร้ซึ่งตระกูลขุนนางทหารทรงเกียรติ อำนาจล้นฟ้าของกลุ่มขุนนางบุ๋น ผู้ใดเล่าจะคอยคานไว้
และเมื่อเวลานั้นมาถึง ตระกูลซุนที่สูบกลืนผลประโยชน์จากขั้วอำนาจอื่นจนอิ่มเอม ย่อมผงาดขึ้นแข็งแกร่งไร้เทียมทาน ทันทีที่สยบทุกตระกูลขุนนางบู๊ให้หมอบราบ กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในกองทัพ… ใต้หล้านี้ผู้ใดจะกล้าแตะต้องตระกูลซุน
……
ขบวนเสด็จอันเกรียงไกรรอนแรมมาสองทิวาราตรี กระทั่งปลายยามเซินของวันที่สองจึงลุถึงตีนเขาฝูหยุน ขบวนตระกูลขุนนางทหารและตระกูลบัณฑิตต่างแยกย้ายตั้งค่ายพักแรมตามจุดที่กำหนด
กาลล่วงเลยจนเย็น วันนี้จึงงดเว้นกิจกรรมทั้งหมด พระราชพิธีและการประชันสมรภูมิล่าสัตว์ล้วนถูกยกยอดไปวันรุ่งขึ้น หลังเสร็จสิ้นการล่าสัตว์ จึงจะเป็นลานประลองฝีมือของบรรดาทายาทขุนนางบู๊
“พี่สาม ข้าได้ยินมาว่าคนของตระกูลหยางล่วงหน้ามาถึงเมืองหลวงตั้งนานแล้ว เหตุใดจึงไม่แวะเวียนมาที่จวนเรา” จ้าวหนิงทอดสายตามองบ่าวไพร่กางเต็นท์ พลางเอ่ยถามจ้าวซิน ช่วงที่ผ่านมาเขาเอาแต่เก็บตัวทะลวงปราณ จึงห่างเหินข่าวคราวภายนอกไปบ้าง
ตลอดการเดินทาง คนตระกูลหยางไม่แม้แต่จะส่งคนมาทักทาย หากอิงจากสายสัมพันธ์ลึกซึ้งของสองตระกูล งานล่าสัตว์ฤดูสารทปีก่อนๆ ขอเพียงตั้งค่ายพักแรมแล้วเสร็จ อีกฝ่ายต้องรีบเร่งมาคารวะคนของตระกูลจ้าวเสมอ
สีหน้าจ้าวซินแปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อน “การเยือนเมืองหลวงครานี้ พวกเขาไม่ได้เหยียบย่างมาจวนเราจริงๆ ยิ่งกว่านั้น ข้าได้ยินว่าท่านปู่ส่งเทียบเชิญโหวหยางมาร่วมงานเลี้ยงหลายครา ทว่ากลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย”
สดับคำ จ้าวหนิงพลันเงียบงัน เขาสังหรณ์ใจแต่แรกแล้วว่า หลังบรรดาศักดิ์โหวสืบทอดของตระกูลหยางถูกริดรอนเหลือเพียงปั๋ว อีกฝ่ายย่อมผูกใจเจ็บตระกูลจ้าว ดูจากสถานการณ์ยามนี้… รอยร้าวคงฝังลึกจนยากประสาน
“คนเถื่อนเป่ยหูคิดคดทรยศ การเสริมกำลังอารักขาด่านเยี่ยนเหมินกวนคือเรื่องเร่งด่วนที่ไม่อาจเลี่ยง อีกอย่าง… เหตุที่ตระกูลหยางโดนริบบรรดาศักดิ์ ก็เพราะพวกมันไปมีเรื่องบาดหมางกับตระกูลอู๋ แย่งชิงสมรภูมิล่าสัตว์บ้าบอจนบ่าวไพร่ตายเหยียบร้อยไม่ใช่หรือ นั่นมันฝีมือพวกขุนนางบุ๋นฉวยโอกาสเล่นงานชัดๆ จะมาโยนบาปให้พวกเราได้อย่างไร” จ้าวซินขบกรามกรอดด้วยความเดือดดาล
จ้าวหนิงไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงเงยหน้ามองตรงไปยังทิศตั้งค่ายของตระกูลหยาง
ตระกูลหยางจะยอมแตกหักกลายเป็นศัตรูกับตระกูลจ้าวหรือไม่ ปัจจัยชี้ขาดคือสิ่งใด… เขาตระหนักดียิ่งกว่าใคร
นั่นคือ ‘อำนาจบารมี’ ของตระกูลจ้าว
ตระกูลหยางรั้งเพียงบรรดาศักดิ์โหว ทว่าตระกูลจ้าวคือกั๋วกง ซ้ำยังเป็นขุมอำนาจเครือญาติฝั่งมารดาแผ่นดินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในราชวงศ์ การที่ตระกูลหยางเกี่ยวดองกับตระกูลจ้าวมานับร้อยปี กอบโกยผลประโยชน์ไปมหาศาล สายใยระดับนี้ ไม่มีทางสะบั้นลงอย่างสิ้นเชิงเพียงเพราะข้อพิพาทเรื่องด่านเยี่ยนเหมินกวน
การที่หยางเหยียนกว่างจงใจหลบหน้าจ้าวเสวียนจีในยามนี้ ด้านหนึ่งอาจเพราะโทสะสุมอก ทว่าอีกด้านหนึ่ง… ย่อมต้องมีหมากตากลซ่อนเร้นอยู่อย่างแน่นอน
สำหรับชนชั้นสูงแล้ว ผลประโยชน์ของตระกูลย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใด หากตระกูลหยางคิดเมินเฉยตัดขาดตระกูลจ้าวประหนึ่งคนแปลกหน้า ต้นสายปลายเหตุที่แท้จริงย่อมมีเพียงประการเดียว… นั่นคือพวกมันหันไปซบตักขุมอำนาจใหม่ ขุมอำนาจที่พวกมันประเมินว่าแข็งแกร่งและทรงอิทธิพลยิ่งกว่าตระกูลจ้าว
และขั้วอำนาจที่ว่า… ย่อมต้องเป็นอริตัวฉกาจของตระกูลจ้าวอย่างไม่ต้องสงสัย
นัยน์ตาของจ้าวหนิงละจากค่ายตระกูลหยาง เคลื่อนย้ายไปหยุดนิ่ง ณ ค่ายตระกูลซุน
ชาติก่อน หลังตระกูลจ้าวพินาศย่อยยับ ซุนเหมิงก็เข้ายึดครองทำเนียบเสนาธิการทหาร ตระกูลซุนผงาดขึ้นแท่นขุนนางทหารทรงเกียรติอันดับหนึ่งแห่งต้าฉีในชั่วข้ามคืน
“หลายชั่วอายุคนของตระกูลซุน อุดมไปด้วยยอดคนมากมายจริงๆ” เรื่องนี้จ้าวหนิงตระหนักลึกซึ้งถึงกระดูก
พลันม่านตาของเขาหดเกร็งเล็กน้อย เมื่อทอดสายตาปะทะเข้ากับหนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังเดินเคียงกันริมค่ายพัก อาบไล้ด้วยแสงอัสดงสีทอง สายลมเย็นบนขุนเขาพัดพริ้วเรือนผมและชายเสื้อปลิวไสว ก่อเกิดภาพงดงามราวกับหลุดออกมาจากบทกวี
ทว่าขณะที่จ้าวหนิงกำลังเหม่อมอง พลันรู้สึกถึงแรงตบเบาๆ ที่หัวไหล่
เมื่อหันขวับ ใบหน้างดงามหมดจดของจ้าวชี่เยว่ก็ปรากฏสู่สายตา นัยน์ตากระจ่างใสของนางฉายแววห่วงใยเจือความกังวล “เลิกมองได้แล้ว ใต้หล้านี้มีสตรีงดงามดาษดื่น ด้วยความสามารถระดับเจ้า ภายภาคหน้าย่อมพานพบคู่ครองที่คู่ควร ไม่เห็นต้องมายืนเป็นหินเฝ้ารอภรรยาให้ผู้อื่นสมเพช”
เดิมทีจ้าวหนิงก็หงุดหงิดใจอยู่บ้าง ทว่าพอเห็นจ้าวชี่เยว่ที่ต้องเขย่งปลายเท้าสุดฤทธิ์เพื่อเอื้อมตบไหล่เขา ท่าทางดูทุลักทุเลแต่ใบหน้ากลับขึงขังเอาจริงเอาจัง เขาก็อดไม่ได้ที่จะหลุดยิ้มออกมา
“ท่านพี่วางใจ ข้าไม่สิ้นไร้ไม้ตอกถึงขั้นมานั่งเจ็บปวดกับเรื่องพรรค์นี้ เมื่อครู่ข้าเพียงขบคิดเรื่องอื่น”
คำอธิบายจากใจจริงของจ้าวหนิง ในสายตาของจ้าวชี่เยว่กลับกลายเป็นการฝืนปั้นคำลวงเพื่อปกปิดความชอกช้ำ ทว่านางมิได้ฉีกหน้าเขา ซ้ำยังพยักหน้าหงึกหงัก แสร้งทำเป็นเชื่อวาจาของจ้าวหนิงอย่างสนิทใจ
จากนั้น จ้าวชี่เยว่ก็ตวัดสายตาคมกริบกวาดมองหนุ่มสาวคู่นั้น ไอสังหารเย็นยะเยือกในดวงตาประดุจจะแช่แข็งอีกฝ่ายให้ตายตก
ชายหนุ่มรูปร่างสูงเจ็ดฉื่อ หน้าตาหล่อเหลาดั่งหยกสลัก คู่ควรกับคำยกย่องว่าสง่างามเหนือสามัญ กิริยามารยาทดูเป็นสุภาพบุรุษทุกกระเบียดนิ้ว ส่วนฝ่ายหญิงรูปร่างโปร่งระหง ผิวพรรณขาวผุดผ่อง งดงามหมดจดเปี่ยมด้วยกลิ่นอายบริสุทธิ์ ทอดมองจากที่ไกลประดุจกระเรียนเซียนจุติ
ชายหนุ่มผู้นั้นนามซุนคัง หลานสายตรงของซุนเหมิง ทั้งยังเป็นหัวกะทิอันดับหนึ่งในหมู่คนรุ่นเยาว์ตระกูลซุน ตามคำคุยโตของซุนเหมิง… มันคืออัจฉริยะในรอบพันปีของตระกูล ยามนี้อายุยังไม่พ้นสิบเจ็ด ทว่าระดับพลังกลับห่างจากระดับคุมปราณขั้นปลายเพียงก้าวเดียว
ส่วนฝ่ายหญิงคือหลานสาวสายตรงของหยางเหยียนกว่าง นามหยางเจียนี
หลายปีก่อน หยางเหยียนกว่างเคยพาดรุณีน้อยผู้นี้มาเยือนจวนเจิ้นกั๋วกง หมายมั่นให้นางทำความรู้จักกับจ้าวหนิงแต่เนิ่นๆ หวังยกให้เป็นภรรยาเอก ด้วยสายสัมพันธ์ของสองตระกูล ตามหลักจ้าวเสวียนจีย่อมต้องตอบตกลง ทว่ายามนั้นจ้าวหนิงกลับคัดค้านหัวชนฝา
เหตุผลมีเพียงประการเดียว… นางอ้วนท้วนเกินเยียวยา น้ำหนักตัวมากกว่าเขาสองเท่า วันๆ เอาแต่กอดห่อขนมและน้ำตาลทรายแดง เคี้ยวตุ้ยจนเศษขนมเลอะปากไม่ยอมหยุดพัก ทำเอาเขาขยะแขยงจนไม่อยากเข้าใกล้
จ้าวเสวียนจีรักและตามใจหลานชายสุดลิ่มทิ่มประตู จึงมิได้ดึงดันตัดสินใจในทันที หมายรอดูท่าทีไปก่อน อีกทั้งการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ ขอเพียงสองตระกูลเกี่ยวดองกัน ตัวบุคคลหาใช่เรื่องสลักสำคัญ หากจ้าวหนิงชิงชังหยางเจียนี ก็แค่เปลี่ยนตัวเจ้าสาวเป็นผู้อื่น
ทว่าสตรีเมื่อเติบใหญ่วัยแรกรุ่นย่อมแปรเปลี่ยน ใครเล่าจะคาดคิดว่าเพียงไม่กี่ปี หยางเจียนีกลับเติบใหญ่เป็นสาวสะพรั่ง รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ผงาดขึ้นเป็นโฉมงามเลื่องชื่อแห่งดินแดนเจียงจั่ว ยามอีกฝ่ายมาเยือนจวนครั้งหลัง จ้าวเสวียนจีเคยหยั่งเชิงหลานชายอีกครา ซึ่งหนนี้จ้าวหนิงมิได้ปริปากคัดค้าน
แม้การหมั้นหมายจะยังไม่ประกาศเป็นทางการ ทว่าคนทั้งสองตระกูลล้วนถือเอาว่านี่คือข้อตกลงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง
ภายหลัง เมื่อจ้าวยวี่เจี๋ยเหยียบย่างเข้าสู่ตระกูลจ้าว แม้จ้าวเสวียนจีจะไม่ก้าวก่ายเรื่องรักใคร่ของคนหนุ่มสาว ทว่าคนในตระกูลต่างกระจ่างแก่ใจ ด้วยชาติกำเนิดของจ้าวยวี่เจี๋ย ต่อให้ได้ตบแต่งกับจ้าวหนิงก็เป็นได้เพียงอนุภรรยา หรืออย่างมากก็แค่ภรรยารอง ตำแหน่งนายหญิงใหญ่ย่อมตกเป็นของโฉมงามตระกูลหยางอย่างไร้ข้อกังขา
ทว่าใครจะคาดคิด… บัดนี้กระดานหมากกลับพลิกผัน
“โหวหยางมีแผนสกปรกอันใดซ่อนอยู่กันแน่ ถึงขั้นปล่อยหลานสาวตนเองไปเดินฉุยฉายเคียงคู่หลานตระกูลซุนท่ามกลางสายตาผู้คน ไม่รู้จักยางอายหรือไร นี่มันจงใจตบหน้าตระกูลจ้าวกลางสี่แยกชัดๆ”
จ้าวซินใบหน้าดำทะมึน เตรียมจะสบถด่าทออีกชุด ทว่าพอเห็นจ้าวชี่เยว่ตวัดสายตาดุดันปราม ก็รีบหุบปากฉับทันควัน
……
สายวันรุ่งขึ้น โอรสสวรรค์ทรงนำเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ประกอบพิธีจุดกำยานบวงสรวงฟ้าดิน ณ หอคอยสูงที่ถูกเนรมิตขึ้น กว่าพระราชพิธีอันซับซ้อนจะเสร็จสิ้น กาลก็ล่วงเลยใกล้เที่ยงวัน เหล่าขุนนางทหารทรงเกียรติได้พักผ่อนเพียงหนึ่งชั่วยาม คล้อยหลังยามอู่ ฮ่องเต้จึงทรงนำทัพเปิดฉากสมรภูมิล่าสัตว์
ราชองครักษ์หยวนฉงนับหมื่นนายควบม้าล่วงหน้า ตีวงล้อมภูเขาฝูหยุนจากทั้งสองปีก ไล่ต้อนสัตว์ป่าให้มารวมกระจุก ณ พื้นที่สังหาร เพื่ออำนวยความสะดวกให้โอรสสวรรค์และเหล่าขุนนางได้ควบม้าแผลงศรอย่างสำราญ
โอรสสวรรค์ทรงแผลงศรเบิกฤกษ์ปลิดชีพพยัคฆ์ร้ายหนึ่งตัว ทรงรับสั่งขันทีหามซากตระเวนโชว์รอบทิศ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องถวายพระพรดังกึกก้องกัมปนาท พระองค์จึงเสด็จกลับหอคอยบัญชาการกลางไหล่เขา ซึ่งสามารถทอดพระเนตรสมรภูมิล่าสัตว์ได้เกินครึ่ง บรรดาขุนนางใหญ่ทั้งบุ๋นบู๊ต่างน้อมรับเบิกฤกษ์แผลงศรพอหอมปากหอมคอ ก่อนตามเสด็จกลับ
การล่าสัตว์เช่นนี้ไร้ซึ่งความท้าทายสำหรับยอดฝีมือ จุดประสงค์แท้จริงของงานล่าสัตว์ฤดูสารท ประการแรกเพื่อกระตุ้นสัญชาตญาณนักรบ ประการรองเพื่อประเมินศักยภาพทายาทรุ่นเยาว์ของตระกูลขุนนางทหาร ทั้งยังแฝงการฝึกซ้อมค่ายกลศึกกลายๆ
ยามนี้จ้าวหนิงกำลังควบอาชาพุ่งทะยาน แหวกฝ่าทุ่งหญ้าและผืนป่าเคียงบ่าทายาทตระกูลจ้าว เสียงสายธนูเหล็กในมือลั่นขวับเป็นระยะ เก็บเกี่ยวชีวิตสัตว์ป่าที่หมายตาไว้อย่างแม่นยำไร้ปรานี
ชั่วจิบชา เขาสังหารกวางและสุนัขป่าได้หลายตัว โยนให้บ่าวไพร่คอยหามตามหลัง ซากสัตว์เหล่านี้หากไม่แปรสภาพเป็นมื้อค่ำรสเลิศ ก็ต้องถูกถลกหนังกลับไป ต่อให้ตัวเขาไม่เหลียวแล การโยนเป็นรางวัลให้บ่าวไพร่ก็นับว่าไม่เลว
ตามธรรมเนียม หลังสิ้นสุดการล่า จะมีการจัดอันดับทายาทขุนนางทหารจากจำนวนและระดับความดุร้ายของสัตว์ที่ล่าได้ นี่คือส่วนหนึ่งของการประเมินศักยภาพ
สัตว์ป่าดาษดื่น จ้าวหนิงหาได้แยแส หลังยืดเส้นยืดสายจนพอใจ เขาจึงเริ่มแกะรอยสัตว์ร้ายของจริง เพียงไม่นาน เสียงคำรามเกรี้ยวกราดก็ดังกึกก้องมาจากป่าทึบไม่ไกล เขาไม่รอช้า กระชากบังเหียนควบอาชาทะยานลึกเข้าสู่ดงมรณะทันที