ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 36 แก่งแย่ง
พ้นแนวเนินดิน นัยน์ตาจ้าวหนิงพลันวาวโรจน์ หมีป่าร่างยักษ์คลุ้มคลั่งไร้สาเหตุ กำลังกวัดแกว่งกรงเล็บฉีกทึ้งเลียงผา ชั่วพริบตาเดียว เลียงผากำยำก็แหลกเหลวกลายเป็นเพียงกองเลือดเนื้อเละเทะ
ณ สมรภูมิล่าสัตว์ฝูหยุน หมีป่าคือราชันยอดมงกุฎ ยิ่งอสูรกายเบื้องหน้าที่ใหญ่โตประดุจขุนเขาย่อมๆ ยิ่งหาตัวจับยาก หากปลิดชีพมันได้ เขาก็คร้านจะเสียเวลาล่าสวะตัวอื่นอีก
โอกาสทองไม่อาจปล่อยหลุดมือ จ้าวหนิงกระทุ้งสีข้างอาชา ทะยานร่างดั่งอสนีบาตอ้อมตีขนาบข้าง ยามห่างเพียงร้อยก้าว คันเกาทัณฑ์ถูกง้างจนสุดล้า ปลายศรล็อคเป้าไปยังดวงตาขนาดมหึมาปานกระดิ่งทองแดงคู่นั้น
ศรเหล็กจำต้องทะลวงผ่านดวงตา เพื่อรักษาสภาพผืนหนังให้ไร้รอยขีดข่วน นี่คือบททดสอบทักษะขี่ม้ายิงธนูขั้นสูงสุด เกาทัณฑ์ในมือจ้าวหนิงเฉกเช่นทายาทตระกูลอื่น เป็นเพียงคันธนูแข็งชั้นเลิศ หาใช่ศาสตราปราณ ยิ่งเรียกร้องความแม่นยำเหนือมนุษย์
ทว่าเสี้ยววินาทีที่สายเกาทัณฑ์ตึงสุดรั้ง ศิลาเขื่องก้อนหนึ่งกลับพุ่งแหวกอากาศจากพงไพรด้านข้าง ตัดหน้ากระแทกเข้ากลางแสกหน้าหมีป่าอย่างจัง
พลังทำลายล้างมหาศาลทะลวงกะโหลกหนาจนยุบ โลหิตสาดกระเซ็น หมีป่าแผดเสียงโหยหวนล้มกลิ้งคลุกฝุ่น ทว่าพลังชีวิตมันยังไม่ดับสูญ มันตะเกียกตะกายลุกขึ้น ตะบึงสี่เท้าหลบหนีสุดชีวิต
จ้าวหนิงพลาดจังหวะสังหาร นัยน์ตาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ การปลิดชีพหมีป่าย่อมง่ายดาย แต่การร้อยศรทะลวงตาสัตว์ร้ายที่กำลังดิ้นรนหนีตายสะเปะสะปะ ย่อมกลายเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ
ผู้ใดลงมือซ่อนเร้น มันทำลายกะโหลกจนผืนหนังตำหนิ ต่อให้ล่ากลับไปก็ไร้ค่า ไม่คู่ควรนำไปโอ้อวดผลงาน นี่คือเจตนาขัดขวางผู้อื่นโดยไม่หวังผลประโยชน์ให้ตนเอง
จ้าวหนิงยังไม่ทันขยับอาชา เงาร่างสายหนึ่งพลันพุ่งทะยานออกจากแนวป่า ผู้มาเยือนไร้อาชา ทว่าอาศัยความเร็วปานอสนีบาตขวางหน้าสัตว์ร้าย ย่อตัวสืบเท้า ‘ระเบิด’ หมัดซัดกระแทกช่วงอกหมีป่าอย่างหนักหน่วง
ปราณแท้ทะลวงผ่านร่างอสูร แผ่นหลังระเบิดออกเป็นช่องโหว่ ก้อนเนื้อและหยาดโลหิตสาดกระจาย มันแผดเสียงร้องวาระสุดท้ายก่อนทรุดฮวบลงกับพื้น ร่างมหึมากระตุกเกร็งสองสามครา แล้วสิ้นลมหายใจ
จ้าวหนิงกระชากบังเหียน ทอดสายตาเย็นเยียบเยือกแข็งจับจ้องบุรุษที่ยืนตระหง่านเหนือซากหมีป่า
การล้อมล่าคือการประชันทักษะขี่ม้ายิงธนู การกระทำของอีกฝ่ายคือการเหยียบย่ำกฎเกณฑ์จนแหลกลาญ
เขาสัมผัสได้ถึงรังสีมุ่งร้าย
อีกฝ่ายยอมบดขยี้ผืนหนังหมี เพียงเพื่อสกัดกั้นศรปลิดชีพของเขา
และการยั่วยุก็ฉายชัด
การพุ่งตัวซัดอสูรตายด้วยหมัดเดียว คือการโอ้อวดพลังกดข่มอย่างโจ่งแจ้ง
ผู้มาเยือนคือบุรุษหนุ่มท่าทางผยองเดช อายุอานามรุ่นราวคราวเดียวกับจ้าวหนิง
จ้าวหนิงจดจำใบหน้านี้ได้ดี
หลานสายตรงของซุนเหมิง… ซุนคัง
ซุนคังฉีกยิ้มเจิดจ้ายิ่งกว่าตะวัน ประสานมือคารวะจ้าวหนิง วาจาลื่นไหล “คุณชายจ้าว ช่างบังเอิญนัก ข้าพบหมีป่าตัวนี้เข้าก่อน ลงมือหยาบกระด้างไปบ้าง ทำเอาท่านต้องมาทนดูเรื่องขบขันเสียแล้ว”
กิริยายามเอื้อนเอ่ยดูนอบน้อม น้ำเสียงคุ้นเคยประหนึ่งสหายสนิทชิดเชื้อ ไร้ร่องรอยเย่อหยิ่งจองหอง หากผู้ใดผ่านมาเห็นย่อมหลงกลคิดว่าเป็นผู้มีเมตตาเข้าถึงง่าย
“ซัดหินได้ไม่เลว” ในเมื่ออีกฝ่ายสวมหน้ากากสุนัขจิ้งจอก จ้าวหนิงจึงทิ้งวาจาราบเรียบไว้เพียงประโยคเดียว ก่อนชักม้าเตรียมจากไป
จังหวะนั้นเอง ขบวนอาชาตระกูลซุนควบทะยานพ้นแนวป่า ขุมกำลังไม่ใช่น้อย หางตาจ้าวหนิงตวัดเห็นผู้คุ้นหน้าจากตระกูลหยางปะปน หนึ่งในนั้นคือหยางเจียนีในชุดเกราะทะมัดทะแมง ท่าทางองอาจสง่างาม
“คุณชายจ้าว ช้าก่อน”
ก่อนจ้าวหนิงจะทันหันหัวม้า ซุนคังก็สืบเท้าขวางทาง เมื่อเห็นจ้าวหนิงรั้งสายบังเหียน มันปรายตามองกลุ่มทายาทตระกูลหยางแวบหนึ่ง ก่อนหันกลับมาปั้นรอยยิ้มอบอุ่นดุจเดิม
มันเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณชายจ้าว ได้ยินว่าท่านคืออัจฉริยะในรอบร้อยปีของตระกูล แบกรับความหวังไว้ล้นหลาม ทว่าท่านอาจยังไม่ทราบ… พรสวรรค์ของข้า คือสิ่งที่ตระกูลซุนรอคอยมานับพันปี ดังนั้น…”
เอ่ยถึงจุดนี้ รอยยิ้มของซุนคังยิ่งอาบชโลมด้วยมารยาท เดิมทีมันมีรูปโฉมหล่อเหลาเหนือสามัญ รอยยิ้มเช่นนี้หากสตรีอ่อนต่อโลกพานพบ เกรงว่าคงลุ่มหลงจนลืมสิ้นทุกสิ่ง
ขณะจ้าวหนิงคาดคิดว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยท้าประลอง ซุนคังกลับทิ้งระเบิดวาจา “ดังนั้น ข้าหวังว่าวันพรุ่งนี้… คุณชายจ้าวจะถอนตัวจากลานประลอง”
จ้าวหนิงเค้นเสียงเย็น “เหตุใดข้าต้องทำเช่นนั้น”
“เพราะข้าไม่อยากบดขยี้ชื่อเสียงอัจฉริยะของท่าน ไม่อยากให้ท่านต้องอัปยศอดสูท่ามกลางสายตาฝูงชน จนไร้แผ่นดินจะซุกหัว”
ถ้อยคำซุนคังฉะฉานจริงใจ ประหนึ่งกลั่นจากก้นบึ้งวิญญาณ “ข้าหวังดีต่อคุณชายจ้าวจากใจจริง หวังว่าท่านจะน้อมรับน้ำใจนี้”
จ้าวหนิงแทบหลุดหัวเราะกับความอวดดี หากไม่ใช่เพราะชาติก่อนเคยลิ้มรสสันดานจองหองของมันมาแล้ว กอปรกับการหวนคืนชีพหล่อหลอมจิตใจให้เยือกเย็น ป่านนี้เขาคงหวดแส้ฟาดหน้ามันให้สิ้นเรื่อง
“โอ๊ะโอ นั่นคุณชายจ้าวไม่ใช่หรือ มาแย่งชิงผลงานผู้อื่นถึงที่นี่เชียว แหม… ดูทรงแล้วหมีตัวนี้คงไม่ใช่ฝีมือท่านกระมัง หรือคิดอาศัยบารมีกั๋วกงมารังแกแย่งชิงผลงาน หากเป็นเช่นนั้น ข้าคงทนดูไม่ได้”
ยังไม่ทันที่จ้าวหนิงจะตอบโต้ ขบวนม้าอีกกลุ่มก็ควบตะบึงเข้าแทรก ผู้มาเยือนยังไม่ทันปรากฏตัว น้ำเสียงยียวนก็ดังนำมาก่อน
จ้าวหนิงคร้านจะเสวนา ปรายตาเยียบเย็นมองสวีจือหย่วนเพียงแวบเดียว ก่อนสะบัดแส้ควบอาชาจากไป
ยามนี้ต่อให้ปะทะกำลังก็เปล่าประโยชน์ ขันทีรักษากฎย่อมต้องสอดมือเข้าห้าม จ้าวหนิงตัดสินใจเด็ดขาด… พรุ่งนี้ เขาจะเหยียบย่ำพวกมันให้รู้จักสัจธรรมบนลานประลอง
เมื่อเห็นจ้าวหนิงจากไป สวีจือหย่วนก็เดาะลิ้นขัดใจ หันมองซุนคังสลับกับซากหมีป่าพลางส่ายหน้า “ฝีมือเจ้าช่างหยาบช้า ผืนหนังหมีชั้นเลิศกลับถูกบดขยี้จนไร้ราคา”
ซุนคังเมินเฉยไม่แม้แต่จะปรายตามอง มันตวัดร่างขึ้นหลังม้า นำขบวนทะยานจากไปอย่างไร้เยื่อใย
สวีจือหย่วนหน้าม้านยับเยิน ความอัปยศแปรเปลี่ยนเป็นโทสะคลั่ง มันถลึงตาจ้องแผ่นหลังซุนคังพลางขบกรามกรอด “ไอ้พวกทหารสวะ ไร้มารยาทสิ้นดี พรุ่งนี้คอยดูเถอะ ข้าจะเหยียบหัวพวกแกให้จมดิน”
……
ยามสายัณห์ จ้าวหนิงกลับคืนค่ายพัก หลังโยนซากอสูรให้ขุนนางบัญชีจดบันทึก เขาก็ปลีกตัวชำระล้างคราบคาวเลือด
แม้สมรภูมิล่าสัตว์วันนี้จะถูกก่อกวน ทว่าจิตใจจ้าวหนิงหาได้หวั่นไหว ผลงานที่กวาดต้อนมายังคงมหาศาล หนึ่งในนั้นคือหมีป่าอีกตัวที่ถูกศรทะลวงดวงตาสิ้นชีพอย่างหมดจด
ประสบการณ์สองชาติภพหล่อหลอมจิตวิญญาณให้หนักแน่นดั่งขุนเขาไท่ซาน ไม่ว่าจะเป็นการยั่วยุของซุนคัง หรือวาจาสามหาวของสวีจือหย่วน ล้วนไม่อาจสั่นคลอนโทสะและแผนการของเขา
เป้าหมายเขากระจ่างชัด ผลลัพธ์งานล่าสัตว์ฤดูสารทเกี่ยวพันถึงอำนาจราชสำนักในวันหน้า เขาไม่มีทางปล่อยให้สวะพวกนี้มากระทบกระเทือนหมากกระดานใหญ่เด็ดขาด
ทันทีที่ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ก้าวพ้นกระโจม เซี่ยเหอก็รุดมาเชิญตัวไปหาจ้าวชี่เยว่ พี่สาวของเขาลงมือย่างเนื้อแกะด้วยตนเองหมายรอให้เขาลิ้มรส ตระกูลจ้าวสูงศักดิ์ ทายาทที่ยอมเข้าครัวนั้นหายากยิ่งกว่างมเข็ม ทว่าจ้าวชี่เยว่คือข้อยกเว้น
หลังมื้อค่ำ จ้าวหนิงยืดเส้นยืดสายชั่วครู่ ก่อนเร้นกายบำเพ็ญเพียรแต่หัวค่ำ พรุ่งนี้คือสมรภูมิประลอง เขาจำต้องสงบจิต รักษาสภาพร่างกายให้อยู่ในจุดสูงสุด
ก่อนโอรสสวรรค์ซ่งจื้อจะเข้าบรรทม ขันทีเฒ่านำบัญชีผลงานล่าสัตว์มาถวายรายงาน พระองค์พลิกอ่านเพียงครู่ พลันหลุดสุรเสียงประหลาดใจ “ผลงานของจ้าวหนิง มหาศาลถึงเพียงนี้เชียว”
รายนามบนบัญชี สามอันดับแรกคือจ้าวหนิง ซุนคัง และสวีจือหย่วน จำนวนเหยื่อสูสีสูสีจนยากจะชี้ขาดชัยชนะ
ซุนคังมีชื่อเสียงเป็นถึงอัจฉริยะพันปีแห่งตระกูลซุน ห่างเพียงก้าวเดียวก็จะล่วงสู่ระดับคุมปราณขั้นปลาย ส่วนสวีจือหย่วนก็เป็นหัวกะทิตระกูลสวี เชี่ยวชาญทั้งบุ๋นบู๊ รั้งระดับคุมปราณขั้นกลาง
สองคนนี้ผงาดรั้งหัวแถวย่อมสมเหตุสมผล ทว่าคุณชายจ้าวที่เพิ่งทะลวงระดับคุมปราณขั้นต้นได้เพียงสองเดือน เหตุใดจึงตีคู่สูสีกับสองยอดฝีมือได้
“หรือว่าจ้าวหนิง… ทะลวงสู่ระดับคุมปราณขั้นกลางแล้ว” ซ่งจื้อวางบัญชีลง ลูบพระมัสสุครุ่นคิด
“สมรภูมิล่าสัตว์วันนี้ ประชันทักษะขี่ม้ายิงธนู ทายาทตระกูลใหญ่ล้วนใช้เกาทัณฑ์ธรรมดา หาใช่ศาสตราปราณ จึงมิได้พึ่งพาปราณแท้พ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีเฒ่าวิเคราะห์ตามจริง เมื่อไร้ปราณแท้ ย่อมมองไม่ออกถึงระดับพลัง “ผลงานล่าสัตว์บ่งบอกเพียงว่าคุณชายจ้าวมีทักษะยิงธนูสูงล้ำ ส่วนเรื่องระดับพลัง… เกรงว่าพรุ่งนี้บนลานประลองจึงจะกระจ่างแจ้ง”
ซ่งจื้อแย้มพระสรวล ทรงทราบดีว่าพระองค์ทรงคาดคั้นเกินไป
ใต้หล้านี้มีผู้ใดเพิ่งบรรลุระดับคุมปราณสองเดือน ก็ทะยานสู่ขั้นกลางได้ทันที ต่อให้เป็นตัวตนระดับจ้าวเสวียนจีในวัยเยาว์ ยังต้องเคี่ยวกรำนานกว่าสามเดือน จึงก้าวพ้นระดับคุมปราณขั้นต้นได้
“ก่อนหน้านี้ในเมืองหลวงมีข่าวลือหนาหู ว่าจ้าวหนิงเป็นพวกเสเพลไร้แก่นสาร ยามนี้ดูเหมือนข่าวลือจะตื้นเขินเกินไป ทักษะขี่ม้ายิงธนูระดับนี้ บ่งชี้ชัดว่าเขาไม่เคยละทิ้งการฝึกปรือ” ซ่งจื้อทอดพระเนตรด้วยแววตาลึกล้ำ ตรัสประโยคแฝงนัยยะออกมา
“วรยุทธ์และทักษะเป็นเพียงเปลือกนอกพ่ะย่ะค่ะ ท้ายที่สุด ผู้ฝึกตนต้องวัดทัพกันที่ระดับพลัง” ขันทีเฒ่ารับสนอง
ซ่งจื้อพยักพระพักตร์ “เช่นนั้นก็คอยดูเถอะ ว่าลานประลองพรุ่งนี้… จะพลิกผันไปในทิศทางใด”
การประเมินศักยภาพทายาทในงานล่าสัตว์ฤดูสารทแบ่งเป็นสามด่าน หนึ่งคือล้อมล่าอสูร สองคือประลองวรยุทธ์ และด่านสุดท้ายคือแยกสอบบุ๋นบู๊ ฝ่ายทหารประชันกลศึกพิชัยสงคราม ฝ่ายบัณฑิตทดสอบบทความวิจารณ์ราษฎร
……
รุ่งอรุณ ยามจ้าวหนิงติดตามจ้าวชี่เยว่ จ้าวซิน และขบวนตระกูลจ้าวลุถึงลานกว้าง กลางผืนหญ้าปรากฏลานประลองศิลาที่ถูกเนรมิตขึ้นสี่แห่ง ลานประลองทรงกลมรัศมีสามจั้ง ตั้งตระหง่านทิ้งระยะห่างเป็นสัดส่วน
ทิศเหนือคืออัฒจันทร์บัญชาการยกสูง ปะรำพิธีของโอรสสวรรค์ประทับตระหง่านเป็นศูนย์กลาง ขุนนางใหญ่บุ๋นบู๊นั่งขนาบซ้ายขวา ยามนี้มีผู้เข้าประจำที่นับสิบ
แต่ละตระกูลกางปะรำจัดวางที่นั่งหน้าค่ายพักตน เพื่อให้คนในสังกัดรับชมการประลอง ด้วยระยะห่างที่เหมาะสม จึงไร้ปัญหาการบดบังทัศนียภาพ
วันนี้ทายาทตระกูลจ้าวที่จะก้าวขึ้นสมรภูมิมีกว่ายี่สิบคน ถูกแบ่งกลุ่มตามอายุสิบหก สิบเจ็ด สิบแปด และสิบเก้าปี นี่คือเหตุผลที่ต้องตั้งลานประลองสี่แห่ง ผู้ฝึกตนในช่วง ‘สี่ปีทอง’ ทุกปีระดับพลังย่อมแตกต่าง เพื่อความยุติธรรมจึงจำต้องแบ่งสายเช่นนี้
ในบรรดาทุกกลุ่ม สายสิบหกปีมีผู้เข้าร่วมแน่นขนัดที่สุด ส่วนสายสิบเก้าปีกลับบางตาที่สุด
ซ่งจื้อมิได้ประทับโดดเดี่ยว ขุนนางใหญ่บุ๋นบู๊ล้วนพร้อมหน้า แบ่งที่นั่งสองฝั่ง บนโต๊ะเต็มไปด้วยสุราเลิศรสและผลไม้มงคล จ้าวเสวียนจี, สวีหมิงหล่าง, หลิวมู่จือ, ซุนเหมิง และลู่กั๋วกงเว่ยฉงซาน ต่างนั่งประจำที่
สำหรับหยางเหยียนกว่าง และอู๋ซู่ บรรดาศักดิ์ด้อยกว่า จึงทำได้เพียงนั่งอัฒจันทร์ด้านข้าง ทว่าด้วยเหตุนี้ พวกมันจึงสามารถพาทายาทขึ้นมานั่งเคียงข้างได้
“งานล่าสัตว์ฤดูสารททุกปี เจิ้นมักได้ประจักษ์ถึงความองอาจของคนหนุ่มสาวแห่งต้าฉี ช่างน่ายินดีนัก คลื่นลูกใหม่ย่อมซัดคลื่นลูกเก่า ที่ต้าฉีรุ่งโรจน์จนถึงทุกวันนี้ เพราะมิเคยขาดแคลนวีรบุรุษรุ่นใหม่ ล้วนต้องพึ่งพาพวกท่านที่ทุ่มเทเคี่ยวกรำลูกหลาน ราชสำนักจึงมีเสาหลักให้พึ่งพิงไม่ขาดสาย เจิ้นสมควรดื่มคารวะพวกท่านสักจอก”
ซ่งจื้อแย้มพระสรวลยกจอกสุราทองคำ เหล่าขุนนางรีบประสานเสียง ‘มิกล้า’ ก่อนยกจอกดื่มถวายพร้อมเพรียง
ภายในปะรำพิธี นอกจากขุนนางบุ๋นบู๊ ยังมีทูตต่างเผ่าปะปนอยู่ เซียวเยี่ยน องค์หญิงแห่งเป่ยหูก็รวมอยู่ในนั้น
งานล่าสัตว์ฤดูสารท มิใช่เพียงลานประลองของทายาทขุนนาง ทว่ายังเป็นเวทีแผ่แสนยานุภาพให้ต่างแคว้นประจักษ์ ดั่งที่ซ่งจื้อตรัส… ต้าฉีอุดมด้วยขุมกำลังสายเลือดใหม่ที่พร้อมรับไม้ต่อ ราชวงศ์จึงเกรียงไกรสืบไป สยบชนต่างเผ่ามิให้กำเริบเสิบสาน
ซ่งจื้อวางจอกสุรา ทอดพระเนตรเซียวเยี่ยนด้วยรอยพระสรวลล้ำลึก “สิบกว่าปีมานี้ เผ่าเทียนหยวนผงาดจากชนเผ่าเร่ร่อน ขึ้นเป็นหนึ่งในสี่ราชสำนักแห่งม่อเป่ย คาดว่าเผ่าของพวกเจ้าคงอุดมด้วยวีรบุรุษไม่น้อยกระมัง”
“แสงหิ่งห้อย ฤๅจะกล้าประชันสุริยันจันทรา” เซียวเยี่ยนค้อมกายตอบสนอง ถ้อยคำกระชับ รักษากิริยานอบน้อมถ่อมตน
วาจานี้เรียกเสียงหัวเราะพึงพอใจจากขุนนางในงาน รวมถึงสวีหมิงหล่างและหลิวมู่จือ พวกมันล้วนปิติที่เป่ยหูตระหนักถึงความห่างชั้น และรู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัว
“ฝ่าบาท การประลองเปิดม่านแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเฒ่ากระซิบเตือน
ซ่งจื้อทอดพระเนตรเบื้องล่าง ยามเห็นจ้าวหนิงก้าวขึ้นหยัดยืนบนลานประลองศิลา นัยน์ตาของพระองค์ก็สาดประกายใคร่รู้ขึ้นมาทันที