ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 37: ฝีมือสะท้านลานประลอง (1)
“เสี่ยวหนิงจื่อขึ้นเวทีเร็วปานนี้เชียว ข้าขอพนันเลยว่าศึกนี้เขาคว้าชัยแน่นอน” ผู้ที่เอ่ยถ้อยคำโอหังเจือรอยยิ้มหาใช่จ้าวเสวียนจี แต่เป็นลู่กั๋วกงเว่ยฉงซาน
ตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ยล้วนเป็นขุนนางบู๊เก่าแก่ ร่วมเป็นร่วมตายกันมาหลายชั่วอายุคน ความสัมพันธ์ย่อมลึกซึ้งแน่นแฟ้น สิ้นคำกล่าว เว่ยฉงซานจงใจปรายตามองหลิวมู่จือหลายครา
หลิวมู่จือเห็นคู่ประลองของจ้าวหนิงชัดเจนแล้ว… หลิวซินเฉิง บุตรชายสายตรงของเขาเอง ยามนี้มีหรือจะทนนิ่งเฉยได้ “หากผลลัพธ์ไม่เป็นดังลู่กั๋วกงคาดหวังเล่า จะว่าอย่างไร”
เว่ยฉงซานชิงชังหลิวมู่จือมาเนิ่นนาน หากกล่าวให้ถูกคือ เขาชิงชังพวกขุนนางบุ๋นทั้งราชสำนัก ที่เอ่ยปากยามนี้ก็เพื่อยั่วยุ หวังระบายโทสะที่อัดอั้นในอก
ได้ยินคำท้าทาย เว่ยฉงซานพลันปลดหยกพกประจำกาย ถลึงตาดุดันเอ่ยว่า “หยกพกชิ้นนี้ แม้ไม่อาจเรียกได้ว่าควรค่าควรเมือง แต่ก็มิใช่ของดาดๆ หากข้าแพ้ ย่อมตกเป็นของเจ้า”
สายตาทุกคู่บนพลับพลาเบนมาประจบกันทันที ผู้ที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ล้วนเป็นชนชั้นสูงศักดิ์ ปราดเดียวก็มองออกว่าหยกพกของเว่ยฉงซานคือหยกขาวมันแกะเนื้อแท้ โปร่งใสไร้ตำหนิ มูลค่าควรเมืองอย่างแท้จริง
หลิวมู่จือลอบตื่นตระหนกกับความใจป้ำของอีกฝ่าย หยกพกชิ้นนี้ต่อให้ใช้เป็นของวิเศษประจำตระกูลไม่ได้ แต่ก็ใกล้เคียงแล้ว ทว่าศรพาดสายจำต้องยิง เขากัดฟันปลดหยกพกของตนออกวาง
“หยกพกของข้า แม้ด้อยกว่าของลู่กั๋วกง แต่ก็มีราคาค่างวดไม่น้อย”
หลิวมู่จือลอบปวดใจจี๊ด เขาเป็นถึงผู้นำตระกูล หยกพกคู่กายที่ติดตัวมาหลายสิบปีมีหรือจะต้อยต่ำ อีกทั้งวิญญูชนเปรียบดั่งหยก หยกหล่อเลี้ยงคน คนหล่อเลี้ยงหยก สองสิ่งผูกพันลึกล้ำไม่อาจพรากจาก
ทว่าเมื่อนึกได้ว่าผู้ที่อยู่บนลานประลองคือหลิวซินเฉิง เขาก็ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก บุตรชายบรรลุระดับคุมปราณขั้นกลางแล้ว ไม่มีทางพ่ายแพ้จ้าวหนิงเด็ดขาด
“ลู่กั๋วกง ข้าล่ะไม่รู้จริงๆ ว่าท่านเอาความมั่นใจมาจากที่ใด ประเดี๋ยวแพ้ขึ้นมาอย่าได้กลืนน้ำลายตัวเองก็แล้วกัน” หลิวมู่จือเชิดหน้าขึ้น ไม่อยากตกเป็นรองด้านขวัญกำลังใจ เขารู้นิสัยอีกฝ่ายดี… ก็แค่ขุนศึกเถื่อนบ้าบิ่นผู้หนึ่ง
เว่ยฉงซานแค่นเสียงเย็นชาอย่างผ่าเผย “ขุนนางบู๊ลั่นวาจา ดุจตะปูตอกไม้ ไม่มีคืนคำ”
ตัดกลับมาที่ลานประลอง จ้าวหนิงเห็นคู่ต่อสู้คือหลิวซินเฉิง มุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็น ศัตรูคู่อาฆาตพบหน้าย่อมเดือดดาล เมื่อวันก่อนอีกฝ่ายเดินตามหลังสวีจือหย่วนไปพ่นวาจาโอหังริมแม่น้ำ ตอนนั้นเขาก็หมายหัวจะสั่งสอนอยู่แล้ว
“จ้าวหนิง ข้าขอเตือนให้เจ้ารู้จักเจียมตัว ยอมแพ้ไปเสียจะดีกว่า บอกตามตรง... ตอนนี้ข้าทะลวงสู่ระดับคุมปราณขั้นกลางแล้ว” หลิวซินเฉิงหักข้อนิ้วดังกรอบแกรบ สีหน้าโอหังฉายแววคุกคามชัดเจน “เจ้าไม่ใช่คู่มือข้า หากดื้อดึง ประเดี๋ยวอย่าหาว่าข้าลงมืออำมหิต”
จ้าวหนิงเพียงผายมือออก คร้านจะเสวนาไร้สาระ
“ข้าล่ะกลัวจริงๆ ว่าเจ้าจะปอดแหกยอมแพ้ไปเสียก่อน จนข้าอดบดขยี้กระดูกเจ้า วันนั้นที่หอเยี่ยนไหล ข้าพลาดท่าให้เจ้าใช้อาวุธลอบกัด แต่วันนี้ในเมื่อเจ้ารนหาที่ตาย ข้าจะสนองให้สมใจ”
หลิวซินเฉิงแค่นหัวเราะเหี้ยมเกรียม สิ้นคำก็พุ่งทะยานปล่อยหมัดจู่โจม นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยความสะใจที่จะได้ชำระแค้น ความอัปยศที่ถูกจ้าวหนิงซ้อมจนหมอบราบ ณ หอเยี่ยนไหล สลักลึกเป็นเพลิงแค้นสุมอกมาเนิ่นนาน
หลิวซินเฉิงรัวหมัดดุจพายุคลั่ง พริบตาเดียวเหนือลานประลองก็ปกคลุมด้วยเงาหมัดมืดฟ้ามัวดิน ถาโถมเข้าใส่จ้าวหนิงอย่างไร้ช่องโหว่ ภาพเหล่านั้นหาใช่กลลวงตา ทว่าคือการควบแน่นปราณแท้ซัดสาดออกนอกร่าง ทุกหมัดแฝงพลังทำลายล้างหมายบดขยี้ศัตรูให้แหลกลาญ
การบรรลุระดับคุมปราณขั้นกลางแล้วสามารถปลดปล่อยปราณแท้โจมตีได้โดยไม่ต้องพึ่งศาสตราปราณ ทั่วแผ่นดินต้าฉีมีเคล็ดวิชาเพียงหยิบมือที่ทำได้ และ ‘หมัดหมื่นเงา’ ที่หลิวซินเฉิงกำลังใช้ออก ย่อมเป็นหนึ่งในนั้น ทั้งยังเป็นถึงยอดวิชาประจำตระกูลหลิว
เป้าหมายของหลิวซินเฉิงเรียบง่ายและโหดเหี้ยม คือการใช้ระดับพลังที่เหนือกว่าบดขยี้จ้าวหนิงให้จมดินในคราเดียว ไม่เปิดโอกาสให้พลิกแพลงได้แม้แต่เสี้ยวลมหายใจ
เงาหมัดมรณะพุ่งประชิดหน้า จ้าวหนิงกลับมีสีหน้าเย็นเยียบไร้อารมณ์ ร่างตั้งตระหง่านดุจขุนเขา เขายังมีเวลาปรายตามองขึ้นไปยังพลับพลาประทับของจักรพรรดิ นัยน์ตาแฝงความหมายลึกล้ำสุดหยั่งคาด
ราชสำนักต้าฉียามนี้ การปะทะระหว่างขุนนางบุ๋นและบู๊รุนแรงดั่งน้ำและไฟ ตระกูลขุนนางบู๊โดนกดขี่ข่มเหงอย่างหนัก สูญเสียทั้งอำนาจและผลประโยชน์มหาศาล ไม่ต้องมองอื่นไกล แม้แต่กรมกลาโหมที่เป็นรากฐานของฝ่ายทหารมาตลอด ปัจจุบันตำแหน่งเสนาบดียังตกอยู่ในมือของพวกปัญญาชน
วิกฤติของขุนนางบู๊ หากไม่อาจพลิกกระดาน ปล่อยให้พวกบัณฑิตใช้ข้ออ้างหยุมหยิมสั่งปลดขุนพลใหญ่ออกจากเมืองหลวง ริบอำนาจสั่งการของกองทัพ แล้วตั้งตนเป็น ‘ผู้ตรวจการทัพ’ มากุมบังเหียนแทน… เช่นนั้นหากเป่ยหูกรีธาทัพลงใต้ครั้งใหญ่ กองทัพต้าฉีที่ไร้ขุนพลคุมทัพย่อมกลายเป็นเพียงเสือกระดาษ ไม่อาจปกป้องแผ่นดินเกิดได้แม้แต่นิ้วเดียว
ตระกูลจ้าวในฐานะขุนนางบู๊อันดับหนึ่ง ย่อมต้องรับหน้าที่บุกทะลวงทำลายวงล้อมมรณะนี้
พวกขุนนางบุ๋นดีแต่พ่นน้ำลายว่า ยามบ้านเมืองสงบสุข ขุนนางบู๊เอาแต่ละทิ้งการฝึกปรือ หลงระเริงในสุรานารี สิ้นไร้ความห้าวหาญดั่งยุคบุกเบิกราชวงศ์ ระดับพลังฝีมือร่วงหล่น รู้จักเพียงกอบโกยผลประโยชน์ แล้วหยิบยกข้ออ้างโสมมเหล่านี้มากดหัว บีบคั้นอำนาจของฝ่ายบู๊ให้จมดิน
ฝ่ายทหารอ่อนแอลงนั่นคือเรื่องจริง แต่ใช่ว่าทั้งหมดจะไร้เขี้ยวเล็บ จ้าวหนิงต้องการลากคอพวกขุนนางบุ๋นมาเบิกตาดู ให้พวกมันตระหนักว่าขุนนางบู๊… อย่างน้อยก็ตระกูลจ้าว ยังคงกุมกำลังรบอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน มียอดอัจฉริยะที่พวกบัณฑิตหนุ่มได้แต่แหงนมอง มีอำนาจบารมีแห่งเจิ้นกั๋วกงที่สยบได้ทั้งแผ่นดิน
บารมีตระกูลจ้าว… ผู้ใดก็ไม่อาจลบหลู่
เมื่อเงาหมัดพุ่งทะลวงถึงหน้าผาก นัยน์ตาจ้าวหนิงพลันวาวโรจน์ดุดัน พายุหมัดของหลิวซินเฉิงซัดกระหน่ำเข้าร่างจ้าวหนิงท่ามกลางสายตานับพันคู่ ชั่วประกายไฟแลบ ร่างนั้นโดนกระแทกไม่ต่ำกว่าหลายสิบหมัด
ผู้ชมรอบลานประลองเบิกตากว้างพร้อมเสียงสูดลมหายใจลึก ไม่มีใครเข้าใจว่าเหตุใดจ้าวหนิงจึงไม่ขยับหลบ ยอมรับความพ่ายแพ้ไปดื้อๆ เช่นนี้
มุมปากหลิวซินเฉิงแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม เขาเองก็นึกไม่ถึงว่าจ้าวหนิงจะโง่งมยืนเป็นเป้านิ่ง ทว่าพริบตาเดียวเขาก็หาคำตอบให้ตัวเองได้ ‘หมัดหมื่นเงา’ อานุภาพดุจพายุฝนโหมกระหน่ำ ลานประลองแคบเพียงเท่านี้ ขยะระดับคุมปราณขั้นต้นย่อมหมดทางหนีทีไล่เป็นธรรมดา
ทว่าความคิดผยองเพิ่งวาบขึ้นในหัว ความปีติคลุ้มคลั่งที่จะได้ชำระแค้นก็อันตรธานหายไปจากใบหน้า รอยยิ้มแข็งค้างเยียบเย็น เมื่อพบว่าร่างของ ‘จ้าวหนิง’ ที่เขากระหน่ำหมัดใส่… ค่อยๆ เลือนหายไปในอากาศ
นั่นเป็นเพียงเงาติดตา!
“ท่าเท้ากระจกวารี…” หลิวซินเฉิงขนลุกซู่ตระหนักถึงหายนะ ทว่าไร้ซึ่งโอกาสให้ต้านทาน จ้าวหนิงที่เร้นกายผ่านม่านหมัดมฤตยู ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมซัดกำปั้นทะลวงเข้าใส่ท้องน้อยของเขาอย่างรุนแรง
หลิวซินเฉิงรู้สึกราวกับอวัยวะภายในถูกบดขยี้จนแหลกเหลว ร่างกายแทบระเบิดเป็นเสี่ยง โลหิตข้นคลั่กพุ่งพรวดออกจากปาก สติสัมปชัญญะพร่าเลือนบิดเบี้ยว
“พลัง… พลังระดับนี้ไม่ใช่ขั้นต้นแน่…”
ร่างของหลิวซินเฉิงปลิวละลิ่วกระแทกพื้นลานประลองอย่างจัง เขากระตุกตัวหมายจะหยัดกายลุกขึ้น ทว่าภาพตรงหน้าพลันดับวูบ สิ้นสติไปในพริบตา
จ้าวหนิงรั้งหมัดกลับ ยืนไพล่หลังด้วยท่าทีสง่างามเย็นชา รอคอยคำตัดสิน
ขุนนางผู้ตัดสินเบิกตาค้างอ้าปากพะงาบ ผ่านไปเนิ่นนานจึงเค้นเสียงแหบพร่าออกมาได้ “จ้าวหนิง… เป็นผู้ชนะ”
สิ้นคำประกาศ อัฒจันทร์รอบทิศก็ระเบิดเสียงฮือฮาดังสนั่นยิ่งกว่าเก่า คลื่นอารมณ์แตกตื่นถาโถม เหล่าทายาทขุนนางรุ่นเยาว์บางคนถึงกับลุกพรวดขึ้นร้องตะโกน มีทั้งเสียงโห่ร้องชื่นชมจ้าวหนิง และเสียงสูดลมหายใจด้วยความตื่นตะลึง
“ระดับคุมปราณขั้นกลาง… มันอยู่ระดับคุมปราณขั้นกลางงั้นหรือ” สวีจือหย่วนที่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ เบิกตาโพลงจนแทบถลน “ไอ้สวะนี่เพิ่งบรรลุระดับคุมปราณเมื่อสองเดือนก่อน ตอนนี้กลับพุ่งพรวดถึงขั้นกลางแล้วเรอะ”
“สองเดือนบรรลุคุมปราณขั้นกลาง… ความเร็วระดับนี้ ทั่วต้าฉีไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบร้อยปี สมฉายายอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งอย่างแท้จริง” นัยน์ตาของจักรพรรดิซ่งจื้อทอประกายคมปลาบ
“ทายาทตระกูลจ้าวผู้นี้ ไม่ใช่แค่คุณชายเจ้าสำราญไร้ค่าหรอกหรือ ติดแหง็กอยู่ระดับฝึกกายขั้นเก้ามาเป็นปี… ไฉนจู่ๆ ถึงผงาดขึ้นมาน่าสะพรึงเช่นนี้” ซุนเหมิงลอบหลั่งเหงื่อเย็น หวาดระแวงสุดขีด
ด้านหลิวมู่จือนั่งตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป จนกระทั่งร่างไร้สติของหลิวซินเฉิงถูกหามลงจากเวที เขาจึงได้สติและยอมรับความจริงอันโหดร้าย… บุตรชายระดับคุมปราณขั้นกลางของตน ถูกจ้าวหนิงที่อยู่ระดับเดียวกัน โค่นล้มด้วยกระบวนท่าเดียว
“เด็ดขาดหมดจด พลิ้วไหวไร้ที่ติ สะใจโว้ย”
เว่ยฉงซานระเบิดเสียงหัวเราะก้องกังวาน สะบัดมือวูบเดียวปราณแท้ก็ดูดเอาหยกพกของหลิวมู่จือลอยข้ามอากาศมาเข้ามือ ท่าทางฉับไวราวกับกลัวอีกฝ่ายจะชักดาบ “หยกพกชิ้นนี้แม้เนื้อจะหยาบไปบ้าง แต่ในเมื่อเป็นของเดิมพัน ข้าก็จะฝืนใจรับไว้ล่ะนะ”
เอ่ยจบ ยังจงใจชูหยกพกแกว่งไปมาอวดจ้าวเสวียนจีเสียรอบหนึ่ง
จ้าวเสวียนจีลูบเคราแย้มยิ้มอย่างภาคภูมิ นัยน์ตาฝ้าฟางกวาดมองปฏิกิริยาตื่นตะลึงของบรรดาขุนนางรอบทิศอย่างดื่มด่ำ นึกย้อนไปถึงวันที่ตนรู้ว่าหลานชายทะลวงระดับ สีหน้าของเขาก็มิได้ต่างจากพวกโง่งมเหล่านี้เท่าใดนัก
ใบหน้าของหลิวมู่จือเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวซีดสลับกันไปมา คับแค้นใจจนแทบกระอักเลือด อยากตอกกลับเว่ยฉงซานแต่กลับจุกอยู่ที่คอหอย ต่อหน้าอัจฉริยะที่ใช้เวลาเพียงสองเดือนบรรลุระดับคุมปราณขั้นกลาง วาจาใดๆ ล้วนกลายเป็นเพียงเสียงหมาเห่าไร้ราคา
สวีหมิงหล่างดึงสติกลับมาได้ไวที่สุด เขารีบหาข้ออ้างปลีกตัวออกจากพลับพลา ดึงตัวสวีจือหย่วนมากำชับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ท่าเท้ากระจกวารีของจ้าวหนิงบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว หนำซ้ำพลังยังก้าวล่วงสู่ระดับคุมปราณขั้นกลาง หากเจ้าต้องปะทะกับมันจงระวังให้จงหนัก เมื่อใดที่มันใช้ท่าเท้ากระจกวารีลอบประชิดตัว เจ้าจงสวนกลับด้วย ‘กระบี่ดอกเหมย’ ทันที รับรองว่าปลิดชีพมันได้ในดาบเดียว”
สวีจือหย่วนพยักหน้ารับคำหนักแน่น “ท่านพ่อวางใจเถิด ‘กระบี่ดอกเหมย’ คือดาวข่มวิชาสายทะลวงอยู่แล้ว ขอเพียงมันกล้าย่างกรายเข้าใกล้ ข้าจะฟันมันให้ขาดสะบั้น”
เมื่อครู่จิตใจเขาแตกซ่านว้าวุ่น พอได้บิดาชี้แนะกระแสความคิดก็สงบเยือกเย็นลง แม้จ้าวหนิงจะฝึกปรือได้รวดเร็วดุจปีศาจ ทว่าระดับพลังก็เพียงทัดเทียมกับเขา เขามิได้ตกเป็นรอง ซ้ำยังมีกระบี่ดอกเหมยที่สะกดข่มท่าเท้ากระจกวารีได้โดยตรง ชัยชนะย่อมอยู่ในกำมืออย่างแน่นหนา
ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง รอบลานประลองพลันเกิดเสียงฮือฮาดังกึกก้องปานฟ้าถล่ม ครานี้มิใช่เพียงคนกลุ่มเดียว ทว่าคือผู้คนนับหมื่นเปล่งเสียงอุทานพร้อมกัน เสียงอื้ออึงวิพากษ์วิจารณ์ประทุขึ้นราวกับน้ำเดือดพล่าน
“เกิดอันใดขึ้น” สวีหมิงหล่างหันขวับไปมองกลางลานประลอง ครั้นเห็นร่างของจ้าวหนิงยังคงหยัดยืนนิ่งขึงอยู่บนเวที รูม่านตาพลันหดเกร็งสุดขีด “ไอ้เด็กนั่นไฉนยังไม่ลงมาอีก หรือว่า… มันคิดจะ…”
สวีจือหย่วนเบิกตาโพลง หันขวับสบตาบิดาด้วยความตื่นตระหนก “โอหังเกินไปแล้ว ไอ้สวะนั่นมันไม่เห็นใครอยู่ในสายตาเลย ถึงขั้นกล้าเลือก ‘ยืนท้าประลอง’ เชียวรึ”
สวีหมิงหล่างสะบัดแขนเสื้ออย่างกราดเกรี้ยว ก้าวฉับๆ จากไปทันที
กฎกติกาบนลานประลองแบ่งออกเป็นสองรูปแบบ หนึ่งคือการจับฉลากสุ่มคู่ต่อสู้ ผู้ชนะจะเข้าสู่รอบถัดไปเพื่อจับฉลากไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ นี่คือหนทางปกติที่ผู้คนต่างเลือกเดิน
ทว่าอีกหนทางหนึ่งนั้น ยากเย็นแสนเข็ญกว่าเป็นร้อยเท่า นั่นคือผู้ชนะเลือกที่จะ ‘ยืนท้าประลอง’ ยืนหยัดอยู่บนเวทีท้าทายยอดฝีมือคนแล้วคนเล่า จนกว่าจะพ่ายแพ้กระอักเลือด หรือหาไม่… ก็กวาดล้างศัตรูจนหมดสิ้น ไม่ยอมก้าวลงจากเวที
ในวิถีแห่งการยืนท้าประลอง แม้ระหว่างรอบจะอนุญาตให้พักฟื้นปราณได้ชั่วครู่ และราชสำนักจะจัดเตรียมโอสถวิเศษฟื้นฟูพลังไว้ให้ ทว่าการต้องรับมือศึกสายเลือดต่อเนื่องยาวนานหลายวัน ความเหนื่อยล้าสาหัสย่อมทะลุขีดจำกัดมนุษย์ เกินกว่าผู้ใดจะจินตนาการถึง
ผู้บำเพ็ญเพียรที่กล้าหาญชาญชัยเลือกวิถีนี้ ไม่เคยปรากฏให้เห็นมานานกว่าหกสิบปี จนผู้คนต่างหลงลืมไปสิ้นแล้วว่า ลานประลองแห่งนี้ยังมีกฎเกณฑ์บ้าบิ่นเช่นนี้ดำรงอยู่
แต่ผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่ที่สุดของมันก็คือ หากผู้ยืนท้าประลองสามารถยืนหยัดฟาดฟันศัตรูจนถึงคนสุดท้าย ชัยชนะนั้นจะกลายเป็นตำนานไร้ข้อกังขา บารมีและชื่อเสียงจะดังกึกก้องสะท้านฟ้า บีบให้ทุกผู้คนต้องก้มหัวศิโรราบ!
และบัดนี้… จ้าวหนิงได้เลือกเดินบนวิถีแห่งราชันย์นี้ พริบตาเดียวเขากลายเป็นจุดศูนย์รวมสายตานับหมื่น จุดชนวนคลื่นความคลุ้มคลั่งให้ปะทุขึ้นทั่วสารทิศ
“เสี่ยวหนิงจื่อ… ช่างห้าวหาญบ้าบิ่นนัก” เว่ยฉงซานเองยังลอบสูดลมหายใจหนาวเหน็บ หันขวับไปมองจ้าวเสวียนจี
จ้าวเสวียนจีล่วงรู้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าหลานชายจะกระทำการอุกอาจเช่นนี้ เขาเอ่ยปากห้ามปรามไปแล้วหนหนึ่ง ทว่าจ้าวหนิงดื้อรั้นไม่ยอมฟัง ยามนี้เห็นทุกสายตาเพ่งเล็งมาที่ตน ชายชราจึงได้แต่ยิ้มรับเก้อๆ เอ่ยว่า “คนหนุ่มเลือดร้อน หากไม่ห้าวหาญทะยานฟ้าจะเรียกชายชาตรีได้อย่างไร ปล่อยให้เขาลองดูสักตั้งเถิด”
“บุตรหลานตระกูลจ้าว ช่างองอาจเหนือสามัญชนโดยแท้” จักรพรรดิซ่งจื้อเอ่ยปากชื่นชมไม่ขาดปาก
จ้าวเสวียนจีเพียงยิ้มขื่นส่ายหน้า มิได้กล่าววาจาโอ้อวดใดอีก
ชายชราหวนนึกถึงค่ำคืนที่ผ่านมา ถ้อยคำเด็ดขาดอำมหิตที่จ้าวหนิงใช้โน้มน้าวให้เขายินยอม… พริบตานั้น เขาสัมผัสได้ถึงโลหิตทหารกล้าในกายที่เดือดพล่าน ร้อนระอุทะลักทลายขึ้นมาเต็มอก!