ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 51 ต่างฝ่ายต่างซ้อนแผน
มิใช่เพียงทัพผสมตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ยที่ลอบวางเพลิง กองกำลังตระกูลหยางก็ร่วมวงสุมไฟด้วย ส่วนลูกหลานตระกูลฟ่านที่แสร้งทำทีเป็นช่วยดับไฟ แท้จริงกลับฉวยโอกาสเตะสาดท่อนฟืนให้กระเด็นกระดอน ลุกลามเป็นวงกว้างไปทั่วทุกสารทิศ
เดือนเก้าเข้าสู่ช่วงสารทฤดู ป่าเขารกชัฏเกลื่อนกลาดด้วยใบไม้แห้งและกิ่งก้านร่วงหล่นซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชั้นยอด เมื่อยอดฝีมือนับสิบชีวิตจงใจโหมอัคคีภัยให้ลุกลาม มีหรือที่กำลังพลเพียงร้อยกว่านายจะต้านทานพญามังกรเพลิงไว้ได้
ซุนคังยังคงหมายหัวตระกูลหยาง ทว่าเพิ่งปะทะกับหยางเจียนีได้เพียงไม่กี่กระบวนท่า คลื่นความร้อนและม่านควันมรณะก็บีบให้เขาต้องถอยร่น ครั้นกวาดสายตามองรอบสมรภูมิ แผ่นหลังของคุณชายตระกูลซุนพลันเย็นวาบสุดขั้วหัวใจ
ทัศนวิสัยถูกบดบังด้วยควันไฟคละคลุ้ง เปลวเพลิงโหมกระหน่ำสูงท่วมหัวกำลังกลืนกินทุกสรรพสิ่ง ต่อให้ขุมกำลังขุนนางบู๊จะดิ้นรนดับไฟอย่างเอาเป็นเอาตายเพียงใด ก็ไม่อาจหยุดยั้งหายนะครั้งนี้ได้
ผู้คนนับไม่ถ้วนถูกควันพิษรมจนสำลักไอเป็นสายเลือด หลายร่างถูกไฟคลอกจนต้องวิ่งพล่านร้องโหยหวน ดิ้นรนเอาชีวิตรอดราวกับเดรัจฉานหนีตาย ทั่วทั้งค่ายมัวแต่วุ่นวายกับการลากคอพี่น้องร่วมตระกูลออกจากกองเพลิง จนไร้กะจิตกะใจจะจับสายอาวุธสู้รบอีกต่อไป
บางกลุ่มเห็นท่าไม่ดีจึงเร่งทะยานหนีตายออกไปรอบนอก ทว่าทัพผสมตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ยได้กางตาข่ายเพลิงปิดล้อมไว้เป็นวงกว้าง บีบมิให้ผู้ใดฝ่าวงล้อมออกไปได้โดยง่าย
ขณะเดียวกัน จ้าวหนิง เว่ยฉงซาน และพรรคพวกที่คุมเชิงอยู่รอบนอก ก็เริ่มถอนตัวจากการปะทะ พวกเขาจับกลุ่มสามห้าคน คอยดักสับสังหารผู้ที่สะบักสะบอมตีฝ่าวงล้อมออกมา
สมรภูมิบัดนี้โกลาหลจนถึงขีดสุด
เหล่ายอดฝีมือองครักษ์เสื้อแพรที่เร้นกายในเงามืดมาตลอด บัดนี้จำต้องปรากฏตัว พวกเขาพุ่งทะยานเข้าช่วยเหลือลูกหลานตระกูลใหญ่ที่ถูกไฟคลอก หรือผู้ที่สลบไสลเพราะสำลักควันออกมาอย่างเร่งด่วน
ด้วยตบะบารมีอันแกร่งกล้า ต่อให้สองมือหิ้วปีกคนไว้ ก็ยังทะยานร่างเหินเวหาดุจพญาอินทรี เพียงไม่กี่อึดใจก็โฉบกลับมาช่วยเหลือผู้คนต่อ ขันทีเฒ่าเหล่านี้มีจำนวนไม่น้อย การรับมือกับวิกฤตเพียงเท่านี้ย่อมไร้ซึ่งความกดดัน
ทว่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ถูกหิ้วปีกออกไป ล้วนถูกตัดสินให้ ‘สิ้นสภาพ’ ในการซ้อมรบทันที
ถึงจุดนี้ ซุนคังกระจ่างแจ้งแก่ใจว่าไม่อาจดันทุรังรบพุ่งต่อไปได้ หาไม่แล้วคงได้ฝังกลบกระดูกตายตกตามกันไปทั้งหมดแน่ ความเคียดแค้นที่มีต่อจ้าวหนิงพุ่งทะยานจนแทบกระอักเลือด
เพื่อพิสูจน์ว่าตระกูลซุนและขั้วอำนาจขุนนางบู๊มีศักยภาพเหนือกว่าตระกูลจ้าว คู่ควรที่จะกุมอำนาจในทำเนียบเสนาธิการทหาร การส่งตัวแทนยอดฝีมือรุ่นเยาว์มาบดขยี้ลูกหลานตระกูลจ้าวและชิงธงชัย เพื่อให้องค์ฮ่องเต้ประจักษ์แก่สายตา ย่อมเป็นภารกิจสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
หลังกรีธาทัพเข้าสู่ขุนเขา เพื่อการันตีว่าจะกวาดล้างตระกูลจ้าวและพันธมิตรให้สิ้นซากโดยไม่เปิดช่องโหว่ ตระกูลซุนจึงรวบรวมขุมกำลังขุนนางบู๊ทั้งหมดเข้าด้วยกัน กำลังรบของทั้งสองฝ่ายทิ้งห่างกันราวฟ้ากับเหว ก่อนหน้านี้ซุนคังจึงหนักแน่นดั่งขุนเขา มั่นใจว่าชัยชนะอยู่ในกำมือ แม้อุบายสมคบคิดนี้จะต่ำช้า แต่ในสมรภูมิแห่งอำนาจมีเพียงผู้ชนะกับกระดูกคนตาย หาใช่ลานประลองของคุณธรรม
ต่อให้จ้าวหนิงจะจับมือตระกูลเว่ยและตระกูลหยางมาลอบโจมตี ซุนคังก็หาได้หวั่นวิตก เขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะบดขยี้พวกมันได้ด้วยกำลังรบที่เหนือชั้นกว่าอย่างเบ็ดเสร็จ อุบายเล็กน้อยล้วนเป็นเพียงเรื่องขบขัน
ผู้ใดจะคาดคิดว่าจ้าวหนิงกลับงัดกลยุทธ์เผาป่า ซึ่งเป็นแผนการไร้ยางอายและวิปริตที่สุด ชนิดที่ไม่เคยมีผู้ใดกล้าใช้ในการซ้อมรบมาก่อน
ยามทอดสายตามองผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายตนทุรนทุรายในทะเลเพลิง และถูกขันทีเฒ่าหิ้วปีกออกไปทีละคน ใจหนึ่งซุนคังรวดร้าวเจียนบ้า อีกใจก็เคียดแค้นจนอยากจะแล่เนื้อจ้าวหนิงกินสดๆ ทว่าในสถานการณ์บัดซบเช่นนี้ เขาทำได้เพียงกัดฟันสั่งการให้ทุกคนแตกฉานซ่านเซ็น ตีฝ่ากองเพลิงหนีเอาชีวิตรอด
ขุมกำลังของเขามีมากกว่ามหาศาล หากต้องมาพลีชีพแลกชีวิตกับกากเดนของจ้าวหนิงเสียที่นี่ ย่อมขาดทุนย่อยยับ
ฝ่ายลูกหลานตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ยในฐานะผู้ลงมือ ย่อมกุมทิศทางลมและกระแสเพลิงไว้ในมือ ไม่มีทางปล่อยให้ตนเองถูกย่างสดเป็นแน่ ผนวกกับตำแหน่งที่คุมเชิงอยู่ชานค่าย การล่าถอยจึงราบรื่นดั่งพลิกฝ่ามือ
ขณะที่ข้าศึกกำลังตะเกียกตะกายหนีตายจากกองเพลิง พวกเขากลับถอยร่นไปตั้งค่ายกลสกัดกั้นในจุดปลอดภัย ดักบั่นคอลูกหลานตระกูลใหญ่ที่วิ่งเตลิดออกมาอย่างสะบักสะบอม กวาดชัยชนะไปอย่างหมดจด
ทว่าศัตรูแตกฮือกระเจิดกระเจิงไปทุกทิศทาง พวกเขาจึงดักสังหารได้เพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น
“ท่านพี่ หากไม่รีบถอย พวกเราจะถูกย่างสดเอานะ”
หยางเจียนีสดับเสียงเรียกของพี่น้องร่วมตระกูล นางกวาดสายตาประเมินสถานการณ์ ก่อนจะตวัดดาบสั่งการพาทุกคนพุ่งทะยานไปตามทิศทางของทัพตระกูลจ้าว ก่อนจากไป ยอดขุนพลหญิงยังมิวายเหลียวมองเศษซากเนื้อย่างที่ไหม้เกรียมเป็นตอตะโก นัยน์ตาคู่นั้นทอประกายอาลัยอาวรณ์สุดแสน
หลังสมทบทัพตระกูลหยาง จ้าวหนิงก็ออกคำสั่งถอนกำลังออกจากสมรภูมิรวดเร็วดุจสายฟ้า เปลวเพลิงโหมกระหน่ำรุนแรง หากรั้งรอช้าแม้เพียงก้าวเดียวอาจถูกกลืนกิน แม้กระนั้น ขุมกำลังฝ่ายเขาก็ยังมีผู้พลาดท่าถูกยอดฝีมือในวังหิ้วปีกกลับไปไม่น้อย
ทะยานร่างมาได้ไม่ไกล พลันปรากฏลานโล่งกว้างขวางเบื้องหน้า ต้นไม้ใบหญ้าถูกถางจนเตียนโล่ง ทอดยาวเป็นวงแหวนสกัดกั้นพญามังกรเพลิงไว้ จ้าวหนิงล่วงรู้ทันทีว่านี่คือแนวกันไฟที่ยอดฝีมือองครักษ์เสื้อแพรเร่งสร้างขึ้น สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย การรื้อถอนผืนป่าเพียงเท่านี้ย่อมง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ
ขณะก้าวข้ามแนวกันไฟ จ้าวหนิงเหลือบเห็นขันทีชราหนวดเคราขาวโพลนยืนตระหง่านอยู่ไม่ไกล อีกฝ่ายทอดสายตามองมาด้วยแววตาขุ่นเคืองและตำหนิติเตียน ทำเอาชายหนุ่มหน้าด้านหน้าทนถึงกับกระดากอายไปวูบหนึ่ง
หลังล่าถอยถึงริมลำน้ำสายหลักอันปลอดภัย จ้าวหนิงเริ่มประเมินความสูญเสีย จากการปะทะเมื่อครู่ คนของตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ยถูกยอดฝีมือในวังหิ้วปีกออกไปสี่นาย ซ้ำยังมีอีกหลายคนที่ถูกคนตระกูลซุนซัดจนร่วง บัดนี้ทั้งสองกองกำลังเหลือผู้ที่ยืนหยัดจับดาบได้เพียงสิบชีวิตเท่านั้น
ส่วนทัพตระกูลหยาง เหลือรอดมาสมทบได้เพียงสามคน
นับว่าสูญเสียกำลังรบไปกว่าครึ่ง
กระนั้นผลงานก็เป็นที่ประจักษ์ การลอบจู่โจมผสานอัคคีภัย สร้างความพินาศย่อยยับแก่ขั้วขุนนางบู๊อย่างประเมินค่ามิได้ ยามที่พวกมันตั้งกระบวนทัพโอบล้อม ก็ต้องมาเผชิญมรสุมเพลิงจนแตกพ่าย ขุมกำลังทั้งสิบสองกลุ่มที่เคยผยองเกล้า หากเหลือรอดชีวิตออกไปได้สักสามสิบคนก็นับว่าสวรรค์เมตตาแล้ว
การวางเพลิงเผาผลาญขณะที่กองทัพสองฝ่ายยังตะลุมบอนกันอยู่ ย่อมเป็นกลยุทธ์ทำลายล้างประเภทฆ่าศัตรูหนึ่งพันสูญเสียแปดร้อย หากเป็นสมรภูมิเลือดของจริง นอกเสียจากต้องการฝังกลบกระดูกตายตกตามกันไป ย่อมไม่มีผู้ใดวิปลาสกระทำเช่นนี้ ที่จ้าวหนิงกล้าบ้าบิ่นลงมือ ก็เพราะรู้เต็มอกว่ามียอดฝีมือในวังคอยกางร่มคุ้มกะลาหัวอยู่
จ้าวหนิงทอดสายตามองหยางเจียนีที่กำลังนั่งยองๆ วักน้ำชำระล้างคราบเขม่าควันริมแม่น้ำ เขาใคร่จะเอ่ยปากสนทนา ทว่ากลับไร้ถ้อยคำจะเริ่มต้น
ชาติภพก่อน หลังจ้าวหนิงถูกลอบสังหารที่เมืองไต้โจว เขาต้องนอนหยอดน้ำข้าวรักษาตัวอยู่นานนับปี ก่อนจะเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอย่างบ้าคลั่ง ทว่ายังไม่ทันฟื้นฟูรากฐานปราณที่แหลกสลายและข้ามผ่านความโศกเศร้า ศึกสายเลือดระหว่างต้าฉีและเป่ยหูก็ปะทุขึ้น นำพาตระกูลจ้าวร่วงหล่นสู่ห้วงอเวจี
ตลอดสิบปีแห่งการกรำศึก แม้เขาจะเคยเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมรบกับหยางเจียนี ทว่าแท้จริงแล้วหาได้ไปมาหาสู่กันลึกซึ้ง ความสัมพันธ์หยุดอยู่เพียงสหายร่วมรบ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงความเสน่หาใดๆ ตัวเขาเองก็มิได้มีความรู้สึกสเน่หาต่อนางแม้แต่น้อย
ทันทีที่หยางเจียนีชำระล้างใบหน้าเสร็จสิ้น จู่ๆ นางก็ล้วงไก่ย่างครึ่งตัวที่ห่อด้วยกระดาษซับมันออกมาจากสาบเสื้อ ใบหน้าอรชรเบิกบานด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข นางไม่พูดพร่ำทำเพลง อ้าปากงับซากไก่ย่างคำโตเข้าปากทันที
ภาพอุจาดตาทำเอาจ้าวหนิง เว่ยฉงซาน และพรรคพวกถึงกับอ้าปากค้าง สวรรค์เท่านั้นที่หยั่งรู้ ว่าท่ามกลางสมรภูมิเดือดเลือดพล่านเมื่อครู่ สตรีวิปลาสผู้นี้แอบไปห่อไก่ย่างครึ่งตัวนี้มาตั้งแต่เมื่อใด
ท่ามกลางสายตาพิลึกพิลั่นของฝูงชน ลูกหลานตระกูลหยางสองคนที่เหลือรอดถึงกับเอาหน้าจุ่มลงไปในลำน้ำ ด้วยความอับอายขายขี้หน้าจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี
ทว่าเพียงชั่วอึดใจ รอยยิ้มเปี่ยมสุขบนใบหน้าหยางเจียนีพลันแข็งค้าง สลับเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงจนเบิกตาถลน นางจ้องมองซากไก่ในมืออย่างโง่งม ราวกับกำลังตั้งคำถามถึงสัจธรรมแห่งฟ้าดิน
‘บนโลกนี้… ยังมีของกินที่รสชาติบัดซบระยำตำบอนถึงเพียงนี้อยู่อีกหรือ’ นี่คือความคิดเดียวที่แล่นปลาบในหัวขุนพลหญิงยามนี้
วินาทีที่หยางเจียนีปาของกินทิ้งเป็นครั้งแรกในชีวิต จ้าวหนิงก็ละสายตากลับมา เขาหันไปเอ่ยกับเว่ยฉงซาน “แม้พวกซุนคังจะรอดตายจากกองเพลิง แต่ขุมกำลังย่อมแตกฉานซ่านเซ็น ยามนี้ขวัญหนีดีฝ่อ บาดเจ็บสาหัสกันถ้วนหน้า หากพวกเราคัดยอดฝีมือสักสองสามคนไปไล่ล่า ย่อมตามเก็บกวาดได้อีกไม่น้อย”
ตีสุนัขตกน้ำ อาศัยจังหวะที่ศัตรูอ่อนแอพุ่งเข้าเด็ดหัว นี่คือเจตนารมณ์ของจ้าวหนิง
เว่ยฉงซานพยักหน้าเห็นพ้อง ทว่านัยน์ตาเรียวเล็กกลับกลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์ เขาคว้ารั้งท่อนแขนจ้าวหนิงไว้ ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคออย่างเหี้ยมเกรียม “หากพวกเราไม่ไล่ล่าพวกมัน… บางทีผลลัพธ์อาจจะงดงามกว่าการบั่นคอพวกมันทิ้งเสียอีกนะ”
จ้าวหนิงเพียงสดับเสียงพิณก็ล่วงรู้ถึงท่วงทำนอง เขาอ่านแผนการของเว่ยฉงซานออกทะลุปรุโปร่ง จึงเอ่ยรับคำ “เช่นนั้นพวกเราก็มุ่งหน้าสู่ยอดเขาชางยวินกันเลย”
…
ตัดภาพมาฝั่งซุนคัง เมื่อข้ามแนวกันไฟมาได้ เขาไม่คิดจะหนีหัวซุกหัวซุนอีกต่อไป ชายหนุ่มเร่งเป่าหูรวบรวมขุมกำลังของตนเป็นอันดับแรก หลังสูญเสียเวลาไปพักใหญ่ ในที่สุดก็รวบรวมเศษซากกองทัพได้เพียงยี่สิบกว่าชีวิต
“จ้าวหนิง สวะบัดซบ สักวันข้าจะสับร่างแกเป็นหมื่นชิ้น”
โทสะของซุนคังเดือดพล่านจนแทบคลุ้มคลั่ง เขาอยากจะพุ่งทะยานไปชำระแค้นเสียเดี๋ยวนี้ ทว่าเมื่อกวาดตามองสภาพทัพพิการที่หอบฮักสะบักสะบอม ซ้ำยังไร้ร่องรอยทิศทางหลบหนีของจ้าวหนิง การดันทุรังไล่กวดรังแต่จะนำไปสู่ความตาย ผนวกกับยามวิกาลเช่นนี้ การเคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้าล้วนขัดต่อหลักพิชัยสงคราม เขาจึงกัดฟันตัดสินใจมุ่งหน้าสู่ยอดเขาชางยวินอันเป็นจุดปักธงเหลือง เพื่อบรรจบกับขั้วขุนนางบุ๋นและซ่องสุมกำลังพลขึ้นใหม่
เมื่อบรรลุถึงยอดเขาชางยวิน ก็ล่วงเข้าสู่ยามเที่ยงวันของวันรุ่งขึ้น ไม่ผิดจากที่ซุนคังคาดการณ์ สวีจือสวินได้นำทัพตระกูลขุนนางบุ๋นยาตรามาถึงก่อนแล้ว พวกเขากำลังตั้งค่ายพักฟื้นเรี่ยวแรงอยู่บริเวณไหล่เขาฝั่งรับตะวัน โดยไร้วี่แววกองกำลังของจ้าวหนิง
สวีจือสวินผู้นี้คือลูกพี่ลูกน้องของสวีจือหย่วน เนื่องจากรายหลังยังคงนอนเป็นผักปลาหยอดน้ำข้าวอยู่บนเตียง อำนาจบัญชาการทัพตระกูลสวีจึงตกอยู่ในกำมือของเขา
“เหตุใดขุมกำลังของเจ้าจึงเหลือเศษเดนเพียงเท่านี้ คนอื่นๆ มุดหัวไปตายที่ใดหมด” สวีจือสวินเอ่ยถามด้วยแววตาประหลาดใจ น้ำเสียงหยิ่งผยองไร้ซึ่งความเกรงใจซุนคังแม้แต่น้อย
ซุนคังสะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิด ส่งสัญญาณให้ผู้ติดตามเบื้องหลังเป็นคนอธิบาย เขาไม่อยากปริปากรื้อฟื้นความอัปยศเมื่อคืนให้บาดใจ ซ้ำไม่อยากทนฟังวาจาถากถางของสวีจือสวิน จึงปลีกตัวไปหาที่นั่งสมาธิเดินลมปราณข่มโทสะ
หลังสดับรับฟังคำโป้ปดของฟ่านอี้จนจบ สวีจือสวินก็เบิกตากว้าง ยามที่เขาปรายตามองซุนคังอีกครา แววตาเย้ยหยันก็ทวีความรุนแรงขึ้นหลายส่วน
กระนั้นในใจเขากลับลอบปรีดา เมื่อครู่ฟ่านอี้เพิ่งเป่าหูว่า ขุมกำลังตระกูลจ้าว ตระกูลเว่ย และตระกูลหยางล้วนบอบช้ำย่อยยับไม่ต่างกัน แม้จำนวนตัวเลขที่สูญเสียจะไม่อาจเทียบกับทัพขุนนางบู๊ แต่หากคำนวณตามสัดส่วนกำลังพลแล้วก็นับว่าสูญเสียอย่างหนักหน่วง
“ความหมายของเจ้าคือ ยามนี้ข้างกายจ้าวหนิงเหลือสุนัขรับใช้ไม่ถึงสิบคนงั้นรึ” สวีจือสวินเค้นถามเพื่อความมั่นใจ
ฟ่านอี้พยักหน้ารัว เอ่ยด้วยน้ำเสียงขึงขัง “ไม่เกินสิบคนอย่างแน่นอน หากจะให้นับให้ชัดแจ้ง เกรงว่าคงเหลือแค่เจ็ดแปดคนเท่านั้น”
สวีจือสวินแทบจะหลุดระเบิดเสียงหัวเราะ “จ้าวหนิงหน้าโง่ดันงัดกลยุทธ์ฆ่าศัตรูหนึ่งพันสูญเสียแปดร้อยมาใช้ ขุมกำลังขุนนางบู๊ถูกบดขยี้ไปมหาศาลก็จริง แต่ด้วยเศษเดนแค่เจ็ดแปดคน มันจะเอาปัญญาที่ไหนมาเหยียบภูเขาชิงธงชัย”
เมื่อคิดคำนวณกระดานหมาก เขาก็ปรายตามองซุนคังที่กำลังหลับตาเดินลมปราณด้วยนัยน์ตาล้ำลึก
ขั้วอำนาจขุนนางบุ๋นและขั้วขุนนางบู๊ของซุนคังเคยทำพันธะสัญญาเลือดกันไว้ ว่าจะผนึกกำลังเด็ดหัวจ้าวหนิงเสียก่อน จากนั้นค่อยมาประลองฝีมือกันอย่างเปิดเผย ผู้ใดสามารถชิงธงได้ ล้วนตัดสินกันที่คมดาบ
ทว่าบัดนี้ ข้างกายสวีจือสวินกุมอำนาจเบ็ดเสร็จถึงแปดกองกำลัง จ้าวหนิงหาใช่หอกข้างแคร่ที่ต้องหวาดผวาอีกต่อไป สิ่งที่ต้องขบคิดคำนวณยามนี้ คือหมากตาก้าวต่อไปต่างหาก
ด้านซุนคัง หลังเดินลมปราณปรับลมหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ก็ละทิ้งสมาธิ หันมาประเมินหมากรบขั้นต่อไปซึ่งเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ขุมกำลังขุนนางบู๊ภายใต้การบัญชาของเขาย่อยยับไม่มีชิ้นดี บัดนี้เหลือเศษคนไม่ถึงสามสิบชีวิต แม้จะรอดพ้นวิกฤตชั่วคราว การบดขยี้จ้าวหนิงย่อมง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ แต่หากต้องหันคมดาบไปงัดกับทัพขุนนางบุ๋นเพื่อแย่งชิงธง ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย เขาจำต้องงัดแผนสำรองมารับมือ
‘หรือควรส่งคนไปดักซุ่มรอจ้าวหนิงที่ตีนเขา เพื่อเจรจาสงบศึกชั่วคราว จากนั้นค่อยจัดทัพสอดประสานทั้งในและนอก กวาดล้างขั้วขุนนางบุ๋นทิ้งเสียก่อน’
ซุนคังลอบขบคิดในใจ ยามนี้ทัพขุนนางบุ๋นแกร่งกร้าวที่สุด หากไม่ร่วมมือกันฝังศพพวกมัน ทั้งข้าและจ้าวหนิงย่อมไร้วาสนาได้แตะต้องธงเหลือง จ้าวหนิงเองก็ย่อมปราดเปรื่องพอจะมองสถานการณ์ออก มันต้องยอมจับมือกับข้าเป็นแน่
ค่ำคืนที่ผ่านมาเขาแทบคลุ้มคลั่งอยากแล่เนื้อถลกหนังจ้าวหนิง ทว่าบัดนี้กลับต้องกลืนน้ำลายตัวเองหมายสานไมตรี ทุกสิ่งล้วนพลิกผันไปตามผลประโยชน์บนกระดานหมาก
‘ขอเพียงเหยียบตระกูลขุนนางบุ๋นจมดินได้สำเร็จ ด้วยกำลังพลของข้าที่เหนือกว่า การจะตลบหลังบั่นคอจ้าวหนิงในภายหลังก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็น ทว่า… หากจ้าวหนิงขลาดเขลาไม่กล้าตกลงเล่า ข้าควรเดินหมากเช่นไร’
ชายหนุ่มคำนวณแผนการร้าย ‘เช่นนั้นก็ปล่อยให้พวกมันเปิดฉากฟาดฟันกันเอง รอจนบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย ข้าค่อยโผล่ไปแทงข้างหลังขุนนางบุ๋น วิถีตาอยู่นี้ย่อมคว้าชัยได้อย่างหมดจด’
เมื่อตัดสินใจเด็ดขาด ซุนคังก็ลืมตาขึ้น หมายจะส่งสายลับแสร้งทำทีไปปลดทุกข์ เพื่อดักซุ่มรอทัพตระกูลจ้าวที่ตีนเขา ทว่าชั่วพริบตานั้น เปลือกตาของเขาพลันกระตุกวาบดุจเตือนภัย ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นพรวดพราดพร้อมตะปบด้ามดาบแน่น แผดเสียงตวาดลั่นกึกก้อง
“สวีจือสวิน แกคิดจะทำอันใด”