ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 52 พ่ายศึกมิใช่เพราะการรบ (ครึ่งแรก)
เพียงลืมตา ซุนคังก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตระลอกคลื่น แม้ลูกหลานตระกูลขุนนางบุ๋นจะปั้นหน้าสรวลเสเฮฮา ท่าทีจับกลุ่มสนทนาแลดูเป็นธรรมชาติ ทว่าแท้จริงกำลังคืบคลานตีวงล้อมคนของเขาทั้งยี่สิบกว่าชีวิตอย่างเงียบกริบ
สันหลังของคุณชายตระกูลซุนเย็นวาบ ใบหน้าหล่อเหลาพลันซีดเผือด
ชั่วอึดใจเขากระจ่างแจ้งแก่ใจทันที ว่าสวะขุนนางบุ๋นพวกนี้มุ่งหมายสิ่งใด
ข้างกายเขายามนี้เหลือเดนตายไม่ถึงสามสิบชีวิต ทว่าศัตรูกลับกำขุมกำลังถึงแปดกลุ่ม พรั่งพร้อมด้วยศักยภาพที่จะกลืนกินพวกเขารวดเดียวจบสิ้น
พวกมันเตรียมลงดาบแล้ว
วิกฤตจวนตัวดุจมีดจ่อคอหอย
กระนั้นซุนคังหาได้ผลีผลาม เขารู้ซึ้งว่าหากแสดงอาการต่อต้านแม้เพียงเสี้ยว ย่อมกลายเป็นชนวนเหตุให้สุนัขลอบกัดพวกนั้นเปิดฉากสับสังหารทันควัน
เขาเร่งรีดเค้นสมองหาวิธีพลิกกระดานหนีตาย ทว่า…
ยังไม่ทันริเริ่มแผนการ เสียงตวาดกร้าวของสวีจือสวินก็ฉีกกระชากความเงียบ “ลงมือ”
หลังบัญชาการค่ายกลโอบล้อม สวีจือสวินก็จับจ้องซุนคังไม่วางตา รอเพียงวงล้อมปิดตายก็จะเปิดฉากล้างเลือด ส่วนตัวเขาเตรียมนักฆ่าตระกูลสวีบุกทะลวงเด็ดหัวซุนคัง ผู้เป็นหอกข้างแคร่อันตรายที่สุด
ด้วยเหตุนี้ แม้ซุนคังยังไม่ทันชักดาบ ทว่าสีหน้าที่แปรผันก็ถูกสวีจือสวินอ่านออกทะลุปรุโปร่ง เมื่อล่วงรู้ว่าเป้าหมายไหวตัวทัน เกาทัณฑ์ขึ้นสายมีหรือจะรั้งรอ เขาจึงตวาดก้องสั่งเปิดฉากล้างบางก่อนกำหนดทันที
“สวีจือสวิน แกคิดจะทำอันใด”
การชิงเปิดศึกสายฟ้าแลบทำเอาซุนคังตั้งตัวไม่ติด เขาผุดลุกขึ้นแผดเสียงตวาดกร้าว หมายงัดคุณธรรมจอมปลอมมาถ่วงเวลา “กองกำลังตระกูลจ้าวยังลอยนวล แกคิดจะเปิดศึกสายเลือด ประเคนโอกาสให้พวกมันหรือไร”
กลองรบเชิดขึ้นแล้ว มีหรือสวีจือสวินจะนำพาวาจาของซุนคัง กระบี่ยาวตวัดพุ่งทะยานดุจสายฟ้า “เหยียบพวกแกจมดินเสร็จ คุณชายเช่นข้าค่อยพลิกมือบดขยี้จ้าวหนิงก็ยังไม่สาย ธงเหลืองบนเขาชางยวินต้องตกเป็นของตระกูลขุนนางบุ๋นแต่เพียงผู้เดียว”
เขากุมขุมกำลังถึงแปดกลุ่ม ส่วนจ้าวหนิงเหลือสุนัขรับใช้เพียงเจ็ดแปดตัว ต่อให้รวมกับเศษเดนของซุนคัง ก็ยังไม่ถึงครึ่งของทัพขุนนางบุ๋น ภายใต้กระดานหมากที่ได้เปรียบสุดกู่ สวีจือสวินผยองว่าตนคือจ้าวสมรภูมิ ไม่ว่าฟ้าจะถล่มดินจะทลาย เขาก็คือผู้กำชัยที่ไร้พ่าย
ซุนคังแค้นจนแทบกระอักเลือด ลอบสบถด่าโคตรเหง้าบรรพบุรุษสวีจือสวินไปสิบแปดชั่วโคตร ทว่าเมื่อเผชิญวงล้อมมรณะ เขาทำได้เพียงร่ายรำศาสตราสู้พลางถอยพลาง
เมื่อเห็นอีกฝ่ายอำมหิตเด็ดขาด วาจาใดล้วนไร้ผล ซุนคังตวาดก้องสั่งการลูกน้องโดยไม่เหลียวหลัง “ทุบหม้อข้าวทำลายเรือ สู้ตายที่นี่ อย่าให้เสียเกียรติขุนนางบู๊ อย่าให้พวกบัณฑิตสวะมันเหยียบย่ำได้ ตามข้ามา ทะลวงฝ่าออกไป พวกเรายังมีทางรอด”
วาจาปลุกปั่นเพียงไม่กี่ประโยค ประการแรกคือโหมไฟแค้นระหว่างขุนนางบู๊และขุนนางบุ๋น สกัดกั้นมิให้ลูกหลานตระกูลเหล่านี้ถอดใจยอมแพ้เพียงเพราะเห็นว่าเป็นการซ้อมรบ ประการที่สองคือชี้ช่องทะลวงฝ่า เผยให้เห็นถึงสติปัญญาบัญชาทัพอันเฉียบขาด
ทว่านั่นยังไม่พอ ซุนคังพลันระเบิดพลังรบสมฉายาอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งตระกูลซุน ร่ายรำกระบวนท่าดุดันบีบให้สวีจือสวินต้องถอยกรูด ชั่วพริบตาตวัดดาบสวนกลับก็สับสังหารศัตรูร่วงไปหนึ่งศพ ปลุกขวัญขุนนางบู๊ให้ฮึกเหิมเลือดเดือดพล่าน
“ตามข้ามาให้ติด พวกบัณฑิตมือเสาะพวกนี้ขวางคมดาบลูกหลานขุนพลไม่อยู่หรอก” ซุนคังคำรามก้องสมรภูมิ
เวลาเดียวกัน ภายในป่าทึบห่างจากตีนเขาเพียงไม่กี่ลี้ สายตานับสิบคู่เร้นกายลอดผ่านร่มไม้ จับจ้องการสู้รบอาบเลือดบนไหล่เขาฝั่งรับตะวัน
“ซุนคังสวะนี่ฝีมือไม่เบาเลยแฮะ ลูกหลานขุนนางบุ๋นตั้งขบวนเป็นหมาหมู่ กลับไม่มีใครหยั่งถึงตัวมันได้เลย” เว่ยอู๋เซี่ยนเดาะลิ้น ทึ่งในพลังรบและบารมีอำมหิตที่อีกฝ่ายปลดปล่อย
“ไร้ผู้ต่อกรก็จริง ทว่าการจะบดขยี้ศัตรูอย่างต่อเนื่องย่อมสูบเรี่ยวแรง ขุมกำลังขุนนางบุ๋นมหาศาลเกินไป กระชับวงล้อมปิดตายทุกสารทิศ สวีจือสวินก็หาใช่สวะ มันไม่โง่พุ่งไปดวลเดี่ยวแตกหัก แต่ใช้ยุทธวิธีคลื่นมนุษย์สลับสับเปลี่ยนเข้าพัวพันทอนกำลัง แล้วฉวยโอกาสบุกขย้ำจุดอ่อนอื่นแทน”
จ้าวหนิงกวาดตามองกระดานรบ วิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “หากยืดเยื้อต่อไป ไม่เกินอึดใจ กองกำลังของซุนคังจะถูกกลืนกินไม่เหลือแม้แต่กระดูก”
ราตรีที่ผ่านมา หลังหารือกับเว่ยอู๋เซี่ยน เขาก็นำทัพมุ่งหน้าสู่ยอดเขาชางยวินรวดเร็วดุจสายฟ้า เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาเป่าหูรวบรวมเศษเดนทัพเช่นซุนคัง พวกเขาจึงบรรลุเป้าหมายก่อน ทว่าไม่ได้บุกขึ้นยอดเขาโดยตรง กลับเร้นกายพรางตัวอยู่ในเงามืดดักรอเหยื่อ
เว่ยอู๋เซี่ยนล่วงรู้ตั้งแต่เมื่อคืน ว่าหากซุนคังกระเตงทัพพิการมาถึงชางยวิน ด้วยขุมกำลังที่อ่อนโทรมสุดขีด ย่อมถูกพวกขุนนางบุ๋นชิงลงมือฝังกลบแน่นอน
ในสมรภูมิจำลองนี้ แม้ขั้วขุนนางบู๊ของซุนคังจะผูกสัญญาสงบศึกกับขั้วขุนนางบุ๋น ทว่าความบาดหมางระหว่างสองขั้วอำนาจแห่งต้าฉีนั้นรุนแรงดุจไฟบรรลัยกัลป์กับมหาสมุทร ความแค้นฝังรากลึก ย่อมไม่มีทางจับมือกันด้วยความสัตย์จริง ทันทีที่หอกข้างแคร่อย่างตระกูลจ้าว เว่ย และหยางถูกกำจัด พวกมันย่อมต้องแว้งกัดกันเอง ยิ่งเป้าหมายสูงสุดคือธงเหลืองผืนเดียว การเข่นฆ่าล้างเลือดกันเองจึงเป็นสัจธรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เว่ยอู๋เซี่ยนบิดคางอวบอูมซึ่งกลืนหายไปกับชั้นไขมัน ท่าทางดูพิลึกพิลั่น “ดูท่าไอ้สวะซุนคังคงดิ้นรนต้องการความช่วยเหลือจากพวกเราแล้วล่ะ พี่หนิง ท่านว่าเฉินอันจือจะยอมแทงข้างหลังพวกเดียวกันเพื่อช่วยพวกเราหรือไม่”
“จงเชื่อมั่นในมิตรภาพเถิด ไป ถึงเวลาพวกเราเปิดฉากล้างเลือดแล้ว” จ้าวหนิงกล่าวจบก็ทิ้งตัวลงจากยอดไม้ นำพากองกำลังทะยานแหวกอากาศพุ่งทะลวงไปเบื้องหน้าด้วยความเร็วดุจพายุคลั่ง
หยางเจียนีที่เร้นกายอยู่ด้านข้างปรายตามองจ้าวหนิงด้วยความกังขา ไฉนบุรุษผู้นี้จึงมั่นใจนักว่าเฉินอันจือจะชักนำขุมกำลังตระกูลเฉินมาสวามิภักดิ์ เฉินอันจือคืออัจฉริยะแห่งขั้วขุนนางบุ๋น จะไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ของวงศ์ตระกูลเชียวหรือ การทรยศขั้วอำนาจบุ๋น ย่อมบีบให้เขากลายเป็นเป้าสังหารของทุกตระกูล
บัดนี้เกราะปราณวิเศษบนร่างซุนคังสาดแสงสีส้มกะพริบรัว บ่งบอกถึงอาการบาดเจ็บและวิกฤตถึงขีดสุด ทว่าเขาไม่กล้าแม้แต่จะผ่อนลมหายใจ หรือลดทอนความอำมหิตของเพลงดาบ หากกระบวนทัพสูญเสียความเฉียบคม ย่อมถูกบดขยี้พ่ายแพ้ในชั่วพริบตา
“เลิกดิ้นรนดั่งสุนัขจนตรอกเถิด ไร้ประโยชน์”
สวีจือสวินที่ถอยไปคุมเชิงอยู่แนวหลังกำลังจะอ้าปากเกลี้ยกล่อมให้ซุนคังคุกเข่า ทว่าเสียงตวาดลั่นของหน่วยสอดแนมพลันฉีกกระชากความตายใจ “มีขุมกำลังพุ่งทะยานมาจากตีนเขา เป็นจ้าวหนิง พวกมันมีสิบกว่าชีวิต”
สวีจือสวินผละจากวงรบหันขวับไปมอง พลันเห็นเงาร่างสิบสามสายทะยานตัดไหล่เขาขึ้นมาดุจมัจจุราช จ้าวหนิงควบตะบึงนำหน้ากวัดแกว่งทวนทะลวงค่ายตระกูลจ้าว ท่วงท่าองอาจดุดันสะดุดตา
คุณชายตระกูลสวีขมวดคิ้วมุ่น ฟ่านอี้เพิ่งพ่นน้ำลายว่าพวกมันเหลือแค่เจ็ดแปดคนมิใช่หรือ ไฉนบัดนี้ถึงงอกมาสิบกว่าชีวิตได้
กระนั้นเขาหาได้เก็บมาใส่ใจ ท่ามกลางทะเลเพลิงคลุ้มคลั่ง สตรีตาขาวอย่างฟ่านอี้จะเอาปัญญาที่ไหนไปนับหัวคน แค่เหลือบเห็นคร่าวๆ ก็นับว่าปาฏิหาริย์แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น จะเจ็ดแปดหรือสิบสามชีวิตก็ล้วนเป็นเพียงมดปลวก ต่อให้ผนึกกำลังกับเศษเดนซุนคัง ก็ยังไม่ถึงครึ่งของทัพขุนนางบุ๋น ไม่มีทางพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้
“บดขยี้ซุนคังต่อไป แบ่งมาสองกองตามข้าไปสกัดคอหอยพวกมัน”
สวีจือสวินสับคำสั่งเฉียบขาด เขาไม่อาจปล่อยให้ทัพจ้าวหนิงทะลวงขึ้นไหล่เขา ต้องสับสังหารให้สิ้นซากกลางทาง หากปล่อยให้พวกมันบรรจบกับซุนคัง ย่อมกลายเป็นกรรไกรตีขนาบค่ายกลขุนนางบุ๋น เมื่อตระหนักว่าจ้าวหนิงคือทรราชผู้ชนะการประลองสังเวียนเดือด จะประมาทมิได้ เขาจึงตวาดกร้าวเพิ่ม “ไม่ แบ่งมาสามสิบคน”
ฟ่านอี้นำกองกำลังตระกูลฟ่านเคลื่อนไหวปราดเปรียวที่สุด พุ่งทะยานมาตั้งขบวนเบื้องหลังสวีจือสวิน—หลังกระเตงทัพมาถึงชางยวิน ตระกูลฟ่านก็สวามิภักดิ์เข้าเป็นสุนัขรับใช้ขั้วขุนนางบุ๋นเต็มตัว สวีจือสวินพยักหน้าพึงพอใจในความสอพลอของฟ่านอี้
ยึดสมรภูมิที่สูงย่อมบดขยี้ได้ดั่งผ่าไม้ไผ่ ซ้ำขุมกำลังยังทิ้งห่างถึงสองเท่า สวีจือสวินผยองเต็มพิกัด นำทัพทะลวงลงเขาพุ่งเข้าขย้ำพันธมิตรตระกูลจ้าว
ทว่าเขาหาได้งมงายพุ่งไปปะทะจ้าวหนิงโดยตรง เขาเบนเข็มหลบเลี่ยงแต่เนิ่นๆ ตวัดกระบี่หมายเด็ดหัวสตรีผู้หนึ่งที่ควงดาบม่อเตายาววาเศษทะยานนำหน้ามา
‘เป็นสตรีริอ่านควงศาสตราหนักอย่างม่อเตา ไม่กลัวสับโดนขากางเกงตัวเองหรือไร’ สวีจือสวินแค่นยิ้มหยามหยันในใจ
ทว่าชั่วพริบตาถัดมา ความหยิ่งผยองนั้นพลันแหลกสลาย
วินาทีที่คมกระบี่ปะทะศัสตราม่อเตา ร่างของเขาคล้ายถูกอุกกาบาตซัดกระเด็นลอยละลิ่วดั่งว่าวขาดปุย ร่วงกระแทกพื้นไหล่เขาอย่างรุนแรง
ชั่วอึดใจนั้น สมองคุณชายตระกูลสวีขาวโพลน
‘สตรีวิปลาสนี่ไปเอาพลังมหาศาลมาจากไหน นี่หรือคือพลังรบของระดับคุมปราณขั้นกลาง’
สวีจือสวินเบิกตากว้างจ้องมองโฉมงามเบื้องหน้าอย่างโง่งม ไม่อยากเชื่อสายตา แต่เพียงไม่นานสัจธรรมก็กระแทกหน้าเขาเต็มเปา เมื่อเห็นบริวารอีกหลายชีวิตถูกดาบม่อเตาบดขยี้ปลิวว่อนราวกับใบไม้ร่วง คนหนึ่งถึงขั้นถูกซัดกระเด็นข้ามหัวเขาไป
‘ฟ่านอี้ นังสวะบัดซบ ไฉนแกไม่บ้วนปากบอกข้าว่าในทัพจ้าวหนิงมียอดมนุษย์วิปลาสซ่อนอยู่ เผลอๆ จะเหี้ยมเกรียมกว่าจ้าวหนิงเสียอีก’
สวีจือสวินก่นด่าในใจ หันขวับไปหมายสับกบาลฟ่านอี้ ทว่าภาพที่เห็นกลับมีเพียงแผ่นหลังของนังงูพิษที่สับเท้าเตลิดหนีกลับขึ้นเขาไปเสียแล้ว
เกราะปราณบนร่างนางสาดแสงสีแดงเถือกเป็นวงกว้าง บ่งบอกอาการบาดเจ็บสาหัส การถอยร่นเพื่อรักษาชีวิตนั้นหาใช่เรื่องผิด ทว่าการหันหลังเผ่นป่าราบเอาดื้อๆ ทำเอาสุนัขรับใช้ที่ต้านทานพายุสังหารของจ้าวหนิงและหยางเจียนีไม่ไหว ซึ่งเดิมทีก็ขวัญบินกระเจิงอยู่แล้ว พากันทิ้งศัสตราวุธวิ่งตื่นตระหนกขึ้นเขาดุจผึ้งแตกรัง กระแสหนีทัพลุกลามดั่งไฟลามทุ่ง กระชากทั้งแนวรบให้พังครืนลงมาดุจภูเขาถล่มทำนบแตก
สวีจือสวินหวนนึกถึงวาจาของบิดาตน สวีหมิงหล่างที่เคยสบถไว้ว่า ‘พวกสวะตระกูลฟ่านทำเรื่องงามหน้าให้พินาศได้เสมอ’ วาจานี้ช่างศักดิ์สิทธิ์นัก นังงูพิษฟ่านอี้ก็ประจักษ์ให้เห็นเต็มสองตา
สวีจือสวินแค้นจนอยากหลั่งโลหิต สบถด่าโคตรเหง้าตระกูลฟ่านทะลุไปแปดขุมนรก ก่อนจะรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น สับเท้าวิ่งหนีตายกลับขึ้นเขาอย่างลนลาน
ลำพังจ้าวหนิงผู้เดียวก็เหลือคณาแล้ว แต่นี่ดันโผล่สตรีวิปลาสที่ทรงพลังดุจสัตว์ประหลาดมาอีกนาง อยู่ระดับคุมปราณขั้นกลางเช่นกันแท้ๆ กลับสับสังหารผู้คนจนไร้ผู้ต่อกร กระทั่งผู้นำอย่างเขายังถูกตบกระเด็นในกระบวนท่าเดียว ซ้ำฟ่านอี้ยังเปิดแนบเป็นคนแรกพาทัพแตกพ่าย กระดานนี้มันจะเอาปัญญาที่ไหนไปสู้ต่อ
บัดนี้สวีจือสวินชักเคลือบแคลง สตรีคลั่งดาบม่อเตาผู้นั้นคงมิใช่หยุดอยู่แค่ระดับคุมปราณขั้นกลาง ดีไม่ดีอาจเป็นผู้บำเพ็ญเพียร ‘ระดับคุมปราณขั้นปลาย’ เพียงหนึ่งเดียว ในบรรดาอัจฉริยะรุ่นเยาว์วัยสิบหกปีทั่วทั้งปฐพีนี้เสียด้วยซ้ำ
สัจธรรมแห่งสมรภูมิ ห้วงเวลาที่กองทัพจะสูญเสียกำลังพลวิปโยคที่สุด มิใช่ยามโรมรันฟาดฟันอย่างสูสี และมิใช่ยามกรำศึกทะลวงปราการ ทว่ามันคือวินาทีที่ทัพแตกหนีตาย แล้วถูกข้าศึกไล่สับกบาลบดขยี้จากด้านหลังต่างหาก
ยามปะทะเดือดซึ่งหน้า บริวารสามสิบชีวิตที่สวีจือสวินนำมาสูญเสียไม่ถึงสิบศพ ทว่าทันทีที่หันหลังเปิดแนบ ซ้ำต้องตะเกียกตะกายปีนเขา กลับถูกทัพจ้าวหนิงไล่เด็ดหัวร่วงกราวเป็นใบไม้ร่วงในชั่วพริบตา
ด้วยเหตุนี้ สวีจือสวินจึงสลักความแค้นฟ่านอี้ฝังลึกเข้ากระดูกดำ แทบอยากจะทุบกระดูกนางให้แหลกละเอียดทุกสัดส่วน เพื่อสกัดกั้นมิให้หนีทัพพินาศเช่นนี้อีก
ระหว่างตะเกียกตะกายหนีกลับขึ้นเขา สวีจือสวินแหกปากสั่งพี่น้องตระกูลสวีจัดกระบวนทัพใหม่ สกัดกั้นการทะลวงของจ้าวหนิงเป็นระลอกที่สอง และกางโล่คุ้มกะลาหัวเขาโดยด่วน
กว่าจะสลัดหลุดจากคมดาบมัจจุราชได้ก็แทบรากเลือด แนวหน้าขุนนางบุ๋นที่ถือโล่ปราณเปิดช่องให้สวีจือสวินมุดหัวกลับเข้าค่ายกล ต่อลมหายใจเฮือกใหญ่ ทว่ายังไม่ทันสุดเสียงหอบ เสียงศาสตราปราณปะทะโล่กลมก็ระเบิดกัมปนาทมาจากเบื้องหลัง
“ไอ้ทรราชจ้าวหนิงไล่สับไม่ปล่อยจริงๆ เกือบได้ไปเยือนนรกแล้วข้า”
สวีจือสวินลอบเช็ดเหงื่อ เพิ่งจะพรูลมหายใจโล่งอก ทว่าฉับพลันนั้นเอง ท่ามกลางขบวนทัพที่กำลังรุมล้อมบดขยี้กองกำลังซุนคังเบื้องหน้า พลันบังเกิดความโกลาหลวิปโยคแตกฮือขึ้นกะทันหัน กระชากหัวใจคุณชายตระกูลสวีให้ร่วงหล่นลงตาตุ่มอีกครา