ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 53 พ่ายศึกมิใช่เพราะการรบ (ตอนปลาย)
ยอดฝีมือตระกูลขุนนางบุ๋นซึ่งรั้งค่ายอยู่บนเนินเขาเดิมทีควรมีขุมกำลังราวห้าสิบคน ทว่าหลังปะทะเดือดกับทัพของซุนคังจึงเหลือรอดเพียงสี่สิบเศษ ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลสวียังเกณฑ์กำลังคนเกือบครึ่งไปหนุนสวีจือสวิน หวังสร้างกำแพงมนุษย์สกัดกั้นจ้าวหนิงที่กำลังฝ่าทะลวงขึ้นมา
ฝั่งกองกำลังของซุนคังยิ่งสูญเสียหนักหน่วง บัดนี้เหลือรอดเพียงสิบกว่าชีวิต
ยี่สิบกว่าคนล้อมปราบสิบกว่าคน ต่อให้ศัตรูจะมีอัจฉริยะอย่างซุนคังนำทัพ โอกาสกำชัยของฝั่งบุ๋นก็ยังสูงลิบ สวีจือสวินหมายมั่นจะกวาดล้างกองกำลังซุนคังให้เหี้ยนเตียนเป็นอันดับแรก ก่อนรวบรวมสรรพกำลังทั้งหมดพลิกกลับมาบดขยี้จ้าวหนิง
ทว่าเหตุการณ์กลับพลิกผัน สิ้นพริบตาที่เขาก้าวเท้าเข้าสู่ค่ายกลรบ เสียงโกลาหลอื้ออึงพลันดังแว่วมาจากแนวหน้า ยอดฝีมือตระกูลบุ๋นบางกลุ่มกำลังผลักไสไล่ส่งกันเอง กระทั่งบานปลายกลายเป็นการชักอาวุธฟาดฟันพวกเดียวกัน
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น พวกเจ้าสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือ” สวีจือสวินตวาดกร้าว
ยามศึกหน้าสิ่วหน้าขวานกลับเกิดไส้ศึกตีกันเอง สวีจือสวินเห็นภาพตรงหน้าแล้วแทบกระอักเลือดด้วยความคลุ้มคลั่ง
เมื่อครู่เขาเพิ่งนำทัพลงไปสกัดจ้าวหนิง หากมิใช่เพราะฟ่านอี้กับบรรดาคุณชายตระกูลฟ่านไร้ฝีมือทนรับแรงกระแทกไม่ไหว พากันขี้ขลาดตาขาวทิ้งค่ายกลหลบหนีจนพาให้ทัพหลักแตกพ่าย เขาไม่มีทางปราชัย ดีไม่ดีอาจตีจ้าวหนิงแตกกระเจิงไปแล้วด้วยซ้ำ
ห้วงเวลาชี้เป็นชี้ตาย สวีจือสวินยังไม่ทันได้บั่นคอพวกตระกูลฟ่านเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู ป้องปรามมิให้ผู้ใดกล้าทิ้งแนวรบตามอำเภอใจจนกระบวนทัพพังทลาย กองกำลังหลักกลับก่อกบฏตีกันเองอีกระลอก เรื่องบัดซบปานนี้ใครจะทนกล้ำกลืนลง
“คุณชายสวี คนตระกูลเฉินกำเริบเสิบสานเกินไปแล้วขอรับ พวกมันขัดขืนคำสั่งจัดทัพ เคลื่อนไหวตามอำเภอใจ ไม่เพียงทำลายค่ายกลทะลวงฟันของเรา ซ้ำยังหันมาโยนความผิด พ่นคำผรุสวาทใส่หน้า พี่น้องหลายคนสุดจะทน…”
สิ้นคำรายงานของคุณชายตระกูลบุ๋นผู้หนึ่ง สวีจือสวินก็กระจ่างแจ้งถึงต้นสายปลายเหตุ
ยามที่เขานำทัพไปสกัดกั้นจ้าวหนิง เดิมทีตระกูลเฉินมีหน้าที่ประคองค่ายกลอยู่รอบนอก ทว่าพอเห็นกองกำลังซุนคังจวนเจียนจะถูกบดขยี้ พวกมันกลับหน้ามืดตามัวหวังแย่งชิงความดีความชอบ ถึงขั้นกระชากสหายร่วมรบแนวหน้าออก แล้วสอดแทรกตัวเองเข้าไปแทนที่
ผลลัพธ์คือค่ายกลฝ่ายตนปั่นป่วนจนต้านทานคมดาบของซุนคังไม่อยู่ คุณชายตระกูลเฉินถูกซุนคังฟาดฟันจนพ่ายยับในพริบตา ซ้ำร้ายยามถอยร่นยังละทิ้งยุทธวิธีสับเปลี่ยนตำแหน่ง เอาแต่วิ่งหนีตายหัวซุกหัวซุน พุ่งชนค่ายกลที่ระส่ำระสายอยู่แล้วให้พังพินาศ ก่อเกิดเป็นหายนะครั้งใหญ่แก่กองกำลังตระกูลบุ๋น
ฝั่งซุนคังย่อมไม่ปล่อยผ่านโอกาสทอง อาศัยจังหวะนี้ทะลวงเข้ากลางดงศัตรู กวัดแกว่งศาสตราฟาดฟันซ้ายขวาอย่างห้าวหาญไร้ผู้ต้านทาน เผยเค้าลางของการกวาดล้างค่ายกลให้ราบคาบ
ภายใต้วิกฤติเช่นนี้ ยอดฝีมือตระกูลบุ๋นตระกูลอื่นย่อมต้องชี้นิ้วสาปแช่งพวกตระกูลเฉิน ทว่าใครจะคาดคิดว่าเฉินอันจือผู้เป็นหัวหน้ากลับเดือดดาลเป็นไฟ ไม่เพียงลงไม้ลงมือผลักไสอย่างหยาบคาย ซ้ำยังถ่มน้ำลายใส่หน้าสหายร่วมรบ มีหรือที่อีกฝ่ายจะกล้ำกลืนความอัปยศนี้ลง สุดท้ายจึงบานปลายกลายเป็นการตะลุมบอนล้างผลาญกันเอง
“บัดซบ ไอ้พวกสวะโง่เง่า ทำคุณไม่ขึ้นแถมยังชักศึกเข้าบ้าน เป็นพวกมารผจญทำลายกระบวนทัพโดยแท้” สวีจือสวินสบถกร้าว
สวีจือสวินทอดมองค่ายกลเบื้องหน้าที่แหลกเหลวเกินกว่าจะกอบกู้ ความสิ้นหวังและเคียดแค้นตีตื้นขึ้นจุกอก แทบอยากแหงนหน้าคำรามก้องฟ้า “เหตุใดในหมู่ขุนนางบุ๋นถึงมีตัวบัดซบโง่งมเยี่ยงตระกูลฟ่านและตระกูลเฉินร่วมอยู่ด้วย นี่มันคราวเคราะห์ของวงศ์ตระกูลชัดๆ”
สติสัมปชัญญะของเขาขาดสะบั้น ปากพล่อยด่ากราดอย่างไร้ทิศทาง
ยี่สิบยอดฝีมือล้อมปราบซุนคังยังนับว่ามีหวัง ทว่าพอคนฝั่งบุ๋นหันมาฟาดฟันกันเอง ย่อมเปิดช่องโหว่ให้อีกฝ่ายตีฝ่าวงล้อมออกไปได้ ฉากตรงหน้าไม่อาจเรียกว่ายุทธการทางการศึก ทว่าเป็นเพียงการวิวาทข้างถนนของเหล่าลูกผู้ดีมีเงินไปเสียแล้ว
อัจฉริยะตระกูลบุ๋น ณ ที่แห่งนี้เกินครึ่งเติบโตในเมืองหลวง ปกติย่อมชิงดีชิงเด่น แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างลับๆ ครั้นเกิดความโกลาหล ความบาดหมางที่ฝังรากลึกจึงปะทุออกมาราวกับเขื่อนแตกเกินกว่าจะหยุดยั้ง
“ข้ากุมกำลังพลถึงแปดกลุ่ม พวกขุนนางบู๊รวมกันยังไม่ถึงครึ่งของข้าด้วยซ้ำ ทว่าข้ากลับเป็นฝ่ายปราชัย อัปยศ อัปยศอดสูที่สุดในชีวิต ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ล้วนเกิดจากความโง่เขลาของตระกูลฟ่านและตระกูลเฉิน หาใช่ความผิดพลาดทางการศึกของข้าไม่”
เพลิงแค้นแผดเผาจนสวีจือสวินคลุ้มคลั่ง เขากระชากกระบี่คำรามลั่นก่อนทะยานร่างฝ่าวงล้อม ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่ว่าจะเป็นคนของตระกูลเฉินหรือขุมกำลังซุนคัง เขาล้วนสาดกระบี่ฟาดฟันอย่างบ้าคลั่ง หวังเพียงระบายโทสะที่อัดแน่นเต็มอก
ณ จุดนี้ สมรภูมิกลางหุบเขาจึงแปรสภาพเป็นขุมนรก ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์และยุทธวิธีใดๆ อีกต่อไป
“เจ้าคนมุทะลุอย่างเฉินอันจือ รู้จักใช้สมองตั้งแต่เมื่อใดกัน”
เว่ยอู๋เซี่ยนตวัดเท้าเตะคุณชายตระกูลบุ๋นเบื้องหน้าจนหน้าคะมำ เงยหน้ากวาดตามองวิกฤติชุลมุน เห็นเฉินอันจือที่กำลังฟาดฟันอย่างเอาเป็นเอาตาย ใบหน้าแดงก่ำพลางตะโกนก้องว่าผู้ใดไม่ร่วมมือกับตระกูลเฉิน ซ้ำยังลงมือกับพวกเดียวกันก่อน ถือเป็นพฤติกรรมขายชาติส่งเสริมศัตรู ฟังคำโอ้อวดเหล่านั้นแล้วเว่ยอู๋เซี่ยนถึงกับชะงักงัน
จ้าวหนิงสะบัดทวนทะลวงคอหอยอัจฉริยะตระกูลบุ๋นร่วงไปอีกหนึ่งคน ก่อนจะส่ายหน้ายิ้มหยัน ด้วยนิสัยเถรตรงตงฉิน แยกแยะดีชั่วชัดเจนระดับเฉินอันจือ อุบายพลิกลิ้นกลับดำเป็นขาวเยี่ยงนี้ ต่อให้คิดจนหัวแตกก็ไม่มีทางคิดออก ย่อมต้องเป็นฝีมือแม่นางฟ่านอี้ชี้แนะมาแต่ต้นเป็นแน่
เมื่อไส้ศึกปั่นป่วนจากภายใน กองกำลังตระกูลบุ๋นที่ถูกซุนคังและจ้าวหนิงขนาบบดขยี้จากสองฝั่ง แม้จะมีจำนวนคนเหนือกว่ามหาศาล กลับกลายเป็นฝ่ายถูกกวาดล้างจนพินาศย่อยยับเป็นอันดับแรก
ทันทีที่ผลึกบนเกราะอกของสวีจือสวินสาดแสงสีแดงฉาน ฟ่านอี้เองก็ทรุดร่างล้มพับตามไป บัดนี้เบื้องหลังจ้าวหนิงและซุนคังเหลือยอดฝีมือที่พอหยัดยืนถืออาวุธได้เพียงสามสี่คนเท่านั้น
สองบุรุษที่เมื่อครู่เพิ่งร่วมมือกันกวาดล้างศัตรู วินาทีที่สบตากันกลับไร้ซึ่งความลังเลแม้แต่น้อย ฝ่ายหนึ่งขบกรามกรอดด้วยเพลิงแค้น ฝ่ายหนึ่งใบหน้าเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง ทั้งสองทะยานร่างเข้าห้ำหั่นกันด้วยความเร็วสูงสุด สาดซัดศาสตราปราณในมือหมายปลิดชีพอีกฝ่ายในดาบเดียว
“จ้าวหนิง” ซุนคังคำรามรอดไรฟัน หวนนึกถึงกองเพลิงมรณะเมื่อคืนก็แทบกระอักเลือดด้วยความแค้น หากมิใช่เพราะทะเลเพลิงนั่น ขุมกำลังของเขามีหรือจะตกต่ำถึงเพียงนี้ หากเขายังกุมกองกำลังสิบสองกลุ่ม สวีจือสวินมีหรือจะกล้าลูบคม เขาจำเป็นต้องมาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อกำชัยเช่นนี้หรือ
“เรียกปู่เจ้าทำไมรึ”
จ้าวหนิงแค่นเสียงหยัน แม้จิตวิญญาณจะผ่านการขัดเกลามาถึงสองชาติภพจนเยียบเย็นลงมหาศาล ทว่ายังมิได้ใจบุญสุนทานถึงขั้นมอบความเมตตาให้ศัตรู ซุนคังไม่เพียงแย่งชิงหมีสีน้ำตาลในลานล่าสัตว์ ซ้ำยังพ่นคำผยองก่อนเข้าป่า เป็นถึงลูกหลานขุนนางบู๊กลับเห็นแก่เศษเนื้อชิ้นน้อย สมคบคิดกับขุนนางบุ๋นแว้งกัดตระกูลจ้าวสายเลือดนักรบด้วยกัน จ้าวหนิงหมายหัวจะสั่งสอนเดรัจฉานตัวนี้ให้รู้จักวิถีมนุษย์มานานแล้ว
ดาบและทวนปะทะเดือด ปราณแท้บีบอัดจนเกิดเสียงกัมปนาทเสียดแก้วหู กลบเสียงโลหะกระทบกันจนสิ้น คลื่นปราณไร้สภาพม้วนตัวแผ่กระจายออกเป็นระลอก กระชากกรูเกลียวพัดเส้นผมและชายเสื้อของทั้งสองให้ปลิวไสว
การปะทะครั้งนี้ต่างฝ่ายต่างรีดเค้นพลังสุดหลอด ร่างของทั้งคู่ไถลร่นไปเบื้องหลังถึงสามก้าว ซีดเผือดไปทั้งใบหน้า มือที่กุมศาสตราปราณล้วนสั่นสะท้าน
ซุนคังรู้สึกชาหนึบตรงง่ามมือ เขาปรายตามองทวนยาวของจ้าวหนิง ระยะเวลาที่ตัวทวนสั่นไหวก่อนจะหยุดนิ่งนั้น ยาวนานกว่าเวลาที่เขากระชับดาบปราณให้มั่นคง นี่คือข้อพิสูจน์ว่าการปะทะปราณแท้ซึ่งหน้า เขาอยู่เหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่งก้าว
ซุนคังลอบกระหยิ่มในใจ ความอหังการพุ่งทะยาน พลังระดับคุมปราณขั้นกลางของเขาบรรลุถึงจุดสมบูรณ์แบบ จวนเจียนจะทะลวงสู่ขั้นปลายอยู่รอมร่อ ในขณะที่จ้าวหนิงเพิ่งเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นกลาง หากวัดกันที่ความหนาแน่นของปราณแท้ อีกฝ่ายย่อมไม่มีทางเทียบติด นี่คือไพ่ตายสังหารที่จะทวงชัยชนะคืนมา
เมื่อตัดสินใจรุกฆาต ทุกกระบวนท่าล้วนทุ่มเทหมดหน้าตัก ไม่เปิดช่องให้จ้าวหนิงได้พักหายใจ หมายบดขยี้ให้จมดิน ซุนคังเกร็งกล้ามเนื้อเตรียมพุ่งทะยาน ทว่านัยน์ตากลับเห็นร่างของจ้าวหนิงพร่าเลือนกะทันหัน คล้ายบุปผาในคันฉ่องจันทราในเงาวารี แยกไม่ออกระหว่างภาพจริงหรือลวงตา
“ท่าเท้ากระจกวารี” หนังตาซุนคังกระตุกวูบ เขารีบทิ้งจังหวะบุก กวัดแกว่งดาบยาวสร้างม่านปราณมิดชิดไร้ช่องโหว่ ปิดผนึกการป้องกันรอบกายอย่างรัดกุม ไม่ยอมเปิดจุดตายให้จ้าวหนิงแทรกซึม
เสี้ยววินาทีที่ม่านดาบก่อตัว เสียงปะทะดังกัมปนาท ซุนคังสะท้านเยือกราวกับโดนท่อนซุงพังทะลายกำแพงเมืองพุ่งอัด แขนชาหนึบปวดแปลบ การร่ายรำดาบชะงักงัน รังสีดาบที่เคยมิดชิดพลันแตกซ่าน
“ทวนทะลวงค่ายตระกูลจ้าว พละกำลังนี้กลับรุนแรงกว่าเมื่อครู่เสียอีก” ซุนคังตื่นตระหนกสุดขีด พลานุภาพทวนที่เพิ่มขึ้นถึงสามส่วนบดขยี้ความเยือกเย็นของเขาจนแหลกสลาย
แก่นแท้ของวิชาต่อสู้ ประการแรกคือความพลิกแพลง กระบวนท่าของเคล็ดวิชาชั้นสูงย่อมแปรผันยากหยั่งถึง ซุกซ่อนความลึกล้ำแยบคายจนยากจะต้านทาน เคล็ดวิชาบางแขนงยังมีพลังแฝงอันพิสดารสุดจะคาดเดา
ประการที่สองคือพลานุภาพทะลวงสังหาร เคล็ดวิชามีวิถีโคจรปราณแท้ที่เป็นเอกลักษณ์ มอบพลังทำลายล้างเหนือกว่าการโจมตีพื้นฐาน สามารถรีดเค้นปราณแท้สิบส่วนให้แผลงฤทธิ์สยบศัตรูได้เกินขีดจำกัด
ส่วนปัจจัยชี้ขาดความรุนแรงของวิชา หนึ่งคือระดับขั้นของตัววิชา สองคือระดับบำเพ็ญเพียรและความแตกฉานของผู้ใช้ ว่าจะรีดเร้นศักยภาพที่แท้จริงออกมาได้ลึกล้ำเพียงใด
ซุนคังถูกกดดันจนต้องล่าถอยเพื่อทิ้งระยะ ทว่าคมทวนของจ้าวหนิงกลับเกาะติดเป็นเงาตามตัว เมื่อศาสตราปะทะกันอีกครา วิถีดาบของซุนคังก็ถูกทอนกำลังจนเชื่องช้าลง ปลายทวนทะลวงฝ่าม่านกระบี่เข้ามาจ่อทะลวงเนื้อหนัง คุกคามชีวิตเขาระลอกแล้วระลอกเล่า
ซุนคังลอบโอดครวญอย่างสิ้นหวัง เดิมทีปราณแท้ของจ้าวหนิงเทียบเขาไม่ติด ทว่าความแตกฉานในทวนทะลวงค่ายตระกูลจ้าว กลับบรรลุถึงขั้นสูงส่งเกินกว่าความเชี่ยวชาญในวิชาตระกูลของเขาอย่างลิบลับ
เขาใช้วิชาประจำตระกูล สามารถรีดเร้นอานุภาพปราณแท้เพิ่มขึ้นเพียงไม่ถึงสองส่วน ทว่าจ้าวหนิงกลับรีดพลังทะลวงขีดจำกัดได้เกินสามส่วน ผลลัพธ์คือทุกกระบวนทวนของจ้าวหนิงล้วนบดขยี้เขาอย่างราบคาบ
ท่อนแขนของเขาปวดร้าวเจียนระเบิด การร่ายรำดาบหนักอึ้งปานแบกหินผา ทุกครั้งที่ตวัดคมดาบคล้ายต้องผลักดันภูเขาทั้งลูก นานเข้าจังหวะป้องกันก็เริ่มหลุดลุ่ยตามจ้าวหนิงไม่ทัน
เพียงชั่วอึดใจ ซุนคังก็เหงื่อกาฬแตกพลั่กอาบหน้าผาก
ในที่สุด คมทวนก็ทะลวงฝังเข้าที่หัวไหล่ของเขาอย่างจัง พลังทำลายล้างหนักหน่วง ต่อให้มีเกราะปราณคุ้มกาย ซุนคังยังต้องสูดปากด้วยความเจ็บปวด ร่างกระเด็นถอยหลังไปถึงสองก้าว
วินาทีที่ศูนย์ถ่วงพังทลาย วิถีดาบก็ไม่อาจต้านทานคมทวนได้อีก
จ้าวหนิงได้ทีขี่แพะไล่ ทวนยาวพุ่งสาดประกายดุจอสรพิษ รัวแทงใส่ร่างซุนคังไม่ยั้ง ปะทะกันไม่ถึงสิบกระบวนท่า บนเกราะของซุนคังก็มีรอยเลือดสีแดงฉานผุดขึ้นสี่ห้าจุด
ใบหน้าซุนคังอาบชุ่มด้วยหยาดเหงื่อราวกับห่าฝน ร้อนรนทุรนทุรายดั่งถูกย่างสด บาดแผลฉกรรจ์ทั่วร่างกระชากความเจ็บปวดทุกครั้งที่ขยับตัว โดยเฉพาะสีข้างขวาที่ปวดร้าวลึกถึงกระดูก ไม่ต้องตรวจดูก็รู้ว่าซี่โครงแหลกละเอียดเป็นแน่
ทว่าจ้าวหนิงกลับจงใจเบี่ยงคมทวน หลีกเลี่ยงจุดตายทุกตำแหน่ง การกระทำเหี้ยมเกรียมนี้ทำให้ผลึกเกราะอกของซุนคังไม่ยอมเปลี่ยนเป็นสีแดงเพื่อยุติการประลองเสียที
แรกเริ่ม ซุนคังยังลอบกระหยิ่ม นึกว่าวิชาทวนของจ้าวหนิงยังด้อยประสบการณ์ ทว่าเมื่อสองแขน ลำตัวท่อนบน และขาทั้งสองข้างถูกทะลวงจนเกิดจุดแดงนับสิบ เจ็บปวดเจียนตายจนร่างสั่นสะท้านแม้เพียงยืนนิ่ง ถึงจุดนั้นเขาจึงเพิ่งตระหนักแจ้ง จ้าวหนิงจงใจดึงจังหวะไม่ยอม ‘ปลิดชีพ’ เพื่อเชือดเฉือนให้เขาลิ้มรสความวิบัติอย่างช้าๆ
“จ้าวหนิง” ซุนคังแผดเสียงคำรามด้วยความเคียดแค้นสุดแสน
“มิใช่เจ้าหรือที่พ่นน้ำลายเตือนมิให้ข้าลงลานประลอง จะได้ไม่โชคร้ายมาเจอเจ้า จนชื่อเสียงอัจฉริยะต้องป่นปี้ ข้าชักอยากรู้แล้วสิว่า ตำนานอัจฉริยะรอบพันปีแห่งตระกูลซุน บัดนี้ยังเหลือชิ้นดีอยู่อีกหรือไม่”
จ้าวหนิงสะบัดด้ามทวนตบเข้าที่ซีกหน้าอีกฝ่ายอย่างจัง ซัดจนฟันกรามร่วงกราวคาปาก ทิ้งรอยบวมปูดสีเลือดไว้บนใบหน้า
“จ้าวหนิง เจ้า…” เสียงซุนคังอู้อี้ในลำคอ ทว่ายังไม่ทันขาดคำ ปลายทวนของจ้าวหนิงก็แทงทะลวงบั้นเอว เจ็บปวดจนตาเบิกถลน คำผรุสวาทที่เหลือจุกตายอยู่ในลำคอ
“เจ้าเป็นคนโอ้อวดเองมิใช่หรือ ว่าเมื่อถึงสมรภูมิจำลอง ระดับพลังส่วนตัวมิใช่อันดับหนึ่ง ขุมกำลังในมือต่างหากคือสิ่งชี้ขาด แล้วบัดนี้กองทัพหมาหมู่ของเจ้าอยู่แห่งหนใด เปล่งประกายอันใดให้ข้าเห็นได้บ้าง” จ้าวหนิงตวัดด้ามทวนฟาดซีกหน้าอีกข้างของซุนคัง ซัดจนใบหน้าบวมเป่งอัปลักษณ์เท่ากันทั้งสองฝั่ง
ซุนคังถูกฟาดจนกะโหลกสะเทือน หน้ามืดตาลายสิ้นเรี่ยวแรง ร่างทรุดฮวบกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
“เจ้า…” ซุนคังดิ้นรนตะเกียกตะกายลุกขึ้น พยายามฝืนสังขารหลายครั้งทว่าขาสองข้างกลับอ่อนปวกเปียกจนทรุดฮวบลงไปอีก ทำได้เพียงเบิกตากว้างจ้องมองจ้าวหนิงด้วยเพลิงแค้นสุมทรวง
“มุดหัวร่วมกับสวะหิวอำนาจเพื่อแว้งกัดตระกูลจ้าวของข้า สุดท้ายได้ประโยชน์อันใด ลองใช้สมองกลวงๆ ของเจ้าทายดูสิว่าธงเหลืองจะตกไปอยู่ในมือใคร” จ้าวหนิงก้าวประชิดตัว ก่อนจะตวัดเท้าเตะอัดหน้าผากซุนคังอย่างจัง ซัดร่างอัจฉริยะตระกูลซุนปลิวละลิ่วกระเด็นไปไกลกว่าหนึ่งจั้ง ฝุ่นดินฟุ้งตลบ
ซุนคังนอนงอตัวคุดคู้ราวกับกุ้งมรณะอยู่บนพื้น กระอักเลือดคำโต มือสั่นเทาชี้หน้าจ้าวหนิงอยู่นาน ทว่าไร้เรี่ยวแรงเปล่งเสียงใด สุดท้ายตาเหลือกค้างสิ้นสติไปในที่สุด
สุดจะหยั่งรู้ว่าหมดสติเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว หรือเพราะอัปยศอดสูจนกระอักเลือดตายกันแน่
จวบจนวินาทีนี้ เกราะปราณบนร่างจึงถูกอาบย้อมด้วยสีแดงฉาน ผลึกเกราะอกสาดแสงเตือนภัยออกมาในที่สุด
เว่ยอู๋เซี่ยนทอดมองสภาพอนาถของซุนคังพลางเดาะลิ้นเบาๆ “โดนขยี้จนแหลกเหลวปานนี้ยังปากแข็งไม่ยอมแพ้ ยอมตายทรมานดีกว่าเสียหน้าจริงๆ”