ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 54 ไร้กังวล
กองกำลังรั้งท้ายของซุนคังมอดม้วยลงด้วยน้ำมือของเว่ยอู๋เซี่ยน หยางเจียนี และสหายรบจนสิ้น บัดนี้ลูกหลานตระกูลใหญ่ที่ยังหยัดยืนบนสมรภูมิ เหลือเพียงขุมกำลังของจ้าวหนิงและเฉินอันจือเท่านั้น
องครักษ์วังหลวงปรากฏกายขึ้นบนเนินเขา เร่งลำเลียงร่างผู้บาดเจ็บสาหัสออกจากสมรภูมิ แน่นอนว่าร่างของซุนคังที่สิ้นสติจมกองเลือด ย่อมถูกหามออกไปด้วยเช่นกัน
เฉินอันจือสะบัดกระบี่ปราณร่ายรำเพลงดาบหมดจดงดงาม ก่อนหันไปเอ่ยกับจ้าวหนิง “เชิญพี่หนิง โปรดชี้แนะข้าสักหลายกระบวนท่าเถิด ข้าอยากประจักษ์แก่ตานักว่าแท้จริงแล้วฝีมือท่านลึกล้ำถึงขั้นใด”
จ้าวหนิงย่อมไม่ปฏิเสธ เขาควงทวนยาวทะยานร่างเข้าปะทะทันที
จ้าวหนิงรู้นิสัยอีกฝ่ายดี หลังเฉินอันจือถูกฟ่านอี้ชี้แนะจนตาสว่างว่าขุนนางบู๊อย่างซุนคังสมคบคิดกับขุนนางบุ๋นเพื่อรุมกินโต๊ะตนกับเว่ยอู๋เซี่ยน วิญญาณความยุติธรรมของอีกฝ่ายย่อมลุกโชนจนต้องออกหน้าทำลายแผนชั่วนี้ด้วยตนเอง
หากพวกเขาสามคนพลาดพลั้งในศึกชุลมุนเมื่อครู่ การประลองย่อมไม่บังเกิด ทว่าเมื่อสถานการณ์ล่วงเลยมาถึงขั้นนี้ ทุกคนยังมีกำลังวังชา ทว่าธงเหลืองแม่ทัพมีเพียงผืนเดียว เพื่อเกียรติยศและผลประโยชน์ของวงศ์ตระกูล เฉินอันจือย่อมต้องสู้แตกหักเพื่อชี้ขาดผู้คู่ควร ไม่มีทางถอยให้ง่ายๆ อย่างแน่นอน
นี่คือสิ่งที่จ้าวหนิงต้องการเช่นกัน การปะทะกับเฉินอันจืออย่างเอาเป็นเอาตายเท่านั้น จึงจะกลบเสียงครหาของพวกลูกหลานขุนนางบุ๋น มิให้อีกฝ่ายถูกกล่าวหาว่าเป็นไส้ศึกจนกลายเป็นเป้าโจมตีของพรรคพวกในภายหลัง
ผลการประลองไร้ซึ่งความพลิกผัน ปลายทวนของจ้าวหนิงหยุดนิ่งอยู่ตรงตำแหน่งหัวใจของเฉินอันจือ ทว่ากว่าจะถึงจุดชี้เป็นชี้ตาย ทั้งสองกลับแลกกระบวนท่ากันไปกว่ายี่สิบเพลงรบ
นั่นเป็นเพราะจ้าวหนิงจงใจออมมือ มิให้อีกฝ่ายพ่ายแพ้รวดเร็วจนเสียความมั่นใจ อีกทั้งระหว่างที่ผลัดกันรุกรับ เขายังลอบถ่ายทอดแก่นแท้วิชาการต่อสู้ระดับปรมาจารย์ เปิดทางให้เฉินอันจือได้ซึมซับเพื่อนำไปยกระดับฝีมือตนเอง
“สะใจยิ่งนัก วิชาทวนของพี่หนิงช่างลึกล้ำเหนือคำบรรยาย”
เฉินอันจือหัวเราะร่าพลางรั้งกระบี่เก็บเข้าฝัก การแลกเปลี่ยนกระบวนท่าเมื่อครู่ทำเอาเลือดลมสูบฉีดจนปลอดโปร่ง เขาย่อมรู้แก่ใจว่าจ้าวหนิงรั้งมือไว้เจ็ดส่วน เพื่อรักษาหน้าตาเขาต่อหน้าธารกำนัล ในฐานะสายเลือดขุนนาง ย่อมต้องถนอมเกียรติยศข้อนี้
แม้ปราชัย ทว่าใบหน้ากลับไร้แววหม่นหมอง ซ้ำยังมีประกายนักสู้ลุกโชน เขามั่นใจว่าหากกลับไปปิดด่านขัดเกลาฝีมืออีกสักระยะ ย่อมต่อกรกับจ้าวหนิงได้สูสียิ่งขึ้น หากพลิกแพลงสถานการณ์เฉพาะหน้าได้รัดกุมกว่านี้ คงไม่ต้องตกเป็นเบี้ยล่างทุกย่างก้าว
ส่วนรายละเอียดจุดบกพร่องที่ว่า เขาเพิ่งสัมผัสรสชาติมันมาหมาดๆ ย่อมมองทะลุปรุโปร่งและนำไปแก้ไขได้อย่างตรงจุด บัดนี้เฉินอันจือจึงฮึกเหิมเปี่ยมความมั่นใจ แทบอดรนทนไม่ไหวอยากจะพุ่งกลับไปปิดด่านฝึกตนเสียเดี๋ยวนี้
ตัดภาพมาที่เว่ยอู๋เซี่ยน เขาไร้ซึ่งความคันไม้คันมืออยากประลองกับจ้าวหนิงโดยสิ้นเชิง ทุกคนเพิ่งกรำศึกหนักมาจนหอบฮัก เหตุใดต้องหาเรื่องเจ็บตัวเพิ่ม อีกประการ การถูกต้อนจนมุมต่อหน้าธารกำนัล ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็อัปยศอดสูเกินทน
หากคิดจะขอคำชี้แนะจากสหาย สู้ไปปะทะกันลับหลังย่อมดีกว่า ไร้สายตาผู้คนสอดรู้สอดเห็น ไม่มีความจำเป็นต้องมาแสดงงิ้วเอาตอนนี้ ส่วนเรื่องธงเหลือง ย่อมตกเป็นของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด จ้าวหนิงฝีมือเหนือกว่า การคว้าธงแม่ทัพไปครองจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
ทว่ายามที่เว่ยอู๋เซี่ยนนึกว่าทุกอย่างจบบริบูรณ์ หยางเจียนีกลับก้าวอาดๆ ออกมา นางแบกดาบม่อเตายาวกว่าหนึ่งจั้งไว้บนบ่า ย่างก้าวองอาจดุจพยัคฆ์ร้าย ก่อนหยุดยืนประจันหน้าจ้าวหนิงด้วยท่วงท่าคุกคามสยบขวัญ
เห็นดังนั้น เว่ยอู๋เซี่ยนก็หลุดหัวเราะหึๆ ขยิบตาหลิ่วตาให้เฉินอันจือ สีหน้าฉายแววรอชมเรื่องสนุกบนความทุกข์ของผู้อื่นอย่างปิดไม่มิด
ในฐานะสหายร่วมเป็นร่วมตาย เขาย่อมรู้ตื้นลึกหนาบางเรื่องอดีตคู่หมั้นคู่หมายระหว่างจ้าวหนิงกับหยางเจียนีเป็นอย่างดี ก่อนหน้านี้เขาแทบไม่เห็นนางอยู่ในสายตา ทว่าบัดนี้สถานการณ์พลิกผัน การได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ฝ่าดงดาบมาถึงสองศึก ทำเอาเขาประจักษ์ถึงความอำมหิตบ้าบิ่นของนาง แม้ชื่อเสียงของหยางเจียนีจะไม่เลื่องลือสะท้านฟ้า ทว่าฝีมือรบพุ่งกลับไม่ด้อยไปกว่าจ้าวหนิงแม้แต่น้อย
เว่ยอู๋เซี่ยนถึงขั้นตั้งข้อสงสัยว่า หยางเจียนีอาจทะลวงเข้าสู่ระดับคุมปราณขั้นปลายแล้วด้วยซ้ำ
ที่ยังเป็นเพียงข้อกังขาหาใช่ความมั่นใจ เป็นเพราะเมื่อผู้ฝึกตนบรรลุระดับคุมปราณขั้นปลาย ยามกวัดแกว่งศาสตราย่อมกระตุ้นปราณแท้ให้สั่นสะเทือน ก่อเกิดวังวนปราณอัดแน่นเบื้องหน้าอาวุธก่อนระเบิดพลานุภาพทำลายล้าง ทวีคูณความรุนแรงขึ้นหลายเท่าตัว
แม้การกรำศึกที่ผ่านมาแทบจะไม่มีสวะหน้าไหนรับมือหยางเจียนีได้เกินหนึ่งดาบ พลังทำลายล้างที่แผ่ซ่านก็ก้าวล่วงขอบเขตคุมปราณขั้นกลางไปไกล ทว่านางกลับไม่เคยปลดปล่อยวังวนปราณแท้ออกมาให้เห็น เว่ยอู๋เซี่ยนจึงไม่อาจฟันธงได้ว่า ความเหี้ยมเกรียมทรงพลังนั้นเกิดจากดาบม่อเตาที่หนักอึ้ง หรือเพราะนางเหยียบย่างเข้าสู่ระดับคุมปราณขั้นปลายแล้วจริงๆ
“หากหยางเจียนีบรรลุคุมปราณขั้นปลายแล้วล่ะก็ พี่หนิงเอ๋ย… คราวนี้เจ้าศพไม่สวยแน่” เว่ยอู๋เซี่ยนลูบปลายคางชุ่มเหงื่อ นัยน์ตาทอประกายกระหายใคร่รู้ราวกับรอชมงิ้วโรงใหญ่
หากผู้ที่ยืนประจันหน้ามิใช่หญิงงามที่มีอดีตรักร้าวกับจ้าวหนิง เขาย่อมไม่แสดงทีท่าเริงร่าปานนี้ ดีไม่ดีอาจกำลังซุ่มซ้อมแผนลอบกัดตลบหลังระหว่างที่ทั้งสองห้ำหั่นกัน เพื่อรับประกันว่าธงเหลืองจะไม่มีวันตกไปอยู่ในมือขั้วอำนาจอื่น
จ้าวหนิงเห็นหยางเจียนีขวางทางก็ประหลาดใจวูบหนึ่ง ทว่าเมื่อลองไตร่ตรองดูก็กระจ่างแจ้ง “จะสู้หรือ”
หญิงสาวผู้ผ่าเผยห้าวหาญมิได้ตอบรับ กลับย้อนถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เหตุใดจึงถามเช่นนั้น สิ่งที่เจ้าควรทวงถามคือ ข้าต้องการธงเหลืองนั่นหรือไม่ต่างหาก”
จ้าวหนิงยิ้มบางพลางส่ายหน้า “ธงเหลืองสลักสำคัญอันใด หากศึกนี้ไร้ดาบของเจ้าคอยกรุยทาง ย่อมไม่มีวันจบลงด้วยชัยชนะอันหมดจดเช่นนี้”
หยางเจียนีปะทะสายตานิ่งเงียบ นางหยัดยืนดุจศิลาสลัก ไม่ไหวติง
ทว่าจังหวะที่จ้าวหนิงกำลังสับสน นางกลับสะบัดมือ แบกดาบม่อเตาหันหลังสะบัดผ้าคลุมเดินจากไปอย่างเด็ดขาด “รอจนกว่าเจ้าจะทะลวงระดับคุมปราณขั้นปลายเมื่อใด จำไว้ว่าต้องส่งข่าวหาข้าเป็นคนแรก ถึงยามนั้นข้าจะมาประลองกับเจ้าให้รู้ดำรู้แดง”
ครานี้มิใช่เพียงจ้าวหนิงที่มืดแปดด้าน แม้แต่เว่ยอู๋เซี่ยน เฉินอันจือ และพรรคพวกล้วนเบิกตาโพลงด้วยความฉงน ไร้ผู้ใดหยั่งรู้เจตนาอันลึกล้ำของสตรีผู้นี้
มีเพียงฟ่านอี้ที่ทรุดกายนั่งพักหอบหายใจ กับอิสตรีบางนางที่ลอบมองจ้าวหนิงอย่างใช้ความคิด พวกนางกลับมิได้ประหลาดใจกับท่าทีผ่าเผยของหยางเจียนีแม้แต่น้อย
“โอกาสที่ยัยนั่นจะบรรลุระดับคุมปราณขั้นปลาย มีสูงถึงแปดส่วน” เว่ยอู๋เซี่ยนดึงสติกลับมา เมื่อทอดมองแผ่นหลังของหยางเจียนีอีกครั้ง นัยน์ตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดเยียบเย็น
ผู้ที่ก้าวล่วงระดับคุมปราณขั้นปลายได้ก่อนวัยสิบเจ็ดปี ล้วนเป็นอัจฉริยะสะท้านฟ้า จากสิบเจ็ดตระกูลบู๊และสิบสี่ตระกูลบุ๋น บรรดาสายเลือดใหม่ทั้งหมด ปัจจุบันมีเพียง ‘จ้าวชี่เยว่’ ผู้เดียวที่เหยียบย่างถึงจุดนั้น
แน่นอนว่านั่นคือภาพรวม ณ ปัจจุบัน ในสายตาเว่ยอู๋เซี่ยน จ้าวหนิง ซุนคัง และอัจฉริยะคนอื่นย่อมทะลวงด่านนี้ได้ในอีกไม่ช้า ทว่าหยางเจียนีอายุไล่เลี่ยกับซุนคัง หากนางบรรลุขั้นปลายได้ก่อน พรสวรรค์ของนางย่อมสูงส่งจนน่าหวาดหวั่น
เมื่อฉุกคิดได้ เว่ยอู๋เซี่ยนจึงเบือนหน้าไปทางเฉินอันจือ ทว่ากลับสบเข้ากับสายตาอีกฝ่ายพอดิบพอดี สีหน้าของเฉินอันจือสะท้อนความเร่งร้อนและมุ่งมั่นทะยานรบ นั่นหมายความว่าทั้งคู่ต่างตระหนักแจ้ง… เวลาไม่เคยคอยท่า หากไม่รีบรีดเค้นศักยภาพปิดด่านฝึกตน ย่อมถูกทิ้งห่าง
พวกเขาล้วนเป็นยอดอัจฉริยะแห่งยุค เป็นเสาหลักในอนาคตของวงศ์ตระกูล ผู้ใดเล่าจะยอมทนเห็นแผ่นหลังของผู้อื่นเดินนำหน้า
ครู่ต่อมา ท่ามกลางสายตาของฟ่านอี้และบรรดาลูกหลานตระกูลขุนนางที่ ‘สิ้นชีพในสมรภูมิ’ ทว่าบาดเจ็บไม่สาหัส จ้าวหนิงก้าวเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางคดเคี้ยว ทะยานขึ้นสู่ยอดเขาชางยวิน ก่อนปลดธงเหลืองแม่ทัพที่กำลังโบกสะบัดท้าแรงลมลงมา
ธงเหลือง… ในกองทัพคือตัวแทนแห่งแม่ทัพใหญ่ การเด็ดหัวขุนพลชิงธงยามสองทัพประจัญบาน ถือเป็นความดีความชอบและเกียรติยศสูงสุดเหนือผู้ใดในใต้หล้า
เวลานี้ยังไม่ทันข้ามเข้ายามโหย่ว ทว่าบนสมรภูมิเลือดแห่งนี้ จ้าวหนิงไร้ซึ่งคู่ต่อกร ไร้ซึ่งเสี้ยนหนาม ไม่มีผู้ใดหาญกล้าแย่งชิงธงผืนนี้จากมือเขา ชัยชนะอันเด็ดขาดของเขาจึงถูกสลักลงอย่างปราศจากข้อกังขา
ซ่งจื้อ องค์โอรสสวรรค์ผู้สูงศักดิ์ แม้จะประทับอยู่ ณ ลานเทศกาลล่าสัตว์สารทฤดู ทว่าแต่ละวันยังคงมีภูเขาฎีกาจากเมืองหลวงส่งมาให้ทรงวินิจฉัยไม่ขาดสาย เวลาจะว่างเว้นออกไปสำราญพระทัยร่วมกับเหล่าขุนนางจึงมีเพียงหยิบมือ
ครั้นสะสางฎีกากองโตบนโต๊ะทรงงานจนสิ้น ซ่งจื้อก็ยื่นพระหัตถ์ออกไป ‘จิ้งซินหมัว’ ขันทีชราผู้คอยปรนนิบัติอยู่เบื้องข้าง รีบประคองถ้วยชาอุ่นถวายใส่มือของมังกรเหนือหัวอย่างรู้ใจ
หลังจิบชาหล่อเลี้ยงลำคอ ซ่งจื้อเงยพระพักตร์ทอดพระเนตรทะลุกระโจม แสงตะวันเบื้องนอกอาบย้อมผืนป่าเป็นสีทอง บ่งบอกยามพลบค่ำ พระองค์จึงตรัสถามจิ้งซินหมัวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เวลาล่วงเลยมาป่านนี้แล้ว การจำลองศึกที่ยอดเขาชางยวินก็น่าจะใกล้รู้ผลแล้วกระมัง”
จิ้งซินหมัวค้อมกายประสานมือ “ทูลฝ่าบาท อีกราวหนึ่งชั่วยาม ม้าเร็วคงส่งผลการประลองขึ้นมาถวายพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งจื้อครางรับในลำคอ ริมฝีปากประดับรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “สามศึกที่ผ่านมา พวกเลือดใหม่สายบุ๋นสร้างผลงานได้น่าจับตา เข้าร่วมสมรภูมิจำลองเป็นครั้งแรกกลับหักเหลี่ยมเฉือนคมกับสายบู๊ได้สูสี หาดูยากยิ่ง ทว่าขุมกำลังของตระกูลจ้าวกลับไร้น้ำยา ถูกกวาดล้างคัดออกจนเหี้ยน ช่างขัดกับท่าทีโอหังของจ้าวหนิงยามสั่งสอนผู้คนบนลานประลองเสียจริง”
จิ้งซินหมัวเพียงก้มหน้ารับคำ มิกล้าสอดปากวิพากษ์วิจารณ์ให้มากความ
ซ่งจื้อตรัสต่อ “สมรภูมิครั้งนี้มีจ้าวหนิงเข้าร่วมด้วย ต้าป้าน... เจ้าคิดว่าเด็กนั่นจะสร้างความตื่นตะลึงให้ข้าได้อีกหรือไม่”
ครั้นมังกรเหนือหัวรับสั่งเรียกขานด้วยนาม ‘ต้าป้าน’ จิ้งซินหมัวย่อมรู้ดีว่าไม่อาจบ่ายเบี่ยงได้อีก “แม้จ้าวหนิงจะโดดเด่นสะท้านภพ ทว่าท้ายที่สุดก็เป็นเพียงมังกรไร้ฝูง ในสมรภูมิที่มีกำลังพลนับร้อย สิ่งที่บุคคลผู้เดียวจะพลิกแพลงได้ย่อมมีขีดจำกัด กระหม่อมเกรงว่าเขาคงไม่อาจสร้างปาฏิหาริย์ดั่งเช่นที่ผ่านมาพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งจื้อพยักพระพักตร์ แย้มพระสรวล “ข้าเองก็ไร้ซึ่งเกาทัณฑ์เช่อเตียวคันที่สองจะประทานให้เขาแล้วเช่นกัน”
สิ้นสุรเสียง ขันทีรับใช้ผู้หนึ่งพลันเร่งฝีเท้าเข้ามารายงาน ว่าการจำลองศึกได้ข้อยุติแล้ว ซ่งจื้อชะงักงัน เวลานี้ยังไม่ทันก้าวเข้ายามโหย่วด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่ามีกองทัพหนึ่งกวาดล้างศัตรูทั้งหมดจนราบคาบก่อนเวลา พระองค์บังเกิดความสนพระทัยอย่างยิ่งยวด รีบรับสั่งให้ขันทีผู้คุมสมรภูมิเข้าเฝ้ารายงานโดยละเอียด
“ต้าป้าน ลองทายดูสิว่าผู้ใดเหยียบย่ำสมรภูมิคว้าชัยได้รวดเร็วปานนี้” ซ่งจื้อตรัสถามอย่างอารมณ์ดี
จิ้งซินหมัวทูลตอบ “หากพิจารณาจากสามศึกที่ผ่านมา หากมิใช่ฝั่งขุนนางบุ๋นที่นำโดยคุณชายตระกูลสวี ย่อมต้องเป็นฝั่งบู๊ที่นำโดยคุณชายตระกูลซุนพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งจื้อครางรับในลำคอ ทรงเห็นพ้องว่าผลลัพธ์ไม่น่าพลิกโผไปจากนี้
“ทูลฝ่าบาท สมรภูมิจำลองยอดเขาชางยวินสิ้นสุดลงแล้วพ่ะย่ะค่ะ คุณชายจ้าวหนิงแห่งตระกูลจ้าว เป็นผู้คว้าธงเหลืองแม่ทัพไปครอง” ขันทีที่เพิ่งเร่งรุดเข้ามาคุกเข่าหมอบกราบ ก่อนกราบทูลด้วยสุรเสียงฉะฉาน
ทั้งซ่งจื้อและจิ้งซินหมัวพลันนัยน์ตาเบิกกว้าง ความตกตะลึงและคาดไม่ถึงฉายชัดบนใบหน้าจนไม่อาจปิดมิด
บุคคลทั้งสองล้วนเป็นผู้กุมอำนาจที่ซุกซ่อนอารมณ์ไว้ลึกสุดหยั่ง ตามวิสัยย่อมไม่แสดงความยินดีหรือโกรธาให้ผู้ใดจับสังเกตได้ง่ายดาย
“เป็นจ้าวหนิงอีกแล้วรึ” เรื่องราวช่างหักมุมเหนือความคาดหมาย ซ่งจื้อข่มความตื่นตะลึงในพระทัย “แล้วบรรดาสายเลือดตระกูลซุนกับตระกูลสวีเล่า”
“คุณชายทั้งสองตระกูล ล้วนถูกจ้าวหนิงบดขยี้พ่ายแพ้หมดสภาพพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีกราบทูลตามสัตย์จริง ก่อนจะแจกแจงรายละเอียดการศึกนองเลือดตั้งแต่ต้นจนจบอย่างถี่ถ้วน
เมื่อสดับฟังจนจบ ซ่งจื้อนิ่งขรึมไปครู่ใหญ่ ก่อนจะส่ายพระพักตร์แย้มสรวลเจือความขื่นขม “กล่าวเช่นนี้ อัครเสนาบดีสวีกับแม่ทัพซุนเหมิงคงต้องกุมขมับหนักแล้ว”
“ไอ้หนูจ้าวหนิงผู้นี้ร้ายกาจนัก ชนะประลองบนลานก็นับว่าเก่งกาจแล้ว ทว่าในสมรภูมินี้… ภายใต้สภาวะเสียเปรียบทุกประตู เขากลับบดขยี้ศัตรูลงได้ทีละขุมกำลัง จนผงาดขึ้นเป็นผู้ชนะหนึ่งเดียว… ตระกูลจ้าวมีทายาทสายเลือดมังกรเช่นนี้ ขอเพียงปล่อยให้มันสยายปีกเติบใหญ่ ย่อมรับประกันได้เลยว่าอีกห้าสิบปีนับจากนี้ ตระกูลจ้าวจะสยบแผ่นดิน ไร้เสี้ยนหนามให้ต้องกังวลใจ”
จิ้งซินหมัวพยักหน้ารับคำ พร้อมกล่าวเสริมแฝงนัยลึกล้ำ “สตรีตระกูลหยางนางนั้นก็เหี้ยมหาญไร้ที่ติ นางน่าจะทะลวงระดับคุมปราณขั้นปลายไปแล้ว หากจ้าวหนิงมีพันธมิตรอำมหิตระดับนี้คอยหนุนหลัง… หากไร้เหตุพลิกผัน ตระกูลจ้าวย่อมไร้กังวลไปได้อีกครึ่งศตวรรษอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”