ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 55 สถิตในพระทัยมังกร (สองตอนควบ)
(หมายเหตุผู้แต่ง: เนื้อหาเชื่อมโยงกันแนบแน่น จึงรวบสองตอนเข้าด้วยกัน)
เฉกเช่นเดียวกับองค์โอรสสวรรค์ซ่งจื้อ อัครเสนาบดีสวีหมิงหล่างย่อมไร้ซึ่งเวลาว่างให้หายใจ ยามนี้ภาระของเขาหนักหน่วงยิ่งกว่าผู้เป็นนายเสียด้วยซ้ำ นอกเหนือจากราชการแผ่นดินประจำวัน การซุ่มวางหมากจัดตั้ง ‘ทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพ’ ได้สูบกลืนเวลาของเขาไปจนสิ้น
เก้าอี้แม่ทัพใหญ่ฝ่ายบุ๋นทั้งสองตำแหน่งผูกโยงกับขุมทรัพย์และอำนาจมหาศาล มันสามารถหนุนส่งบารมีของสองตระกูลใหญ่ให้พุ่งทะยาน ทว่าเมื่อมีผู้ได้ย่อมมีผู้เสีย ตระกูลขุนนางบุ๋นที่พลาดหวังย่อมต้องเผชิญกับสภาวะสั่นคลอนและบารมีตกต่ำลง
จะรักษาสมดุลอำนาจภายในขั้วขุนนางบุ๋นอย่างไร เพื่อกอบโกยผลประโยชน์สูงสุดโดยรวม ขณะเดียวกันก็ต้องสกัดกั้นมิให้มีขุมกำลังใดผงาดขึ้นมาเลื่อยขาเก้าอี้ตระกูลสวีได้ ปริศนาเหล่านี้ล้วนเป็นหมากที่ต้องขบคิดอย่างรัดกุม
แม้ภาระจะหนักอึ้งปานแบกขุนเขา ทว่าสวีหมิงหล่างกลับเปี่ยมด้วยความฮึกเหิม ก่อนหน้านี้ความล้มเหลวที่เมืองไต้โจว แผนบดขยี้เสาหลักกองทัพอย่างตระกูลจ้าวพังไม่เป็นท่า ทำเอาเขาคั่งแค้นไปพักใหญ่ ทว่าหลังทบทวนกระดานหมาก สวีหมิงหล่างก็ตระหนักแจ้งถึงจุดตายเดียว นั่นคือคำว่า ‘แผนลับ’
เมื่อเป็นหมากในเงามืด ย่อมมีจุดบอดที่ไม่อาจแพร่งพราย ทันทีที่ข้อต่อใดหลุดลุ่ย กระดานหมากย่อมพังพินาศย่อยยับ
ครานี้เขาจึงพลิกแพลงใช้ ‘แผนสว่าง’ นำยุทธการบั่นทอนตระกูลจ้าว แผนตลบหลังแยกสลายตระกูลขุนนางบู๊ และการแทรกแซงอำนาจทหาร วางหงายหน้าไพ่บนโต๊ะอย่างผ่าเผย อาศัยสันดานละโมบและตัณหาความยิ่งใหญ่ของบรรดาตระกูลผู้ลากมากดี ล่อลวงให้พวกที่หิวผลประโยชน์กระโจนเข้าร่วมวงขย้ำเหยื่อด้วยความเต็มใจ
ในฐานะจิ้งจอกเฒ่าผู้นำตระกูล สวีหมิงหล่างย่อมมองสันดานมนุษย์ทะลุปรุโปร่ง และรู้ซึ้งถึงวิธีปั่นหัวพวกมันให้หมุนตาม
“สมรภูมิจำลองทั้งสี่รอบ ขอเพียงสายบุ๋นสร้างผลงานไม่ด้อยไปกว่าพวกสายบู๊ พวกเราก็จะมีข้ออ้างอันชอบธรรมในการก้าวล่วงเข้าสู่ทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพ และยามที่ลูกหลานตระกูลจ้าวพ่ายแพ้หมดสภาพจนน่าสมเพช บรรดาตระกูลขุนนางบู๊ก็จะมีข้ออ้างเหยียบย่างเข้าสู่ทำเนียบเสนาธิการทหารเช่นกัน ถึงเวลานั้น จ้าวเสวียนจีผู้กุมอำนาจแม่ทัพใหญ่เพียงผู้เดียว ย่อมไร้ซึ่งความชอบธรรมและน้ำหนักที่จะขวางทางข้าได้อีก”
ไตร่ตรองจบ สวีหมิงหล่างก็ก้าวอาดๆ ออกจากกระโจม สองมือไพล่หลัง ทอดสายตามองขุนเขาชางยวินเบื้องหน้า นัยน์ตาทอประกายกระหายชัยชนะ
ครู่ต่อมา ขุนนางคนสนิทพลันเร่งรุดเข้ามารายงาน “ใต้เท้า ผลสมรภูมิจำลองรอบนี้รู้ผลแล้วขอรับ”
สวีหมิงหล่างเอ่ยถามเรียบๆ “จือสวินเด็ดธงเหลืองมาได้กระมัง”
“มะ…ไม่ใช่ขอรับ”
สวีหมิงหล่างเลิกคิ้ว “เช่นนั้นย่อมเป็นตระกูลซุน ซุนคังผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะรอบพันปี จือสวินพ่ายแพ้มันก็หาใช่เรื่องแปลก”
“กะ…ก็มิใช่เช่นกันขอรับ”
นิ้วมือสวีหมิงหล่างกระตุกวูบ เขาตวัดสายตาจ้องมองขุนนางผู้นั้น นัยน์ตาสาดประกายคมปลาบ “นี่ก็ไม่ใช่ นั่นก็ไม่ใช่ แล้วจะเป็นผู้ใด…”
คำพูดขาดห้วง ลางสังหรณ์อัปมงคลผุดวาบขึ้นในใจ
“เป็นคุณชายจ้าวหนิงแห่งตระกูลจ้าวขอรับ เขาบดขยี้ทุกคนจนราบคาบ และเด็ดธงเหลืองแม่ทัพไปครอง”
สิ้นคำรายงาน สวีหมิงหล่างสะท้านเยือก เพลิงโทสะแผดเผาทรวงอกในฉับพลัน
จ้าวหนิง… เป็นจ้าวหนิงไปได้อย่างไร กองกำลังสองร้อยกว่าชีวิต กลับถูกสวะตระกูลจ้าว ตระกูลเว่ย และตระกูลหยางที่มีเพียงสามสิบคนบดขยี้จนพินาศ นี่มันเรื่องตลกขบขันระดับแผ่นดินชัดๆ พวกของจ้าวหนิงล้วนบรรลุระดับวิญญาณต้นกำเนิดกันหมดหรืออย่างไร หรือพวกสวีจือสวินกับซุนคังมันเป็นแค่สวะถุงข้าวสุนัข
สวีหมิงหล่างกลืนคำผรุสวาทลงคอ กดข่มความเดือดดาลแล้วสะบัดแขนเสื้อกลับเข้ากระโจม เขาทรุดนั่งลงตั้งสติ ทบทวนผลกระทบที่จะตามมาอย่างเยือกเย็น ในเมื่อหมากตานี้พลิกผันไปแล้ว คลุ้มคลั่งไปย่อมไร้ประโยชน์ ทำได้เพียงหาทางอุดรอยรั่วให้มิดชิดที่สุด
“อย่างไรเสีย ผ่านสมรภูมิจำลองมาหลายครา ขั้วขุนนางบุ๋นและตระกูลซุนสายบู๊ย่อมได้ลิ้มรสความหอมหวานของการสมคบคิดแล้ว ความจริงประจักษ์ชัดว่า เมื่อมีชิ้นปลามันอย่างทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพวางล่อ ทั้งสองฝ่ายย่อมจับมือกันรุมทึ้งตระกูลจ้าว และดันกระดานหมากนี้ให้ลุล่วงได้”
สวีหมิงหล่างพ่นลมหายใจยาว แม้ศึกรอบนี้จ้าวหนิงจะพลิกนรกคว้าชัย ทว่าภาพรวมของหมากกระดานใหญ่ยังไม่สั่นคลอน
เจตนาสังหารวูบผ่านนัยน์ตา “จ้าวหนิงกำลังจะเข้ารับราชการ ระดับขั้นเริ่มต้นนั้นสำคัญยิ่งยวด ข้าไม่มีวันปล่อยให้มันเหยียบเมฆขึ้นสวรรค์ได้ง่ายๆ เป็นแน่”
ในฐานะอัครเสนาบดีผู้อยู่เหนือขุนนางทั้งปวง เขาย่อมกุมอำนาจชี้ขาดในเรื่องพรรค์นี้อย่างเบ็ดเสร็จ
ตัดภาพมาที่ ‘ถังซิง’ ปั่งเหยี่ยนคนใหม่ล่าสุด หลังทราบผลสมรภูมิยอดเขาชางยวิน เขาก็เร่งรุดไปหา ‘โจวจวิ้นเฉิน’ ทั่นฮวาร่วมรุ่น พร้อมเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “พวกเราร่วมงานล่าสัตว์ภูเขาฝูหยุนมาพักใหญ่แล้ว ดูท่าเทศกาลกำลังจะรูดม่านปิดฉาก แม้เจ้ากับข้าจะได้รับพระกรุณาให้ตามเสด็จ ทว่ากลับเป็นเพียงเบี้ยประดับบารมี ไม่เคยได้รับวโรกาสเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ ไร้ซึ่งโอกาสได้เอื้อนเอ่ยแสดงปัญญาแม้แต่ครึ่งคำ
“หากปล่อยให้กลับถึงเมืองหลวง กำแพงวังสูงตระหง่านเทียมเมฆ ด้วยยศถาบรรดาศักดิ์อันต่ำต้อยของพวกเรา ภายใต้การกดขี่กีดกันของขุนนางเฒ่าพวกนั้น กว่าจะได้เบิ่งตาเห็นพระพักตร์ฝ่าบาทอีกครา คงต้องรอจนชีพมลาย
“พวกเราต้องสร้างผลงานสักอย่าง เพื่อให้เบื้องบนทอดพระเนตรเห็น เพื่อให้พระองค์ตระหนักถึงความจงรักภักดีของพวกเรา”
เทศกาลล่าสัตว์สารทฤดูคืองานเลี้ยงของเหล่าผู้ลากมากดี หาใช่เวทีของขุนนางไร้เส้นสาย ถังซิงและโจวจวิ้นเฉินต่างเป็นเพียงผู้เรียบเรียงแห่งสำนักฮั่นหลิน หน้าที่การงานไม่ได้เฉียดกรายเขตพระราชฐานแม้แต่น้อย ที่มาปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้ได้ ล้วนเป็นเพราะพวกเขาคือจิ้นซื่อหัวกะทิแห่งปี องค์ฮ่องเต้เพียงหวังซื้อใจบัณฑิตราษฎร จึงจับพวกเขาและจอหงวนยัดเข้าขบวนเสด็จเป็นไม้ประดับเท่านั้น
โจวจวิ้นเฉินมีสีหน้าลำบากใจ “พวกเราเพิ่งประทับตรารับราชการ เป็นเพียงขุนนางปลายแถว ที่นี่เต็มไปด้วยผู้กุมอำนาจล้นฟ้า หากเบื้องบนมีรับสั่งสิ่งใด ย่อมไม่ลดพระองค์ลงมาไต่ถามสวะอย่างเรา แล้วเราจะแทรกริมฝีปากเข้าไปตอนไหนกัน”
ถังซิงมีแผนซ่อนอยู่ในแขนเสื้อแล้ว จึงขยับเข้าไปกระซิบข้างหูโจวจวิ้นเฉิน
ฟังจบ โจวจวิ้นเฉินก็เบิกตาโพล่ง “เจ้าจะออกหน้าแทนคุณชายจ้าวหรือ แม้เขาจะมีบุญคุณใหญ่หลวงกับเรา ทว่าเขาคือสายเลือดขุนนางบู๊ หากเรากระทำการนี้ เท่ากับประกาศตัวเป็นปรปักษ์กับฝ่ายบุ๋น เราจะไร้แผ่นดินกลบหน้าในวงราชการเชียวนะ”
ถังซิงแค่นเสียงเยียบเย็น “ก็แค่ถูกหมาหมู่พวกนั้นคว่ำบาตรจะเป็นไร ตราบใดที่กล้ากางกรงเล็บฉีกหน้าพวกมัน ในสายตาขุนนางตงฉินที่ถูกกดขี่มานาน พวกเราจะกลายเป็นวีรบุรุษ และในพระทัยเบื้องบน พวกเราจะแปรสภาพเป็นดาบคมกริบที่พระองค์ทรงใช้ถอดเขี้ยวเล็บพวกขุนนางเฒ่าเหล่านั้น”
ยามที่ขุมกำลังของจ้าวหนิงก้าวพ้นชายป่า บรรดาสายเลือดตระกูลจ้าว ตระกูลเว่ย และตระกูลหยาง ที่ได้รับข่าวสารล่วงหน้า ต่างแห่แหนมารอต้อนรับอย่างเนืองแน่น
ข้ามฉากสรรเสริญเยินยอจ้าวหนิงไป ทันทีที่เขาก้าวเท้าเหยียบถึงค่ายพัก จ้าวหนิงก็พุ่งตรงดิ่งไปหาจ้าวเสวียนจี ถ่ายทอดเค้าลางแผนร้าย ‘จัดตั้งทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพ’ ที่เขาปะติดปะต่อได้ตั้งแต่เหยียบย่างเข้าสู่ป่าให้ผู้เป็นปู่ฟังอย่างละเอียด
“ราชสำนักจะรื้อทำเนียบเสนาธิการทหาร แปรสภาพเป็นทำเนียบห้าเหล่าทัพกระนั้นหรือ” จ้าวเสวียนจีเบิกตาโพลง แผนการนี้สั่นคลอนรากฐานอย่างรุนแรงและเหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยระแคะระคายสายลมข่าวลือใดๆ เลยแม้แต่น้อย
“เรื่องนี้น่าจะยังซุกซ่อนอยู่ในเงามืด คาดว่าสวีหมิงหล่างคงลอบเจรจากับขั้วบุ๋นและพวกลิ้นสองแฉกอย่างตระกูลซุนเป็นการลับ ยังไม่กล้าหงายไพ่บนโต๊ะ และจงใจปิดหูปิดตาตระกูลจ้าวและพันธมิตรของเรา”
สิ้นคำ จ้าวหนิงก็กางแผนที่อำนาจวิเคราะห์สถานการณ์ให้จ้าวเสวียนจีฟังอย่างทะลุปรุโปร่ง ก่อนสรุปเด็ดขาด “หากคิดบดขยี้แผนร้ายนี้ ท่านปู่ต้องออกโรงเจรจากับบรรดาผู้นำสายบู๊ กระชากหน้ากากผลดีผลเสียให้พวกเขากระจ่างแก่ใจ”
จ้าวเสวียนจีขมวดคิ้วเป็นปม นิ่งงันไปครู่ใหญ่ก่อนทอดถอนใจ “หากเป็นดั่งเจ้าว่า ตระกูลสายบู๊อย่างซุนคังคงสวมกางเกงตัวเดียวกับพวกขุนนางบุ๋นไปเรียบร้อยแล้ว ตระกูลจ้าวต้องยืนโดดเดี่ยวเป็นปรปักษ์กับทุกฝ่าย พวกมันมีหรือจะยอมฟังคำเตือนของปู่”
จ้าวหนิงตอบเสียงเรียบ “ทว่าในสมรภูมิจำลองครานี้ ยามที่ขุมกำลังของหลานยังหยัดยืน กองทัพสายบุ๋นของสวีจือสวินกลับฉวยโอกาสแว้งกัดพวกซุนคังก่อน นี่คือการฉีกสัญญาลับทิ้ง เปลือยธาตุแท้ละโมบและไร้สัจจะของพวกมันออกมาอย่างหมดจด”
“ฝ่ายบู๊ถูกกดหัวมาเนิ่นนาน ย่อมสะสมความเคียดแค้นฝังลึก ความเชื่อใจระหว่างสองขั้วบางเบาดุจกระดาษแต่แรกเริ่ม เป้าหมายแท้จริงของสมรภูมิจำลองทั้งสี่รอบ คือการซื้อใจและหยั่งเชิงความเป็นไปได้ในการจับมือตั้งทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพ บัดนี้… ความเชื่อใจอันเปราะบางนั่นถูกเหยียบย่ำจนป่นปี้แล้ว
“หากท่านปู่กะเทาะเปลือกผู้นำสายบู๊เหล่านั้น ชี้ให้เห็นว่าสวีหมิงหล่างเพียงหลอกใช้พวกมันเป็นบันได เมื่อหมากสำเร็จ เก้าอี้แม่ทัพใหญ่ที่เพิ่มมาอีกสี่ พวกมันจะไม่มีวันได้แตะต้อง อย่างมากก็แค่เศษเนื้อหนึ่งก้อน เมื่อได้ยินเช่นนี้ พวกมันย่อมต้องหวาดระแวง”
จ้าวเสวียนจีครุ่นคิดตาม ลูบเคราพยักหน้าช้าๆ “อาศัยความชิงชังและระแวงแคลงใจเป็นทุนเดิม ผนวกกับพฤติกรรมแว้งกัดในสมรภูมิจำลอง ปู่อาจโยกคลอนพวกมันได้จริง…
“ทว่าเมื่อชิ้นเนื้อมันย่องอย่างเก้าอี้แม่ทัพใหญ่วางล่อหน้า ผู้นำสายบู๊พวกนั้นอาจลังเล ทว่าหากจะให้พวกมันคายชิ้นเนื้อทิ้งกลางคัน คงยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร”
เรื่องนี้จ้าวหนิงวางหมากรอไว้แล้ว “ขอเพียงยื้อเวลาเรื่องนี้ออกไปได้ก็พอ ทันทีที่หลานตบเท้าเข้ากุมอำนาจในกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง หลานจะกระชากหน้ากากไส้ศึกเป่ยหูออกมาล้างบางเป็นพรวน ให้ราชสำนักและราษฎรได้ประจักษ์แก่ตาถึงเขี้ยวเล็บหมาป่าที่จ้องขย้ำต้าฉี ถึงเวลานั้น กระดานอำนาจย่อมพลิกคว่ำด้วยตัวมันเอง”
จ้าวเสวียนจีพยักหน้า ตัดสินใจเฉียบขาด “ปู่จะไปเจรจากับขั้วขุนนางบู๊เอง… หลังจากนี้ ยามที่เจ้ากวาดล้างไส้ศึกเป่ยหู ตระกูลจ้าวจะหนุนหลังเจ้าสุดกำลัง ขอเพียงเจ้าจับไส้ศึกได้แม้แต่คนเดียว ทำเนียบเสนาธิการทหารก็จะมีข้ออ้างอันชอบธรรมก้าวล่วงเข้าไปเหยียบย่ำ อำนวยความสะดวกให้เจ้าถึงที่สุด และพร้อมบดขยี้สวะทุกตัวที่กล้าขวางทางดาบของเจ้า”
รุ่งอรุณ บรรดาสายเลือดชั้นสูงที่ผ่านการทดสอบเลือดทั้งสามรอบ ต่างมาชุมนุมกันเนืองแน่น ณ ลานกว้าง รอรับการปูนบำเหน็จประทานยศถาบรรดาศักดิ์จากองค์โอรสสวรรค์ตามผลงาน
ยามนี้ย่อมมีทั้งผู้ที่พกพารอยยิ้มและผู้ที่กลืนเลือดลงคอ ผู้ที่กำชัยย่อมสรวลเสเฮฮากับสหายรบดั่งเช่นเว่ยอู๋เซี่ยน ส่วนผู้ที่ปราชัยย่อมใบหน้าเขียวคล้ำปิดปากเงียบกริบเฉกเช่นซุนคัง
ผลงานสยบปฐพีของจ้าวหนิง ดันเขาขึ้นแท่นผู้ไร้เทียมทานอย่างปราศจากข้อกังขา เขาได้รับบัญชาเรียกตัวเข้ากระโจมมังกร ได้รับเกียรติเข้าเฝ้าเบื้องพระพักตร์เป็นการส่วนตัวอีกครา
“หลายวันก่อนยามเจ้าสยบลานประลอง ข้าประทานเกาทัณฑ์เช่อเตียวให้เป็นรางวัล คาดไม่ถึงว่าในสมรภูมิยอดเขาชางยวิน เจ้าจะผงาดคว้าชัยได้อีก พรสวรรค์และจิตวิญญาณเยี่ยงนี้ สมฉายาอัจฉริยะตระกูลจ้าวโดยแท้ ดูท่าเกาทัณฑ์ของข้าจะเลือกนายไม่ผิดคน
“ตระกูลจ้าวค้ำจุนราชบัลลังก์มาเนิ่นนาน บัดนี้เจ้าหมายใจตบเท้าเข้ารับราชการรับใช้แผ่นดิน จงขัดเกลาคมดาบของตนให้เฉียบแหลม เพื่อเป็นเสาหลักค้ำจุนแคว้น ข้าขอประทานตำแหน่ง ‘ขั้นหกรอง’ แก่เจ้า หวังว่าเจ้าจะสยายปีกผงาดเป็นเสาหลักทัพได้ในเร็ววัน”
ซ่งจื้อตวัดพู่กันดุจมังกรเหิน ร่างราชโองการแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง ตามหลักการ นี่คือกิจของกรมขุนนาง การที่โอรสสวรรค์ลงมือจดปลายพู่กัน ด้านหนึ่งย่อมสะท้อนความโปรดปรานเหนือผู้ใด อีกด้านคือการฝังหัวทวงบุญคุณ เตือนสติจ้าวหนิงให้จดจำว่าอำนาจนี้ใครเป็นผู้ประทานให้ เฉกเช่นกุศโลบายจัดอันดับจิ้นซื่อด้วยพระองค์เองหลังการสอบหน้าพระที่นั่ง
ราชโองการลายพระหัตถ์มังกรเช่นนี้ ในแต่ละปีฮ่องเต้จะประทานให้มากสุดเพียงสามฉบับเท่านั้น
ขณะที่จ้าวหนิงทรุดเข่าเตรียมกราบขอบพระทัย อัครเสนาบดีสวีหมิงหล่างพลันก้าวพรวดออกมาขวาง “ขอฝ่าบาททรงโปรดพิจารณา ธรรมเนียมเทศกาลล่าสัตว์ทุกปี ผู้กำชัยล้วนได้รับพระราชทานเพียงขั้นเจ็ด เหตุใดปีนี้ฝ่าบาทจึงทรงแหวกม่านประเพณี ตำแหน่งขั้นหกถือเป็นเรื่องใหญ่หลวงเกี่ยวพันถึงลำดับชั้น ขอฝ่าบาททรงไตร่ตรองให้จงหนักพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งจื้อขมวดพระขนง นิ่งงันไปชั่วอึดใจ “อัครเสนาบดีเห็นว่ามิสมควรกระนั้นหรือ”
สวีหมิงหล่างค้อมกาย “กระหม่อมเห็นว่า ธรรมเนียมจารีตไม่อาจฉีกทิ้งตามอำเภอใจ มิเช่นนั้นรากฐานจะสั่นคลอน และความโกลาหลย่อมตามมาพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งจื้อมิได้แสดงท่าทีพิโรธหรือเออออ ทรงปรายพระเนตรมองขุนนางรอบข้าง “พวกท่านมีความเห็นเช่นไร”
นอกจากสวีหมิงหล่าง ภายในกระโจมมีเพียงหลิวมู่จือและเสนาบดีกรมขุนนาง ไร้ซึ่งขุนนางระดับสูงผู้อื่น
หลิวมู่จือกับเสนาบดีกรมขุนนางย่อมรักตัวกลัวตาย ไม่หาเรื่องงัดข้อกับจิ้งจอกเฒ่าอย่างสวีหมิงหล่างให้โง่เขลา ทั้งสองจึงรูดซิปปากเงียบกริบ
ท่ามกลางความเงียบงันปานป่าช้า ขณะที่จ้าวหนิงกำลังสาปแช่งโคตรเหง้าสวีหมิงหล่างในใจ จู่ๆ เสียงหนึ่งพลันดังผ่ากลางปล้อง ผู้ที่ก้าวออกมาคือถังซิงที่ยืนเฝ้าประตู
เขาทรุดเข่าหมอบกราบ “ทูลฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่า พระราชวินิจฉัยประทานตำแหน่งขั้นหกรองแก่คุณชายจ้าวหนิงนั้น เหมาะสมอย่างยิ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
โจวจวิ้นเฉินเห็นถังซิงสับไกก็สะดุ้งโหยง ทว่าเมื่อนึกถึงแผนตลบหลัง ก็เร่งทรุดเข่าประสานเสียง “กระหม่อมเห็นพ้องพ่ะย่ะค่ะ”
สวีหมิงหล่างและขุนนางเฒ่าหันขวับ พอเห็นสวะปั่งเหยี่ยนหน้าใหม่ที่ฮ่องเต้พ่วงมาเป็นไม้ประดับกล้าสอดปาก ก็ตวาดกร้าว “บังอาจ พวกข้ากำลังหารือราชการกับโอรสสวรรค์ สวะอย่างพวกเจ้ามีสิทธิ์อันใดมาเสนอหน้า ไม่เจียมกะลาหัว ถอยออกไปเดี๋ยวนี้”
จอหงวนปรายตามองถังซิงกับโจวจวิ้นเฉิน แรกเริ่มตื่นตะลึง ทว่าพอได้ยินสวีหมิงหล่างตวาด แววตาก็แปรเปลี่ยนเป็นเหยียดหยาม ลอบเยาะเย้ยในใจว่าสวะสองตัวนี้คงอยากเลียแข้งเลียขามังกรจนหน้ามืดตามัว ถึงได้กล้าฉีกมารยาทราชสำนักเยี่ยงนี้
สถานะของเขาแตกต่างจากถังซิงและโจวจวิ้นเฉินราวฟ้ากับเหว ในฐานะจอหงวน ยศถาและเกียรติภูมิย่อมเหนือกว่า ยามมาร่วมงานล่าสัตว์ ฮ่องเต้ถึงขั้นเรียกพบส่วนตัวหนึ่งครา แม้จะตรัสเพียงไม่กี่คำ ทว่าก็ทำให้เขาลอยตัวเหนือปัญหาทั้งปวง
“ถังซิง ข้าขอถามเจ้าเหตุใดจึงเห็นว่าตำแหน่งขั้นหกรองคู่ควรกับจ้าวหนิงที่สุด” ซ่งจื้อตรัสถามด้วยสุรเสียงราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่น
ถังซิงสวนตอบฉับไว “ทูลฝ่าบาท เพราะนี่คือพระราชวินิจฉัยของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
“เพียงเท่านี้หรือ” ซ่งจื้อเห็นถังซิงนิ่งงัน จึงตรัสถามย้ำ
โจวจวิ้นเฉินที่หมอบกราบเตรียมอ้าปากขยายความ ทว่าถูกถังซิงชิงตัดบทหน้าตาเฉย “ทูลฝ่าบาท หมดเพียงเท่านี้พ่ะย่ะค่ะ”
ถ้อยคำสั้นกระชับทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขา จอหงวนที่ยืนประดับฉากแทบหลุดขำ ความสมเพชเวทนาตีตื้นขึ้นจุกอก
ในสายตาของเขา ถังซิงกล้าเสนอหน้าเลียรองเท้ามังกร ถือว่าหน้าหนาใช้ได้ ทว่ากลับโง่เง่าดักดาน ไร้ซึ่งปัญญาและวาทศิลป์โดยสิ้นเชิง
เมื่อครู่สวะนั่นสามารถยกวีรกรรมจ้าวหนิงสยบลานประลอง ปรากฏการณ์สะท้านรอบหกสิบปี มาใช้เป็นข้ออ้างตอกกลับให้ดูมีภูมิได้แท้ๆ กลับสมองกลวงคิดไม่ออก ช่างโง่เขลาจนน่าอดสู
“ทูลฝ่าบาท…”
สวีหมิงหล่างมิได้มีเวลามานั่งสมเพชผู้ใด เขาประสานมือเตรียมกราบทูลปิดประเด็นตอกฝาโลง ทว่าโอรสสวรรค์กลับขัดขึ้นเสียก่อน “จ้าวหนิงสยบลานประลองราบคาบ ถือเป็นปรากฏการณ์ไร้ผู้ต่อต้านในรอบหกสิบปี ผนวกกับวีรกรรมเหนือชั้นในสมรภูมิจำลอง สมควรได้รับปูนบำเหน็จเป็นกรณีพิเศษ เรื่องนี้ยุติเพียงเท่านี้ ไม่ต้องหยิบยกมาถกเถียงอีก”
ขาดคำ ทรงยื่นราชโองการให้จิ้งซินหมัวนำไปประกาศ พร้อมโบกพระหัตถ์อนุญาตให้ถังซิงและโจวจวิ้นเฉินหยัดกายขึ้น
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหนิงทรุดเข่าหมอบกราบ ความรู้สึกอคติที่มีต่อถังซิงพลันมลายสิ้น ลอบพยักหน้าในใจว่าบุญคุณที่เคยช่วยสวะนี่ไว้ที่หอเยี่ยนไหล มิได้สูญเปล่าแต่อย่างใด
การที่โอรสสวรรค์แสดงท่าทีแข็งกร้าวปัดตกคำคัดค้าน ทำเอาแววตาของสวีหมิงหล่างวูบไหวอย่างรุนแรง ความตื่นตะลึงฉายชัด
เหตุการณ์หักหน้าเช่นนี้ร้างราไปเนิ่นนาน นานเสียจนจิ้งจอกเฒ่าอย่างสวีหมิงหล่างลืมเลือนไปแล้วว่า ครั้งสุดท้ายที่เบื้องบนกล้างัดข้อกับตนคือเมื่อใด
การประกาศประทานยศถาบรรดาศักดิ์แก่ลูกหลานสายเลือดชั้นสูงนับร้อย ย่อมผลาญเวลาไม่น้อย กว่าจะรูดม่านปิดฉาก ตะวันก็ลับเหลี่ยมเขาพอดี
หลังมื้อค่ำ ระหว่างทางกลับกระโจม โจวจวิ้นเฉินทอดถอนใจพลางบ่นอุบ “ยามเบื้องบนตรัสถามเหตุผลสนับสนุนคุณชายจ้าว เหตุใดเจ้าจึงอมพะนำเรื่องสยบลานประลองไว้ เจ้าไม่ยอมพูด ซ้ำยังหุบปากข้า จนสุดท้ายมังกรต้องหลุดปากหาเหตุผลมาอุดช่องโหว่เอง… กระดานนี้ไม่ควรเดินแย่เยี่ยงนี้เลย”
ถังซิงหัวเราะเสียงเย็น “ไม่พูดนั่นแหละคือหมากฆ่า การทำเช่นนั้นคือการประกาศตัวต่อเบื้องบน ว่าสาเหตุที่เราสนับสนุนพระราชวินิจฉัย และกล้าหักหน้าอัครเสนาบดีสวี หาใช่เพราะคุณชายจ้าวคู่ควร หรือเพราะสวีหมิงหล่างขัดขวาง ทว่ารากฐานเดียวคือ ‘ความจงรักภักดีแบบปิดตา’ ที่เราถวายหัวให้มังกรต่างหาก”
“ในสายตาของพวกเรา ทุกพระราชวินิจฉัยคือประกาศิตสูงสุด ไม่ต้องใช้สมองไตร่ตรอง ไม่ต้องค้นหาเหตุผลมารองรับ มีหน้าที่เพียงก้มหัวเทิดทูนและถวายชีพทำตามเท่านั้น”
โจวจวิ้นเฉินชะงักงัน นึกไม่ถึงว่าจะมีมีดซ่อนรอยยิ้มลึกล้ำปานนี้ “แล้วเจ้ามั่นใจหรือว่าโอรสสวรรค์จะทรงมองทะลุ”
ถังซิงเหยียดยิ้มมั่นใจ “ย่อมทะลุปรุโปร่ง มิเช่นนั้น เบื้องบนคงไม่อุดปากสวีหมิงหล่าง แล้วตอกฝาโลงชี้ขาดในทันที การตวัดพู่กันเยี่ยงนั้น คือการส่งซิกบอกพวกเราว่า ทรงพอพระทัยกับการแสดงงิ้วถวายหัวของเราในวันนี้ยิ่งนัก”
“จริงหรือ” โจวจวิ้นเฉินยังคงเคลือบแคลง
ถังซิงยกยิ้มมุมปาก “คอยดูเถิด คืนนี้มังกรต้องเรียกพวกเราเข้าเฝ้าแน่”
ระหว่างสนทนา จอหงวนพลันก้าวอาดๆ เข้ามา แค่นเสียงหยัน “พวกเจ้าอยากจะเลียแข้งเลียขาเพื่อไต่เต้า ข้อนี้ข้ามองออก ทว่าวิธีการประจบสอพลอของพวกเจ้ามันช่างหน้าด้าน โง่เขลา และไร้รสนิยมจนน่ารังเกียจ
“เห็นพฤติกรรมต่ำตมของพวกเจ้าแล้วข้าแทบอาเจียน ขยะแขยงเหลือทน พวกเจ้าทำตัวสถุลเยี่ยงนี้ มีหรือเบื้องบนผู้ทรงปรีชาจะลดตัวลงมาเกลือกกลั้วและชุบเลี้ยงสวะอย่างพวกเจ้า”
มันซบก้นขั้วขุนนางบุ๋นมาเนิ่นนาน จึงพ่นคำผรุสวาทใส่ถังซิงและโจวจวิ้นเฉินโดยไม่ไว้หน้า ด้วยหัวโขนจอหงวน มันถูกประคบประหงมจนลืมกำพืด หลงผิดคิดว่าตนเหินเวหาอยู่เหนือปั่งเหยี่ยนและทั่นฮวาหลายขุม
“สุนัขแสนรู้ย่อมไม่ขวางทางเดิน” ถังซิงปรายตามองแวบหนึ่ง ไร้ความสนใจจะเสวนากับสวะที่ถูกประเมินค่าเป็นเพียงเบี้ยหมากไร้ราคา
ผู้ประทับบนบัลลังก์ทองย่อมมีราชกิจรัดตัว ต้องรับมือกับเขี้ยวเล็บนับหมื่น จะเอาเวลาที่ไหนมานั่งส่องแว่นขยายแยกแยะว่าใครภักดี ใครสับปลับ ในสภาวะเช่นนี้ ยุทธวิธีถวายหัวที่ดิบเถื่อน ตรงไปตรงมา และสอพลออย่างถึงลูกถึงคนที่สุด ย่อมกรีดแทงใจเบื้องบนได้ผลชะงัด
การยอมสาดโคลนใส่หน้าตนเอง กระทืบศักดิ์ศรีทิ้งเพื่อเป็นเกราะกำบังให้นาย ในสายตาโอรสสวรรค์ นี่คือข้อพิสูจน์ชั้นยอดว่าสุนัขตัวนี้ภักดีสุดลิ่มทิ่มประตู และเทิดทูนนายไว้เหนือเกล้า
จอหงวนถูกด่าทอฉาดใหญ่ก็หน้าดำทะมึน ทว่ายังไม่ทันอ้าปากแผดเสียง ขันทีชราผู้หนึ่งพลันเร่งฝีเท้าตรงดิ่งมา จอหงวนหัวใจพองโตด้วยความปีติ หลงนึกว่ามังกรเรียกพบตนอีกครา จึงรีบถลันตัวออกไปหมายรับหน้า ทว่าขันทีผู้นั้นกลับไม่แม้แต่จะปรายตา หักเลี้ยวเดินอ้อมร่างมันไปดื้อๆ
“ท่านปั่งเหยี่ยนถัง ท่านทั่นฮวาโจว เบื้องบนมีรับสั่งเรียกตัวเข้าเฝ้าขอรับ”
เสียงประกาศกร้าวจากเบื้องหลัง กระชากวิญญาณจอหงวนจนร่างแข็งทื่อดุจถูกสาป
มันไม่ได้ยินว่าถังซิงและโจวจวิ้นเฉินเอื้อนเอ่ยสิ่งใด เห็นเพียงแผ่นหลังสองสหายเดินตามขันทีลับตาไป ตั้งแต่ต้นจนจบ ไร้ซึ่งสายตาเวทนาเหลียวกลับมามองมันแม้แต่หางตา
โอรสสวรรค์เรียกพบอันดับสองและอันดับสาม ทว่ากลับเขี่ยจอหงวนอันดับหนึ่งเช่นมันทิ้งอย่างไม่ไยดี
ที่กรีดแทงใจยิ่งกว่า คือมันเคยเข้าเฝ้ามาแล้วหนึ่งครา ขันทีผู้นั้นมันก็จำหน้าได้แม่นยำ ทว่าเมื่อครู่กลับถูกเมินเฉยราวกับธาตุอากาศ ในฐานะเงาตามตัวมังกร พฤติกรรมเยี่ยงนี้ย่อมสะท้อนชัดเจนว่า เบื้องบนประเมินค่าจอหงวนผู้นี้ไว้ต่ำตมเพียงใด
จอหงวนสะท้านเยือกราวกับร่วงหล่นลงสู่ธารน้ำแข็ง แขนขาชาหนึบ อนาคตทางการเมืองมืดมิดไร้แสงสว่าง
ครั้นสวีหมิงหล่างหวนกลับถึงกระโจม ท้องฟ้าก็ถูกกลืนกินด้วยความมืดมิด การถูกมังกรหักหน้ากลางคันทำเอาไฟแค้นคุกรุ่น ทว่าบัดนี้เขาไร้เวลามานั่งเคี้ยวเอื้องความปราชัย เขาได้นัดหมายผู้นำขั้วขุนนางบู๊นำโดยซุนเหมิงมาเจรจาความลับเรื่อง ‘ทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพ’ ในคืนนี้
ทว่าเมื่อถึงยามนัดหมาย เก้าอี้กลับว่างเปล่าเกินครึ่ง สิบแปดผู้นำตระกูลบู๊ปรากฏกายเพียงหยิบมือ สถานการณ์นี้กระชากความมั่นใจสวีหมิงหล่างจนสั่นคลอน รอคอยจนธูปไหม้หมดดอกก็ไร้เงาผู้ใดก้าวเข้ามา สีหน้าจิ้งจอกเฒ่าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยว
เขาปรายตามองซุนเหมิงที่นั่งเก้าอี้ตัวแรกฝั่งขวา “ท่านซุน นี่มันหมายความว่าอย่างไร”
ใบหน้าซุนเหมิงทะมึนตึงยิ่งกว่าสวีหมิงหล่าง สวนกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ข้าต่างหากที่ต้องทวงถามอัครเสนาบดีสวี ในสมรภูมิจำลองยอดเขาชางยวิน เหตุใดตอนที่ขุมกำลังตระกูลจ้าวยังไม่ถูกบดขยี้ สายเลือดตระกูลสวีกลับฉวยโอกาสนำทัพบุ๋นมาแว้งกัดตระกูลขุนนางบู๊ของเราจากด้านหลัง”
สวีหมิงหล่างผงะไป ก่อนหน้านี้ยามฟังรายงานจากสวีจือสวิน เขามองข้ามประเด็นนี้ไปโดยสิ้นเชิง บัดนี้พอเผชิญสายตาอาฆาตจากบรรดาผู้นำสายบู๊ที่จ้องเขม็งทวงคำอธิบาย เขาจึงเพิ่งตระหนักแจ้งถึงหายนะ
กล่าวให้ถูกคือ เขาเพิ่งตระหนักว่า กำแพงแห่งความชิงชังและระแวงแคลงใจที่สายบู๊มีต่อขั้วบุ๋นนั้น หนาทึบและฝังรากลึกปานใด
“ท่านซุน ทุกท่าน… เหตุการณ์บนยอดเขาชางยวินเป็นเพียงความมุทะลุชั่ววูบของเด็กอมมือ ข้าได้ใช้กฎตระกูลลงทัณฑ์ไปแล้ว หากทุกท่านยังขุ่นข้องหมองใจ ข้าขอประทานอภัยมา ณ ที่นี้”
สวีหมิงหล่างหยัดกายประสานมือคารวะรอบวง ก่อนทรุดกายนั่งลงเจรจาต่อ “ทว่ากระดานทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพนั้นเดิมพันสูงลิบ หากเพียงเพราะการกระทบกระทั่งไร้สาระในสมรภูมิจำลอง แล้วผู้นำสายบู๊ถึงขั้นสะบัดชายเสื้อหนี มันจะไม่ดูเป็นการถีบหม้อข้าวตัวเองไปหน่อยหรือ นี่คือหมากชี้ชะตาอนาคตวงศ์ตระกูลพวกท่านเชียวนะ”
อู๋ซู่แค่นเสียงเยียบเย็น “เดิมพันคอขาดบาดตายระดับแว่นแคว้น พวกเราย่อมมิกล้าล้อเล่น ทว่าหากมีตัวบัดซบคิดหลอกใช้พวกเราเป็นบันไดเหยียบย่ำ พอข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกก็ถีบหัวส่ง เช่นนั้นก็อย่ามาหยามน้ำหน้าพวกข้าให้มากนัก”
สวีหมิงหล่างใจหล่นวูบ
กล่าวตามสัตย์จริง หมากตานี้เขาซ่อนดาบไว้ข้างหลังตั้งแต่ต้น
คดีส่งผู้ตรวจทัพแทรกซึม เขาก็ดันฝ่าด่านจนกลืนกินกองกำลังหยวนฉงได้สำเร็จ แม้พวกขุนนางบู๊จะต่อต้านหัวชนฝา ทว่าสุดท้ายก็แหลกสลายใต้ฝ่าเท้าเขา เขาเหยียดหยามสติปัญญาพวกขุนนางบู๊เหล่านี้จากก้นบึ้งวิญญาณ ในเมื่อบัดนี้เขายอมออกหน้าเป็นหัวหอก ทุ่มเทมันสมองวางค่ายกลทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพจนเป็นรูปเป็นร่าง จะให้เขากล้ำกลืนเศษกระดูกรับสิทธิ์เพียงสองที่นั่งได้อย่างไร
“พวกท่านระแวงเกินกว่าเหตุ ข้าขอเอาหัวเป็นประกัน…”
“อัครเสนาบดีสวี วันนี้พวกเรามิได้มาฟังท่านพลิกลิ้น ต่อให้พ่นน้ำลายเป็นดอกไม้ก็ไร้ค่าหากปราศจากสัญญาลายลักษณ์อักษร ท่านต้องร่างสัตยาบัน และบังคับให้ผู้นำขั้วบุ๋นทุกหัวระแหงประทับตราเลือด ระบุชี้ชัดว่าฝ่ายบุ๋นจะครองสิทธิ์เพียงสองเก้าอี้เท่านั้น มิเช่นนั้นก็ยุติการเจรจา” อู๋ซู่ตัดบทฉับ ท่าทีแข็งกร้าวประดุจกำแพงเหล็ก
ใบหน้าสวีหมิงหล่างบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ เพลิงโทสะแผดเผาจนทะลักจุดเดือด เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างเกรี้ยวกราด “เรื่องพรรค์นี้มีธรรมเนียมร่างสัตยาบันตั้งแต่เมื่อใด ซ้ำยังริอ่านบังคับให้ผู้นำสายบุ๋นประทับตรา นี่มันเพ้อเจ้อสิ้นดี”
“เช่นนั้นก็ทางใครทางมัน” อู๋ซู่ผุดลุกขึ้นสะบัดหน้าจากไปทันที
มิใช่เพียงเขา บรรดาผู้นำสายบู๊ที่เหลือต่างผุดลุกขึ้น เดินเรียงแถวออกจากกระโจมไปทีละคน
จนท้ายสุดเหลือเพียงซุนเหมิงรั้งท้าย
สวีหมิงหล่างตื่นตะลึง คาดไม่ถึงว่าพวกห่ามเหล่านี้จะหักดิบเด็ดขาดปานนี้ เขาอุตส่าห์ยอมลดตัวลงไปก้มหัวขอขมา นับว่าให้เกียรติสูงสุดแล้วแท้ๆ “ท่านซุน นี่มัน…”
“ซุกหัวอยู่ใต้เขี้ยวเสือ จะไม่ให้ระแวดระวังเงาหัวตนเองได้อย่างไร อัครเสนาบดีสวี… หลายปีมานี้ท่านเหยียบย่ำขั้วขุนนางบู๊จนจมดินเพียงใด ท่านย่อมกระจ่างแก่ใจ บรรดาศักดิ์โหวสืบทอดของตระกูลอู๋ เก้าอี้เสนาบดีกรมกลาโหมของตระกูลหาน...
“ท่านจะให้พวกเราหลับตาเชื่อใจงูพิษเยี่ยงท่านได้อย่างไร สมรภูมิจำลองครานี้ ข้าทุ่มเทน้ำลายเกลี้ยกล่อมจนเลือดตาแทบกระเด็น ให้ทุกคนฝืนใจจับมือกับพวกท่านเพื่อแลกกับชิ้นเนื้อ แล้วบทสรุปที่ได้คือสิ่งใด”
ซุนเหมิงส่ายหน้าทอดถอนใจ ลุกขึ้นประสานมืออำลา “หมากกระดานนี้ หากอัครเสนาบดีสวีมิกล้าประทับตราสัตยาบัน เกรงว่าคงต้องคว่ำกระดานทิ้ง วันหน้าค่อยว่ากันใหม่เถิด”
เมื่อคำเตือนสติของจ้าวเสวียนจีเมื่อคืนลอยเข้ามาในหัว ซุนเหมิงจึงหันหลังสะบัดผ้าคลุมจากไปโดยไม่ลังเลแม้แต่ครึ่งก้าว
หากมีจังหวะตะครุบเก้าอี้แม่ทัพใหญ่ ขั้วบู๊ย่อมน้ำลายสอ ทว่านั่นต้องแลกมาด้วยหลักประกันว่าจะไม่ถูกหักหลังถีบลงเหว รอยแผลจาการงัดข้อหลายปีประทับตราไว้ชัดเจนว่า ในสมรภูมิเล่ห์เหลี่ยมการเมือง ขุนนางบู๊ไม่มีทางตามทันฝีปากและจิตใจอำมหิตของพวกบัณฑิตสวมหมวกสูงเหล่านี้
หากชวดตำแหน่งแม่ทัพ ซ้ำยังชักศึกเข้าบ้านเปิดทางให้ขั้วบุ๋นครอบงำทำเนียบเสนาธิการทหาร ตระกูลสายบู๊คงถึงกาลอวสาน ใครมันจะโง่เอาอนาคตสายเลือดมาสังเวย
ทอดมองแผ่นหลังซุนเหมิงที่เลือนหาย ใบหน้าสวีหมิงหล่างบิดเบี้ยวเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวซีด
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เขากระทืบขั้วบู๊จมเขี้ยวได้อย่างหมดจด ไม่เคยพานพบการถูกลูบคมปานนี้มาก่อน
โดนหักหน้าพังกระดานถึงสองคราในวันเดียว สวีหมิงหล่างเลือดขึ้นหน้าจนแทบคลุ้มคลั่ง
สวะจิ้นซื่อขั้นเจ็ดปลายแถวสองตัว กลับบังอาจกระตุกหนวดเสือต่อหน้าพระพักตร์ ซ้ำยังยืนกรานหัวชนฝา บารมีอัครเสนาบดีของเขาถูกเอาไปโยนทิ้งให้สุนัขกินแล้วหรือ
ซ้ำร้ายตอนนี้ หมากทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพยังถูกคว่ำกระดานทิ้ง เขาเคียดแค้นจนแทบอยากชักกระบี่บั่นคอคนระบายโทสะ
“ข้าประมาทเพลิงแค้นที่พวกสวะบู๊มีต่อข้าเกินไปจริงๆ” เนิ่นนาน สวีหมิงหล่างจึงทอดถอนใจยาวอย่างอับจนหนทาง
‘เซียวเยี่ยน’ องค์หญิงแห่งราชสำนักเทียนหยวนเผ่าเป่ยหู ทอดน่องรับลมเย็นยะเยือกในค่ายพัก ท่าทีแสร้งทำเป็นตื่นตาตื่นใจกับสรรพสิ่งรอบกาย ประหนึ่งสาวบ้านนอกเพิ่งเคยเหยียบเมืองกรุง
ยามสบตาขุนนางต้าฉี ไม่ว่าจะยศต่ำตมหรือสูงส่ง นางจะหยุดยืนค้อมศีรษะ แสดงท่าทีเจียมเนื้อเจียมตัวราวกับข้ารับใช้
หากมีผู้ใดลดตัวลงมาเสวนาด้วย นางจะยกยอสรรเสริญความห้าวหาญของสายเลือดต้าฉีจนน้ำลายแตกฟอง พร่ำเพ้อว่าอัจฉริยะหนุ่มแห่งอาณาจักรฟ้าประทาน ชนเผ่าเร่ร่อนแดนเหนืออย่างพวกนางไม่มีวันเอื้อมถึง
บรรดาขุนนางต้าฉีเห็นคนเถื่อนศิโรราบหมอบกราบ ก็ลอยหน้าลอยตาด้วยความปีติยินดี ต่างแจกแจงรอยยิ้มอวดบารมี เพื่อโชว์ความใจกว้างแห่งชนชั้นสูง พวกมันถึงขั้นชักชวนเซียวเยี่ยนเข้ากระโจม ร่วมวงสุราพลางโอ้อวดศิลปวัฒนธรรมแผ่นดินใหญ่อย่างเมามัน
ทุกคราที่องค์หญิงเป่ยหูแสร้งเบิกตาโต โหยหาความศิวิไลซ์และสรรเสริญความยิ่งใหญ่ของต้าฉี พวกขุนนางโง่งมจะยิ่งฮึกเหิมจนเนื้อเต้น และเผลอคายข้อมูลวงในทางทหารออกมาระลอกแล้วระลอกเล่า
“สายเลือดชั้นสูงแดนใต้ที่เดินขวักไขว่เหล่านี้ หากนำไปประดาบกับนักรบเผ่าเรา หาเศษสวะที่คู่ควรได้ไม่ถึงหยิบมือ จะมีก็เพียงจ้าวหนิงผู้นั้นที่นับว่าโคตรอันตราย บัดนี้ข้าเริ่มกระจ่างแล้วว่า ความปราชัยที่เมืองไต้โจวหาใช่เรื่องอยุติธรรมอันใด”
เซียวเยี่ยนหรี่ตาเอ่ยเสียงแผ่ว “ทว่าแดนใต้มั่งคั่งล้นฟ้า อาณาจักรกว้างใหญ่ไพศาล ประชากรล้นหลาม ทรัพย์สินมหาศาล กำลังรบของแคว้นก็ยังประมาทไม่ได้แม้แต่น้อย”
เฒ่าคิ้วขาวที่เดินประกบหลังแค่นเสียงหยัน “ทว่าชาวฉีโปรดปรานการลอบกัด เลื่อยขาเก้าอี้กันเองจนเน่าเฟะถึงแก่น กองทัพย่อมกลวงโบ๋ ต่อให้มีภูเขาทองคำก็ไม่มีปัญญารักษาไว้ได้”
เซียวเยี่ยนเหยียดยิ้มเหี้ยมเกรียม “ขุมทรัพย์มหาศาลเหล่านี้ ท้ายที่สุดต้องตกเป็นของราชสำนักเทียนหยวนเรา”
.
“เป็นพระกรุณาธิคุณท่วมหัว บัดนี้เจ้าสวมยศขั้นหกรอง ทันทีที่ตบเท้าเข้าสู่กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ปู่ย่อมดันเก้าอี้ระดับหัวหน้าหน่วยให้เจ้าได้สบาย ถึงยามนั้นเจ้าก็กวัดแกว่งคมดาบได้อย่างไร้ข้อกังขา”
จ้าวเสวียนจีลูบคลำราชโองการลายพระหัตถ์พลางหัวเราะร่า ก่อนโยนคืนให้จ้าวหนิง โอรสสวรรค์เพียงประทับตราระดับขั้น ส่วนเก้าอี้ตำแหน่งใดนั้น ล้วนขึ้นอยู่กับอำนาจต่อรองและเส้นสายของแต่ละตระกูล ตราบใดที่บารมีไม่ล้นเกินยศก็ถือว่าลุล่วง
จ้าวเสวียนจียามนี้อารมณ์เบิกบานสุดขีด มิใช่เพียงหลานชายคว้าขั้นหกรอง ทว่าผลประทับตราเจรจาลับกับผู้นำสายบู๊เมื่อคืนยังออกดอกออกผลอย่างงดงาม
จ้าวหนิงขลุกอยู่ในกระโจมแม่ทัพใหญ่เนิ่นนาน สองปู่หลานวางหมากวางค่ายกลปกป้องรากฐานตระกูลอย่างรัดกุม
ล่วงเลยจนจันทราลอยเด่นกลางหาว จ้าวหนิงจึงก้าวพ้นกระโจม เขากลับถึงที่พัก ทว่ากลับหยุดชะงักอยู่หน้าม่านประตู แหงนหน้าทอดสายตามองทางช้างเผือกทอดยาวเหนือขุนเขาชางยวินที่ตระหง่านง้ำอย่างโดดเดี่ยว
สรรพสิ่งรอบกายเงียบงันปานสุสาน วาตะเหมันต์โชยปะทะใบหน้า เจือกลิ่นคาวเลือดจางๆ และความหนาวเหน็บ กระตุกปมความทรงจำสีเลือดที่ซุกซ่อนอยู่ก้นบึ้งวิญญาณ จ้าวหนิงทอดสายตามองทิวสนที่พลิ้วไหวในเงามืด ห้วงอดีตชาติไหลบ่า ความโดดเดี่ยวเดียวดายถาโถมกลืนกินหัวใจ
กาลเวลาไหลบ่าดั่งกระแสน้ำ จ้าวหนิงหวนระลึกถึงมหาสงครามล้างแผ่นดินที่จะปะทุขึ้นในอีกสามปี ภาพซากศพเกลื่อนกลาด ทะเลเลือดเจิ่งนองในอดีตชาติฉายชัดในโสตประสาท เสียงกีบม้าเหยียบย่ำ เสียงคมดาบฉีกกระชากเนื้อหนังดังกึกก้อง ชั่วขณะนั้น จิตวิญญาณพลุ่งพล่านจนแยกไม่ออกว่ากำลังยืนหยัดอยู่ในชาตินี้ หรือกำลังจมปลักอยู่ในนรกภูมิชาติก่อน
ชาวฉีโง่งมล้วนหลงทระนงว่าชาวหูเป็นเพียงเดรัจฉานเร่ร่อน ทว่าหารู้ไม่ว่า บนโลกนี้ไร้ซึ่งคนเถื่อนที่ดักดานตลอดกาล จ้าวหนิงซึ้งแก่ใจดี นักรบเดนตายที่ถูกบีบคั้นจากแดนทุรกันดาร หากถูกอัดฉีดด้วยภูมิปัญญาและยุทธวิธี และถูกหล่อหลอมโดยจอมราชันย์ผู้เป็นดั่งฝันร้ายแห่งยุค พลังทำลายล้างที่จะปะทุออกมานั้น… สยดสยองเพียงใด
สวะรอบกายย่อมมืดบอด ทว่าจ้าวหนิงเบิกเนตรเห็นแจ้ง ก่อนที่ทัพหมาป่าจะบดขยี้ต้าฉีจนแหลกเหลว แผนที่เลือดที่พวกมันใช้เวลาทศวรรษกวาดล้าง หาได้หยุดอยู่แค่แดนส่วนกลางจงหยวน
พวกมันกรีธาทัพทะลวงทะลุแดนประจิม ย่ำยีซีอวี้จนราบเป็นหน้ากลอง ขยายคมดาบออกไปไกลนับหมื่นลี้ พิชิตแคว้นน้อยใหญ่จนราบคาบ หลายแว่นแคว้นเป็นเพียงชื่อที่ชาวฉีไม่เคยแม้แต่จะสดับฟัง
เส้นทางสายเลือดที่เกือกม้าเป่ยหูบดขยี้ ไกลโพ้นเกินกว่าสมองกลวงๆ ของบัณฑิตต้าฉีจะจินตนาการถึง
จารึกประวัติศาสตร์ไม่เคยมีจักรวรรดิใดแผ่ขยายอาณาเขตและความอำมหิตได้ครอบคลุมถึงเพียงนี้
หากราชสำนักเทียนหยวนคือมัจจุราชที่สยบขุนศึกทุ่งหญ้า จักรวรรดิเทียนหยวนก็คืออเวจีของกษัตริย์ทุกอาณาจักรบนผืนโลก
กษัตริย์แดนประจิมที่ถูกบดขยี้จนสิ้นชาติ ต่างศิโรราบและมอบสมญานามอันสยดสยองแก่ข่านแห่งเทียนหยวนว่า… ‘ทัณฑ์แส้แห่งสวรรค์’
จ้าวหนิงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
กลองรบระหว่างเป่ยหูกับต้าฉีจะลั่นขึ้นในอีกสามปี ทว่าการลับมีดของทัพหมาป่าได้ดำเนินมาเนิ่นนานแล้ว
นับแต่วินาทีที่สยบทุ่งหญ้า ประมุขเป่ยหูรู้แก่ใจว่า ท้ายที่สุดต้องเคลื่อนทัพทะลวงจงหยวน สงครามดับชาติคือเส้นทางที่เลี่ยงไม่ได้ และมันได้วางค่ายกลซุ่มเขี้ยวเล็บมาตลอดทั้งวันทั้งคืน
ทุกคราที่ย้อนนึกถึงความบัดซบในชาติก่อน ก่อนสงครามประทุ แม่ทัพพิทักษ์ชายแดนถูกบั่นคอไปกี่ศพ คลังเสบียงถูกเผาวอดไปกี่แห่ง ยามทัพเป่ยหูกระทืบด่านเข้ามา พวกมันอ่านขุมกำลังและเส้นทางเดินทัพของต้าฉีทะลุปรุโปร่งปานมองฝ่ามือ ยามทหารนับล้านล้อมกำแพงเยี่ยนผิง มีไส้ศึกระดับยอดฝีมือลุกฮือก่อกบฏ เปิดประตูเมืองต้อนรับศัตรูกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า… เพียงหลับตา ภาพหายนะเหล่านี้ก็กลืนกินท้องฟ้าจนมืดมิดไร้แสงตะวัน
การล่วงรู้อนาคตคือประกาศิตสวรรค์ ทว่าก็เป็นคำสาปมรณะเช่นกัน
ในฐานะผู้หวนคืนเพียงหนึ่งเดียว เขาตระหนักว่าวาระสิ้นแคว้นจ่อรดคอหอย รู้ซึ้งว่าการช่วงชิงอำนาจ เลื่อยขาเก้าอี้กันเองของปรสิตชนชั้นสูง กำลังสูบเลือดจักรวรรดิให้เน่าตายจากภายใน
เขากระจ่างแจ้งว่า ท่ามกลางพายุการเมือง ระบบป้องกันและค่ายกลต้านศึกของต้าฉี เต็มไปด้วยรอยรั่วพรุนปานรังผึ้ง
ทว่าเขากลับไม่อาจแหกปากป่าวประกาศ เพื่อพลิกวิกฤตินี้ได้ด้วยตัวคนเดียว
สามปี… จ้าวหนิงมีลมหายใจเหลือเพียงสามปี
ภายใต้สภาวะสิ้นหวังนี้ เขาต้องทำเช่นไรเพื่อพลิกคว่ำกระดานอำนาจ บีบต้าฉีให้หลอมรวมเป็นคมดาบต้านทานทัพหมาป่า และฉีกกระชากประวัติศาสตร์สีเลือดไม่ให้ซ้ำรอย
จ้าวหนิงไร้ซึ่งความง่วงงุน เขาละทิ้งกระโจม ทอดก้าวไปตามลำพังท่ามกลางเงาสลัว
บัดนี้เขามีเพียงหมากตระกูลจ้าวให้สับเปลี่ยน ทว่ายอดฝีมือเกินครึ่งล้วนตรึงกำลังอยู่ด่านเยี่ยนเหมินกวน ซ้ำร้ายสภาวะของตระกูลในเมืองหลวงก็ย่ำแย่เข้าขั้นวิกฤติ
ประทับตราขั้นหกรอง ถือเป็นใบเบิกทางให้เขาทะลวงเข้ากองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองเพื่อกวัดแกว่งคมดาบ นี่คือแสงสว่างเดียวของเขา
เขาต้องคว้านคอไส้ศึกและเขี้ยวเล็บเป่ยหูที่เร้นกายในเมืองเยี่ยนผิง ลากยาวไปจนถึงชายแดนเหนือออกมาทีละตัว ต้องถอนรากถอนโคน กระชากลากไส้เครือข่ายใต้ดินให้แหลกเหลว สับสังหารไม่ให้เหลือซาก บดขยี้กลุ่มอำนาจกบฏทุกขั้วที่พวกมันสมคบคิดหรือซื้อตัวไว้
จะปราบศึกนอกต้องกวาดล้างศึกใน การควักลูกตาและบั่นหูของเป่ยหูในต้าฉีให้สิ้นซาก คือหนทางเดียวที่ทำให้ศัตรูตาบอดหนวกหู ตัดขาดสายใยไส้ศึก จากนั้นจึงใช้ดาบคว้านเนื้อเน่าในต้าฉีทิ้งทีละก้อน สับหัวพวกสวะทำลายชาติให้เหี้ยน เพื่อมิให้ราชสำนักต้องสูญเสียปราณแท้ไปกับการเลื่อยขาเก้าอี้ บังคับให้ทุกขั้วอำนาจหลอมรวมเป็นคมดาบเดียว ยามไฟสงครามปะทุ ต้าฉีจึงจะมีแสงสว่างแห่งการอยู่รอด
แม้สมองจะหนักอึ้งด้วยภารกิจนับหมื่นประการ และหนทางเบื้องหน้าย่อมอาบด้วยเลือดดุจปีนป่ายภูเขาดาบ
ทว่าในฐานะผู้สืบทอดสายเลือดบู๊อันดับหนึ่งแห่งต้าฉี จ้าวหนิงไร้ซึ่งทางถอย เขาต้องพุ่งทะยานฝ่าห่าธนู ต้องเหยียบย่างเข้าประจัญบานกับทรราชผู้แข็งแกร่งที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ ผู้ซึ่งอดีตไม่เคยมี และอนาคตจะไม่มีผู้ใดทัดเทียม
เขามั่นใจ ว่ากระดานนี้เขาต้องเป็นผู้พลิกคว่ำมันด้วยมือตนเอง
(หมายเหตุผู้แต่ง: เค้าโครงแห่งหายนะ ศึกในศึกนอก การแก่งแย่งชิงดี ได้ถูกปูพื้นฐานจนกระจ่างแจ้งแล้ว ตั้งแต่บทหน้าเป็นต้นไป จะเข้าสู่โหมดการล้างเลือดอย่างแท้จริง)