ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 58 สหายร่วมราชการ
ทันทีที่จ้าวหนิงก้าวล่วงเข้าสู่โถงบัญชาการลาดตระเวนเมือง ภายในมีบุรุษสองนายรั้งรออยู่ก่อนแล้ว ล้วนเป็นใบหน้าที่คุ้นตา พวกเขาคือ ‘จงฉี’ อีกสองนายประจำกองบัญชาการ
จ้าวหนิงประสานมือคารวะผู้บัญชาการสือชงซึ่งนั่งตระหง่านอยู่บนตำแหน่งประธาน อีกฝ่ายปรายตามองผู้มาเยือน น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระชับ “สถานการณ์เร่งด่วน ในเมื่อมากันพร้อมหน้า ก็เข้าเรื่องกันเลย”
สิ้นคำ เขาก็พยักพเยิดหน้าไปยังจงฉีผู้หนึ่ง “จงฉีอู๋ เจ้าชี้แจงสถานการณ์ให้กระจ่าง”
จงฉีแซ่อู๋ผู้นี้มีนามว่า อู๋เซ่าเชิน ทายาทสายรองที่เกิดจากอนุภรรยาของผู้นำตระกูลอู๋แห่งสายขุนนางบู๊ มีศักดิ์เป็นพี่ชายต่างมารดาของอู๋จวิ้น อายุมากกว่าจ้าวหนิงสองปี และเหยียบย่างเข้าสู่เส้นทางราชการก่อนหน้าเขาสองปีเช่นกัน
ท่ามกลางขุนนางในโถง จ้าวหนิงอายุน้อยที่สุด ส่วนสือชงล่วงเข้าสู่วัยสี่สิบ ทว่ากลับครอบครองพลังบำเพ็ญถึงระดับวิญญาณต้นกำเนิด
อู๋เซ่าเชินปรายตามองจ้าวหนิงด้วยหางตา ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ยามซานเมื่อคืน ลานหน้าหอเฟยเสวี่ยในย่านผิงคังเกิดเหตุสังหารหมู่ ผู้บาดเจ็บและล้มตายเกือบสิบชีวิต นอกจากซากศพทั้งหมดจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว ยังปรากฏร่องรอยของยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดที่ไร้ประวัติในสารบบทางการ”
“เมื่อคืนข้าเข้าเวรยาม ทันทีที่ได้ยินความเคลื่อนไหวก็เร่งนำกำลังรุดไปที่นั่น นับว่ายังไปถึงก่อนพวกสุนัขรับใช้ของจวนเจ้าเมืองเยี่ยนผิง จึงฉวยสิทธิ์คุมคดีนี้มาอยู่ในมือกองบัญชาการเราได้สำเร็จ พยานแวดล้อมทั้งหมดถูกคุมตัวกลับมาสอบสวนแล้ว”
“หลังจากการรีดเค้นสอบปากคำตลอดทั้งคืน บัดนี้ได้ข้อสรุปเบื้องต้น คดีนองเลือดนี้เกิดจากการห้ำหั่นของกลุ่มอันธพาลข้างถนน นั่นเท่ากับว่า ภายใต้เขตแดนเมืองหลวงที่กองบัญชาการเราดูแลคุ้มครอง กลับมีขุมกำลังใต้ดินที่ซุกซ่อนยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดเอาไว้”
เอ่ยถึงตรงนี้ อู๋เซ่าเชินก็หุบปากลง สิ่งที่สมควรรายงาน คงถูกถ่ายทอดออกไปจนสิ้นแล้ว
ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดล้วนเป็นตัวตนที่ทรงพลานุภาพ หากปรากฏผู้เร้นกายที่ทางการไม่อาจตรวจสอบได้แม้แต่คนเดียว ย่อมต้องระดมกำลังพลิกแผ่นดินสืบสวน ในอดีตฟ่านจงหมิงยังขยาด ไม่กล้าใช้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับนี้ของเป่ยหูลงมือกับจ้าวหนิงกลางเมืองไต้โจว นับประสาอันใดกับเมืองหลวงอันเป็นศูนย์กลางอำนาจเบื้องพระยุคลบาทโอรสสวรรค์
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการที่ยอดฝีมือผู้นั้นบังอาจลงมืออุกอาจกลางย่านชุมชน ก่อคดีสะเทือนขวัญทิ้งซากศพไว้เกลื่อนกลาดถึงสิบกว่าชีวิตเช่นนี้
จ้าวหนิงกระจ่างแจ้งในใจ นี่คือความบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรงของกองบัญชาการลาดตระเวนเมือง มิน่าเล่าสีหน้าของสือชงจึงดำทะมึน ยามนี้อีกฝ่ายคงร้อนรุ่มประดุจนั่งอยู่บนกองเพลิง หากลากคอคนร้ายมาดับไฟไม่ได้ โทษปลดจากตำแหน่งและริบบรรดาศักดิ์คืนคงถือเป็นความปรานีขั้นสุดแล้ว
ด้วยความทรงจำจากอดีตชาติ จ้าวหนิงหามีความประหลาดใจอันใดที่เมืองเยี่ยนผิงจะปรากฏยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดไร้สังกัด ทว่านาม ‘หอเฟยเสวี่ย’ ต่างหากที่กระชากความสนใจของเขาไปจนสิ้น
ในมหาสงครามป้องกันเมืองเยี่ยนผิงชาติก่อน แม้ฮ่องเต้จะอพยพผู้คนล่วงหน้าสู่เมืองหลวงแห่งใหม่ ทว่าเมืองเยี่ยนผิงในฐานะปราการเหล็กที่ยืนหยัดมานับร้อยปี กองทัพหลวงยังคงใช้ที่นี่เป็นศูนย์กลางตั้งรับ หวังบดขยี้ทัพใหญ่เป่ยหูให้พินาศมากที่สุด
ทว่าผลลัพธ์กลับพลิกผัน ยามทัพม้าเป่ยหูประชิดกำแพงเมืองและโหมกระหน่ำโจมตีราวพายุคลั่ง กองทัพหลวงกลับยืนหยัดต้านทานไว้ได้ไม่ถึงสิบวัน
สาเหตุชี้ชะตา คือในยามที่ทัพรักษาเมืองกรำศึกอาบเลือดติดต่อกันจนเรี่ยวแรงเหือดหาย ในคืนวันที่เก้า จู่ๆ ขุมกำลังผู้บำเพ็ญเพียรระดับหัวกะทิกลุ่มใหญ่กลับปรากฏตัวขึ้นกลางเมืองหลวง ลอบแทงข้างหลังแนวป้องกัน สังหารทหารรักษาเมือง และเปิดประตูปราการให้ทัพเป่ยหูบุกทะลวงเข้ามากวาดล้างได้อย่างเหิมเกริม
ยามกองทัพใหญ่ตั้งค่ายรักษาเมือง เป้าหมายหลักที่ต้องจับตาห้ามคลาดสายตาหาใช่เพียงศัตรูนอกด่าน ทว่ารวมถึงบรรดาตระกูลใหญ่และคหบดีมั่งคั่งในเมือง เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ป้องกันไส้ศึกสมคบคิด ดังนั้นในยามสงคราม มาตรการเฝ้าระวังภายในเมืองย่อมเข้มงวดรัดกุมถึงขีดสุด
ทว่าภายใต้ตาข่ายฟ้าดินที่แน่นหนา สุนัขรับใช้เป่ยหูที่ฝังรากลึกในเมืองเยี่ยนผิง กลับยังสามารถฉีกกระชากแนวป้องกัน เปิดทางให้ทัพใหญ่เหยียบย่ำเข้ามาได้อย่างราบรื่น
ย่อมจินตนาการได้ว่า ขุมกำลังอำมหิตกลุ่มนี้แกร่งกร้าวเพียงใด และการซุ่มซ่อนวางหมากเตรียมการของพวกมัน ลึกล้ำแยบยลจนน่าสะพรึงกลัวสักแค่ไหน
จ้าวหนิงเคยอาบเลือดในศึกชี้ชะตาครั้งนั้น เขาย่อมรู้พิกัดที่พวกไส้ศึกเป่ยหูทะลวงฝ่าออกมาอย่างคร่าวๆ
หลังฝ่าวงล้อมนรกถอยร่นสู่เขตปลอดภัย ยามที่เขาร่วมชำแหละบทเรียนสงครามกับกองทัพหลวง รวบรวมเบาะแสจากขุนพลที่รอดชีวิต พิกัดจุดซ่อนตัวหลักๆ ของผู้บำเพ็ญเพียรเป่ยหู ล้วนถูกระบุไว้อย่างแม่นยำ
‘หอเฟยเสวี่ย’ คือหนึ่งในฐานที่มั่นเหล่านั้น
เรื่องไส้ศึกเป่ยหูในเมืองเยี่ยนผิง จ้าวหนิงกุมความลับไว้เต็มกำมือ ทว่าการจะรีดเร้นผลประโยชน์จากความทรงจำเหล่านี้ให้คุ้มค่า กลับไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก
ผู้บำเพ็ญเพียรเป่ยหูเหล่านั้นเปิดเผยตัวในอีกสามปีให้หลัง ใครจะล่วงรู้เล่าว่า ณ เวลานี้ พวกมันซุกซ่อนตัวอยู่ในสภาพใด
อีกทั้งในอดีต ไส้ศึกเป่ยหูระดมกำลังบุกทะลวงพร้อมกัน จุดปรากฏตัวจึงมีเพียงไม่กี่แห่ง ต่อให้จ้าวหนิงชักนำขุมกำลังตระกูลไปบดขยี้สถานที่เหล่านั้นในตอนนี้ ผลลัพธ์ย่อมสูญเปล่า
ต่อให้วินาทีนี้ สถานที่เหล่านั้นจะมียอดฝีมือเป่ยหูซ่อนเร้นอยู่จริง แต่การที่พวกมันกล้ากบดานใต้จมูกโอรสสวรรค์ ย่อมต้องขุดทางหนีทีไล่ไว้พร้อมสรรพ
หากพวกมันมีอุโมงค์ลับ เพียงแค่กระบี่แรกเริ่มร่ายรำ พวกมันย่อมมุดดินหลบหนี แล้วเร้นกายกลืนไปกับฝูงชนบนท้องถนน ด้วยรูปลักษณ์ชาวเป่ยหูที่แทบไม่ต่างจากชาวฉีแดนอุดร ย่อมไม่มีทางแยกแยะออก เพียงแปลงโฉมเล็กน้อย ต่อให้เป็นตัวเซียวเยี่ยนเองก็สามารถมลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
การขยับตัวบุ่มบ่ามย่อมเท่ากับแหวกหญ้าให้งูตื่น ไม่มีทางบรรลุเจตนารมณ์ที่จ้าวหนิงตั้งเป้าไว้
เขามีหมากในใจอยู่แล้ว
ในกระดานกวาดล้างไส้ศึกเป่ยหู ศัตรูที่เขาต้องบดขยี้ หาได้มีเพียงแค่สุนัขรับใช้ของเซียวเยี่ยนเท่านั้น
ทว่าการได้ยินข่าวคดีเลือดระดับวิญญาณต้นกำเนิดใกล้หอเฟยเสวี่ยในเวลานี้ ก็กระตุกความสนใจของจ้าวหนิงได้ไม่น้อย บางที การยืมคดีฆาตกรรมนี้เป็นข้ออ้างเปิดฉาก อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่งดงามที่สุด
“สำหรับกองบัญชาการเราแล้ว คดีเลือดครั้งนี้เปรียบดั่งดาบประหารที่จ่อคอหอย หากไม่อาจคลี่คลายและลากคอฆาตกรวิญญาณต้นกำเนิดมาสับสังหารได้โดยเร็ว พวกเราทุกคนต้องเตรียมตัวรับทัณฑ์อาญาจากราชสำนัก”
“แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาส อย่าเพิ่งเอ่ยถึงความบาดหมางที่พวกเราฟาดฟันแย่งชิงอำนาจกับจวนเจ้าเมืองมาตลอดหลายปี บัดนี้ศึกสายเลือดระหว่างขุนนางบุ๋นและบู๊ในราชสำนักก็เดือดพล่านดั่งน้ำกับไฟ หากพวกเราพลิกคดีนี้ได้สำเร็จ ก็จะสามารถเหยียบหัวจวนเจ้าเมืองขึ้นไป ตบหน้าสั่งสอนความโอหังของพวกบัณฑิตให้จดจำ และยังเป็นการทวงคืนความยิ่งใหญ่ให้ตระกูลขุนนางบู๊”
“และหากฝ่าบาททรงพอพระทัยกับผลงาน ทุกคนในที่นี้ย่อมได้เสวยสุขกันถ้วนหน้า”
ผู้บัญชาการสือชงปลุกปั่นกำลังใจ ก่อนจะทอดสายตากราดมองทุกคน “หน้าที่ในตอนนี้แบ่งเป็นสองทิศทาง หนึ่งคือส่งคนไปสืบสวนหอเฟยเสวี่ย ขุดรากถอนโคนต้นเหตุการเข่นฆ่า แล้วค่อยสาวรอยตามไป สองคือปูพรมค้นรังพวกอันธพาลทั่วเมือง เพื่อควานหาเบาะแสที่หลงเหลือ”
เอ่ยถึงตรงนี้ สายตาของสือชงก็สลับไปมาระหว่างจ้าวหนิงและอู๋เซ่าเชิน “ส่วนผู้ที่จะไปหอเฟยเสวี่ย… จงฉีจ้าว…”
“ใต้เท้า ข้าขอรับคำสั่งไปหอเฟยเสวี่ยเองขอรับ” อู๋เซ่าเชินชิงตัดบทเสียงแข็ง “ข้าเคยไปเยือนที่นั่นมาแล้ว ย่อมคุ้นชินเส้นทาง หากให้ข้าไปลงดาบซ้ำ ย่อมต้องรีดเค้นความจริงกลับมาได้แน่”
แม้แต่คนโง่งมก็ตระหนักดีว่า การมุ่งหน้าสู่จุดเกิดเหตุย่อมคว้าเบาะแสได้มากกว่า ทั้งพยานบุคคลและวัตถุล้วนกองรวมกันอยู่ที่นั่น
อีกประการหนึ่ง การสังหารหมู่เกิดขึ้นในย่านผิงคัง แหล่งเริงรมย์ซุกซ่อนขุมทองของเหล่าเศรษฐี ย่อมมีผลประโยชน์มหาศาลให้กอบโกย เพียงแค่หอเฟยเสวี่ยแห่งเดียว ก็มากพอจะทำให้อู๋เซ่าเชินรีดไถเงินทองจนพุงกาง
มิเช่นนั้น หากกองบัญชาการอ้างราชกิจสืบคดี แล้วสั่งปิดถนนสักสิบวันครึ่งเดือน หรือดึงดันจะค้นทุกซอกมุมในหอเฟยเสวี่ยอย่างเอิกเกริก กิจการค้าขายเหล่านั้นจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร
ส่วนการปูพรมค้นหากลุ่มอันธพาลข้างถนน เพื่อเค้นหาเบาะแสยอดฝีมือวิญญาณต้นกำเนิด ย่อมไม่ต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทร พวกมันจะรู้เรื่องหรือไม่คือประการหนึ่ง แต่จะยอมคายความจริงหรือไม่ นั่นคืออีกประการหนึ่ง
ผู้บัญชาการสือชงทอดสายตามองจ้าวหนิง เอ่ยถามคล้ายใส่ใจ “จงฉีจ้าวมีความเห็นเช่นไร”
เมื่ออู๋เซ่าเชินเห็นว่าก่อนตัดสินใจ สือชงเอาแต่ถามไถ่ความเห็นของขุนนางหน้าใหม่ที่ไร้ประสบการณ์คดี ความริษยาก็ปะทุขึ้นในอก
เขาปรายตามองจ้าวหนิงด้วยแววตาหยิ่งผยองของผู้อาวุโส เอ่ยเตือนเสียงหยัน “จงฉีจ้าวเพิ่งมารับตำแหน่ง เรื่องเขียนฎีกาได้หรือไม่คงต้องพิสูจน์ แต่เล่ห์เหลี่ยมสืบคดีนั้นลึกล้ำนัก เจ้าอย่าได้อวดฉลาดไปเลยจะดีกว่า”
จ้าวหนิงปรายตามองอู๋เซ่าเชิน แค่นเสียงหัวเราะเยาะหยันทางจมูกอย่างไม่ไว้หน้า “รอให้จงฉีอู๋ไขคดีให้กระจ่างก่อนเถิด แล้วค่อยมาพ่นน้ำลายโอ้อวดก็ยังไม่สาย”
เขาหันประสานมือต่อสือชง “ใต้เท้า โปรดอนุมัติตามคำขอของจงฉีอู๋เถิด ข้าจะไปถลกหนังพวกกลุ่มอันธพาลเอง”
จ้าวหนิงตระหนักดีว่าการบุกหอเฟยเสวี่ยในยามนี้ย่อมคว้าน้ำเหลว ซ้ำเขายังรู้ซึ้งกว่าใครว่าพิกัดใดจึงจะเกื้อหนุนกระดานหมากของเขา… หมากที่มิได้หยุดอยู่เพียงแค่การไขคดีฆาตกรรม
ทีแรกอู๋เซ่าเชินโกรธจนหน้าดำหน้าแดง เตรียมอ้าปากตวาดด่าจ้าวหนิงว่าไร้สัมมาคารวะ ทว่าเมื่อได้ยินประโยคหลัง เขากลับชะงักงัน สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา สุดท้ายก็จำต้องกลืนถ้อยคำผรุสวาทลงคอ
สือชงรอดูท่าทีอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นอู๋เซ่าเชินหุบปากสนิท เขาจึงกระแทกกำปั้นลงบนโต๊ะ “ถ้าเช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ แยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่”
กล่าวจบ เขาเพิ่งฉุกคิดได้ว่ายังมีจงฉีอีกนายไร้บทบาท จึงหันไปสั่งการจงฉีที่เอาแต่นั่งเงียบเป็นเป่าสากมาตั้งแต่ต้น “จงฉีจาง เจ้าก็ไปสมทบสืบสวนพวกอันธพาลด้วย”
คนผู้นั้นเพียงครางรับในลำคออย่างไร้อารมณ์
จงฉีทั้งสามหยัดกายลุกประสานมืออำลา ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู อู๋เซ่าเชินก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ ปรายตามองจ้าวหนิง “จงฉีจ้าวอายุยังน้อย แต่กลับรู้จักเจียมกะลาหัวดีนัก ไม่ต้องเดาว่าต่อให้เจ้าดึงดันจะไปหอเฟยเสวี่ย ผู้บัญชาการจะยอมตามใจหรือไม่ การที่เจ้ารู้สันดานตัวเองว่าไร้ปัญญาไขคดี แล้วไม่มาทำตัวเกะกะขวางทางข้า ก็นับว่าฉลาดพอตัว”
จ้าวหนิงรู้ดีว่าตระกูลอู๋ถูกปลดเปลื้องบรรดาศักดิ์ ย่อมขี้ขลาดเกินกว่าจะไปฟาดฟันกับขุนนางบุ๋น จึงระบายความแค้นทั้งหมดลงที่ตระกูลจ้าว การที่ลูกหลานตระกูลอู๋อย่างอู๋เซ่าเชินจะตั้งตนเป็นศัตรูกับเขาย่อมสมเหตุสมผล ทว่าการกร่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเช่นนี้ รังแต่จะทำให้เขานึกรำคาญ
“หากจงฉีอู๋ถูกคนเลาะฟันร่วงหมดปากที่หอเฟยเสวี่ย ขากลับก็อย่าลืมมาขอโอสถสมานแผลจากข้าล่ะ สุนัขเฝ้าประตูที่จวนข้ามันตาฝ้าฟาง มักวิ่งชนธรณีประตูจนฟันร่วงบ่อยครั้ง ข้าจึงเชี่ยวชาญการปฐมพยาบาลบาดแผลพรรค์นี้เป็นพิเศษ” จ้าวหนิงสวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เจ้า… เจ้ากล้าด่าว่าข้าเป็นหมางั้นรึ”
อู๋เซ่าเชินชี้หน้าจ้าวหนิง โกรธจนเส้นเลือดปูดโปนเตรียมถกแขนเสื้อพุ่งเข้าใส่ ตะคอกลั่น “เจ้าลองพ่นออกมาอีกคำสิ”
ด้วยพลังบำเพ็ญระดับคุมปราณขั้นปลาย เขาย่อมมั่นใจในความแข็งแกร่งของตน
จ้าวหนิงปรายตามองอีกฝ่ายด้วยสายตาเหยียดหยามสุดจะทน “หากเจ้ารีบร้อนต้องการโอสถวิเศษ ข้าก็พอจะเจียดส่วนของสุนัขเฝ้าประตูประจำวันนี้ให้เจ้าก่อนได้”
กล่าวจบ เขาก็เบ้ปากรังเกียจ “หากเจ้าทำเป็นแค่เห่าหอน ทว่าไร้ความกล้าจะขย้ำคอข้า ก็ไสหัวไปให้พ้นหน้า พึงจำไว้ สุนัขชั้นดีย่อมไม่ขวางทางคน”
“เจ้า…”
มองแผ่นหลังของจ้าวหนิงที่เดินเชิดหน้าจากไป นัยน์ตาของอู๋เซ่าเชินวูบไหวด้วยจิตสังหารรุนแรง เค้นเสียงลอดไรฟันอาฆาต “จ้าวหนิง อย่าได้หลงลืมไปว่าเจ้าเป็นแค่ระดับคุมปราณขั้นกลาง จงระวังหัวกะโหลกเจ้าเอาไว้ให้ดี ระวังมันจะหลุดจากบ่าไม่รู้ตัว”
ทว่าเงาร่างของจ้าวหนิงอันตรธานหายลับไปหลังประตูทรงจันทร์เสียแล้ว ไม่รู้ว่าถ้อยคำอาฆาตมาดร้ายนั้นจะลอยเข้าหูหรือไม่
“เป็นอย่างไร ผู้บัญชาการสือลอบแทงหลังเจ้าหรือไม่”
ทันทีที่จ้าวหนิงก้าวข้ามธรณีประตู เว่ยอู๋เซี่ยนก็ชะเง้อคอถามไถ่อย่างร้อนรน
“เจ้าเป็นคนบอกเองมิใช่รึ ว่ามันซ่อนดาบในรอยยิ้ม แล้วมันจะลดตัวมาหั่นเนื้อข้าซึ่งๆ หน้าได้อย่างไร มันเพียงแสร้งยกย่องข้าต่อหน้าผู้อื่น เพื่อยั่วโทสะให้อู๋เซ่าเชินผูกใจเจ็บก็เท่านั้น”
จ้าวหนิงทรุดกายนั่งลง ถ่ายทอดสถานการณ์คดีฆาตกรรมให้เว่ยอู๋เซี่ยนฟังสังเขป พร้อมสั่งการให้อีกฝ่ายเตรียมอาวุธออกเดินทาง
เมื่อเอ่ยถึงสือชง เขาเน้นย้ำถึงกลอุบายที่อีกฝ่ายแสร้งเมินเฉยผู้อื่น ทว่าเจาะจงถามความเห็นเขาก่อนเสมอ และยามที่เขาเปิดศึกน้ำลายกับอู๋เซ่าเชิน สือชงกลับจงใจรูดซิปปาก ปล่อยให้พวกเขาสาดโคลนใส่กันจนหนำใจ
“ผู้บัญชาการจะทำเช่นนั้นไปเพื่อเหตุใด เจ้ามองออกหรือไม่” นัยน์ตาของเว่ยอู๋เซี่ยนวูบไหว สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
จ้าวหนิงหัวเราะหยัน “ข้าคือทายาทสายตรงเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลจ้าว เสาหลักอันดับหนึ่งแห่งสายขุนนางบู๊ ผู้คว้าชัยเหนือลานประลองเทศกาลล่าสัตว์ ซ้ำยังเป็นขุนนางขั้นหกชั้นรองที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้งด้วยพระหัตถ์ เมื่อตัวตนเช่นข้าเหยียบย่างเข้ากองบัญชาการลาดตระเวนเมือง สือชงจะปราศจากความหวาดระแวงได้อย่างไร? การเสี้ยมให้ข้ากับอู๋เซ่าเชินขย้ำคอกันเอง เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ข้ารวบอำนาจบรรดาจงฉีมาเป็นฐานกำลัง… แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงเล่ห์เหลี่ยมชั้นต่ำของพวกคุมอำนาจที่เห็นได้เกลื่อนกลาดเท่านั้นล่ะ”