ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 64 ข้าจะออกหน้าเอง (ตอนกลาง)
สิ้นวาจาของจ้าวหนิง อย่าว่าแต่สือชงและอู๋เซ่าเชินที่ตื่นตะลึง กระทั่งจางจงฉีที่นั่งเงียบเชียบดุจไร้ตัวตน ยังต้องตวัดสายตามองมาด้วยความประหลาดใจ
อู๋เซ่าเชินแค่นเสียงเย้ยหยันทันควัน “ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงเหยียบหัวกองบัญชาการของพวกเรามาเนิ่นนานเท่าใด คดีใหญ่โตหรือผลประโยชน์อู้ฟู่ล้วนถูกพวกมันฮุบไปสิ้น ไม่เคยมีผู้ใดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเรื่องนี้ได้ เจ้าเป็นเพียงจงฉีระดับหกขั้นรอง…”
ยังไม่ทันสิ้นประโยค สือชงพลันยกมือปราม นัยน์ตาจ้องเขม็งไปยังจ้าวหนิง “จ้าวจงฉีมีหนทางรั้งคดีนี้ไว้ ไม่ให้พวกมันฉกชิงไปได้จริงๆ หรือ”
ในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง วาจาของอู๋เซ่าเชินที่ว่าพวกเขาถูกขี่คอข่มเหง แม้เป็นสัจธรรม ทว่าทุกถ้อยคำกลับกรีดลึกดุจคมดาบ ทิ่มแทงศักดิ์ศรีของคนเป็นหัวหน้าจนยับเยิน
วันนี้ลูกน้องโดนคนของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงซ้อมปางตาย ซมซานกลับมาร้องทุกข์ หวังพึ่งบารมีเขาให้ไปทวงแค้นกู้หน้า แม้สือชงจะสั่งลั่นกลองรวมพล ทำทีขึงขังราวจะไปเปิดศึกแตกหัก ทว่าก้นบึ้งหัวใจย่อมรู้แจ้ง ต่อให้บุกไปถึงถิ่นศัตรู เต็มที่ก็แค่ยืนเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดง หาได้สร้างความสั่นสะเทือนอันใดไม่ หนำซ้ำอาจโดนหยามเกียรติหนักกว่าเดิม ท้ายที่สุดคดีหอเฟยเสวี่ยก็ต้องหลุดลอยไปอยู่ดี
สือชงฝังรากอยู่ในกองบัญชาการมานานปี ย่อมตระหนักถึงช่องว่างขุมกำลังที่ห่างชั้นกันดุจฟ้ากับเหวเป็นอย่างดี
หลายปีที่ผ่านมา กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองไร้ผลงานประจักษ์ ไม่เคยจับคดีใหญ่เป็นชิ้นเป็นอัน งบประมาณจากราชสำนักจึงถูกลิดรอนหดหาย กระทั่งสีกำแพงจวนหลุดร่อน ยังไร้เศษเงินกองกลางมาบูรณะ
หาใช่เมืองหลวงไร้คดีความ ทว่าเมื่อใดที่มีคดีใหญ่หรือมีผลประโยชน์ก้อนโตแอบแฝง ไม่ว่าจุดเริ่มต้นจะอยู่ในมือใคร ท้ายที่สุดย่อมถูกที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงปล้นชิงไปจนเกลี้ยง กระทั่งตำแหน่ง ‘ผู้ตรวจทัพ’ ในกองทัพยังไม่อาจต้านทานกระแสลม แล้วจะเอาบารมีใดมาหนุนหลังกองบัญชาการเล่า ในยุคบ้านเมืองสงบสุข ขุนนางบู๊ไร้ศึกให้สร้างความดีความชอบ ย่อมถูกลดทอนอำนาจลงจนต่ำเตี้ยติดดิน แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปงัดข้อกับขุนนางบุ๋น
วิกฤตจงฉีถูกคนของฝ่ายบุ๋นล้อมกระทืบเยี่ยงนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อน นับเป็นการลูบคมถึงขีดสุด ทว่าสือชงผู้เป็นนายย่อมกระจ่างแจ้งแก่ใจ หากแส่ไปเยือนถึงถิ่น รังแต่จะถูกเหยียบย่ำซ้ำสอง ไม่มีทางกอบกู้ศักดิ์ศรีกลับมาได้… ในเมื่อพวกมันยังกล้ายำตีนใส่จงฉี แล้วจะเห็นหัวผู้บัญชาการอย่างเขาเชียวหรือ
กล่าวกันตามตรง การถูกเหยียบย่ำซ้ำซากบ่มเพาะความหวาดผวาต่อที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงลึกๆ ในใจเขา เขาไม่อยากแส่หาเรื่อง ทว่าอู๋เซ่าเชินกลับโวยวายไม่เลิกรา ยามนี้สายตานับร้อยในกองบัญชาการล้วนจับจ้องมาที่เขา บีบให้เขาหลังชนฝาจำต้องออกโรง
ทันทีที่จ้าวหนิงเสนอตัว สือชงพลันเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ นี่คือสวรรค์โปรดให้เขาสลัดเผือกร้อนทิ้ง ไม่ว่าไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่จะทำสำเร็จหรือไม่ เขาก็ไม่ต้องบากหน้าไปรับความอัปยศด้วยตนเอง ต่อให้ท้ายที่สุดกองบัญชาการต้องสูญเสียหน้าตา ทว่าอย่างน้อยบารมีในฐานะผู้บัญชาการของเขาก็ยังคงอยู่รอดปลอดภัย
สือชงตัดสินใจเด็ดขาด ในเมื่อจ้าวหนิงรนหาที่อยากเป็นแพะรับบาป ก็ปล่อยมันไป หากมันพลาดพลั้งเล่นจนพังคามือ ก็ถือโอกาสนี้หักหน้าความจองหองของมันเสีย ให้ทายาทขุนนางบู๊อันดับหนึ่ง ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งเทศกาลล่าสัตว์ฤดูสารท ขุนนางระดับหกขั้นรองที่โอรสสวรรค์ทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เองผู้นี้… ต้องป่นปี้เสื่อมเสียบารมีในกองบัญชาการฯ เสียบ้าง จะได้ไม่ปีกกล้าขาแข็งมาเลื่อยขาเก้าอี้เขาในภายหลัง
“จ้าวจงฉีคืออัจฉริยะในรอบร้อยปีของตระกูลขุนนางอันดับหนึ่ง ต่อให้ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงจะไม่เห็นหัวอู๋จงฉี ทว่าย่อมไม่กล้าลบหลู่บารมีของจ้าวจงฉีและท่านเจิ้นกั๋วกงเป็นแน่ หากเจ้าเสนอตัวออกหน้า เรื่องนี้ย่อมเห็นเค้าลางความสำเร็จ ข้าตั้งตารอผลงานของเจ้าอยู่นะ”
สือชงไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธ เขารีบตอกฝาโลงทันควัน ถ้อยคำเยินยอสรรเสริญสารพัดล้วนเป็นเพียงกับดักมัดมือชก บีบให้จ้าวหนิงเดินขึ้นเขียงรับผิดชอบเผือกร้อนนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้
“วาจาที่ข้าลั่นออกไป ย่อมไม่มีวันกลืนน้ำลายคืน ท่านผู้บัญชาการโปรดวางใจ ประเดี๋ยวข้าจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง”
จ้าวหนิงมองเจตนาทรามแอบแฝงของสือชงออกทะลุปรุโปร่ง ทว่านี่แหละคือหมากกระดานที่เขาต้องการ เขามิได้กังวลว่าสือชงจะขัดขวาง หากตาเฒ่านี่ดึงดันไม่ยอมมอบอำนาจให้สิ เขาคงต้องเปลืองแรงงัดเล่ห์เหลี่ยมมาใช้อีกยกใหญ่
อู๋เซ่าเชินกัดฟันกรอดด้วยความไม่ยินยอม ไม่อยากให้จ้าวหนิงชุบมือเปิบคว้าความชอบไปครอง จึงรีบขัดขึ้น “ท่านผู้บัญชาการ จ้าวจงฉีเพิ่งมารับตำแหน่ง ยังอ่อนหัดต่อระบบระเบียบ กระทั่งกฎเกณฑ์ในแวดวงขุนนางก็ยังไม่กระจ่าง…”
“อู๋จงฉี” สือชงตวัดสายตาดุดัน ใบหน้าถมึงทึงแสดงความไม่พอใจอย่างโจ่งแจ้ง “หรือเจ้าอยากจะถ่อไปเจรจากับพวกมันด้วย ‘ตัวเอง’ อีกรอบ ด้วยสภาพร่อแร่ของเจ้าในยามนี้ ยังคิดจะไปกู้หน้าอันใดกลับมาได้อีกหรือ”
เขาเน้นเสียงคำว่า ‘ตัวเอง’ ชัดเจนทุกพยางค์ เจตนาข่มขู่ให้อีกฝ่ายรู้ซึ้งว่า… อย่างไรเสียเขาก็ไม่มีทางบากหน้าไปรับความอัปยศเด็ดขาด หากไร้ซึ่งจ้าวหนิงเป็นโล่กำบัง ผู้ที่ต้องเดินเข้าแดนประหารย่อมมีเพียงอู๋เซ่าเชินผู้เดียว
อู๋เซ่าเชินมิใช่คนโง่เขลา เมื่อปะทะเข้ากับสายตาและน้ำเสียงของสือชงย่อมกระจ่างแจ้งในทันที กองบัญชาการหมดปัญญาต่อกรกับที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงอย่างสิ้นเชิง และความจริงข้อนี้ย่อมไม่มีวันพลิกผันเพียงเพราะฐานะทายาทตระกูลจ้าวของจ้าวหนิง
ข้าเสื่อมเสียเกียรติไปแล้ว บารมีในกองบัญชาการก็ดิ่งฮวบ ทว่าหากลากจ้าวหนิงไปรับความอัปยศด้วยกัน ย่อมดึงดูดสายตาผู้คนไปจากข้าได้ ทำให้ทุกคนประจักษ์ว่านี่หาใช่ความไร้สามารถของข้า ทว่าเป็นเพราะกองบัญชาการต้านทานพวกมันไม่ไหวจริงๆ เช่นนี้แล้ว บารมีของข้าต่อหน้าผู้ใต้บังคับบัญชาย่อมพอกอบกู้คืนมาได้บ้าง
เมื่อคำนวณผลได้ผลเสียเสร็จสรรพ อู๋เซ่าเชินก็สงบสติอารมณ์ลงได้ เขาปรายตามองจ้าวหนิง ล้วงขวดยาสมานแผลที่อีกฝ่ายมอบให้ออกมาแกว่งเล่น พลางแค่นหัวเราะหยัน “จ้าวจงฉี ขวดยาสมานแผลขวดนี้ข้าจะเก็บไว้ให้เจ้า รอเจ้าสะบักสะบอมกลับมาค่อยเอาไปทาก็แล้วกัน”
เดิมทีจ้าวหนิงคร้านจะลดตัวลงไปเสวนากับสุนัขขี้แพ้ ทว่าเมื่ออีกฝ่ายแส่หาเรื่องไม่เลิกรา เขาก็ไม่รังเกียจที่จะขูดรีดผลประโยชน์สักก้อน “อู๋จงฉีพร่ำบอกว่าข้าไร้ใจร่วมทุกข์ร่วมสุขกับกองบัญชาการ ทว่าพินิจจากสีหน้าของเจ้าในยามนี้… คงปรารถนาให้ข้าไปรับความอัปยศต่อหน้าที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงเป็นเพื่อนเจ้าสินะ”
“เลิกพ่นวาจาไร้สาระ หากอู๋จงฉีแน่จริง ก็มาเดิมพันกันสักตั้ง หากข้าสามารถบีบให้ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงม้วนเสื่อกลับไป และกุมคดีนี้ไว้ในมือกองบัญชาการได้สำเร็จ เจ้าต้องเลียนเสียงหมาเฝ้าประตูบ้านเห่าหอนให้ข้าฟังสองสามคำ พร้อมสบถสาบานว่าจะไม่ยื่นมือมายุ่งเกี่ยวกับคดีนี้อีก ปล่อยให้ข้าเป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จแต่เพียงผู้เดียว กล้าหรือไม่”
มุมปากของอู๋เซ่าเชินกระตุกยิก เขาตวัดสายตาหันไปมองสือชงเพื่อหยั่งเชิง
สือชงแสร้งตาบอดทำหูทวนลม วางมาดดุจพระโพธิสัตว์หลับตาเข้าฌาน แสดงเจตนาว่าตนวางตัวเป็นกลาง ทว่าแท้จริงแล้วกลับกำลังนั่งบนภูดูเสือกัดกันอย่างเพลิดเพลิน
“ย่อมได้ ข้าจะเดิมพันกับเจ้า”
อู๋เซ่าเชินไม่มีทางหดหัวเป็นเต่าในยามนี้ “หากข้าแพ้ คดีนี้ตกเป็นของเจ้า ทว่าหากเจ้าพ่ายแพ้เล่า จะว่าอย่างไร”
“ไม่เพียงคดีตกเป็นของข้า แต่อู๋จงฉีต้องเห่าหอนเป็นสุนัขด้วย เป็นอย่างไรใจกล้าพอหรือไม่” จ้าวหนิงเหยียดยิ้มไล่ต้อน
“ข้ารับคำท้า แล้วเจ้าล่ะ หากแพ้… กล้าเห่าเป็นสุนัขเยี่ยงนี้หรือไม่” อู๋เซ่าเชินตาแดงก่ำ เค้นเสียงลอดไรฟัน
“ตกลงตามนี้ มีท่านผู้บัญชาการเป็นพยาน” เมื่อบรรลุเป้าหมาย จ้าวหนิงก็คร้านจะเสวนากับอีกฝ่ายต่อ เขาประสานมือคารวะสือชงส่งๆ ก่อนสะบัดชายเสื้อหมุนตัวก้าวออกจากโถงไปอย่างสง่างาม
บริเวณลานกว้างด้านนอก ขุนนางน้อยใหญ่มากมายกำลังชะเง้อคอเงี่ยหูฟัง ดังนั้นการเดิมพันเลือดเดือดระหว่างจ้าวหนิงกับอู๋เซ่าเชิน ย่อมมีพยานรู้เห็นประจักษ์ชัดนับไม่ถ้วน
ส่วนจางจงฉีที่นั่งหัวโด่อยู่กลางโถง แม้จะมียศฐาบรรดาศักดิ์สูงกว่า ทว่าในสายตาของทั้งสอง พยานไร้ตัวตนผู้นี้ย่อมเบาหวิวราวขนนก สมควรถูกเมินเฉยโดยสมบูรณ์
“หากเจ้าแพ้ ก็ไสหัวไปให้พ้นจากคดีนี้ซะ” เมื่อจ้าวหนิงก้าวพ้นธรณีประตู อู๋เซ่าเชินเพิ่งฉุกคิดได้ว่าตนเสียเปรียบเรื่องเดิมพัน จึงตะเบ็งเสียงไล่หลังไป
จ้าวหนิงไม่แม้แต่จะปรายตามอง เพียงยกมือขึ้นโบกปัดส่งๆ อย่างรำคาญใจ
“เจ้ามีแผนบีบให้ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง… โดยเฉพาะไอ้ขุนนางตระกูลหลิวนั่น คายคดีนี้ออกมาได้จริงๆ หรือ นี่ไม่ใช่งานหมูๆ เลยนะ” เว่ยอู๋เซี่ยนแหวกวงล้อมฝูงชนเดินตามจ้าวหนิงออกไปด้านนอก เขาขบคิดจนหัวแทบระเบิดก็ยังมองไม่เห็นทางออก
“เป็นเรื่องง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ หากเฉลยไปก็หมดสนุกเปล่าๆ” จ้าวหนิงเหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์ พลางใช้นิ้วเคาะขมับตนเองเบาๆ โยนหินถามทางให้เว่ยอู๋เซี่ยนไปงมหาคำตอบเอาเอง
ความอยากรู้อยากเห็นพลุ่งพล่านในอกเว่ยอู๋เซี่ยนจนแทบระเบิด เขาอยากจะซักไซ้ไล่เลียงให้รู้ดำรู้แดง ทว่าพอเห็นจ้าวหนิงชี้ขมับท้าทายสติปัญญา เขาก็จำต้องกลืนคำถามลงคอ
ชายร่างยักษ์มักโอ้อวดเสมอว่าตนมีปัญญาเป็นเลิศ ซ้ำยังเชื่อมั่นฝังหัวว่าสติปัญญานั้นคมกริบยิ่งกว่าพลังบำเพ็ญเพียร ยามนี้เมื่อจ้าวหนิงเปรยว่าเป็นเรื่องกล้วยๆ เขาย่อมยอมรับความโง่เขลาของตนไม่ได้ จึงเริ่มหมกมุ่นขบคิดอย่างบ้าคลั่ง สู้รบปรบมือกับความคิดในหัวตนเอง
เว่ยอู๋เซี่ยนหารู้ไม่ว่า ท่าทางหมีควายร่างกำยำลูบคางขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างเอาเป็นเอาตายนั้น มันดูพิลึกพิลั่นเพียงใด จ้าวหนิงเพียงปรายตามองก็อดกลั้นขำไว้ไม่อยู่
“ส่งข่าวบอกคนของตระกูลเจ้าเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ หากถึงเวลาคับขันแล้วเกิดผิดพลาดขึ้นมาจะพังกันหมด” จ้าวหนิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบขณะก้าวเดิน
“ระหว่างทางกลับมา ข้าส่งคนไปแจ้งข่าวแล้วมิใช่หรือ วางใจเถอะ ประเดี๋ยวพวกเขาก็กลับมารายงานสถานการณ์เองแหละ” เว่ยอู๋เซี่ยนตอบส่งๆ อย่างใจลอย เพราะมัวแต่ขบคิดปริศนา
แท้จริงแล้วระหว่างทางกลับจากหออี้ผิ่น ทั้งสองต่างแอบส่งสายเลือดตระกูลตนกลับไปร่ายรายงานวิกฤตความขัดแย้งระหว่างหออี้ผิ่น สมาคมชุดขาว และตระกูลหลิวให้ผู้อาวุโสในตระกูลฟังอย่างละเอียด พร้อมทั้งร้องขอให้ระดมขุมกำลังผู้คุ้มกันและยอดฝีมือรับเชิญ… ซึ่งล้วนเป็นไพ่ตายไร้สายเลือดที่ซุกซ่อนไว้ไม่ให้โลกภายนอกรับรู้ เตรียมพร้อมรอรับคำสั่งเคลื่อนพลลงมือบดขยี้ในยามคับขัน
เมื่อกลับถึงห้องทำงาน จ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยนก็ก้มหน้าก้มตาหมกตัวอยู่กับกองเอกสารโดยไม่ย่างกรายออกไปที่ใดอีก อันที่จริงภาระงานในกองบัญชาการหาได้หนักหนาสาหัส งานจิปาถะประจำวันของจงฉีก็มีเพียงหยิบมือ จ้าวหนิงสะสางเสร็จสรรพในชั่วอึดใจ ก่อนจะหยิบตำราอ่านเล่นขึ้นมาพลิกหน้ากระดาษอย่างผ่อนคลาย
มีอยู่จังหวะหนึ่ง เว่ยอู๋เซี่ยนทนความสงสัยไม่ไหว เอ่ยปากถามว่าเหตุใดจ้าวหนิงจึงไม่กรีธาทัพไปตรอกผิงคัง หรือบุกไปถล่มที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง มัวแต่นั่งแช่อ่านตำราอยู่ทำไม ทว่าเมื่อเห็นจ้าวหนิงเพียงเหยียดยิ้มไร้คำตอบ ฉับพลันนั้น นัยน์ตาของชายร่างยักษ์ก็เบิกโพลง ทะลวงกำแพงปริศนาที่ตนเฝ้าครุ่นคิดอย่างหนักจนแตกฉาน
กาลเวลาล่วงเลยจรดเที่ยงวัน ในที่สุดสุนัขรับใช้จากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงก็โผล่หัวมาเยือน พวกมันยกโขยงกันมาอย่างโอ่อ่าเหิมเกริม นำทัพโดยขุนนางระดับห้า ตามติดด้วยลิ่วล้ออีกหลายสิบชีวิต ซึ่งในจำนวนนั้นอุดมไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณต้นกำเนิดปะปนอยู่ไม่น้อย
ทันทีที่กองทัพอันธพาลเหยียบย่างถึงหน้าประตูกองบัญชาการฯ พวกมันก็ชู ‘เอกสารราชการ’ ของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง บังคับขอเบิกตัวพยานคดีสังหารหมู่เมื่อคืนอย่างโอหัง ซ้ำยังตะเบ็งเสียงเร่งเร้ากดดัน วางก้ามข่มขู่ว่าหากชักช้าอืดอาดจนเสียรูปคดี แล้วเบื้องบนพิโรธ ผู้ที่จะถ่อมาเหยียบย่ำผู้บัญชาการสือชงถึงที่… ย่อมหนีไม่พ้นขุนนางระดับสูงจากศาลต้าหลี่และกรมอาญา
เมื่อสายข่าวรายงาน เว่ยอู๋เซี่ยนพลันแสยะยิ้มเหี้ยม “พวกมันร่อนมาติดกับดักแล้ว ถึงเวลาที่พวกเราต้องเปิดฉากเชือดสุนัข”
จ้าวหนิงเหยียดยิ้มเย็นเยียบ โยนตำราอ่านเล่นลงบนโต๊ะ ก่อนสืบเท้าออกจากห้องทำงานเคียงคู่เว่ยอู๋เซี่ยน ทั้งสองย่างสามขุมมุ่งหน้าสู่โถงใหญ่อย่างไร้ความรีบร้อน… ยามนี้ฝูงคนของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงกำลังนั่งวางมาดจิบชาอยู่ภายใน ขุนนางตระกูลหลิวผู้เป็นหัวโจกเชิดหน้าหยิ่งยโสจองหอง จิบชาได้เพียงอึกเดียวก็ถ่มทิ้งอย่างไม่ไยดี พลางพ่นวาจาดูแคลนว่ากองบัญชาการซอมซ่อไร้ปัญญาแม้แต่จะซื้อหาชาชั้นดีมาต้อนรับแขก แล้วประสาอะไรจะสะเออะไปทำคดีฆาตกรรมระดับแผ่นดิน
สือชงและอู๋เซ่าเชินย่อมหดหัวอยู่ในกระดอง ทั้งคู่ซ่อนตัวอยู่บนโถงชั้นสอง เฝ้ามองจ้าวหนิงเดินเข้าหาขวากหนามอย่างเงียบเชียบ รอคอยฉากอวสานที่จ้าวหนิงต้องพบกับความอัปยศพังพินาศ
ขณะเดียวกัน เหล่าขุนนางและทหารองครักษ์แห่งกองบัญชาการต่างพากันคืบคลานเข้าใกล้โถงใหญ่ ชะเง้อคอเงี่ยหูฟังอยู่รายรอบ ทุกสายตาล้วนจับจ้องอยากรู้ประจักษ์… ว่าจ้าวหนิง จงฉีสายเลือดขุนนางบู๊ผู้นี้ จะงัดไม้ตายใดมารับมือกับฝูงขุนนางที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง ผู้ซึ่งเหยียบย่ำกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองจมดิน และกดหัวพวกตนจนไม่เคยได้ลืมตาอ้าปากมาตลอดหลายปี!