ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 65 ข้าจะออกหน้าเอง (ตอนปลาย)
“พวกเจ้าว่าจ้าวจงฉีจะขับไล่คนของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงกลับไปได้หรือไม่ จะรั้งคดีตรอกผิงคังไว้ได้หรือเปล่า” บริเวณนอกประตูซุ้มลายบุปผา ขุนนางระดับเก้าเอ่ยถามคนข้างกายเสียงแผ่ว
“ยาก แทบไร้ความหวัง ขนาดอู๋จงฉียังโดนเล่นงานเสียย่ำแย่ แล้วจ้าวจงฉีจะทำอันใดได้ ยุคสมัยนี้ขุนนางบุ๋นหาใช่พวกที่ใครจะไปตอแยได้ง่ายๆ”
“กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองอย่างพวกเรา เคยแข็งข้อต่อหน้าพวกที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงตั้งแต่เมื่อใด ก่อนหน้านี้จ้าวจงฉีลั่นวาจาเสียดิบดีต่อหน้าท่านผู้บัญชาการ ทว่าพอกลับถึงห้องทำงานกลับเงียบกริบไร้ความเคลื่อนไหว ยามนี้คนของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงบุกมาเหยียบถึงถิ่น ดูทรงแล้วจ้าวจงฉีคงอับจนหนทางเช่นกัน”
“อย่างไรเสียจ้าวจงฉีก็ยังเยาว์วัย ต่อให้เป็นทายาทขุนนางบู๊ ทว่าด้วยระดับพลังบำเพ็ญเพียรเพียงเท่านี้ จะเอาปัญญาที่ไหนไปขับไล่อีกฝ่าย”
“พอเถอะ เลิกส่งเสียงดังได้แล้ว กองบัญชาการของพวกเรามันก็แค่ขุมกำลังเล็กจ้อย กระทั่งท่านผู้บัญชาการยังไม่กล้าออกหน้างัดข้อกับที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง พวกเรามายืนบ่นกันตรงนี้จะมีประโยชน์อันใด แยกย้ายกันไปเถอะ”
ระหว่างที่เหล่าขุนนางน้อยใหญ่กำลังจับกลุ่มกระซิบกระซาบด้วยความอัดอั้นตันใจ ร่างของจ้าวหนิงพลันก้าวข้ามธรณีประตูห้องโถงเข้าไป
หลิวจื้ออู่ ขุนนางวัยใกล้สี่สิบแห่งตระกูลหลิวปรายตามองจ้าวหนิงในชุดขุนนางสีเขียวเข้ม เขาวางถ้วยชาลงก่อนแค่นเสียงเย็นชา เชิดหน้าเอ่ยหยามหยัน “เจ้าเป็นผู้ใด ขุนนางผู้น้อยระดับหกอย่างเจ้าไม่มีสิทธิ์มาสนทนากับข้า ไปเรียกผู้บัญชาการของพวกเจ้ามา”
หลิวจื้ออู่ย่อมรู้จักจ้าวหนิงดี เมื่อเดือนก่อนในเทศกาลล่าสัตว์ฤดูสารท ณ ภูเขาฝูหยุน วีรกรรมยืนหยัดบนลานประลองของจ้าวหนิงดึงดูดสายตาทุกผู้คน เขาเองก็อยู่ในเหตุการณ์ ทว่ายามนี้กลับแสร้งทำเป็นไม่รู้จัก เพียงเพื่อวางมาดข่มขวัญ หวังใช้บารมีของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงมากดหัวหยามเกียรติอีกฝ่าย
จ้าวหนิงมองเจตนานั้นออกทะลุปรุโปร่ง จึงแค่นเสียงหัวเราะหยัน “ข้าอุตส่าห์มาพบเพื่อเอ่ยปากเตือน ก็นับว่าไว้หน้าเจ้ามากแล้ว หากยังรู้จักที่ต่ำที่สูง ก็จงไสหัวออกไปจากประตูกองบัญชาการโดยดี มิเช่นนั้น… วันนี้พวกเจ้าปฏิบัติกับจงฉีของพวกข้าเช่นไร ข้าจะสนองคืนให้เป็นเท่าทวีคูณ”
น้ำเสียงนั้นหนักแน่นทรงพลังและเหิมเกริมถึงขีดสุด ผสานกับแววตาที่ปรายมองหลิวจื้ออู่อย่างเหยียดหยาม ยิ่งขับเน้นความโอหังดุดัน นี่หาใช่ท่าทีของขุนนางระดับหกขั้นรองที่พึงมีต่อขุนนางระดับห้าขั้นต้นไม่
สิ้นวาจา เหล่าขุนนางหน้าประตูที่กำลังจะแยกย้ายพลันชะงักฝีเท้า หันขวับกลับมามองด้วยความตื่นตะลึง หลิวจื้ออู่ถึงกับผงะนิ่งจ้องหน้าจ้าวหนิง นึกสงสัยว่าตนเองหูแว่วไปหรือไม่ เขารับราชการในที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงมาหลายปี ไม่เคยพานพบขุนนางกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองคนใดขวัญกล้าเทียมฟ้าปานนี้มาก่อน
มีเพียงเว่ยอู๋เซี่ยนที่ยืนอยู่ใต้ระเบียงทางเดินหน้าประตูเท่านั้นที่ยังคงเงยหน้ามองต้นไหวกลางลานอย่างสบายอารมณ์ ไร้ซึ่งความประหลาดใจใดๆ
“จ้าวหนิง เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังพ่นวาจาอันใดออกมา กล้าพูดอีกรอบหรือไม่” หลิวจื้ออู่ผุดลุกขึ้นพรวด ชี้หน้าด่าทอด้วยโทสะเดือดพล่าน ท่าทางราวกับพร้อมจะลงไม้ลงมือหากอีกฝ่ายไม่ยอมกลืนคำพูดเมื่อครู่ลงคอ
จ้าวหนิงแค่นหัวเราะเยาะ เอ่ยชื่ออีกฝ่ายห้วนๆ อย่างดูแคลน “หลิวจื้ออู่ เจ้าไม่รู้จักข้ามิใช่หรือ เดี๋ยวรู้จักเดี๋ยวไม่รู้จัก สมองเสื่อมสภาพแล้วหรือไร ก็จริงนะ หากสมองเจ้ายังใช้งานได้ดี คงไม่ต้องร้องขอให้ข้าพูดซ้ำเป็นรอบที่สอง”
นัยน์ตาของหลิวจื้ออู่วาวโรจน์ด้วยจิตสังหาร
เขาเป็นถึงขุนนางระดับห้าผู้สูงส่ง กลับโดนขุนนางระดับหกขั้นรองหยามหน้าเหยียบย่ำ จะไม่ให้เดือดพล่านได้อย่างไร ต้องเข้าใจว่าแม้ระดับหกกับระดับห้าจะอยู่ติดกัน ทว่าช่องว่างระหว่างขั้นกลับกว้างใหญ่ดั่งหุบเหวไร้ก้น การจะก้าวข้ามไปนั้นยากเย็นแสนเข็ญ สถานะราวกับอยู่กันคนละโลก ในยามโอรสสวรรค์จัดงานประชุมขุนนางใหญ่ มีเพียงขุนนางตั้งแต่ระดับห้าขึ้นไปเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าร่วม
ยิ่งไปกว่านั้น เขาอายุใกล้สี่สิบ ห่างจากจ้าวหนิงนับรุ่น ทว่ายามนี้กลับโดนคนรุ่นหลังฉีกหน้ากลางคันเยี่ยงนี้ แล้วศักดิ์ศรีของเขาจะเอาไปไว้ที่ใด
“จ้าวหนิง! อย่าคิดว่าเกิดเป็นหลานชายสายตรงของเจิ้นกั๋วกงแล้วจะเหิมเกริมได้ ฐานะของเจ้ามีประโยชน์แค่ในตระกูลจ้าวเท่านั้น เมื่อก้าวเข้าสู่วังวนขุนนาง ย่อมต้องเคารพกฎเกณฑ์และลำดับอาวุโส อย่าว่าแต่เป็นเพียงทายาทผู้นำตระกูล ต่อให้เจ้าเป็นผู้นำตระกูลจ้าว ก็อย่าได้อวดดีจองหองถึงเพียงนี้” หลิวจื้ออู่ตวาดลั่น ถ้อยคำเจือแววสั่งสอน แผ่ซ่านความน่าเกรงขามของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ผู้ผ่านโลกมามาก
จ้าวหนิงแคะหูฟังด้วยท่าทีรำคาญใจ นิ้วมือดีดก้อนขี้หูลอยหวือไปเฉียดจมูกหลิวจื้ออู่ เกือบจะแปะติดหน้าอีกฝ่ายอยู่รอมร่อ การกระทำหยามเกียรติซึ่งหน้าเช่นนี้ทำเอาหลิวจื้ออู่ที่เดือดพล่านอยู่แล้วแทบจะโกรธจนตาเหลือก
“เห็นแก่ที่เจ้าแก่ชราเลอะเลือน สมองฟั่นเฟือน ข้าจะกล่าวย้ำอีกเพียงรอบเดียว… จะไสหัวออกไปดีๆ หรือจะให้คนหามออกไป คดีที่ตรอกผิงคัง กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองจะรับช่วงต่อเอง ไม่เพียงแค่นั้น นับจากนี้ไปคดีฆาตกรรมทั้งหมดในเมืองเยี่ยนผิง คดีใดที่ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงจัดการได้ พวกข้าก็จะจัดการ คดีใดที่พวกเจ้าจัดการไม่ได้ พวกข้าก็ยิ่งต้องจัดการ หากผู้ใดไม่ยอมรับ ก็ให้มันมาหาข้า จ้าวหนิงผู้นี้!”
วาจานี้ตอกลิ่มอย่างเด็ดขาดหนักแน่น จ้าวหนิงไม่เปิดโอกาสให้หลิวจื้ออู่ที่โกรธจนแทบกระอักเลือดได้อ้าปากเถียง เขาชูแขนขึ้น ตวาดกร้าวโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง “ผู้บังคับกองเว่ย!”
“ผู้น้อยอยู่นี่!” ร่างสูงใหญ่ดุจหอคอยเหล็กของเว่ยอู๋เซี่ยนปรากฏตัวขึ้นนอกประตูทันควัน ประสานมือคารวะรอรับคำสั่ง
“ทหารองครักษ์อยู่ที่ใด”
“องครักษ์สามร้อยนายรวมพลพร้อมสรรพ เพียงท่านจงฉีออกคำสั่ง ก็พร้อมบดขยี้กวาดล้างเดนมนุษย์นอกกฎหมายให้สิ้นซาก!”
“บุกเข้าเรือนเดี๋ยวนี้ หน้าไม้หนักตั้งขบวนหน้า ขึ้นสายเกาทัณฑ์ พลทะลวงฟันตั้งขบวนหลัง ชักดาบ!”
“ผู้น้อยรับบัญชา!”
เว่ยอู๋เซี่ยนสะบัดกายหันขวับ ร่างกำยำตระหง่านค้ำฟ้าอยู่ใต้ระเบียงจนศีรษะแทบชนชายคา เขาอ้าปากกว้าง แผดเสียงคำรามกึกก้องปานพยัคฆ์คลั่ง “ทหารองครักษ์บุกเข้าเรือน เตรียมพร้อมรบ!”
คลื่นเสียงทรงพลังสั่นสะเทือนจนฝุ่นบนขื่อหลังคาร่วงกราวเป็นสาย
ฉับพลันนั้น ภายนอกเรือนเกิดเสียงฝีเท้าย่ำตึงตังพร้อมเพรียง ตามติดด้วยเสียงเกราะเหล็กเสียดสีกระทบกันดังกังวานยามควบตะบึง
เหล่าขุนนางที่อออยู่หน้าประตูซุ้มหันขวับไปมอง ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นทหารองครักษ์สวมเกราะเต็มยศหลายร้อยนายหลั่งไหลพ้นมุมตึก ท่าทางดุดันปานฝูงหมาป่ากระโจนลงจากเขา พวกเขาพุ่งทะลวงเข้าลานกว้างอย่างดุดัน ภายใต้การนำของผู้บังคับกองและหัวหน้าหมวด—ซึ่งล้วนเป็นสายเลือดตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ย—กองทหารจัดรูปขบวนรบอย่างรวดเร็วเป็นระเบียบกลางลานกว้าง จากนั้นพลันแผดเสียงคำรามกึกก้องสามครา ตามด้วยเสียงชักดาบและง้างหน้าไม้ดังขวับ ท่วงท่าเฉียบขาด เหี้ยมเกรียม ไร้ซึ่งความลังเลอืดอาดแม้แต่น้อย
เหล่าขุนนางกองบัญชาการฯ ที่มุงดูอยู่ด้านนอกต่างอ้าปากค้างตาเหลือก จ้องมองภาพอันผิดแผกเหนือสามัญสำนึกตรงหน้าจนใบ้รับประทาน ลืมเลือนกระทั่งวิธีหายใจ
บัดนี้พวกเขากระจ่างแจ้งแก่ใจ จ้าวหนิง… จงฉีแห่งกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองผู้นี้ เอาจริงที่จะงัดข้อกับที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง ตั้งใจจะออกหน้ากอบกู้ศักดิ์ศรีให้กองบัญชาการจริงๆ หาใช่เพียงสุนัขเห่าใบตองแห้ง!
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าการกระทำของจ้าวหนิงจะเด็ดขาดอำมหิต ท่าทีจะแข็งกร้าว และอารมณ์จะดุดันเดือดดาลถึงเพียงนี้
เจ้าหน้าที่จากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงหลายสิบนายที่ติดตามหลิวจื้ออู่เข้ามาในลานหลัก เผชิญกับกลิ่นอายสังหารเยือกเย็นดุจห้วงเหวของทหารองครักษ์จนต้องถอยร่นไปสุดขอบลาน คนส่วนใหญ่วิ่งกรูไปสกัดอยู่หน้าประตูโถงเพื่อคุ้มกันหลิวจื้ออู่ที่อยู่ด้านใน เมื่อเผชิญแรงกดดันมหาศาลจากคมดาบ หน้าไม้ และโล่ทหารที่คืบคลานเข้ามา พวกเขาก็จำต้องชักดาบข้างเอวออกมารับมือโดยสัญชาตญาณ
ทว่าหนึ่งคือกำลังพลเสียเปรียบ สองคือพวกเขาไม่เคยคาดฝันเลยว่า การมากองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง สถานที่ซึ่งพวกเขาเคยชินกับการเหยียบย่ำ ข่มเหง และไม่เคยมองเห็นหัวมาก่อน จะลุกลามบานปลายกลายเป็นสถานการณ์ตึงเครียดถึงขั้นชักดาบประจันหน้า ความเหนือความคาดหมายนี้สร้างความหวาดผวาเกาะกุมจิตใจ
นี่คือการประจันหน้ากับทหารองครักษ์อาวุธครบมือหลายร้อยนาย หากเปิดศึกเลือดสาดกันจริงๆ มีหรือจะไม่สั่นสะท้าน ผู้ใดบ้างเล่าที่ไม่รักตัวกลัวตาย
บนโถงชั้นสอง สือชงและอู๋เซ่าเชินที่เดิมทีกำลังนั่งจิบชาละเลียดขนมอย่างผ่อนคลาย รอชมงิ้วฉากจ้าวหนิงขายหน้า พลันสะดุ้งเฮือกกับความเปลี่ยนแปลงกะทันหันจนต้องหันขวับมามองหน้ากัน พวกเขาคาดเดาวิธีรับมือของจ้าวหนิงไปสารพัดรูปแบบ ทั้งกลอุบาย การเจรจาต่อรอง แต่ดันคาดไม่ถึงว่าเด็กนั่นจะเลือกวิธีดิบเถื่อนดุดัน ใช้กองทหารบีบบังคับอีกฝ่ายซึ่งหน้าเยี่ยงนี้!
นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ!
หากหลิวจื้ออู่ดื้อดึงไม่ยอมถอย ทั้งสองฝ่ายมิเปิดฉากนองเลือดกันหรอกหรือ ด้วยบารมีของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองจะเอาปัญญาที่ไหนไปสู้รบตบมือ หากเรื่องลุกลามใหญ่โตไปถึงท้องพระโรง ในยุคที่ขุนนางบุ๋นเรืองอำนาจเหยียบหัวขุนนางบู๊เช่นนี้ ฝ่ายที่พังพินาศย่อมหนีไม่พ้นกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง!
“จ้าวหนิงรนหาที่ตายแท้ๆ เขากำลังลากกองบัญชาการของพวกเราไปโยนเข้ากองไฟ!” อู๋เซ่าเชินผุดลุกขึ้นพรวด “ท่านผู้บัญชาการ พวกเราจะปล่อยให้เขานำพาความวิบัติมาสู่พวกเราไม่ได้ ต้องสั่งให้เขาหยุดเดี๋ยวนี้!”
คราแรกสือชงเองก็ตื่นตะลึงระคนลนลาน ทว่าประสบการณ์เคี่ยวกรำในวังวนขุนนางมาหลายปีบ่มเพาะความเยือกเย็น เพียงพริบตาเดียวก็ดึงสติกลับคืนมาได้ “อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ รอดูไปก่อนว่าจ้าวจงฉีจะเดินหมากเช่นไรต่อไป”
เขาคิดคำนวณผลได้ผลเสียจนทะลุปรุโปร่ง ด้วยสถานการณ์ยามนี้ หากจ้าวหนิงเล่นจนพังคามือ ย่อมต้องอับอายขายขี้หน้าจนหมดสิ้นอนาคต ภายภาคหน้าคงไม่มีหน้าลอยชายอยู่ในกองบัญชาการฯ ได้อีก ตัวเขาเองก็รอดพ้นจากหอกข้างแคร่ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีผู้ใต้บังคับบัญชาหัวแข็งมาคอยเลื่อยขาเก้าอี้ ทว่าหากจ้าวหนิงทำสำเร็จ กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองก็จะได้ผงาดเงยหน้าอ้าปากอีกครั้ง นับว่ามีแต่ได้กับได้!
ด้านหลิวจื้ออู่ที่แหวกว่ายในวังวนอำนาจมาเนิ่นนาน แทบไม่มีเรื่องใดกระชากความเยือกเย็นของเขาไปได้ ทว่ายามนี้ เขากลับสัมผัสได้ถึงก้อนเนื้อในอกที่เต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ต่อให้มีเพิ่มอีกสิบหัว เขาก็คาดไม่ถึงว่าจ้าวหนิงจะทำงานแบบหน้าด้านๆ ดิบเถื่อน ไม่ทิ้งทางถอย และไร้ซึ่งเหตุผลสิ้นดี!
นี่มันการประลองปัญญาในแวดวงขุนนางที่ใดกัน ชัดเจนว่ามันคือสันดานอันธพาลข้างถนนตียกพวกตีตีรันฟันแทง พูดจากันไม่เข้าหูก็เรียกขี้ข้ามาเปิดฉากฆ่าฟัน จ้าวหนิงไม่คิดบ้างเลยหรือว่า หากกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองกับที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงเปิดศึกเลือดล้างเลือดกลางเมืองหลวง จะบังเกิดผลลัพธ์หายนะปานใด!
การกร่างมากองบัญชาการฯ ในวันนี้ เดิมทีหลิวจื้ออู่ไม่ได้กะจะมาปะทะแตกหัก และไม่เคยคิดว่าการฉกชิงคดีจากตรอกผิงคังจะเป็นเรื่องยากเย็นเข็ญใจอันใด
ใช่ว่าเมืองหลวงจะไม่เคยเกิดเหตุยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดอาละวาด ท้ายที่สุดแล้วสิทธิ์ขาดในการจัดการก็ตกเป็นของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงมิใช่หรือ หากพูดกันตามตรงไม่อ้อมค้อม กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองในยุคสมัยนี้ก็ไม่ต่างจากสุนัขเฝ้าบ้านที่ไร้เขี้ยวเล็บ เป็นแค่ของประดับบารมีเท่านั้น
ใครจะคาดคิดว่าต้องมาเผชิญกับคนบ้าระห่ำไม่สนกฎเกณฑ์อย่างจ้าวหนิง พบหน้ากันก็โอหังอวดดีจรดฟ้า เจรจายังไม่ทันจบประโยคก็สั่งขยับเคลื่อนพล ไม่เหลือทางหนีทีไล่ให้ผู้ใด นี่มันคนเถื่อนบ้าเลือดชัดๆ!
ทว่าด้วยสัญชาตญาณที่ขัดเกลาจากสงครามการเมืองมาหลายปี หลิวจื้ออู่ตระหนักดีว่าการกระทำนี้มีกลิ่นทะแม่ง หากจ้าวหนิงเป็นแค่อันธพาลสมองกลวงที่ทำอะไรตามอารมณ์ หลังสิ้นเสียงตวาดสั่ง กองทหารย่อมไม่อาจจัดขบวนพุ่งพรวดเข้ามาได้รวดเร็วปานนี้ นั่นหมายความว่าก่อนจะก้าวเข้าประตูมา จ้าวหนิงได้สั่งการให้ทหารองครักษ์เตรียมพร้อมรบรออยู่ก่อนแล้ว!
ไอ้เด็กนี่มันตั้งใจจะใช้กำลังล้างบางตั้งแต่แรก! เรื่องนี้มีเงื่อนงำ!
ทว่าคดีที่ตรอกผิงคังเกี่ยวพันถึงแผนการระดับรากฐานของตระกูลหลิว หลิวจื้ออู่จำต้องชิงมันมาไว้ในมือให้จงได้! ทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ รวมถึงบันทึกการไต่สวนที่อู๋เซ่าเชินยึดไปเมื่อคืน เขาต้องกวาดกลับไปให้เกลี้ยง! มิเช่นนั้น อย่าว่าแต่จะใช้คดีนี้เป็นข้ออ้างเคลื่อนย้ายขุมกำลังของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงไปคุ้มกันแผนปฏิบัติการของตระกูลในคืนนี้ไม่ได้เลย หากปล่อยให้กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองขุดคุ้ยเจอหลักฐานที่สาวไส้ถึงตระกูลหลิวขึ้นมา ตระกูลของเขาจะหาทางลงเช่นไร!
ความขัดแย้งตรงหน้าสุดวิสัยจะไกล่เกลี่ยด้วยสันติวิธี… นัยน์ตาของหลิวจื้ออู่ทอประกายอำมหิต ในเมื่อผู้บัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองไม่ออกหน้าด้วยตนเอง ย่อมแปลว่าเบื้องบนไม่ได้มีความกล้าที่จะแตกหักกับที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง มีเพียงจ้าวหนิงที่เสนอหน้ามาแส่หาเรื่อง เช่นนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจผู้ใด
“หลิวจื้ออู่ ข้าจะถามเป็นครั้งสุดท้าย จะไสหัวไปหรือไม่” จ้าวหนิงยังคงราดน้ำมันลงบนกองเพลิงแห่งโทสะอย่างต่อเนื่อง สิ้นวาจา เขาก็ตวาดสั่งเว่ยอู๋เซี่ยน “ฟังคำสั่งข้า เตรียมจู่โจมเต็มกำลัง!”
“จ้าวจงฉี เจ้าเหิมเกริมเกินขอบเขตแล้ว!”
หลิวจื้ออู่พลันแผดเสียงตะคอก ร่างกายพุ่งทะยานดุจเกาทัณฑ์หลุดจากแล่ง ตวัดกรงเล็บกระชากเข้าใส่ลำคอของจ้าวหนิงโดยตรง!
ด้วยพลังบำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้น การบดขยี้จ้าวหนิงย่อมง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ อีกฝ่ายไม่มีทางหลบพ้น ขอเพียงสยบจ้าวหนิงไว้ใต้ฝ่าเท้าได้ ทหารองครักษ์สามร้อยนายด้านนอกนั่นก็เป็นเพียงเศษสวะที่ไร้คนบังคับบัญชา!