ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 66 ใช้อำนาจบาตรใหญ่ (ตอนต้น)
จ้าวหนิงบีบคั้นจนไร้หนทาง หลิวจื้ออู่จำต้องลงมือด้วยโทสะเดือดพล่าน
หากเขานิ่งเฉย จ้าวหนิงย่อมสั่งทหารองครักษ์เปิดศึกอยู่ดี ถึงยามนั้นการปะทะย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยง ที่นี่คือกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง หาใช่ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง หากเกิดการตะลุมบอน คนของเขาที่มีเพียงหยิบมือย่อมมีจุดจบเพียงถูกหามออกไปเยี่ยงสุนัขข้างถนน
หากเป็นเช่นนั้น เขาจะกลายเป็นขุนนางแห่งที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงคนแรกในรอบหลายสิบปีที่ถูกกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองเหยียบย่ำหยามเกียรติ ยิ่งเขาดำรงตำแหน่งถึงขุนนางระดับห้า การสูญเสียหน้าครานี้ย่อมลากชื่อเสียงของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงให้ป่นปี้ตามไปด้วย ความผิดพลาดนี้หนักหนากว่าเรื่องที่อู๋เซ่าเชินโดนซ้อมหลายเท่านัก เขาจะไร้ที่ยืนในที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงอีกต่อไป ต่อให้ภายหลังท่านเจ้าเมืองผู้เป็นขุนนางระดับสี่จะออกหน้าชิงคดีตรอกผิงคังกลับมาได้ คดีสำคัญเช่นนี้ย่อมไม่ตกถึงมือตัวไร้ค่าเช่นเขา เมื่อไม่อาจสานต่อแผนการลับของตระกูลหลิวได้ เขาย่อมสูญเสียจุดยืนในตระกูลเช่นกัน
หลิวจื้ออู่อับจนหนทาง จ้าวหนิงบีบคั้นจนหลังชนฝา ไม่เหลือทางถอยให้แม้แต่ก้าวเดียว
ยังนับว่าสวรรค์เมตตา ผู้บัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองเป็นเพียงขุนนางระดับห้า พลังบำเพ็ญเพียรสูสีกับเขา ด้วยนิสัยขี้ขลาดของสือชง อีกฝ่ายย่อมไม่กล้าสอดมือ ขอเพียงสยบจ้าวหนิงไว้ใต้ฝ่าเท้าได้ ทั่วทั้งกองบัญชาการย่อมไร้ผู้ใดกล้าต่อกร ต้นตอของปัญหาล้วนอยู่ที่ไอ้เด็กเมื่อวานซืนผู้โอหัง ขอเพียงเด็ดหัวมันได้ ทุกสิ่งจะหวนคืนสู่ครรลองที่ควรจะเป็น
“วันนี้ข้าจะสั่งสอนทายาทเสเพลเช่นเจ้าให้ประจักษ์ ว่าอันใดคือกฎเกณฑ์และลำดับชั้นของแวดวงขุนนาง” พริบตาที่สิ้นเสียงตวาด กรงเล็บแฝงปราณสังหารของหลิวจื้ออู่ก็พุ่งประชิดลำคอของจ้าวหนิงแล้ว
จ้าวหนิงหยัดยืนอยู่กลางโถง ห่างจากหลิวจื้ออู่เพียงคืบ ระดับพลังของทั้งสองห่างชั้นกันเกินไป เมื่อเผชิญการลอบจู่โจมกะทันหัน จ้าวหนิงย่อมไร้หนทางหลบหลีก
ทว่า… เขาไม่คิดจะหลบหลีกตั้งแต่แรก
ชายหนุ่มยืนนิ่งดุจขุนเขา นัยน์ตาทอประกายเย้ยหยันยามจ้องมองหลิวจื้ออู่ที่พุ่งถลันเข้ามาปานพญาอินทรีตะครุบเหยื่อ
สายตานั้นราวกับกำลังทอดมองมัจฉาที่ดิ้นรนอยู่บนเขียง
มัจฉาเมื่ออยู่บนเขียง ดิ้นพล่านไปจะมีประโยชน์อันใด
ศัตรูเดินลงหลุมพรางด้วยตนเองแล้ว
สิ่งที่เหลือ ก็เพียงแค่ปิดประตูตีสุนัข
วินาทีที่ประสานสายตากับจ้าวหนิง หลิวจื้ออู่พลันเสียวสันหลังวาบ ลางสังหรณ์มรณะก่อตัวขึ้นในใจราวกับสูญเสียการควบคุมสถานการณ์ ความตระหนกแล่นพล่านเพียงเสี้ยววิกฤต ทว่าเขาไร้เวลาให้ขบคิด จึงกัดฟันสะกดข่มมันไว้ ท่วงท่าสังหารไม่ลดความเร็วลงแม้แต่น้อย
ลางร้ายในใจยังพอข่มกลั้น ทว่ามัจจุราชในโลกแห่งความเป็นจริงกลับสุดวิสัยจะต้านทาน
มือของเขาจ่อติดลำคอจ้าวหนิงแล้ว รุกคืบอีกเพียงชุ่นเดียวก็สามารถขยี้คอหอยสยบอีกฝ่ายได้
โอกาสอยู่เพียงแค่เอื้อม
ทว่า… กลับไม่อาจคว้าไว้ได้ชั่วนิรันดร์
เขาต้องชักมือกลับดุจถูกอสรพิษฉก
จำต้องรั้งกลับอย่างไม่อาจฝืน
คมขวานมหึมาสาดประกายเย็นเยียบฟาดฟันลงมาเฉียดปลายนิ้วเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด หากช้าไปเพียงครึ่งจังหวะ ข้อมือข้างนี้คงถูกสับขาดสะบั้น
หลิวจื้ออู่หน้าถอดสี สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลจากปราณแท้ของผู้ลงมือ… พลังบำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง
กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองมีผู้เชี่ยวชาญระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางตั้งแต่เมื่อใด
ตูม
เสียงกัมปนาทสั่นสะเทือน ศิลาปูพื้นแตกกระจุย ฝุ่นผงตลบอบอวล รอยแยกแตกระแหงลุกลามบนพื้นราบ และศูนย์กลางของความพินาศนั้น คือต้นตอแห่งหายนะ… ‘ขวานยักษ์เบิกภูผา’ ศาสตราปราณรูปลักษณ์โบราณ ขนาดมหึมาผิดมนุษย์มนา สลักลวดลายอักขระมนตราอันวิจิตรพิสดาร
ทันทีที่ประจักษ์แก่สายตา หลิวจื้ออู่ถึงกับเบิกตากว้าง หวาดผวาจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง เขารู้แจ้งในทันทีว่ามัจจุราชผู้มาเยือนคือใคร
ศาสตราปราณชิ้นนี้เป็นที่เลื่องลือในหมู่ขุนนางใหญ่และราชนิกุลแห่งเมืองเยี่ยนผิง มันเปรียบดั่งธงรบเบิกทาง การปรากฏขึ้นของมันย่อมหมายความว่า… ยอดฝีมือผู้มีนิสัยโอหัง เหิมเกริม บ้าดีเดือด และไร้เหตุผลยิ่งกว่าจ้าวหนิงนับสิบเท่า ได้หมายหัวผู้ใดเป็นศัตรูแล้ว เมื่อนางลงมือ ย่อมไม่มีคำว่ายั้งมือหรือหยุดยั้งกลางคัน
แม้ในเมืองเยี่ยนผิงที่อุดมไปด้วยผู้สูงศักดิ์และยอดฝีมือดั่งเม็ดฝน ก็แทบไม่มีผู้ใดหาญกล้าเมินเฉยต่อโทสะของสตรีผู้นี้
เสี้ยววินาทีที่ศิลาแตกกระจายและฝุ่นคลุ้ง หลิวจื้ออู่ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง เขาย่อเข่ายืนหยัดด้วยความเร็วทะลวงขีดจำกัด ยกสองแขนไขว้ป้องหน้าอก รีดเร้นปราณแท้ทั้งหมดเพื่อตั้งรับอย่างรัดกุมที่สุด
เปรี้ยง
ท่วงท่าป้องกันเพิ่งเข้าที่ ร่างอรชรปราดเปรียวดุจวิฬาร์ป่าพลันพุ่งทะยานเข้าหาปานอุกกาบาตทลายฟ้า หมัดเล็กจิ้มลิ้มกระแทกเปรี้ยงเข้ากลางท่อนแขนของหลิวจื้ออู่อย่างจัง
ปราณแท้ระเบิดออกดั่งคลื่นคลุ้มคลั่ง
แรงอัดกระแทกฉีกทึ้งเสื้อผ้าและเรือนผมให้ปลิวไสว
ร่างของหลิวจื้ออู่ลอยละลิ่วปลิวถอยหลังดั่งว่าวขาดปุย กระแทกเก้าอี้ไท่ซือจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง ก่อนอัดกระแทกกำแพงโถงจนสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวอัสนีบาตฟาด รอยร้าวแตกระแหงดั่งใยแมงมุมลุกลามไปทั่วผนัง
หลิวจื้ออู่กระอักเลือดคำโต ท่อนแขนทั้งสองข้างห้อยต่องแต่งดุจเศษผ้าไร้กระดูก ไม่อาจยกขึ้นได้อีกต่อไป
ภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าทำเอาฝูงชนในลานกว้างตกตะลึงจนวิญญาณหลุดลอย สตรีร่างเล็กที่เพียงตวัดหมัดเดียวก็บดขยี้ขุนนางระดับห้าจนสิ้นสภาพ ยามนี้กำลังยืนตระหง่านอยู่บนด้ามขวานยักษ์ที่ปักชูชัน นัยน์ตาหงส์กวาดมองเหล่าเจ้าหน้าที่ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงด้วยรังสีอำมหิต กลิ่นอายกดดันทำให้พวกเขารู้สึกหวาดผวาราวกับเห็นมารร้ายจำแลงกาย แม้ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่านางปรากฏตัวด้วยเหตุใด ทว่าสถานการณ์ประจักษ์ชัด
หลิวจื้ออู่ถูกบดขยี้จนหมอบกระแตไปแล้ว เหล่าทหารองครักษ์และขุนนางกองบัญชาการฯ ล้วนลอบสะใจจนเลือดสูบฉีด โห่ร้องกู่ก้องอยู่ในอก ส่วนคนของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงได้แต่ยืนตัวสั่น ใจหนึ่งอยากถลันเข้าช่วย แต่อีกใจก็ตระหนักดีว่าพุ่งไปก็รังแต่จะตายเปล่า จึงทำได้เพียงทอดถอนใจมองเจ้านายตนด้วยสายตาเวทนา
“จ้าวชี่เยว่ เจ้ากล้าลงมือกับข้าได้อย่างไร ทำร้ายขุนนางราชสำนักโดยไร้สาเหตุ เจ้ารู้หรือไม่ว่าโทษทัณฑ์หนักหนาเพียงใด” หลิวจื้ออู่ที่สองแขนพิการชั่วคราวกัดฟันกรอด รวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายพยุงร่างลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล
ใบหน้าจิ้มลิ้มราวตุ๊กตากระเบื้องเคลือบของจ้าวชี่เยว่ไร้ซึ่งระลอกคลื่นอารมณ์ นางเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าเอาสำรับเที่ยงมาส่งให้น้องชาย บังเอิญเห็นสุนัขแก่กำลังรังแกเขา ข้าจะทุบตีเจ้าสักหน่อยแล้วจะทำไม นี่คือความแค้นส่วนตัว อย่าริอ่านเอาหมวกใบใหญ่เรื่องกฎหมายราชสำนักมาสวมหัวข้า”
หลิวจื้ออู่โกรธจนมุมปากกระตุกยิก ทว่าก็อับอายจนไม่อาจต่อกร แม้ข้ออ้างของนางจะฟังดูข้างๆ คูๆ แต่ก็หาได้ไร้ช่องโหว่ทางกฎหมาย หากนางยืนกรานว่าเป็นความแค้นส่วนตัว เขาก็ไม่อาจใช้กฎหมายราชสำนักมากดดันได้เต็มปาก
จ้าวหนิงแค่นหัวเราะในลำคอพลางก้าวเดินเข้าไปใกล้ แน่นอนว่าจ้าวชี่เยว่ไม่ได้มาส่งข้าว ระหว่างทางกลับจากหออี้ผิ่น เขาแอบส่งคนกลับไปแจ้งข่าวเพื่อเตรียมกำลังเคลื่อนไหวในคืนนี้แล้ว การสกัดกั้นไม่ให้ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงชิงคดีตรอกผิงคังไปได้ คือหมากที่เขาวางไว้ตั้งแต่ต้น จ้าวหนิงย่อมรู้ดีว่าการปะทะเป็นเรื่องไม่อาจหลีกเลี่ยง จึงอาศัยช่วงเวลานั้นส่งข่าวเรียกจ้าวชี่เยว่มาเป็นองครักษ์พิทักษ์ตน
และอันที่จริง… ขุมกำลังที่เขาเรียกมาหาได้มีเพียงจ้าวชี่เยว่ผู้เดียว
“หลิวจื้ออู่ ก่อนหน้านี้อุตส่าห์เมตตาเตือนให้ไสหัวไปดีๆ กลับไม่รู้จักฟัง ยามนี้คงได้แต่ต้องหามออกไปแล้วกระมัง”
จ้าวหนิงเหยียดยิ้มเย้ยหยันดุจจิ้งจอกพึ่งบารมีพยัคฆ์ สิ้นคำเยาะเย้ยก็ไม่เปิดช่องให้อีกฝ่ายโต้ตอบ เขาหมุนตัวกลับ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมเย็นเยียบ ตวาดสั่งการเว่ยอู๋เซี่ยนด้วยสุรเสียงเฉียบขาดปานตวัดดาบ “ลงมือ จับกุมพวกสุนัขรับใช้ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงที่บังอาจชักดาบก่อความวุ่นวายในกองบัญชาการของพวกเรา โยนพวกมันออกไปให้หมด”
“รับบัญชา” เว่ยอู๋เซี่ยนแสยะยิ้มเหี้ยม ชักดาบเล่มเขื่องออกจากฝัก ฟาดฟันใส่ผู้บำเพ็ญเพียรของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงเบื้องหน้าอย่างอำมหิต
ฉับพลันนั้น ทหารองครักษ์แห่งกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองทั้งลานกว้าง ภายใต้การนำทัพของเหล่าสายเลือดตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ย ก็พุ่งทะยานเข้าบดขยี้ศัตรูอย่างไร้ความปรานี
ทหารองครักษ์สามร้อยนายโอบล้อมปิดระเบียงทุกหนทาง บดขยี้คนเพียงหยิบมือ สถานการณ์พลิกผันเอนเอียงไปฝ่ายเดียวอย่างเบ็ดเสร็จ คนของกองบัญชาการฯ กำลังฮึกเหิมถึงขีดสุด ลงมือโหดเหี้ยมเด็ดขาด ต่อให้ศัตรูถูกฟันร่วงไปแล้ว คนข้างหลังก็ยังตามไปกระทืบซ้ำ รอยพื้นรองเท้าทหารหนาเตอะประทับลงบนใบหน้าอย่างจงใจย่ำยี ขอเพียงไม่ถึงตาย ก็นับว่ารอดตัว
หลายปีที่ผ่านมา กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองถูกฝ่ายบุ๋นขี่คอข่มเหง ต้องทนมีชีวิตอยู่ราวกับสุนัขไร้ศักดิ์ศรี ไร้อนาคต มีผู้ใดบ้างในที่นี้ที่ไม่เคียดแค้นชิงชังที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงเข้ากระดูกดำ
กระทั่งจงฉีของพวกตนออกไปสืบคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบแท้ๆ กลับถูกอีกฝ่ายหักแขนโยนทิ้งดุจขยะ ย่อมตระหนักได้ว่าคนพวกนั้นไม่เคยมองเห็นหัวทหารอย่างพวกเขา ยามนี้เมื่อมีจ้าวหนิงผู้แข็งกร้าวเป็นผู้นำเปิดประตูตีสุนัข ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมาเนิ่นนานพลันระเบิดออกราวกับเขื่อนแตก ทหารองครักษ์มีหรือจะยั้งมือ โทสะที่ทหารกล้ามีต่อเหล่าขุนนางบุ๋นจองหอง ก่อตัวเป็นทะเลเพลิงลาวาเดือดพล่านอยู่ใต้พิภพมานานปี เมื่อสบจังหวะปะทุ ย่อมต้องสั่นสะเทือนฟ้าดิน
เจ้าหน้าที่จากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงถูกไล่ต้อนทุบตีจนมุม อดีตเคยเชิดหน้าชูตาวางมาดจองหอง ราวกับใช้นิ้วก้อยก็บดขยี้ทหารเลวได้เป็นเบือ มาบัดนี้กลับถูกรองเท้าเหล็กย่ำยีจมดิน ร้องโอดครวญอย่างน่าสมเพช น้ำตาและเลือดปะปนเปื้อนใบหน้า สภาพเอน็จอนาถไม่ต่างจากอันธพาลข้างถนนที่โดนรุมกระทืบ
หลิวจื้ออู่ทนทอดสายตามองลูกน้องถูกทรมานหยามเกียรติไม่ไหว ความเจ็บปวดและเคียดแค้นสุมทับจนแทบกระอักเลือด เขายกแขนที่ร่อแร่ชี้หน้าจ้าวหนิง แผดเสียงคำรามก้อง “จ้าวหนิง เจ้าจะต้องชดใช้ในสิ่งที่ก่อลงไปในวันนี้”
ขาดคำ สันจมูกของเขาก็โดนกำปั้นของจ้าวชี่เยว่ซัดเปรี้ยงเข้าเต็มเปา เลือดกำเดาสองสายพุ่งกระฉูด หลิวจื้ออู่โซเซถอยหลังล้มก้นจ้ำเบ้า จ้าวชี่เยว่สืบเท้าตามติด คว้าข้อเท้าข้างหนึ่งของเขาไว้ ก่อนจะเหวี่ยงร่างขุนนางระดับห้าขึ้นหมุนคว้างกลางอากาศราวกับเหวี่ยงกระสอบทราย แล้วซัดกระเด็นทะลุออกประตูกองบัญชาการไป
ยามหลิวจื้ออู่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นหน้าประตู เขามองซ้ายขวาเห็นลูกน้องสภาพสะบักสะบอม แขนขาหักบิดเบี้ยว ต้องประคองกันเดินอย่างทุลักทุเล ความอัปยศอดสูทิ่มแทงจนอยากแทรกแผ่นดินหนี เกียรติภูมิที่สั่งสมมาของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง นับว่าถูกป่นปี้ไม่มีชิ้นดีด้วยน้ำมือเขาแล้ว
“จ้าวหนิง เรื่องนี้ไม่จบลงง่ายๆ แน่”
จ้าวหนิงยืนตระหง่านอยู่บนบันไดหิน ก้มทอดสายตามองหลิวจื้ออู่ด้วยแววตาเย็นชา “ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามารังแกจงฉีแห่งกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองอย่างไร้เหตุผล พวกเจ้าก็ควรเตรียมใจไว้แล้วว่าเรื่องนี้ย่อมไม่จบลงง่ายๆ ไสหัวไป อย่ามาทำตัวอัปยศอดสูอยู่แถวนี้อีก”
กลุ่มคนจากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงลากสังขารจากไปพร้อมกับเพลิงแค้นที่ฝังลึก เหล่าขุนนางและทหารองครักษ์ที่แห่แหนตามออกมา ต่างทอดมองแผ่นหลังของจ้าวหนิงด้วยสายตาเปี่ยมศรัทธาและเลื่อมใสอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ตลอดเวลาที่เผชิญหน้ากับฝ่ายบุ๋น แผ่นหลังของพวกเขาค้อมต่ำเสมอ ศีรษะหลุบต่ำเสมอ ศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำเสมอ
ทว่าบัดนี้ หลังผ่านการล้างเลือดอันดุเดือดและสาแก่ใจ พวกเขาตระหนักแจ้งแก่ใจ… ภายใต้การนำทัพของทายาทตระกูลขุนนางบู๊ผู้นี้ พวกเขามีความหวังที่จะได้หยัดยืนอย่างผ่าเผย เงยหน้าท้าทายสวรรค์ และทวงคืนศักดิ์ศรีที่สูญหายกลับคืนมา
พวกเขาเฝ้ารอคอยแสงสว่างนี้มาเนิ่นนานเหลือเกิน ราวกับผืนดินแตกระแหงที่รอคอยหยาดพิรุณ
“ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงไม่มีทางกลืนเลือดหยดนี้ลงคอแน่ พวกมันต้องยกทัพกลับมากอบกู้หน้า นี่คือสงครามศักดิ์ศรีระหว่างขุนนางบุ๋นและบู๊ พวกมันไม่อาจถอยแม้แต่ก้าวเดียว” จ้าวชี่เยว่เอ่ยเรียบๆ
จ้าวหนิงเหยียดยิ้มบาง “นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าต้องการ”
ท่ามกลางสายตาเทิดทูนของเหล่าทหารกล้า จ้าวหนิงและพรรคพวกก้าวกลับเข้าสู่ห้องทำงาน เขาและเว่ยอู๋เซี่ยนสบตากัน ก่อนจะถ่ายทอดแผนการอันลึกล้ำให้จ้าวชี่เยว่ฟังอย่างรวบรัด
“กองบัญชาการของพวกเรามีอำนาจด้อยกว่าที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง นี่คือสัจธรรมในปัจจุบัน หากคิดจะฮุบคดีตรอกผิงคังไว้ ประการแรก... เราต้องมี ‘ความชอบธรรม’ คุ้มกะลาหัว เมื่อหลักการอยู่ข้างเรา ต่อให้เรื่องบานปลายถึงเบื้องบน เราก็ไร้ข้อกังขา”
เว่ยอู๋เซี่ยนแค่นเสียงหัวเราะ “การที่อู๋เซ่าเชินถูกรุมซ้อมปางตาย ฝ่ายนั้นก็ผิดเต็มประตูอยู่แล้ว”
จ้าวหนิงส่ายหน้า “นั่นยังไม่พอแค่นั้นหรอก ข้ออ้างเพียงตื้นเขินไม่อาจพลิกสถานการณ์ที่พวกมันถือไพ่เหนือกว่าได้ การที่พวกมันกล้าลงมือกับอู๋เซ่าเชิน ก็เพื่อข่มขวัญใช้อำนาจบาตรใหญ่ ประกาศกร้าวให้กองบัญชาการตระหนักว่าพวกมันหมายมั่นจะชิงคดีนี้ไปให้จงได้”
“ดังนั้น หลังจากข้ารับมอบอำนาจ ข้าจึงปิดประตูนิ่งเฉย หากข้าบุกไปราวีพวกหลิวจื้ออู่ถึงหอเฟยเสวี่ย นอกจากกำลังรบอาจเสียเปรียบแล้ว ในแง่ของเหตุผลก็จะกลายเป็น ‘วิวาททั้งสองฝ่าย’ ความชอบธรรมของเราจะถูกลดทอนลงทันที ข้าจึงเลือกที่จะรอ... รอให้สุนัขวิ่งมาติดกับดักถึงถิ่น”
“การบุกมาหยามเกียรติถึงรัง คือการบีบคั้นที่ข้ามเส้น ความชอบธรรมทั้งหมดจึงตกอยู่ในมือเรา เปิดทางให้เราโต้กลับได้อย่างหมดจด และการลงมือในถิ่นของเรา ย่อมได้เปรียบทุกประตู อย่างเช่นการที่พี่ชี่เยว่ใช้ข้ออ้างเรื่องส่งสำรับเที่ยงมาทุบตีหลิวจื้ออู่ได้พอดี”
จ้าวหนิงอธิบายต่อด้วยแววตาล้ำลึก “ทว่าเพียงความชอบธรรมอย่างเดียวยังไม่อาจพลิกฟ้าพลิกดิน หากเหตุผลคือความเด็ดขาด คดีใหญ่โตคงไม่ถูกพวกมันฉกชิงไปหมดหรอก แท้จริงแล้ว การที่พวกมันกล้าล้วงลูกคดีหอเฟยเสวี่ย เป็นเพราะพวกมันมีบารมีล้นฟ้า กดหัวพวกเราจนจมดิน”
“การจะรั้งคดีนี้ไว้ให้มั่นคง สาวลึกถึงรากเหง้า… สิ่งเดียวที่ต้องทำคือการ ‘พลิกขั้วอำนาจ’ ระหว่างสองฝ่าย หากทำสำเร็จ ไม่เพียงแค่คดีนี้ ทว่าในภายภาคหน้า ยามกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองก้าวเดินในเมืองเยี่ยนผิง ย่อมสะดวกดายขึ้นมหาศาล พวกเราจึงต้องปิดประตูตีสุนัข สั่งสอนหลิวจื้ออู่ให้หลาบจำ”
“ก่อนหน้านี้ที่คุณชายหนิงจงใจยั่วโทสะหลิวจื้ออู่ ก็เพื่อบีบให้มันลงมือก่อน สร้างน้ำหนักให้ความชอบธรรมของเราแข็งแกร่งดั่งหินผา” เว่ยอู๋เซี่ยนเสริม “เมื่อความถูกต้องอยู่ในมือจนล้นปรี่ เราก็สามารถใช้ความถูกต้องนั้น ‘รังแก’ คนอื่นได้ โดยที่พวกมันไม่อาจปริปากบ่น”
“แต่ทว่า แค่การกระทืบหลิวจื้ออู่ ยังไม่อาจสั่นคลอนรากฐานอำนาจของพวกมันได้ เราจึงต้องลงมืออย่างเหี้ยมโหดไร้ปรานี… บีบให้หลิวจื้ออู่ต้องคลานกลับไปตามกำลังหนุน ดึงตัวหมากระดับสูงให้ออกหน้า นั่นแหละคือเป้าหมายที่แท้จริง”
“รอจนกว่าที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงจะขนขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดมา พวกเราก็จะเบิกตัว ‘ผู้ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า’ ออกมาต้อนรับ”
แววตาของจ้าวหนิงทอประกายเหี้ยมเกรียม “ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงผู้คนมานานเกินไปแล้ว นับจากวินาทีนี้… พวกเราจะสอนให้พวกมันประจักษ์ ว่าการ ‘ใช้อำนาจบาตรใหญ่’ ที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร”