ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 67 ใช้อำนาจบาตรใหญ่ (ตอนกลาง)
จ้าวชี่เยว่ปรายตามองจ้าวหนิงที่สงบนิ่งดุจเมฆาล่องลอย สลับกับเว่ยอู๋เซี่ยนที่แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมวางมาดดุจมารร้าย ซ้ำยังเลิกคิ้วลำพองใจ นางนวดขมับเบาๆ “พวกเจ้าสองคนเล่นงิ้วเข้าขากันไม่เลว แอบไปซ้อมกันตั้งแต่เมื่อใด”
จ้าวหนิงเพียงยิ้มมุมปาก ทว่าเว่ยอู๋เซี่ยนกลับชิงโอ้อวด “นี่แหละที่เรียกว่าพี่น้องร่วมใจ พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน สุนัขรับใช้ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงกับตระกูลหลิว ล้วนจองหองมาตลอด ครานี้มิใช่โดนข้ากับหนิงเกอปั่นหัวเล่นบนฝ่ามือหรอกหรือ”
ยามโอ้อวดสรรพคุณ คิ้วสองข้างของเว่ยอู๋เซี่ยนขยับขึ้นลงไม่หยุด ทว่าคิ้วอันเบาบางราวกับรอยหมึกจางๆ สองเส้นนั้น เมื่อมาอยู่บนใบหน้าถมึงทึงกลับดูพิลึกพิลั่นจนน่าขัน
จ้าวหนิงกระจ่างแจ้งแก่ใจ ปกติเว่ยอู๋เซี่ยนหาใช่พวกชอบคุยโวโอ้อวดพร่ำเพรื่อ การที่มันมาตีฝีปากเสนอหน้าต่อหน้าจ้าวชี่เยว่ เหตุผลเดียวคือความงดงามของสตรีตรงหน้า นับแต่เจ้าหมีควายนี่บรรลุธรรมเรื่องสตรี เลิกหน้าแดงเป็นตูดลิงยามพบพาน ความกำเริบเสิบสานก็พองโตขึ้นทุกวัน ไม่เพียงเคยทำน้ำลายสอใส่สตรีทรงเสน่ห์อย่างฮู่หงเหลียน ยามนี้ยังกล้ากำเริบคิดอกุศลกับพี่สาวเขา ช่างรนหาที่ตายแท้ๆ… จ้าวหนิงลอบด่าทอโคตรเหง้าเว่ยอู๋เซี่ยนอยู่ในใจ
รอจนเว่ยอู๋เซี่ยนคุยโวเสร็จ จ้าวชี่เยว่ก็โคลงศีรษะ “พวกเจ้าคาดเดาผิดไปเรื่องหนึ่งนะ”
เว่ยอู๋เซี่ยนชะงัก เบิกตากว้าง “เรื่องอันใดหรือ”
จ้าวชี่เยว่ชี้ไปยังกล่องสำรับสองใบที่วางอยู่บนโต๊ะเตี้ยข้างกาย “ข้าตั้งใจมาส่งข้าวให้จริงๆ”
เว่ยอู๋เซี่ยนลอบพรูลมหายใจโล่งอก ยกนิ้วโป้งคารวะจ้าวชี่เยว่ ก่อนหันไปยกนิ้วโป้งให้จ้าวหนิงด้วยความอิจฉาที่มีพี่สาวประเสริฐปานนี้
จ้าวหนิงหัวเราะร่วน ไม่คิดจะปิดบังความปิติ เขาเองก็คาดไม่ถึงว่าจ้าวชี่เยว่จะหิ้วสำรับมาส่งจริงๆ ตอนอยู่ในโถงใหญ่ยังนึกว่านางเพียงยกมาเป็นข้ออ้างบดขยี้หลิวจื้ออู่
จังหวะที่เว่ยอู๋เซี่ยนลุกพรวดพุ่งเข้าหากล่องสำรับอย่างตะกละตะกลาม และจ้าวหนิงกำลังถูมือเตรียมลุกขึ้น จ้าวชี่เยว่พลันเอ่ยเสริม “ช่วงนี้ข้าเพิ่งไปเรียนทำอาหารมาสองเมนู รู้สึกว่าฝีมือรุดหน้าไม่เลว จึงเข้าครัวทำมาให้พวกเจ้าลิ้มลอง”
สิ้นวาจาประโยคนั้น บรรยากาศภายในห้องพลันเย็นเยียบดุจถูกแช่แข็งในฉับพลัน
เว่ยอู๋เซี่ยนที่ยื่นมือออกไปหมายจะคว้ากล่องสำรับพลันชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ร่างกำยำหันขวับกลับมามองจ้าวชี่เยว่ด้วยสายตาหวาดผวา ส่วนจ้าวหนิงที่เพิ่งลำพองใจเมื่อครู่ แผ่นหลังพลันแข็งทื่อดุจศิลา ไม่อาจขยับเขยื้อน
“ท่าน… ท่านพี่ชี่เยว่ หมายความว่าในกล่องนี้คือกับข้าวที่ท่านเพิ่งเรียนมาใหม่หรือ” เว่ยอู๋เซี่ยนเค้นเสียงแหบพร่าดุจเป็ดถูกเชือดคอ
จ้าวหนิงเบิกตากว้าง ลุ้นระทึกกับคำตอบ
ทว่าจ้าวชี่เยว่กลับไม่ตระหนักถึงกลิ่นอายมรณะที่ตนก่อขึ้นแม้แต่น้อย นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย “ใช่แล้ว”
เว่ยอู๋เซี่ยนกลืนน้ำลายฝืดคอ สีหน้าบิดเบี้ยวราวกับเพิ่งกลืนแมลงวันเป็นๆ ลงท้อง ทว่ากลับไม่อาจแสดงออก ได้แต่อั้นไว้จนหน้าดำหน้าแดง กล่องสำรับที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม บัดนี้ต่อให้ยืมความกล้ามาอีกร้อยเท่าก็มิกล้าแตะต้อง ทำได้เพียงส่งสายตาเว้าวอนขอความช่วยเหลือจากจ้าวหนิง
จ้าวหนิงเองก็ขนลุกซู่ไม่ต่างกัน
จ้าวชี่เยว่โปรดปรานการเข้าครัว ทว่าฝีมือปลายจวักนั้นกลับเป็นมหันตภัยคุกคามชีวิต หลายปีมานี้มีเพียงบะหมี่ต้มเท่านั้นที่พอกลืนลงคอ ส่วนอาหารจานอื่นต้องใช้เวลาบ่มเพาะพิษ เอ้ย… บ่มเพาะฝีมืออีกหลายปีกว่ามนุษย์จะกินได้ ยิ่งกับข้าวที่นางอ้างว่า ‘เพิ่งเรียนมาใหม่’ สิ่งนั้น… คือฝันร้ายอันดับหนึ่งของจ้าวหนิง!
ทว่าสายเลือดตระกูลจ้าวไม่เคยรู้จักคำว่ายอมแพ้ จ้าวชี่เยว่ผู้ครองระดับพลังบำเพ็ญเพียรสูงสุดในหมู่คนรุ่นเยาว์ ผู้มีพรสวรรค์สูงส่งสะท้านเมืองเยี่ยนผิง ไม่เคยถอยร่นให้อุปสรรค ความลุ่มหลงและความพยายามอย่างไม่ลดละในศิลปะการทำอาหารของนาง ได้ซึมลึกฝังรากถึงกระดูกดำ
ตลอดเดือนกว่าที่จ้าวหนิงรับตำแหน่งในกองบัญชาการฯ จ้าวชี่เยว่แวะเวียนมาส่งข้าวหลายครา ส่วนใหญ่ล้วนเป็น ‘อาหารจานเด็ด’ ของนาง ทว่าเมื่อสิบกว่าวันก่อน นางเคยหิ้ว ‘กับข้าวเพิ่งเรียนใหม่’ มาให้ลิ้มลอง ผลลัพธ์คือทรมานเว่ยอู๋เซี่ยนจนกินข้าวไม่ลงไปสามวันเต็ม
หากเทียบกับเว่ยอู๋เซี่ยน จ้าวหนิงย่อมแบกรับความทุกข์ระทมจากกับข้าวลองวิชาของนางมาเนิ่นนานกว่า ดังนั้นในเสี้ยววินาทีเป็นตายนี้ เขาจึงตัดสินใจเด็ดขาด… เมินเฉยต่อสายตาร้องขอชีวิตของเว่ยอู๋เซี่ยน แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตามเดิม
เว่ยอู๋เซี่ยน “…”
จ้าวชี่เยว่เห็นเว่ยอู๋เซี่ยนยืนทื่อเป็นตอไม้ ซ้ำสีหน้ายังพิลึกพิลั่น นางหรี่ตาลง แววตาแปรเปลี่ยนเป็นอันตราย “เว่ยอู๋เซี่ยน เหตุใดไม่ยกสำรับมา หรือเจ้าไม่ชอบอาหารที่ข้าทำ”
เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิต ร่างกำยำของเว่ยอู๋เซี่ยนก็สะดุ้งโหยง ลอบร้องจบทเห่ในใจ พอหวนนึกถึงความโหดเหี้ยมยามที่นางจับหลิวจื้ออู่เหวี่ยงดุจกระสอบทราย เขาก็เสียวสันหลังวาบ เย็นเยียบไปทั้งแขนขา ไม่อยากถูกจับข้อเท้าหมุนคว้างแล้วโยนออกนอกจวน จึงรีบฉีกยิ้มประจบประแจง เป็นรอยยิ้มที่ฝืนปั้นอย่างยากลำบากและจริงจังที่สุดในชีวิต “ชอบ! จะไม่ชอบได้อย่างไร ท่านพี่ชี่เยว่เป็นถึงสตรีสูงศักดิ์ อุตส่าห์ลงมือเข้าครัวด้วยตัวเอง ซ้ำยังดั้นด้นมาส่งให้ถึงที่ ข้ากับหนิงเกอรับรองว่าจะกวาดให้เรียบ ไม่ให้เหลือแม้แต่น้ำแกงหยดเดียว”
จ้าวหนิง “…”
ท้ายที่สุด สองบุรุษก็จำใจกวาดล้างสำรับมรณะของจ้าวชี่เยว่จนเกลี้ยงเกลา ดั่งที่เว่ยอู๋เซี่ยนลั่นวาจาไว้… ไม่เหลือแม้แต่น้ำแกงหยดเดียว
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะยามเปิบข้าวเข้าปาก ต่างฝ่ายต่างหวังให้อีกคนสละชีพกินมากกว่าตน ดังนั้นทุกคราที่คีบกับข้าว พวกเขาจะแสร้งเบิกตากว้าง ตะโกนลั่นว่ารสชาติล้ำเลิศอร่อยล้ำ จากนั้นก็อ้างหลักคุณธรรมแบ่งปันความสุข รีบโกยกับข้าวพูนๆ ยัดใส่ชามของพี่น้องตนอย่างบ้าคลั่ง
อีกฝ่ายเมื่อถูกยัดเยียดจนยากปฏิเสธ ก็ทำได้เพียงลิ้มลองจานอื่น แล้วตบโต๊ะอุทานอย่างโอเวอร์วังกินเบอร์ยิ่งกว่า ว่านี่คือรสชาติสวรรค์ประทาน ก่อนจะเทกับข้าวครึ่งจานกลับคืนสู่ชามพี่น้องตน
สลับกันรุกรับไปมา ท้ายที่สุดทั้งสองก็ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตากลืนกินภูเขาอาหารพิลึกพิลั่นเบื้องหน้า เพื่อสะกดจิตตนเองให้ผ่านพ้นการเดินทางลงนรกขุมนี้โดยเร็ว พวกเขาจึงงัดข้อแข่งกันตะโกนชมว่าอร่อยราวกับส่งเสียงปลุกใจ ทุกครั้งที่ตะโกนก็จะตักข้าวคำโตยัดเข้าปาก ยืดคอหอยกลืนลงท้องรวดเดียวราวกับงูเหลือมเขมือบเหยื่อ
จ้าวชี่เยว่ทอดมองทั้งสองสวาปามอาหารอย่างเอร็ดอร่อย เสียงชื่นชมดังไม่ขาดหู นางก็แย้มยิ้มจนตาหยี พร่ำบอกให้ค่อยๆ กินระวังติดคอ
ความเหนื่อยล้าจากการขลุกอยู่ในโรงครัวครึ่งค่อนวันมลายสิ้น นางลอบซ่อนนิ้วชี้ซ้ายที่บวมแดงจากการถูกลวกเข้าในแขนเสื้ออย่างมิดชิด นางรู้ดีว่าหากจ้าวหนิงเห็นรอยแผล ย่อมต้องปวดใจและโทษตัวเอง นางเพียงปรารถนาให้เขาได้กินอาหารอย่างมีความสุข
หญิงสาวลอบหมายมั่นในใจ ดูท่าพรสวรรค์ด้านอาหารของตนนับว่าก้าวหน้า ภายหน้าต้องขยันศึกษาสูตรอาหารใหม่ๆ มาทำให้เขากินบ่อยๆ จะให้ซดแต่บะหมี่ต้มได้อย่างไร… ถึงอย่างไร เวลาของนางก็เหลืออีกไม่มากแล้ว
กำหนดการเข้าวังใกล้เข้ามาทุกขณะ หากก้าวล่วงเข้าสู่เขตพระราชฐาน ย่อมไร้โอกาสได้เข้าครัวทำอาหารให้จ้าวหนิงกินอีกชั่วชีวิต
คล้อยหลังจ้าวชี่เยว่ที่หอบหิ้วชามตะเกียบไปล้างที่โรงครัว เว่ยอู๋เซี่ยนก็ทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้หมดสภาพดุจสุนัขใกล้ตาย นัยน์ตาเล็กหยีที่ปริ่มไปด้วยน้ำตามองจ้องขื่อคา พลางโอดครวญเสียงหลง “จบสิ้นแล้ว… พวกเราจบเห่แล้วแน่ๆ หนิงเกอ เจ้าได้ยินหรือไม่ พี่สาวเจ้าประกาศว่าจะไปเรียนเมนูใหม่มาให้พวกเรากินบ่อยๆ…”
“ข้าเพิ่งกระจ่างแจ้งก็วันนี้ เหตุใดพี่สาวเจ้าถึงไม่เคยรู้ตัวว่าฝีมือปลายจวักของตนคือยาพิษ ต่อให้เป็นผู้ใดมาเห็นพวกเราสวาปามล้างบางปานพายุบุหงำ ซ้ำยังร้องเยินยอไม่ขาดปาก ย่อมต้องหลงคิดว่าฝีมือตนล้ำเลิศทัดเทียมพ่อครัวหลวง… คราหน้าข้าต้องหูตาไวเสียแล้ว พอเห็นเงาพี่สาวเจ้า ข้าจะเผ่นหนีไปพันลี้ วาสนาสวรรค์เช่นนี้ พี่น้องเอ๋ย เจ้าจงเสวยสุขไปผู้เดียวเถิด”
จ้าวหนิงปรายตามองเว่ยอู๋เซี่ยนด้วยหางตา “คราบมันบนปากยังไม่ทันแห้ง ก็ลอบนินทาพี่สาวข้าเสียแล้ว เมื่อครู่มโนธรรมของเจ้าคงถูกย่อยสลายลงกระเพาะไปพร้อมกับข้าวแล้วสินะ”
เว่ยอู๋เซี่ยนรีบยกแขนเสื้อเช็ดปากปะหลับปะเหลือก ก่อนชูมือยอมจำนน
สวนทางกับบรรยากาศการกินข้าวกลืนยาพิษของสองหนุ่ม บนโถงชั้นสอง สือชงและอู๋เซ่าเชินกลับร้อนรุ่มดุจมดบนกระทะร้อน จากเหตุการณ์ที่จ้าวหนิงสั่งล้างบางคนของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง
ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่วู่วามไร้สมอง สะใจก็ส่วนสะใจ ทว่าพายุแค้นจากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงย่อมกวาดล้างกลับมาอย่างแน่นอน ดีไม่ดีอาจลุกลามกระเทือนถึงสามกรมหกกระทรวง ข้าจะคอยดูน้ำหน้า ว่าประเดี๋ยวมันจะหาทางลงเช่นไร! อู๋เซ่าเชินขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในห้องทำงานส่วนตัว
ส่วนสือชงนั้นเดินงุ่นง่านวนไปวนมากลางโถง ทั้งสาสมใจทั้งหวาดวิตก คาดไม่ถึงว่าไอ้เด็กจ้าวหนิงจะบ้าดีเดือด ใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลปานนี้ สมสันดานลูกหลานตระกูลขุนนางบู๊ที่คุ้นชินกับการวางก้าม ยอมหักไม่ยอมงอ ลงมือโดยไม่สนหัวผู้ใด… ทว่า วันนี้ที่กระทืบคนของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงเสียจมดิน ก็นับว่าสะใจเหลือแสน กองบัญชาการของเราไม่ได้สำแดงเดชปานนี้มาเนิ่นนานเท่าใดแล้ว ช่างระบายความอัดอั้นนัก! ทว่า… หากพวกมันยกทัพกลับมาเอาคืน กองบัญชาการจะรับแรงกระแทกจากโทสะเดือดพล่านของพวกมันไหวหรือ ข้าควรจะทำเช่นไรดี
ตัดกลับมาที่จ้าวหนิง จ้าวชี่เยว่ และเว่ยอู๋เซี่ยนที่ว่างจัดจนไร้สิ่งใดทำ หลังดวลหมากกระดานฆ่าเวลาไปสามตา ในที่สุด… กองทัพล้างแค้นจากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงก็โผล่หัวมา
จำนวนคนครานี้ร่อยหรอ ทว่าฐานะกลับสูงส่งทะลุฟ้า! ไม่เพียงเจ้าเมืองเยี่ยนผิงจะถ่อมาด้วยตนเอง ทว่ากระทั่ง ‘กรมจงซู’ ยังส่งขุนนางใหญ่ระดับสูงมาคุมทัพ สิ่งนี้สะท้อนชัดเจนว่าเจ้าเมืองเยี่ยนผิงได้กลิ่นทะแม่ง เกรงว่าจะมีเล่ห์กลซ้อนเร้น จึงระมัดระวังตัวและแทงเรื่องด่วนรายงานเบื้องบน
ทางด้านกรมจงซูก็หาได้ประมาท คาดว่าคงมองการณ์ไกลถึงขั้นศึกศักดิ์ศรีระหว่างขุนนางบุ๋นและขุนนางบู๊ หากปล่อยให้ทหารเลวลุกขึ้นมาเหยียบหัวขุนนางบุ๋นเป็นเยี่ยงอย่างย่อมเสียระบบ จึงตัดสินใจส่งตัวหมากระดับสูงลงมาดับเครื่องชน
ขุนนางใหญ่ผู้นั้นกุมอำนาจบารมีล้นฟ้า เขาหาใช่ใครที่ไหน ทว่าเป็นถึง ‘ชานจือเจิ้งซื่อ’ พ่วงตำแหน่งผู้นำตระกูลหลิว… หลิวมู่จือ!
การปรากฏตัวของหลิวมู่จือ ประจักษ์ชัดว่าท่าทีแข็งกร้าวผิดมนุษย์มนาของกองบัญชาการที่ดึงดันจะฮุบคดีหอเฟยเสวี่ย ได้กระตุกหนวดมังกรและกระตุ้นความระแวดระวังของเขาแล้ว คดีนี้ผูกพันกับแผนการระดับรากฐานของตระกูลหลิวที่ต้องการชุบมือเปิบให้สมาคมชุดขาวกลืนกินหออี้ผิ่น ยามนี้หมากกระดานดำเนินมาถึงจุดพลิกผัน หลิวมู่จือเพื่อสกัดกั้นตัวแปรแทรกซ้อน จึงจำต้องออกโรงด้วยตนเอง เพื่อการันตีว่าคดีนี้จะถูกรวบเข้าที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง และแผนการของตระกูลจะเดินหน้าอย่างไร้รอยขีดข่วน
เมื่อขุนนางระดับสี่อย่างเจ้าเมืองเยี่ยนผิง และขุนนางระดับสองอย่างชานจือเจิ้งซื่อบุกมาเยือนถึงถิ่น ขุนนางขี้ปะติ๋วระดับห้าอย่างสือชงย่อมหมดสิทธิ์มุดหัวอยู่ในกระดอง เขาจำใจถ่อออกไปต้อนรับหน้าประตู เชื้อเชิญมัจจุราชเข้าสู่โถงใหญ่ด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอและท่าทีพินอบพิเทา เอ่ยปากหยั่งเชิงจุดประสงค์ ทว่าทันทีที่โดนเจ้าเมืองเยี่ยนผิงสาดน้ำลายถากถางชุดใหญ่ พ่วงด้วยการทวงถามความรับผิดชอบเรื่องหลิวจื้ออู่ถูกกระทืบ สือชงก็ไม่ลังเลแม้แต่เสี้ยววินาทีที่จะถีบจ้าวหนิงออกมารับหน้าเสื่อ
“มิกล้าปิดบังใต้เท้า คดีหอเฟยเสวี่ยนั้น จ้าวจงฉีเป็นผู้กุมอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว ความขัดแย้งที่ลุกลามก่อนหน้านี้ก็เกิดจากเขา หากใต้เท้าหลิวปรารถนาจะไต่สวนสิ่งใด เชิญรีดเค้นจากจ้าวจงฉีได้เลยขอรับ” สือชงสลัดหางหนี ตัดสินใจโยนความผิดทั้งหมดให้จ้าวหนิงเป็นแพะรับบาปอย่างหน้าไม่อาย
แม้ก่อนหน้านี้เขาจะแอบสะใจที่จ้าวหนิงเหยียบย่ำหลิวจื้ออู่ ทั้งยังลอบหวั่นเกรงว่าหากไอ้เด็กนี่ทำสำเร็จจะสร้างบารมีล้นหลาม ทว่าวินาทีที่ปะทะสายตากับหลิวมู่จือ เขาก็ตระหนักแจ้งแก่ใจ… พายุลูกนี้เกินขอบเขตที่คนอย่างเขาจะต้านทานได้ ทำได้เพียงผลักจ้าวหนิงออกไปเป็นโล่มนุษย์
ส่วนจ้าวหนิงจะเอาชีวิตรอดได้หรือไม่ จะพลิกเกมกอบกู้บารมีให้กองบัญชาการ หรือจะถูกบดขยี้จนแหลกเหลว ล้วนสุดแท้แต่วาสนาของมันเอง เขาไร้ปัญญาจะสอดมือช่วยเหลือ และถึงอย่างไร… จ้าวหนิงก็เป็นถึงทายาทผู้นำตระกูลจ้าว หาใช่สายเลือดตระกูลสือของเขาสักหน่อย จะตายร้ายดีอย่างไรก็ช่างหัวมัน!