ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 93 เกิดเรื่อง (2)
ตำบลซินเซียงแห่งอำเภอหลานเทียนตั้งตระหง่านอยู่เชิงเขา แม้เบื้องหน้าเป็นเพียงตำบลชนบท ทว่ากลับเนืองแน่นด้วยผู้คนนับพันครัวเรือน มิใช่เพียงเพราะสายน้ำหลานเทียนที่คดเคี้ยวหล่อเลี้ยงผืนนาให้อุดมสมบูรณ์ แต่เป็นเพราะ ‘ภูเขาหลานเทียน’ คือขุนเขาวิเศษอันเลื่องชื่อ
เบื้องลึกซุกซ่อนเหมืองผลึกม่วงหายาก ซ้ำยังอุดมด้วยสมุนไพรล้ำค่า ที่เลื่องชื่อกระฉ่อนที่สุดย่อมหนีไม่พ้น ‘หญ้าเปยซวี่’ จากไร่สมุนไพรตระกูลจ้าว เล่าขานว่าเป็นแก่นวัตถุดิบหลอม ‘โอสถชำระชีพบริสุทธิ์’ แม้หอบทองคำพันตำลึงมากองตรงหน้าก็ยากจะได้ครอบครอง
ภูเขาหลานเทียนคือปลายแขนงเทือกเขาเยี่ยนซาน ยอดเขาสลับซับซ้อนทอดตัวจรดขอบฟ้า นอกเหนือจากผลึกม่วงและหญ้าเปยซวี่ ลึกเข้าไปในหุบเขายังชุกชุมด้วยสิงสาราสัตว์และพรรณไม้นานา สำหรับพรานป่า ขุนเขาแห่งนี้คือขุมทรัพย์หล่อเลี้ยงปากท้องชั้นยอด
ชาวบ้านซินเซียงหากไร้ฝีมือล่าสัตว์เก็บสมุนไพร ย่อมผันตัวไปทำนาทำไร่ หรือหากชิงชังการก้มหน้าสู้ดิน เหมืองตระกูลหลิวและไร่สมุนไพรตระกูลจ้าวยังคงอ้าแขนรับแรงงานมหาศาล โดยเฉพาะเหมืองผลึกม่วงที่สูบกลืนแรงงานนับพันชีวิต
สายธารแห่งผลประโยชน์เหล่านี้ผลักดันให้ซินเซียงเจริญรุ่งเรืองสุดขีด ก้าวขึ้นเป็นตำบลมั่งคั่งอันดับต้นๆ ภายในเมืองจึงคึกคักด้วยกิจการร้านรวง ทั้งหอสุรา โรงหมอ หอนางโลม และบ่อนพนัน ล้วนผุดขึ้นราวดอกเห็ด
ยามนี้ ฮู่หงเหลียนผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดสตรีชาวบ้านเนื้อหยาบ ปิ่นหยกถูกแทนที่ด้วยปิ่นทองแดงอัปลักษณ์ ใบหน้าไร้เครื่องประทินโฉม ซ้ำยังพอกทาด้วยผงยาสูตรลับ ขับเน้นผิวพรรณให้เหลืองคล้ำ ซีกแก้มเกลื่อนด้วยรอยตกกระ กลบรัศมีโฉมสะคราญจนสิ้นซาก แปรสภาพเป็นเพียงสตรีชั้นต่ำร่างซูบผอมอมโรค
ฉากบังหน้าของนางคือภรรยาอมโรคที่หอบหิ้วสังขารรอนแรมตามสามีมาตายดาบหน้าในซินเซียง
เศษสวะสัญจรเยี่ยงนี้พบเห็นได้ดาดดื่น ทุกปีมีผู้อพยพหลั่งไหลจนกลายเป็นภาพชินตา ไม่ว่าถูกภัยธรรมชาติโบยตีหรือกลียุคจากน้ำมือมนุษย์ ผู้ที่ถูกบีบจนไร้ที่ยืนล้วนต้องซมซานหาแหล่งกบดานใหม่ และซินเซียงคือขุมทองที่ดึงดูดแมลงเม่าเหล่านี้
ผู้มาเยือนหากไม่ลงหลักปักฐานเปิดร้านรวง ก็ต้องมุดหัวลงเหมือง หรือขายแรงงานตามหอสุรา ทว่ายังมีเศษเดนบางส่วนที่ถูกทอดทิ้ง คนยากไร้ แก่ชรา อ่อนแอ และพิการ ไร้ทุนรอน ซ้ำไร้คนเหลียวแลจ้างงาน
ฮู่หงเหลียนปักหลักสอดแนมมาหลายราตรี ส่วนหัวหน้าสามแห่งหออี้ผิ่นในคราบสามี ก็สวมบทบุรุษร่างบึกบึนที่เร่ขายแรงงานแลกเศษเงิน ตระเวนถามไถ่งานไปทั่วทุกหัวระแหง
ท้ายที่สุดเป้าหมายย่อมพุ่งไปที่เหมืองแร่ พวกเขาแสร้งตระเวนสืบเสาะวิธีลงเหมือง ซักไซ้ถึงความปลอดภัยและค่าแรงอย่างละเอียด ซ้ำยังมักหิ้วสุราเหลืองกับกับแกล้มไปประจบประแจงเพื่อนบ้านที่มีคนงานในเหมือง เพื่อล้วงความลับอย่างแนบเนียน
ยอดฝีมือหออี้ผิ่นที่แทรกซึมเข้าซินเซียงมีจำนวนไม่ใช่น้อย บ้างเร้นกายลำพัง บ้างจับกลุ่ม บ้างใช้ข้ออ้างหางานเปิดร้านเฉกเช่นฮู่หงเหลียน บ้างสวมรอยเป็นหมอเถื่อนหรือซินแสพเนจร กระทั่งแปลงโฉมเป็นเศรษฐีหน้าโง่ผลาญเงินในหอนางโลมและบ่อนพนัน แน่นอนว่ากองกำลังหลักยังคงกบดานรัดกุมอยู่วงนอก การปล่อยให้คนแปลกหน้าพรวดพราดเข้ามามากเกินไปย่อมแหวกหญ้าให้งูตื่น
ภารกิจหลักคือการขุดรากถอนโคนความลับเหมืองผลึกม่วงตระกูลหลิว กระชากหน้ากากโศกนาฏกรรมเหมืองถล่มที่ฝังคนงานนับร้อยชีวิต ควานหาพยานและหลักฐานชิ้นสำคัญ เหนือสิ่งอื่นใดคือการควบตัวผู้เสียหายทีละคน ลักลอบฝ่าวงล้อมมุ่งหน้าสู่เมืองเยี่ยนผิงอย่างเร้นลับที่สุด
กลิ่นคาวเลือดของคดีนี้ยังสดใหม่ จำนวนผู้เสียชีวิตมหาศาล ขอเพียงกำหลักฐานกลับไปได้ ทันทีที่กระชากหน้ากาก ย่อมจุดชนวนระเบิดสั่นสะเทือนทั้งราชสำนัก และสับตระกูลหลิวให้กระอักเลือดได้อย่างแน่นอน
ฮู่หงเหลียนเจนจัดในยุทธภพมาเนิ่นนาน ย่อมตระหนักแจ้งว่า หัวใจของการศึกครานี้คือความไร้ร่องรอย ห้ามให้สุนัขรับใช้ตระกูลหลิวระแคะระคายแม้แต่ปลายเล็บ
เหมืองผลึกม่วงคือกล่องดวงใจ อาณาบริเวณซินเซียงถูกวางข่ายล้อมด้วยหูตาตระกูลหลิว ซ้ำยังมียอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดซุ่มซ่อนอยู่นับไม่ถ้วน หากปล่อยให้พวกมันรู้ตัวว่ามีมือมืดลอบขุดคุ้ยคดีเหมืองถล่มและสันดานกดขี่ชาวบ้าน ย่อมกวักมือเรียกหายนะจากการถูกกวาดล้างอย่างเบ็ดเสร็จ ผลลัพธ์ย่อมมีเพียงความพินาศย่อยยับ
หากคนของหออี้ผิ่นพลาดท่าแม้เพียงคนเดียว มิใช่แค่คดีเหมืองถล่มจะล้มเหลว หออี้ผิ่นก็จะถูกแฉจนหมดเปลือก ร้ายแรงที่สุดคือหมากกระดานใหญ่ของจ้าวหนิงจะถูกคว่ำจนย่อยยับ
ฮู่หงเหลียนมิเพียงลดตัวลงมาคุมทัพร่วมกับหัวหน้าสาม หลายราตรีที่ผ่านมา นางเดินหมากด้วยความระแวดระวังขั้นสุด ไม่ยอมให้เกิดรอยรั่วแม้แต่เสี้ยวธุลี
ข่าวดีคือโศกนาฏกรรมเพิ่งพ้นผ่านเพียงสองเดือน รอยแผลยังสดใหม่ ผู้คนมักหยิบยกมาสนทนาเป็นวงกว้าง การแทรกซึมรวบรวมข่าวของหออี้ผิ่นจึงราบรื่นดุจสายน้ำ
หมอพเนจรแสร้งเปี่ยมเมตตา อาศัยโอสถวิเศษและปราณแท้ฉุดรั้งผู้ป่วยครอบครัวยากไร้จากขุมนรก ย่อมกอบโกยคำสรรเสริญเยินยอ และถูกรั้งตัวร่วมโต๊ะอาหารพื้นบ้านเพื่อตอบแทนบุญคุณ
ยามนั้น ขอเพียงแกล้งแย้มพรายถามถึงสาเหตุที่ผู้คนในตำบลไอเป็นเลือดประดุจโรคระบาด อีกฝ่ายพลันถอนหายใจยาว พรั่งพรูว่านั่นคือวัณโรคที่ไร้ทางรักษา ต้นตอล้วนมาจากฝุ่นหินเขม่าควันในเหมืองมรณะ แม้คนงานจะใช้ผ้าปิดจมูก ทว่าการตรากตรำสูดดมไอพิษแรมเดือนแรมปี ท้ายที่สุดย่อมถูกกระชากลงนรกทั้งเป็น
เมื่อบทสนทนาลากเข้าสู่เหมือง ขอเพียงหมอพเนจรหว่านล้อมอีกเล็กน้อย ญาติผู้ป่วยที่กำลังซาบซึ้งจนน้ำหูน้ำตาไหล ย่อมคายความลับทุกหยดออกมาจนสิ้น
เทียบกับการผลาญโอสถและปราณแท้ของหมอเถื่อนแล้ว ยอดฝีมือที่สวมบทซินแสพเนจรกลับลงทุนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน อาศัยเพียงลิ้นลมตลบตะแลงทำมาหากิน
ไม่ว่าทักผู้ใด ล้วนฟันธงว่าดวงชะตาพุ่งกระฉูดวาสนาล้นฟ้า เพียงแต่ก่อนลาภลอยจะมาเยือน ต้องเผชิญคราวเคราะห์ที่สวรรค์ทดสอบ หากข้ามพ้นย่อมรวยล้นฟ้า หากพลาดพลั้ง สถานหนักคือวิญญาณหลุดจากร่าง สถานเบาคือวาสนาขาดสะบั้น ตกระกำลำบากชั่วกัลป์
ภายใต้ลิ้นฝีปากลวงโลก ชาวบ้านที่หวังปัดเป่าเคราะห์ร้ายและตะเกียกตะกายสู่ความมั่งคั่ง ถึงขั้นยอมขุดโคตรเหง้าศักราชมาแฉจนหมดเปลือก หวาดผวาว่าหากตกหล่นแม้เสี้ยวเดียว จะทำลายความขลังของปรมาจารย์ ประสาอันใดกับเบาะแสเล็กน้อยในพื้นที่
ส่วนพวกที่แทรกซึมเข้าแหล่งข่าวชั้นยอดอย่างหอนางโลมและบ่อนพนัน ขอเพียงกระหน่ำโยนเงินก้อนโต ยามเหล่าคณิกาอารมณ์เบิกบาน นอกเหนือจากปรนนิบัติจนตัวอ่อน ปากของพวกนางย่อมคายทุกอย่างออกมา ส่วนพวกผีพนันก้นถุง ขอเพียงตีสนิทเลี้ยงสุราเนื้อย่างสักมื้อ มิต้องรอให้อ้าปากถาม อีกฝ่ายก็พร้อมพ่นความลับอวดอ้างสรรพคุณเอง
ไม่นานนัก พวกฮู่หงเหลียนก็กระชากรายชื่อครอบครัวคนตายในโศกนาฏกรรม รวมถึงบัญชีหนังหมาของตระกูลหลิวที่ออกหน้าบีบบังคับ ระบุตัวตนและแหล่งกบดานได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“พวกเราทาบทามครอบครัวคนตายครบทุกสายแล้ว ขุดคุ้ยสันดานโสมมออกมาจนหมด ยามเหมืองถล่ม ตระกูลหลิวหน้าด้านโยนบาปให้คนงาน อ้างว่าพวกเขากระทำผิดกฎจนเกิดหายนะ ซ้ำยังขูดรีดเรียกร้องให้คนตายชดใช้ค่าเสียหาย”
“ต่อมานายอำเภอหลานเทียนลงพื้นที่ ตระกูลหลิวถึงยอมพลิกลิ้น ทว่ากลับโยนเศษเงินค่าทำขวัญเทียบเท่าค่าแรงเพียงเดือนเดียว กล่าวให้ถึงที่สุดคือ พวกมันใช้เงินเดือนเดียวซื้อหัวคน คนเหล่านั้นเคียดแค้นตระกูลหลิวเข้ากระดูกดำ เพียงอับจนหนทางต่อกร เดนตายที่บากหน้าไปร้องทุกข์ถึงเมืองหลวงล้วนหายสาบสูญ… ข้าจึงกล้ารับประกัน หากพวกเราทอดสะพานพาไปส่งถึงที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง คนเหล่านี้ย่อมพร้อมถวายหัว”
หัวหน้าสามกระแทกเสียงรับรองกร้าว โทสะพลุ่งพล่านอัดแน่นเต็มอก
ฮู่หงเหลียนพยักหน้ารับ ทว่าคิ้วกลับขมวดแน่น “ฟังจากปากเจ้า นายอำเภอหลานเทียนผู้นี้ยังพอมีมโนสำนึกอยู่บ้างกระมัง หากไร้กังฉินนี่ เกรงว่าญาติคนตายคงไม่เห็นแม้แต่เศษอีแปะ”
หัวหน้าสามทุบโต๊ะดังสนั่น ตวาดลั่น “ตอนแรกข้าก็หลงเชื่อ นึกว่ามันคือขุนนางตงฉิน ที่ไหนได้ มันสวมรอยสมคบคิดกับตระกูลหลิวมาแต่ต้น โศกนาฏกรรมครานั้น ต้นตอแท้จริงคือตระกูลหลิวละโมบอยากอัดยอดผลิต บีบคอคนงานเร่งขุดแร่หามรุ่งหามค่ำ จะใช่ความผิดของคนตายได้อย่างไร”
“อีกประการ ไม่ว่าเหมืองแร่จะถล่มทับหัวคนตายเมื่อใด เจ้าของเหมืองย่อมต้องล้างคอรอรับผิด มีเหตุผลระยำอันใดไปโยนบาปให้คนงาน... สรุปคือ ตระกูลหลิวมีโทษมหันต์ เหมืองผลึกม่วงย่อมถูกริบ ซ้ำต้องควักเนื้อชดเชยมหาศาล ทว่านายอำเภอหลานเทียนกลับอมส่วยตระกูลหลิว ปิดปากเงียบกริบ ซ้ำยังกางปีกคุ้มหัวตระกูลหลิวเหยียบย่ำราษฎร ราชสำนักจึงหูหนวกตาบอดมาจนถึงทุกวันนี้”
“เลวทรามกว่านั้น นี่มิใช่ครั้งแรกที่เหมืองตระกูลหลิวสูบเลือดคน ก่อนหน้าก็มีคนตายสังเวยหลายระลอก เพียงแต่เป็นศพย่อยๆ จึงไร้คลื่นลม ทว่าเหมืองแห่งหนึ่งสูบกลืนวิญญาณคนทุกปี อำมหิตผิดมนุษย์มนา นี่มันขุดผลึกม่วงอันใดกัน ขุดผลึกเลือดชัดๆ ซ้ำร้ายญาติคนตายไม่เคยได้สัมผัสค่าทำขวัญที่สมน้ำสมเนื้อ บางศพกระทั่งกระดูกยังขุดขึ้นมาฝังไม่ได้ ญาติพี่น้องอับจนหนทาง เปลวแค้นสลักลึกเข้ากระดูกดำมาเนิ่นนานแล้ว”
สิ้นวาจา หัวหน้าสามกระชากชามน้ำกระดกรวดเดียวสามชามใหญ่ จึงพอจะสยบเพลิงโทสะในอกลงได้บ้าง
ฮู่หงเหลียนหรี่ตาครุ่นคิด “ตระกูลหลิวจับมือทางการ กางตาข่ายคลุมซินเซียงแน่นหนา คดีนี้พัวพันศพนับร้อยและญาติอีกมหาศาล หากเคลื่อนย้ายคน ย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตา ก่อนหน้านี้ คดีในพื้นที่อื่นคนน้อย จึงลอบพาตัวออกไปอย่างเงียบเชียบ ยามนี้ส่วนใหญ่เหยียบเมืองหลวงแล้ว คดีเหมืองผลึกม่วงคือคมดาบปลิดชีพตระกูลหลิว ห้ามพลาดพลั้งเด็ดขาด ทว่าการขนคนนับร้อยฝ่าด่านเข้าเมืองหลวง… หมากกระดานนี้ต้องวางให้รัดกุมที่สุด”
หลังเค้นสมองประเมินแผน ฮู่หงเหลียนสับแยกครอบครัวคนตายทั้งในและนอกซินเซียงออกเป็นสิบกว่าสาย แต่ละสายประกับด้วยยอดฝีมือหออี้ผิ่น นางตระเตรียมใช้เวลาสิบกว่าวัน ทยอยลำเลียงทีละขบวน อาศัยห้วงเวลารุ่งอรุณจรดพลบค่ำแยกย้ายกันหลบหนี งัดสารพัดเล่ห์กลอำพรางตบตา เพื่อส่งพวกเขาไปตีกลองร้องทุกข์ที่เมืองหลวง
ขอเพียงคนเหล่านี้หลุดพ้นอาณาเขตซินเซียง ย่อมมีกองกำลังดักรอรับช่วงต่อวงนอก การฝ่าทะลวงถึงเมืองเยี่ยนผิงภายในหนึ่งถึงสองราตรีย่อมพลิกฝ่ามือ
ที่ต้องระดมคนนับร้อย ก็เพื่อหลักประกันว่าวิญญาณคนตายทุกดวงจะมีญาติออกโรงทวงแค้น สร้างคลื่นพายุให้โหมกระหน่ำรุนแรงที่สุด ยามผู้เสียหายนับร้อยรวมตัวตีกลองร้องทุกข์หน้าจวนที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง เสียงกลองย่อมสะเทือนเลื่อนลั่นทะลุราชสำนัก และกระแทกถึงพระกรรณเบื้องบน
แผนการของฮู่หงเหลียนนับว่าไร้ช่องโหว่ ทว่าพญามัจจุราชกลับไวกว่าก้าวหนึ่ง ในเที่ยงวันแรกของการลำเลียงผู้เสียหาย ฮู่หงเหลียนที่เร้นกายคุมเชิงอยู่เพิงน้ำชาหน้าประตูเมือง พลันถูกกองกำลังยอดฝีมือตระกูลหลิวที่พุ่งทะลวงออกจากประตูเมืองตีวงล้อมกรอบ
“สันดานสุนัขลอบกัดของพวกเจ้า ล้วนตกอยู่ในสายตาพวกเราจนหมดสิ้น ถึงขั้นกล้ากระตุกหนวดพยัคฆ์ รนหาที่ตายนักรึ จงคายออกมาให้หมด… มุดหัวมาสอดแนมคดีเหมืองถล่มด้วยจุดประสงค์ใด พวกเจ้าเป็นสุนัขรับใช้ผู้ใด คนของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง ศาลต้าหลี่ หรือว่าเป็นสุนัขของตระกูลจ้าว”
ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดผู้หนึ่ง ไพล่มือเบื้องหลังก้าวอาจหาญหยุดยืนเบื้องหน้าฮู่หงเหลียน นัยน์ตาดุดันแผ่รังสีอำมหิตจ้องเขม็งลงมา เอื้อนเอ่ยด้วยท่าทีหยิ่งผยองประดุจมัจจุราชชี้เป็นชี้ตาย