ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 94 เกิดเรื่อง (3)
ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลหลิวที่ปรากฏตัวมีจำนวนไม่ถึงยี่สิบคน ทว่าพลังบำเพ็ญล้วนลึกล้ำ อ่อนด้อยที่สุดยังอยู่ถึงระดับคุมปราณขั้นกลาง ส่วนบุรุษผู้เป็นหัวหน้ายิ่งเหยียบย่างเข้าสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง กลิ่นอายแกร่งกล้าแผ่ซ่าน กดข่มฮู่หงเหลียนจนแทบสิ้นรอยคราบ
ทั่วราชอาณาจักรต้าฉี ผู้บำเพ็ญเพียรระดับราชันย์มีเพียงสิบกว่าชีวิต เชื้อพระวงศ์ครอบครองไปแล้วถึงสาม ส่วนที่เหลือก่อเกิดในสิบเจ็ดตระกูลขุนนางบู๊และสิบสี่ตระกูลขุนนางบุ๋นระดับกั๋วกง สำหรับตระกูลใหญ่โดยทั่วไป ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายก็นับเป็นขุมกำลังสูงสุดแล้ว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ขอเพียงบรรลุระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย ย่อมมีคุณสมบัติมากพอจะก่อตั้งตระกูลขุนนางชั้นสูง
ขุมกำลังในยุทธภพ ไม่ว่าพรรคพวกหรือชาวยุทธป่าเขียว เมื่อเทียบกับตระกูลขุนนางใหญ่ที่หยั่งรากมานับร้อยพันปี ล้วนเจริญรวดเร็วและดับสูญไว ไร้รากฐานความลึกซึ้ง จึงยากจะบ่มเพาะยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย ไม่ว่าหออี้ผิ่นหรือสำนักกระบี่ซานชิง ยอดฝีมืออันดับหนึ่งต่างหยุดชะงักอยู่เพียงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง
แม้ฮู่หงเหลียนจะบรรลุระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง ทว่ายอดฝีมือหออี้ผิ่นรอบกาย ทั้งเร้นกายและเผยตัว นอกเหนือจากหัวหน้าสามระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นแล้ว ผู้ที่เหลือล้วนห่างชั้นจากคนตระกูลหลิวราวฟ้ากับเหว
ยามนี้ศัตรูล้อมกรอบปิดทางหนี สถานการณ์ฮู่หงเหลียนเข้าขั้นวิกฤต ทว่านางยังคงความเยือกเย็น ลอบส่งสัญญาณมือให้ขุมกำลังหออี้ผิ่นโดยรอบ ห้ามมิให้ผู้ใดวู่วาม
“พี่ชายกล่าวอันใด ผู้น้อยเพียงนั่งดื่มชา จะกล้าล่วงเกินตระกูลหลิวได้อย่างไร ท่านยกพลมาปิดล้อมเช่นนี้ หรือเห็นผู้น้อยรูปโฉมงดงาม จึงคิดฉุดคร่าสตรีชาวบ้าน” ฮู่หงเหลียนแย้มยิ้มหยาดเยิ้ม จริตจะก้านปานแม่เล้าหอนางโลม ทว่านัยน์ตากลับแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ แฝงประกายสังหารซ่อนเร้น
“หุบปาก” หลิวป่ายฉาน ผู้อาวุโสทรงอำนาจแห่งตระกูลหลิวตวาดกร้าว ฮู่หงเหลียนนึกว่าอีกฝ่ายจะด่าทอว่านางเพ้อเจ้อ กลับได้ยินน้ำเสียงเหยียดหยามสุดแสน “เจ้าเป็นตัวสวะอันใด สตรีชั้นต่ำบ้านป่าเมืองเถื่อนมีสิทธิ์ใดมาเรียกข้าว่าพี่ชาย ริอ่านตีสนิทตระกูลขุนนางใหญ่ ไม่เจียมกะลาหัวก็หุบปากไป อย่ามาทำตัวเป็นตัวตลก”
สิ้นคำด่าทอ ไม่รอให้ฮู่หงเหลียนผู้มีนัยน์ตาเย็นเยียบได้เอื้อนเอ่ย มันสะบัดแขนเสื้อหันไปสั่งการ “พาตัวพวกมันขึ้นมา”
มันก้มมองฮู่หงเหลียนด้วยหางตา “วันนี้ข้าจะให้เจ้าประจักษ์ ว่าตระกูลหลิวยิ่งใหญ่เกรียงไกรเพียงใด เจ้าและคนเบื้องหลังเจ้าจะได้รู้สำนึก ว่าการตั้งตนเป็นศัตรูกับตระกูลหลิว เป็นความโง่เขลาหาที่เปรียบมิได้”
สิ้นคำสั่ง ฝูงชนขบวนใหญ่พรั่งพรูออกจากประตูเมือง รอยยิ้มบนใบหน้าฮู่หงเหลียนพลันแข็งค้าง เลือดในกายเย็นเฉียบ
กองกำลังตระกูลหลิวพร้อมอาวุธครบมือ กำลังกวาดต้อนกลุ่มชาวบ้านเสื้อผ้าขาดวิ่น ในนั้นเต็มไปด้วยคนชรา เด็ก และสตรี ฮู่หงเหลียนจดจำใบหน้าคนเหล่านี้ได้ขึ้นใจ
พวกเขาคือครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหมืองถล่ม คือกลุ่มคนที่จะต้องแยกย้ายลอบเข้าเมืองหลวงไปพร้อมพวกนางเพื่อตีกลองร้องทุกข์ ทว่าบัดนี้ ตระกูลหลิวกลับรวบตัวพวกเขามาจนหมดสิ้น
ฮู่หงเหลียนตระหนักถึงวิกฤตขีดสุด หออี้ผิ่นทุ่มเทกำลังมหาศาลลอบสืบหาและเตรียมการอพยพคนเหล่านี้ ทว่าตระกูลหลิวกุมบัญชีรายชื่อครอบครัวผู้ตายไว้แต่ต้น ซ้ำยังเคยจ่าย ‘ค่าทำขวัญ’ ปิดปากล่วงหน้า การส่งคนไปกวาดต้อนจับกุมจึงง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ
“คิดผดุงความยุติธรรม ออกหน้าแทนสวะพวกนี้ พาเข้าเมืองหลวงไปร้องทุกข์งั้นรึ” หลิวป่ายฉานชี้มือไปยังชาวบ้านที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่กลางลาน กวาดตามองฮู่หงเหลียนราวกับมองคนโง่งม
จากนั้นมันตวัดสายตามองกลุ่มชาวบ้านที่หวาดผวาจนไม่กล้าเงยหน้า ชี้หน้าด่าทอ “พวกเดรัจฉานเนรคุณ! ริอ่านสมคบคิดคนนอกแว้งกัดตระกูลหลิว ช่างเลี้ยงไม่เชื่อง ลืมไปแล้วหรือว่าผู้ใดประทานข้าวประทานน้ำ ผู้ใดชุบเลี้ยงไม่ให้พวกเจ้าอดตายกลางทาง
“หากไร้ตระกูลหลิว ไร้เหมืองผลึกม่วง พวกเจ้าจะเอาสิ่งใดประทังชีวิต ล่าสัตว์งั้นรึ ป่านนี้คงตกเป็นเหยื่อสัตว์ป่าไปนานแล้ว! หากปราศจากความมั่งคั่งจากเหมืองผลึกม่วง ตำบลซินเซียงจะรุ่งเรืองถึงเพียงนี้หรือ ลูกหลานพวกเจ้าจะมีงานทำหาเงินมาจุนเจือครอบครัวได้อย่างไร
“ก่อนตระกูลหลิวเหยียบย่าง ที่นี่เป็นเพียงรังหนูซอมซ่อ พอพวกข้ามาถึงจึงพลิกฟื้นเป็นตำบลซินเซียงอันมั่งคั่ง! พวกเจ้าไม่สำนึกคุณยังพอทำใจ แต่นี่กลับกำเริบเสิบสานละโมบไม่รู้จักพอ เพื่อเงินทองถึงขั้นคิดเข้าเมืองหลวงฟ้องร้อง เนรคุณถึงเพียงนี้ช่างเป็นที่เดียดฉันท์ของฟ้าดิน มโนธรรมถูกสุนัขกลืนกินไปแล้วหรือไร”
หลิวป่ายฉานเดือดดาลทะลุจุดเดือด ใบหน้าบิดเบี้ยวถมึงทึงราวกับเป็นผู้ถูกกระทำย่ำยีเสียเอง ฮู่หงเหลียนได้ยินตรรกะวิบัติปานนี้ก็โกรธจนร่างสั่นสะท้าน จิตสังหารพลุ่งพล่านอยากพุ่งไปสับร่างมันเป็นหมื่นชิ้น ไม่นึกเลยว่าใต้หล้าจะมีคนหน้าหนาไร้ยางอายถึงขั้นนี้
หลิวป่ายฉานแสร้งคับแค้นยิ่งกว่าฮู่หงเหลียน มันสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง ท่ามกลางสายตาหวาดผวาของชาวตำบลซินเซียง มันออกคำสั่งเฉียบขาด “สุนัขเนรคุณ แว้งกัดเจ้าของเช่นนี้ไม่คู่ควรอยู่ร่วมโลก ฟังคำสั่งข้า… สังหารให้สิ้น อย่าปล่อยให้รอดแม้แต่คนเดียว”
สิ้นคำประกาศ ทุกผู้คนตกตะลึงงัน ฮู่หงเหลียนผุดลุกขึ้นพรวด นางคาดไม่ถึงว่าหลิวป่ายฉานจะเหี้ยมโหดสั่งล้างบางคนนับร้อยชีวิต ทว่าเสี้ยววินาทีต่อมานางก็ทรุดตัวลงนั่งดังเดิม นางไม่อยากเชื่อว่าอีกฝ่ายจะกล้าลงมือสังหารหมู่กลางวันแสกๆ
“คิดว่าข้าไม่กล้าล้างโคตรพวกมันใช่หรือไม่” หลิวป่ายฉานปรายตาเหยียดหยามฮู่หงเหลียน แสยะยิ้มอำมหิต “เจ้าช่างกบในกะลา ไม่รู้ซึ้งถึงคำว่า ‘ตระกูลขุนนางชั้นสูง’ แม้แต่น้อย”
มันเงื้อมือขึ้นสูงแล้วสับลงมาอย่างเกรี้ยวกราด พริบตานั้น… ประกายดาบวาบผ่าน ศีรษะห้าหัวร่วงหล่นกลิ้งหลุนๆ จมกองเลือด
ยามมันเงื้อมือขึ้นอีกครา ชาวบ้านผู้ทนทุกข์นับร้อยกลางลานกว้างแผดเสียงร้องโหยหวน หมายพุ่งทะลวงวงล้อมสู้ตาย ทว่าไร้ซึ่งผู้ใดรอดพ้น กองกำลังตระกูลหลิวล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรพร้อมศัสตราคมกริบ
กลุ่มคนที่โดนทุบตีกรีดร้องระงม ฝูงชนรอบนอกแผดเสียงก่นด่าด้วยไฟแค้น “กฎหมายบ้านเมืองอยู่ที่ใด สวรรค์มีตาหรือไม่ ตระกูลหลิวทำเรื่องชั่วช้าสามานย์ ไม่กลัวฟ้าดินลงทัณฑ์หรือไร”
หลิวป่ายฉานเมินเฉยฮู่หงเหลียน กวาดสายตาอำมหิตมองชาวบ้านที่ล้มลุกคลุกคลานจมกองเลือด “กฎหมายบ้านเมือง? สวรรค์? ฟ้าดินลงทัณฑ์? ประเสริฐ วันนี้ข้าจะสอนให้รู้ว่ากฎหมายบ้านเมืองคือสิ่งใด! กฎหมายมีไว้สวมปลอกคอชาวบ้านชั้นต่ำเช่นพวกเจ้า ทำผิดเมื่อใดก็มีแต่ต้องรอมร่อรับทัณฑ์ รู้หรือไม่เพราะเหตุใด… เพราะพวกเจ้าไร้เงินทองยัดปากขุนนางให้หลับตาข้างหนึ่ง! ไร้อำนาจบีบเค้นขุนนางให้ก้มหัวรับใช้!
“กฎหมายบ้านเมืองอยู่ในมือขุนนาง ขุนนางชี้ว่าผิด เจ้าก็ต้องเน่าตายในคุก ขุนนางชี้ว่าถูก สวะก็เดินเชิดหน้าพ้นผิด!
“ชนชั้นสูงคือผู้กุมทั้งเงินตราและอำนาจ คือผู้ที่เหยียบย่างอยู่เหนือกฎหมาย! วันนี้ต่อให้ข้าสังหารหมู่ล้างโคตรพวกเจ้า แล้วผู้ใดจะทำอันใดข้าได้ อาชญากรรมคนตายแค่ไม่กี่ร้อยคน ตระกูลหลิวพลิกฝ่ามือเดียวก็ปิดฟ้าข้ามทะเลได้หมดสิ้น!
“มดปลวกอย่างพวกเจ้ามีปัญญาทำสิ่งใด ไปร้องทุกข์ที่ว่าการอำเภอหรือ นายอำเภอจะชายตามองรึ บากหน้าเข้าเมืองหลวงฟ้องร้องหรือ พวกเจ้าจะมีปัญญาคลานไปถึงเมืองเยี่ยนผิงรึ ทำอะไรได้อีก หากไม่อยากถูกลากคอเข้าคุกก็จงกลืนเลือดก้มหน้ารับชะตากรรมไป!
“หรือจะก่อกบฏ! กล้าหรือไม่เล่า เพียงชักดาบสังหารขุนนาง พวกเจ้าทั้งโคตรก็กลายเป็นกบฏ กองทัพหลวงจะบดขยี้พวกเจ้าเป็นผุยผงในพริบตา! ตอบข้ามาสิ พวกเจ้ามีปัญญาทำสิ่งใดได้บ้าง!
“ก็แค่สวะไม่กี่พันคน ไร้เงิน ไร้อำนาจ ไร้เขี้ยวเล็บ! แต่สิ่งเหล่านี้… ตระกูลหลิวของข้ามีครบถ้วนทวีคูณ วันนี้ข้าจะฆ่าล้างโคตรพวกเจ้า ก็คือจะฆ่าล้างโคตรพวกเจ้า แล้วผู้ใดจะขวางข้าได้”
ถ้อยคำสุดท้ายดุดันปานอัสนีบาตฟาดฟัน กดดันจนชาวบ้านทั่วลานกว้างเบิกตาค้าง ตัวสั่นเทา ไร้สุ้มเสียงใดเล็ดลอดจากลำคอ
ไม่ช้า แววตาชาวบ้านที่มองคนตระกูลหลิวก็แปรเปลี่ยนเป็นหวาดผวาขวัญหนี ทยอยก้มหน้าหดหัว ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา ศพไร้ศีรษะทั้งห้าร่างยังคงหลั่งโลหิต เลือดอุ่นพุ่งกระฉูดจากลำคอส่งไอระอุตัดกับสายลมหนาว ทว่าภาพนั้นกลับกลายเป็นความว่างเปล่า ไม่มีผู้ใดใส่ใจศพเหล่านั้นอีก และไม่มีใครกล้าปะทุโทสะเพื่อพวกเขาอีกต่อไป
หลิวป่ายฉานจ้องมองฝูงชนที่ขดตัวสั่นราวกับลูกนก รอยยิ้มหยันยิ่งเหยียดกว้าง “บัดนี้ข้าจะมอบโอกาสรอดชีวิต ขอเพียงพวกเจ้าลากคอคนที่มาติดต่อชักจูงในช่วงหลายวันมานี้ คนที่ยุแยงพาลอบเข้าเมืองหลวง ลากคอมันออกมาจากฝูงชน ลากมันออกมาจากตำบลซินเซียง ข้าจะละเว้นโทษตาย! หาเจอหนึ่งคน ครอบครัวเจ้ารอดพ้น หาเจอสองคน ข้าตบรางวัล… เงินหนึ่งพันตำลึง! ผู้ใดไม่อยากตายก็ลงมือเดี๋ยวนี้”
สิ้นประกาศกร้าว ชาวบ้านนับร้อยที่ถูกจับกุมและทุบตีจนบอบช้ำ ไม่ว่าชายฉกรรจ์ ชรา เด็ก หรือสตรี ล้วนจิตใจสั่นสะท้าน พริบตานั้น นัยน์ตาพวกเขาแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำวาวโรจน์ กวาดตามองดุจหมาป่าหิวโซ ก่อนจะแตกฮือราวรังผึ้ง แย่งชิงกันพุ่งทะยานไปยังเป้าหมายที่ตนนึกออก สติสัมปชัญญะมลายสิ้นเหลือเพียงความบ้าคลั่ง
เงินหนึ่งพันตำลึง… มากพอจะเลี้ยงดูสามชีวิตไปได้ถึงยี่สิบปี หากก่อนหน้านี้ตระกูลหลิวจ่ายค่าชดเชยสักห้าร้อยตำลึง ย่อมไม่มีผู้ใดริอ่านไปตีกลองทวงความยุติธรรมอีกเป็นแน่
ฮู่หงเหลียนนั่งนิ่งงันหน้าโต๊ะไม้ในเพิงน้ำชา สองมือประคองถ้วยชาดุจรูปสลักหิน เบื้องหน้านางถูกตีวงล้อมโดยครอบครัวผู้เสียชีวิตหลายคน ในนั้นรวมถึงเพื่อนบ้านละแวกเดียวกัน พวกเขาปิดเส้นทางหลบหนีจนมิดชิด แววตาจดจ้องนางราวกับสมบัติล้ำค่า หวาดกลัวว่าทองคำก้อนนี้จะอันตรธานหายไป
จิตใจฮู่หงเหลียนรันทดหดหู่ ยามนางอาสาพาพวกเขาเข้าเมืองหลวงทวงคืนความเป็นธรรม คนเหล่านี้ล้วนซาบซึ้งน้ำตาไหลพราก ถึงขั้นคุกเข่าโขกศีรษะ ทว่าบัดนี้ทุกสิ่งพลิกผัน ความสำนึกคุณเหือดแห้ง หลงเหลือเพียงสายตาที่มองนางเป็นเหยื่ออันโอชะ
แม้รันทดใจ ทว่านางมิได้คลุ้มคลั่งโกรธแค้น เงินหนึ่งพันตำลึง… ภายใต้สถานการณ์ปกติ ต่อให้ฟ้องร้องสำเร็จและตระกูลหลิวยอมชดใช้ ก็ไม่มีทางได้ตัวเลขมหาศาลปานนี้ ยามนี้พวกเขาไม่ต้องเสี่ยงตายเข้าเมืองหลวง ไม่ต้องหวาดผวาการตามล้างแค้น ก็สามารถคว้าเงินก้อนโตไปเสวยสุขในตำบลซินเซียงต่อไปได้
แม้การตีกลองร้องทุกข์คือการทวงคืนความเป็นธรรม ทว่าเมื่อความยุติธรรมถูกตีราคาเป็นแผ่นเงิน การจะได้รับมันมาหรือไม่ก็ไร้ความหมาย เงินตราต่างหากคือสัจธรรม มีเงิน… ถึงจะมีชีวิตรอดต่อไป
หลิวป่ายฉานสังเวยห้าชีวิต ใช้ถ้อยคำข่มขู่ชี้เป็นชี้ตาย โยนเศษเงินที่ไร้ค่าสำหรับตระกูลขุนนาง พลิกกระดานกลับมาชนะได้อย่างง่ายดาย
“บัดนี้ถึงตาเจ้า” หลิวป่ายฉานโบกมือขับไล่ฝูงชน ก่อนทรุดตัวนั่งประจันหน้าฮู่หงเหลียน “มาถึงขั้นนี้ เจ้าคงตระหนักซึ้งแล้วว่าตระกูลหลิวทรงอำนาจเพียงใด ชาวบ้านชั้นต่ำเหล่านี้พึ่งพามิได้แค่ไหน และการตั้งตัวเป็นศัตรูกับพวกข้า… มันน่าขบขันปานใด
“เฉกเช่นเดียวกัน ข้าจะมอบโอกาสให้ จงคายจุดประสงค์ที่พวกเจ้าแส่หาเรื่องออกมา ลากคอผู้บงการเบื้องหลัง หากคำตอบรื่นหู ข้าจะตบรางวัลเป็นเงินก้อนโต และประทานเกียรติให้พวกเจ้ากลายเป็นสุนัขรับใช้ตระกูลหลิว แต่หากคำตอบไม่สบอารมณ์ข้า…”
กล่าวถึงตรงนี้ นัยน์ตาของหลิวป่ายฉานแปรเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียมอำมหิตสุดขีด “ข้าจะทำให้เจ้าต้องเสียใจไปจนวันตาย”