ปลดล็อคระบบแพทย์มือใหม่ยอดอัจฉริยะ - บทที่ 286 วิกฤตการสื่อสาร
บทที่ 286 วิกฤตการสื่อสาร
“สาม… สามล้าน?”
ไม่เพียงแค่ฉินซานไห่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเท่านั้นแม้แต่หลินหม่านซางและเจี๋ยเป่าก็ยังตาโตเมื่อได้ยินแบบนั้น
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของแพทย์ทั้งหลายตรงหน้า ชายวัยกลางคนก็รู้สึกได้ว่าราคาที่เขาเสนอไปนั้นดูเหมือนจะไม่ตรงกับที่แพทย์ประเมินไว้
ดังนั้น เขาจึงตาโตและพูดกับทุกคนตรงหน้าว่า
“ใช่! ได้ยินไม่ผิดหรอก! ก็สามล้านไง!”
“ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่ายังไง? โรงพยาบาลของพวกคุณไม่คิดจะให้สินะ?”
“ถ้าพวกคุณไม่มีความจริงใจแม้แต่นิดเดียว พวกเราจะไปหาคนมาเดี๋ยวนี้เลย!”
“คนไข้ของโรงพยาบาลเมืองจินได้เห็นกันว่า การรักษาของที่นี่มันเป็นยังไง?”
เมื่อได้ยินคำพูดของชายวัยกลางคน ไม่เพียงแค่ฉินซานไห่เท่านั้น แม้แต่อาจารย์กับลูกศิษย์ทั้งสองก็รู้สึกว่าสีหน้าของตัวเองเปลี่ยนไป
“สามล้าน? ปล้นชัด ๆ!”
เจี๋ยเป่าพูดเบา ๆ ราวกับอยากจะให้ญาติคนไข้รู้สึกถึงความไม่พอใจของตนเอง
สำหรับเขาแล้ว เรื่องนี้มันบานปลายเกินไป ไม่มีประโยชน์อะไรกับเขาและอาจารย์เลย
แต่หลินหม่านซางกลับรีบดึงเจี๋ยเป่าเอาไว้
จากประสบการณ์การเป็นแพทย์มานานหลายปีของ การกระโดดออกไปในตอนนี้ก็เหมือนกับยอมเป็นเป้าให้ญาติคนไข้ตรงหน้ายิงชัด ๆ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเวลาที่พวกเขาขาดสติแล้วพวกเขาจะทำอะไรบ้าง
แม้แต่ตอนที่พวกเขาใจเย็นลงในภายหลัง แล้วนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ก็จะโทษว่าอุปสรรคในวันนี้เป็นเพราะพวกเขาทั้งสองคน
ต่อไปอาจจะมีการตอบโต้แก้แค้นก็ได้
ดังนั้นในเวลาแบบนี้ห้ามทำตัวเด่นเป็นอันขาด
หลินหม่านซางคิดแบบนี้ไปด้วยพลางกดตัวเจี๋ยเป่าตรงหน้าลงไปทันที
เจี๋ยเป่าหันหลังกลับมามอง ดูเหมือนจะแปลกใจกับการกระทำของอาจารย์ตนเป็นอย่างมาก
หลินหม่านซางพูดอะไรบางอย่างกับเขา หลังจากนั้นเจี๋ยเป่าก็ทำท่าเหมือนเพิ่งเข้าใจ
ในขณะเดียวกัน เขายังยิ้มประหลาดใส่หานชิงอวี่ด้วย
ตอนนี้ ฉินซานไห่ยังคงต่อรองกับญาติของคนไข้ตรงหน้าอยู่
อย่างไรเขาก็ไม่ยอมตกลงราคาสามล้านหยวนนี้ง่าย ๆ แน่นอน
ถึงแม้ค่าผ่าตัดของคนไข้รวมกับค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลจะไม่เกินสามล้านหยวน
การเรียกค่าชดเชยสามล้านหยวนในตอนนี้ก็ยังเกินไปอยู่ดี
ฉินซานไห่ตอนนี้หวังว่าหลังจากคนไข้ฟื้นตัวแล้วจะได้คุยเรื่องพวกนี้กับญาติอีกที
แต่ญาติตรงหน้าดูเหมือนจะรอถึงตอนนั้นไม่ไหวแล้ว
ตอนนี้พวกเขาเริ่มกระสับกระส่าย อาจจะเป็นเพราะไม่ไว้ใจโรงพยาบาล พวกเขาจึงอยากได้ค่าชดเชยตอนนี้เลย
ฉินซานไห่พยายามพูดกับญาติผู้ป่วยด้วยสีหน้าที่เป็นมิตรว่า
“ปัญหาเรื่องสามล้านนี้พวกเราจำเป็นต้องพิจารณาอย่างจริงจัง”
“ขอเวลาผมสักหน่อย พวกเราจะปรึกษากันแล้วจะให้คำตอบพวกคุณอีกทีได้ไหม?”
ชายวัยกลางคนได้ยินแบบนั้นแล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไป
เขามองฉินซานไห่แล้วพูดเย็นชาว่า
“แล้วเราต้องให้เวลาคุณเท่าไหร่ถึงจะได้คำตอบ?”
ฉินซานไห่คิดสักครู่แล้วรีบตอบไปว่า
“สองวัน!”
“แค่สองวันเท่านั้น พวกเราก็จะสามารถยืนยันได้ว่าแผนการชดเชยนี้สมเหตุสมผลหรือไม่!”
สองวัน…
สำหรับพวกเขาที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานอยู่แนวหน้า สองวันนี้ถือว่าเป็นเวลาที่สั้นมากแล้ว
ในเมื่อในโรงพยาบาลไม่ได้มีแค่ปัญหาของผู้ป่วยรายนี้รายเดียวที่ต้องแก้ไข
ดังนั้นสองวันที่ฉินซานไห่พูดถึง จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้นานเกินไป
แต่สำหรับญาติผู้ป่วยแล้ว สองวันนี้เป็นการรอคอยที่ยาวนานทีเดียว
แต่เดิมพวกเขาเพียงแค่รอให้ญาติของตัวเองผ่าตัดเสร็จ ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าไม่เพียงแค่การผ่าตัดของญาติมีปัญหาเท่านั้น
และผลของปัญหาเหล่านี้ ทำให้พวกเขาต้องรออีกสองวันกว่าจะได้รับคำตอบจากแพทย์
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่สามารถยอมรับผลลัพธ์เช่นนี้ได้
ดังนั้น ชายวัยกลางคนจึงทุบโต๊ะอีกครั้ง คราวนี้เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงทันที
ญาติคนไข้คนอื่น ๆ ที่อยู่ข้าง ๆ เห็นเขาเป็นแบบนี้ ก็ลุกขึ้นยืนตามทันที พลางจ้องมองแพทย์ตรงหน้าด้วยสายตาโกรธเคือง
“โรงพยาบาลอะไรกันเนี่ย ช่างใจดำเสียจริง”
“ก่อนหน้านี่บอกว่าคนไข้มีอันตรายถึงชีวิต และตอนนี้ก็ยังไม่พ้นขีดอันตราย”
“พวกคุณยังมีหน้ามาพูดกับพวกเราได้อย่างไรว่าให้พวกเรารออีกสองวัน”
“หรือว่าต้องรอจนกว่าคนไข้ตาย คุณถึงจะตั้งราคาศพของเขาได้ล่ะ?”
หลังจากประโยคนี้หลุดออกมา อารมณ์ของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็เริ่มควบคุมไม่อยู่แล้ว
ระหว่างแพทย์และญาติผู้ป่วยยิ่งตึงเครียดขึ้นไปอีก
แพทย์บางคนที่อารมณ์ค่อนข้างร้อนแรงตอนนี้จ้องมองญาติผู้ป่วยตรงหน้าด้วยสายตาโกรธเคือง
ในเมื่อคนที่ทำร้ายคนไข้ไม่ใช่พวกเขา พวกเขาไม่อยากถูกญาติคนไข้ที่ไม่รู้จักมาก่อนพูดแบบนี้เลย
ฉินซานไห่ก็รู้สึกสิ้นหวังเล็กน้อย
ตอนนี้เขาได้แต่มองญาติผู้ป่วย แล้วค่อย ๆ เอ่ยปากพูดว่า
“ทุกคนอย่าเพิ่งร้อนใจ ใจเย็น ๆ ก่อนเถอะครับ”
“ถ้าอยากจะพูดอะไร คุณช่วยพูดช้า ๆ ได้ไหม”
แต่ยังไม่ทันที่ฉินซานไห่จะพูดจบประโยคญาติของผู้ป่วยที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็ขัดขึ้นมาก่อน
“ไอ้เวร ไม่ใช่ญาติของแกที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ล่ะสิ ถึงจะมาพูดช้า ๆ ได้น่ะ!”
“อายุแกก็ปูนนี้แล้ว ฉันขอถามแกหน่อยแล้วกัน”
“ถ้าลูกชายหรือลูกสาวของแกนอนอยู่บนเตียงคนไข้ แกจะยอมฟังคนอื่นพูดอะไรไร้สาระแบบนี้หรือไง?!”
ฟังถึงตรงนี้แล้ว ฉินซานไห่ก็รับรู้ได้ว่าสถานการณ์ตรงหน้ายากที่จะไกล่เกลี่ยแล้ว
ดังนั้น เขาจึงมองชายวัยกลางคนตรงหน้าพร้อมกับถอนหายใจแล้วพูดว่า
“ญาติคนไข้ครับ ผมเห็นว่าภรรยาของคุณอารมณ์ค่อนข้างมั่นคง ถ้าอย่างนั้น คุณช่วยให้ภรรยาของคุณมาคุยกับพวกเราแทนได้ไหม?”
“เพราะถ้าคุณยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเราก็ไม่มีทางสื่อสารกับคุณได้หรอก”
“ถ้าไม่มีรูปแบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ อาการของคนไข้จะได้รับผลกระทบเอานะครับ”
ฉินซานไห่พยายามพูดเกลี้ยกล่อม
แต่พอไปถึงฝั่งผู้ป่วย คำพูดเหล่านี้กลับมีความหมายเปลี่ยนไปอีกอย่าง
ชายวัยกลางคนมองฉินซานไห่ตรงหน้าสายตาฉายแววไม่อยากเชื่อ
เขามองแพทย์อาวุโสตรงหน้าแล้วเปิดปากพูดอย่างสงสัยว่า
“แกกล้าขู่ฉันเหรอ?”
หลังจากได้ยินประโยคนี้ฉินซานไห่รู้สึกเหนื่อยใจอย่างถึงที่สุดแล้ว
ถึงแม้ว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลครั้งนี้พวกเขาจะมีความรับผิดชอบในระดับหนึ่ง
แต่ในสถานการณ์ตอนนี้แม้แต่การสื่อสารยังทำได้ยาก เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
เขาหันหลังกลับไปมองหมอที่อยู่ด้านหลังตัวเอง สายตานั้นก็บ่งบอกชัดเจนว่าควรจะให้แผนกรักษาความปลอดภัยเข้ามาช่วยแยกเขาและญาติของผู้ป่วยออกจากกันชั่วคราวหรือไม่
สำหรับพวกเขาในตอนนี้ นั่นอาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
แต่ในขณะที่ฉินซานไห่กำลังจะยอมแพ้ชั่วคราว เจี๋ยเป่ากลับยกมือขึ้นและพูดกับฉินซานไห่ว่า
“คณบดีฉิน ให้ผมลองดูนะครับ!”