ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 106 การจับฉลากต่อเนื่องและการเปิดตัวนวนิยาย
ตอนที่ 106 การจับฉลากต่อเนื่องและการเปิดตัวนวนิยาย
‘พอคิดถึงสไตล์การเขียนสุดดาร์กของปู่เยโหว ฉันก็เริ่มคิดว่า “ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ” อาจเป็นองค์กรนักฆ่าลึกลับ พวกเขาอาจแก้ปัญหาในความหมายทั่วไปไม่ได้ แต่พวกเขาสามารถกำจัดใครบางคนให้หายไปได้’
‘จินตนาการช่างบรรเจิดซะจริง’
‘“ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ” ที่ว่าเป็นองค์กรนักฆ่าอย่างนั้นเหรอ? งั้นองค์กรนักฆ่านี่ก็ตั้งชื่อได้โคตรจะอาร์ตเลยนะเนี่ย’
‘พอสังหารเป้าหมายได้แล้ว ความทุกข์ของลูกค้าก็หายไปราวกับปาฏิหาริย์ เพราะงั้นปู่เยโหวถึงตั้งชื่อนิยายว่า “ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ” เพื่อสร้างอารมณ์ขัดแย้งที่รุนแรง แบบนี้ทุกคนอย่าหลงเชื่อชื่อที่ฟังดูอบอุ่นอ่อนโยนแบบนี้เชียว!’
มีคนในฟอรัมสำนักศึกษาตั้งสมมติฐาน สไตล์การเขียนที่มืดมน กดดัน และวิปริตของปู่เยโหวได้ฝังรากลึกในความคิดของทุกคนไปแล้ว จะให้เปลี่ยนภาพจำเพียงเพราะหมอนี่เคยเขียนเรื่องที่ดูจะไม่มืดมนเท่าไหร่เรื่องเดียวคงไม่ง่ายขนาดนั้น
ในการประชาสัมพันธ์ของน่าเซินบุ๊กเฮาส์ นอกจากแนะนำชื่อผลงานใหม่ของปู่เยโหวแล้ว ก็ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหานิยายเลยแม้แต่น้อย ทุกคนจึงได้แต่จินตนาการกันไปตามชื่อเรื่อง แต่ไม่ว่าจะจินตนาการยังไง ก็ไม่มีใครคิดว่า “ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ” จะเป็นนิยายอบอุ่นเยียวยาจิตใจแบบชื่อเรื่องจริงๆ หรอก
ไม่มีทาง! เป็นไปไม่ได้!
ครั้งนี้ทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบปู่เยโหวกลับสามารถเห็นพ้องต้องกันได้อย่างหายากสุดๆ ขณะเดียวกัน ทุกคนก็รู้สึกสงสัยกับผลงานใหม่ของปู่เยโหวจริงๆ ว่า ชื่อเรื่อง “ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ” สื่อถึงอะไรกันแน่?
ชั่วขณะนั้น เกิดการถกเถียงอย่างดุเดือดร้อนแรง
ขณะเดียวกันที่บ้านของหลินจือไป ตอนนี้หลินจือไปกำลังอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ช่วงกลางวันทำเสียยิ่งใหญ่ดูมีพิธีรีตอง ความจริงเหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะหลินจือไปกำลังจะเริ่มการจับฉลากรอบใหม่! ผลงานที่จับได้ก่อนหน้านี้ก็ใช้ไปเกือบหมดแล้ว จำเป็นต้องเติมคลังอาวุธสักหน่อย
“เฟยหง!” หลินจือไปเรียกระบบออกมาด้วยความฮึกเหิม ยิ่งตอนนี้ชื่อเสียงที่เขาได้มามีมากขึ้นเรื่อยๆ รูปแบบการจับฉลากของเขาก็ยิ่งกล้าบ้าบิ่น
“ฉันจะสุ่มห้าครั้งรวด!”
ทันทีที่สิ้นเสียง วงล้อสุ่มเสมือนขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าหลินจือไป วงล้อหมุนและเข็มหยุดลงครั้งแล้วครั้งเล่า พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนจากระบบที่ดังขึ้นห้าครั้งติดต่อกัน ดังก้องในหูของหลินจือไป!
ติ้งต่อง! [ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับนวนิยาย “เจตนาเลือด”]
ติ้งต่อง! [ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับนวนิยาย “ความลับ”]
ติ้งต่อง! [ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับบทละครโทรทัศน์ “Conquer”]
ติ้งต่อง! [ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับบทละครโทรทัศน์ “Home Temptation”]
ติ้งต่อง! [ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับรายการวาไรตี้ “You Are The One”]
การจับฉลากสิ้นสุดลง นี่เป็นครั้งแรกที่หลินจือไปจับฉลากห้าครั้งรวด เหตุผลหลักๆ ก็เพราะว่าการสั่งทำมันแพงเกินไป ฟังก์ชันการจับฉลากจึงมีความสำคัญมาก และบ่อยครั้งก็มักจะได้ของดีจากการสุ่ม เช่นผลการจับฉลากในครั้งนี้ หลินจือไปค่อนข้างพอใจทีเดียว
อย่างแรกคือ “เจตนาเลือด” นี่เป็นหนึ่งในผลงานที่มีชื่อเสียงสูงสุดของฮิงาชิโนะ เคโงะ ตัวเรื่องใช้เทคนิคการเขียนแบบกลลวงเชิงบรรยาย (Narrative Hook) ซึ่งถ้าไม่อ่านจนจบจะไม่มีทางรู้เลยว่าแท้จริงแล้วเรื่องราวเป็นอย่างไร!
จูๆ… กลลวงเชิงบรรยาย! ตอนนี้หลินจือไปก็เข้าใจสถานการณ์นวนิยายของบลูสตาร์แล้ว เขารู้ว่าโลกนี้ยังไม่มีผลงานที่ใช้กลลวงเชิงบรรยายมาก่อน หนังสือเล่มนี้จะกลายเป็นผลงานเล่มแรกที่วางรากฐานบุกเบิกเทคนิคนี้ในบลูสตาร์ ส่วนกลลวงเชิงบรรยายหมายถึงอะไร แค่ได้อ่านนิยายเล่มนี้ก็จะเข้าใจเอง
ต่อมาก็คือ “ความลับ” นี่อีกเรื่องที่เป็นผลงานดังของฮิงาชิโนะ เคโงะเช่นกัน เนื้อเรื่องหลักเกี่ยวกับภรรยาและลูกสาวของพระเอกประสบอุบัติเหตุรถชน แม้ภรรยาจะเสียชีวิตทางร่างกาย แต่จิตวิญญาณกลับมาอาศัยอยู่ในร่างของลูกสาว หลังจากนั้นครอบครัวนี้ก็เริ่มต้นชีวิตที่ไม่ธรรมดา เป็นการเล่าเรื่องแบบเหนือธรรมชาติ พูดถึงประเด็นศีลธรรมระหว่างพระเอกกับภรรยา ที่ตอนนี้ในร่างกายของลูกสาวมีวิญญาณของภรรยา แล้วพระเอกของเราจะอยู่ร่วมกับ ‘ลูกสาว’ คนนี้อย่างไรกันล่ะ?
ค่อนข้างวิปลาส… แต่ก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่าอาจารย์ปู่เยโหวของเราเข้ากับ “เจตนาเลือด” และ “ความลับ” ของฮิงาชิโนะ เคโงะได้อย่างดี เพราะในแง่หนึ่ง ความวิปลาสก็คือเอกลักษณ์สำคัญของปู่เยโหวอยู่แล้ว เขาเขียนนิยายแนวนี้ได้อย่างไม่มีความขัดแย้งใดๆ!
ต่อมา ก็คือบทละครโทรทัศน์ “Conquer”! พระเอกของละครเรื่องนี้ชื่อหลิวหวาเฉียง ประโยคฮิต ‘แตงของนายรับประกันสุกมั้ย’ กลายเป็นไวรัลในอินเทอร์เน็ต ประเภทของละครจริงๆ ก็คล้ายกับ “The Knockout” ทั้งสองเรื่องล้วนเป็นแนวปราบผู้ร้าย แต่หลายเหตุการณ์เล่าจากมุมมองของฝั่งผู้ร้าย เน้นความแค้นระหว่างแก๊งนักเลงใต้ดิน ที่สำคัญกว่านั้นคือ… หลิวหวาเฉียงก็ถูกเรียกว่า ‘เกอ’ เหมือนกัน
จู่ๆ หลินจือไปก็รู้สึกตื่นเต้น ถ้า “Conquer” ถูกถ่ายทำและออกอากาศ เกาจี่เฉียงกับหลิวหวาเฉียง ใครจะเป็น ‘ต้าเกอ’ ตัวจริงกันแน่เนี่ย?
การจับฉลากครั้งที่สี่ ก็เป็นบทละครโทรทัศน์เหมือนกัน ชื่อ “Home Temptation” ถึงคุณภาพบทจะสู้เรื่องก่อนไม่ได้ แต่เรตติ้งก็ไม่แพ้ใครแน่นอน ถึงจะน้ำเน่าซ้ำซากจำเจ แต่ก็โดนใจผู้ชมจำนวนมาก โดยเฉพาะบทพูดของพระเอกบางประโยคกลายเป็นไวรัล เช่น ‘คุณนี่ยั่วดีนะ’ หรือ ‘ทำไมเธอถึงใส่เสื้อผ้าของผิ่นหรู’ ฯลฯ สมัยก่อนเหล่าเน็ตไอดอลยังเคยเอามาทำมีมฮาๆ เกี่ยวกับพังชื่อเสียงกันตรึม
การจับฉลากครั้งที่ห้า คือรายการวาไรตี้ “You Are The One”! วาไรตี้รายการนี้แม้ภายหลังจะมีประเด็นถกเถียงเรื่องบทบ้างอะไรบ้าง แน่นอนว่ารายการวาไรตี้ส่วนใหญ่ก็ต้องมีบทอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าตอนที่ออกใหม่ๆ ในช่วงไม่กี่ปีแรกนั้นฮิตถล่มทลายจริงๆ เรียกได้ว่าคนดูกันทั้งประเทศ เป็นรายการระดับปรากฏการณ์ที่ทำกระแสได้แรงมากจริงๆ!
“โชคดีไม่เบาแฮะ” หลินจือไปพอใจกับผลการสุ่มรางวัลห้าครั้งนี้มาก หรือว่าการสุ่มรวดเดียวหลายครั้งจะมีโอกาสปาฏิหาริย์มากกว่าสุ่มทีละครั้ง คราวหน้าลองสุ่มหกรอบเลยดีไหมนะ? น่าลองพิจารณาดู แต่สิ่งที่ต้องคิดตอนนี้คือจะจัดการกับผลงานพวกนี้ยังไง
อย่างแรก นวนิยายสองเล่มนี้ต้องรอให้กระแสของ “ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ” ถูกตลาดดูดซึมไปจนหมดเสียก่อนค่อยปล่อยออกมา ข้าวต้องกินทีละคำ หนทางต้องเดินทีละก้าว นวนิยายก็ต้องเปิดตัวทีละเล่มเช่นกัน
ส่วนบทละคร? หลินจือไปอยากจะมอบบทละครสองเรื่องนี้ให้เทียนกวงกับน่าเซินเป็นผู้จัดทำ ถึงพ่อเขาจะเป็นผู้กำกับละคร แต่จะให้ทำงานหนักถ่ายหลายเรื่องในปีเดียวมันก็ไม่ไหว ต้องมีชีวิตส่วนตัวบ้าง อีกอย่างหากคุนเผิงเอาแต่คอยช่วยเหลือครอบครัวตนอยู่ตลอดก็จะเป็นที่จับตามองเกินไป ต้องทำให้ดูเหมือนว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแค่ความบังเอิญจะดีกว่า
ส่วนวาไรตี้อันสุดท้าย หลินจือไปยังตัดสินใจไม่ได้ ให้เทียนกวงก็ได้ แต่จะให้จี้เฟิงมีเดียก็ได้เหมือนกัน เพราะเขาเองก็อยากให้ความช่วยเหลือจี้เฟิงมีเดียบ้างเหมือนกัน
“ค่อยคิดอีกทีแล้วกัน” หลินจือไปเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะดังก๊อกๆ นี่เป็นนิสัยที่เขาทําเวลาที่กำลังใช้ความคิด วางแผนให้ดีก่อนค่อยลงมือทำ
สองสามวันต่อมาหลินจือไปไม่ได้รีบร้อนปล่อยผลงานใหม่ๆ ออกไป แตวันวางจำหน่ายของ “ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ” ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว ในที่สุด วันเปิดตัวก็มาถึง
วันนี้คือวันที่ 10 เดือนเมษายน ร้านหนังสือหลายแห่งในฉินโจวต่างก็นำ “ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ” มาวางไว้บนชั้นเรียบร้อยแล้ว น่าเซินบุ๊กเฮาส์ยังมือโปรสุดๆ นี่แหละคือเหตุผลที่หลินจือไปเลือกสำนักพิมพ์ใหญ่แบบนี้ตั้งแต่แรก ยิ่งบริษัทใหญ่ ช่องทางจัดจำหน่ายก็ยิ่งแข็งแกร่ง พาร์ตเนอร์สามารถกระจายหนังสือไปตามร้านหนังสือใหญ่ๆ ในฉินโจวได้ทั่วถึง
เวลาแปดโมงเช้า เถาเหยียนเหยียนมาที่ร้านหนังสือเพื่อซื้อหนังสือตามปกติ แล้วสายตาก็สะดุดเข้ากับนิยายเล่มหนึ่งบนชั้นหนังสือชื่อว่า “ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ”
“ชื่อหนังสือคุ้นๆ…” เถาเหยียนเหยียนครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่า นี่มันคือหนังสือเล่มใหม่ของปู่เยโหวที่มีคนพูดถึงกันมากในหมวดสืบสวนปริศนาของสำนักศึกษาเมื่อไม่นานนี้หรือเปล่านะ?
เถาเหยียนเหยียนเป็นผู้อ่านประจำของนิตยสารสืบสวนปริศนา จึงคุ้นเคยกับปู่เยโหว่นักเขียนหน้าใหม่คนนี้ดี แต่เถาเหยียนเหยียนไม่ชอบสไตล์งานเขียนของปู่เยโหว ผลงานของนักเขียนคนนี้ค่อนข้างมืดหม่นและกดดัน แถมยังสื่อถึงความบิดเบี้ยววิปริต เธอจึงมักจะข้ามไปไม่อ่าน พอมาเจอผลงานเล่มใหม่ของเขาในร้านหนังสือ เถาเหยียนเหยียนก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก แต่ก็อดรู้สึกสงสัยเล็กน้อยไม่ได้ คงเป็นเพราะในหมวดสืบสวนปริศนาของสำนักศึกษามีคนพูดถึงปู่เยโหวอยู่บ่อยๆ ละมั้ง?
ที่สำคัญที่สุดคือเถาเหยียนเหยียนยากจะเชื่อมโยงหนังสือที่มีชื่อแบบ “ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ” ให้เข้ากับปู่เยโหวผู้ขึ้นชื่อเรื่องสไตล์การเขียนที่มืดมนจริงๆ
“ลองดูหน่อยแล้วกันว่าข้างในเขียนว่าอะไร” เถาเหยียนเหยียนถือโอกาสสนองความอยากรู้อยากเห็น หยิบ “ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ” มาพลิกอ่านดู
ที่ร้านหนังสือแห่งนี้อนุญาตให้ลูกค้าหยิบหนังสือมาลองอ่านได้ โดยปกติแล้วเจ้าของร้านจะนำหนังสือบางเล่มที่แกะห่อแล้วออกมาวางโชว์ไว้ เล่มที่เถาเหยียนเหยียนถืออยู่ก็เป็นหนึ่งในนั้น
เนื้อหาเปิดเรื่องค่อนข้างเรียบง่าย กล่าวถึงหัวขโมยสามคนวิ่งพรวดพราดออกจากบ้านหลังหนึ่ง ขณะกำลังจะหลบหนีก็พบว่ารถของพวกเขานั้นเสีย ไม่มีทางเลือก ทั้งสามจึงจำใจแอบเข้าไปหลบอยู่ในบ้านร้างที่ดูเหมือนถูกทิ้งไว้ และกะว่าจะออกไปอีกทีตอนฟ้าสาง
แต่ใครจะคิดว่าอยู่ๆ ตอนนั้นจะมีจดหมายฉบับหนึ่งถูกส่งเข้ามาทางรอยแยกของประตูบานม้วน หัวขโมยทั้งสามตกใจรีบวิ่งออกจากบ้าน พยายามหาคนที่สอดจดหมายเข้ามา แต่กลับพบว่าข้างนอกว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่เลย
นี่มันเรื่องอะไรกัน? หัวขโมยทั้งสามทั้งตกใจทั้งสงสัย คนที่เป็นหัวหน้าชื่อว่าอัทสึยะ เขาอยากรู้ว่าในจดหมายนั้นเขียนว่าอะไรจึงเปิดมันออก และทั้งสามก็อ่านไปพร้อมกัน
คนเขียนจดหมายระบุว่าตนเองเป็นนักกีฬาหญิงคนหนึ่ง หญิงสาวตั้งใจจะเข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิก แต่แฟนหนุ่มกลับถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หาย เธอไม่รู้ว่าควรอยู่ดูแลแฟนหนุ่มในช่วงสุดท้ายของชีวิต หรือเดินหน้าสานฝันเข้าโอลิมปิกต่อไป… เธอที่เจ็บปวดหวังว่าร้านชำนามิยะจะช่วยให้คำแนะนำได้
ร้านชำนามิยะ? หัวขโมยทั้งสามเริ่มสงสัยจึงรื้อค้นข่าวของรอบบ้านร้างหลังนี้ ไม่นานนัก ทั้งสามก็ค้นเจอนิตยสารเก่าอายุสี่สิบปี และพบเบาะแสบางอย่างจากในนั้น
ที่แท้บ้านหลังนี้คือ “ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ” ที่เคยโด่งดังมากในอดีต! ผู้คนจะเขียนความในใจ เป็นจดหมายแล้วสอดผ่านช่องประตูบานม้วน วันรุ่งขึ้นคุณปู่นามิยะผู้เป็นเจ้าของร้านจะช่วยให้คำปรึกษาแก้ปัญหา แล้วใส่จดหมายตอบกลับไว้ในกล่องนมข้างร้าน
ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้เอง… หัวขโมยทั้งสามเข้าใจที่มาที่ไปแล้ว แต่ขณะเดียวกันก็เกิดคำถามที่ใหญ่กว่าผุดขึ้นในใจ ทำไมเวลาผ่านไปหลายสิบปีแล้ว คุณปู่นามิยะเสียชีวิตไปแล้ว ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะก็ถูกทิ้งร้างไปแล้ว แต่กลับยังมีคนเขียนจดหมายมาส่งอีก?
ช่างเถอะ หัวขโมยทั้งสามขี้เกียจคิดให้มากความ เถาเหยียนเหยียนอ่านถึงตรงนี้ก็อดหัวเราะไม่ได้
ที่แท้ที่มาของชื่อ “ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ” ก็เป็นแบบนี้? ก่อนหน้านี้เห็นในฟอรัมมีคนพูดว่าปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะอาจเป็นองค์กรนักฆ่าหรืออะไรทำนองนั้น ช่างเป็นความคิดเพ้อเจ้อจริงๆ…
จากนั้น เถาเหยียนเหยียนก็ครุ่นคิด แม้ว่าตัวเองจะเพิ่งอ่านแค่ช่วงเริ่มเรื่อง แต่ดูจากสไตล์การเขียนแล้ว นิยายเล่มนี้ดูต่างจากผลงานก่อนๆ ของปู่เยโหวอย่างสิ้นเชิงเลย?
ไม่มืดหม่น ไม่น่ากลัว ไม่กดดัน หรือเนื้อหาหนักๆ จะอยู่ข้างหลัง? ช่วงแรกแค่ปูเรื่องราว?
เถาเหยียนเหยียนรู้สึกลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่วางหนังสือลง ยังคงอ่านต่อไป
เรื่องราวดำเนินต่อ ขณะที่อัทสึยะกำลังจะนอน จู่ๆ เพื่อนสองคนข้างๆ ก็พูดเรื่องขึ้นมา
“แล้วผู้หญิงคนนั้นจะทำยังไงล่ะ?”
“เธอจะเลือกไปแข่งโอลิมปิก หรืออยู่เคียงข้างแฟนหนุ่มในช่วงสุดท้ายของชีวิตกัน?”
อัทสึยะเริ่มหงุดหงิด พวกเขาสามคนเป็นขโมย ไม่มีเงิน ไม่มีการศึกษา กลางคืนออกมาขโมยของ รถก็ดันเสียอีก ต้องมานอนค้างในกระต๊อบพังๆ แบบนี้ จะไปมีอารมณ์ห่วงคนอื่นได้ยังไง?
แต่เพื่อนร่วมแก๊งกลับไม่คิดแบบนั้น ทั้งสองคนรู้สึกว่า
“ตลอดชีวิตคงไม่มีใครมาระบายกับโจรอย่างพวกเราอีกแล้ว ทำไมเราไม่ฉวยโอกาสนี้เขียนจดหมายตอบกลับเด็กผู้หญิงคนนั้นล่ะ?”
พูดแล้วก็ทำเลย ทั้งสองรีบหากระดาษปากกามาเขียนจดหมายตอบกลับ โดยเสนอคำแนะนำที่ค่อนข้างเพ้อฝันประมาณว่า ‘ลองพาแฟนไปฝึกซ้อมด้วยกันสิ’?
เขียนเสร็จ ทั้งสองก็ทำตามวิธีที่ระบุไว้ในนิตยสารเก่า นั่นคือเอาจดหมายใส่ลงในกล่องนมข้างนอก แต่เพิ่งจะหย่อนเข้าไปไม่นานก็รู้ตัวว่าซวยแล้ว
“ลืมเรื่องลายนิ้วมือเลย!” ตอนเขียนจดหมายพวกเขาไม่ได้สวมถุงมือนี่นา!
อัทสึยะโกรธจนแทบคุมสติไม่อยู่ จะทิ้งลายนิ้วมือไว้ได้ยังไง? เขาด่าเพื่อนอีกสองคนว่ายุ่งเรื่องชาวบ้านพลางวิ่งออกไปจะหยิบจดหมายกลับมา แต่พอเปิดกล่องนมออกมากลับอึ้งไป ภายในว่างเปล่า! จดหมายที่เพิ่งหย่อนเข้าไปเมื่อกี้หายไปแล้ว?
อัทสึยะกำลังงงงวย กลับเห็นเพื่อนอีกสองคนเดินออกมาด้วยสีหน้าซีดเผือดแล้วบอกว่า “มีอีกฉบับส่งมาแล้ว”
ทั้งสามรู้สึกถึงความแปลกประหลาดบางอย่าง ดึกดื่นป่านนี้ แถมรอบๆ ก็ไม่มีใครเลย จดหมายถูกส่งมาได้ยังไง แล้วจดหมายตอบกลับหายไปไหน นี่มันเรื่องลี้ลับใช่ไหมเนี่ย? ทั้งสามรีบเปิดจดหมายฉบับนั้น
คนเขียนยังคงเป็นเด็กผู้หญิงคนเดิม! หญิงสาวบอกว่าเธอไม่สามารถพาแฟนหนุ่มมาซ้อมด้วยได้ เพราะแฟนต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล… เธอยังบ่นอีกว่า ถ้ามีโทรศัพท์แบบเห็นหน้าเหมือนในการ์ตูนก็ดีสิ เวลาเธอซ้อมจะได้วิดีโอคอลหาเขาได้
ฮะ? ทั้งสามงุนงงสับสน!
อะไรคือโทรศัพท์เห็นหน้าในการ์ตูน? หรือว่าเธอไม่รู้ว่ามือถือสามารถวิดีโอคอลได้ ทั้งสามรู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล จึงลองตอบจดหมายกลับไปด้วยคำถามหยั่งเชิงบางอย่าง แล้วก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นบอกว่าตัวเองอยู่ในยุคประมาณปีเจ็ดศูนย์!
จดหมายข้ามกาลเวลา? พวกเขากำลังสื่อสารกับคนในยุคเจ็ดศูนย์!?
เถาเหยียนเหยียนที่กำลังอ่านก็พลอยงงไปด้วย ไม่คิดเลยว่า “ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ” จะเป็นพล็อตเรื่องแฟนตาซีแบบนี้!
“คุยข้ามกาลเวลา?”
นี่เป็นแค่เหตุการณ์ในตอนแรกของนิยายเท่านั้น ดูจากแนวทางเรื่องแล้ว นิยายเล่มใหม่ของปู่เยโหว ดูเหมือนจะไม่ได้มาแนวมีืดมนสยองขวัญแบบที่เขาถนัดจริงๆ
“น่าสนใจแฮะ” เถาเหยียนเหยียนรู้สึกสนใจขึ้นมา
วันนี้เธอมาที่ร้านหนังสือ ไม่มีเป้าหมายอะไรที่เฉพาะเจาะจง แค่อยากลองเปิดดูหนังสือใหม่ๆ ถ้าเล่มไหนเปิดเรื่องมาถูกใจก็ซื้อเลย
แล้วตอนนี้ เถาเหยียนเหยียนก็เจอเป้าหมายที่ต้องการแล้ว เอาเป็นนิยายเล่มใหม่ของปู่เยโหวเล่มนี้ละกัน แม้เถาเหยียนเหยียนจะไม่ชอบสไตล์ของปู่เยโหวก็จริง แต่เล่มนี้กลับไม่เหมือนงานที่ปู่เยโหวเคยเขียน ดูเหมือนนักเขียนผู้เชี่ยวชาญแนวดาร์กสยองขวัญคนนี้จะเปลี่ยนแนว และการเปิดเรื่องที่แฟนตาซีแบบนี้ก็น่าสนใจมาก!
“เล่มนี้ค่ะ คิดเงินเลย!”
เถาเหยียนเหยียนซื้อ “ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ” แล้วตรงกลับบ้านทันที วันนี้ไม่มีอะไรต้องทำ เธอสามารถอ่านได้อย่างเพลิดเพลิน