ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 107 ตื่นตะลึง เส้นเวลาที่หมุนวน (1)
ตอนที่ 107 ตื่นตะลึง เส้นเวลาที่หมุนวน (1)
พอกลับถึงบ้าน เถาเหยียนเหยียนเหลือบมองดูเวลา ตอนนี้แปดโมงสี่สิบ
เถาเหยียนเหยียนเตรียมของว่างเล็กๆ ไว้กินไปพลาง อ่าน ‘ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ’ ต่อ
เธอสงสัยเหลือเกินว่านักกีฬาหญิงยุคเจ็ดศูนย์คนนั้นสุดท้ายจะตัดสินใจอย่างไร
“ถ้าเป็นฉันละก็ คงจะเลือกเข้าร่วมโอลิมปิกแหละ…” เถาเหยียนเหยียนคิดแบบนั้น
ในนิยาย พวกหัวขโมยสามคนกับนักกีฬาหญิงจากยุคปีเจ็ดศูนย์ติดต่อกันอยู่ตลอด ช่วยกันออกความเห็นต่างๆ นานา
“หัวขโมยสามคนนี้ไม่ใช่คนเลว” เถาเหยียนเหยียนรู้สึกดีต่อหัวขโมยทั้งสาม เพราะทั้งสามอยากช่วยนักกีฬาหญิงด้วยความจริงใจ
ในที่สุดนักกีฬาหญิงก็ส่งจดหมายฉบับสุดท้ายมา บอกว่าเธวยังคงทุ่มเทเต็มที่เพื่อเตรียมลงแข่งโอลิมปิก
แต่โชคร้ายที่ท้ายที่สุดไม่ได้รับเลือก จึงกลับบ้านเกิดไปอยู่เคียงข้างแฟนหนุ่มจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตเขา
“ดีจังเลย” ทั้งสองทางไม่มีอะไรที่เสียหาย เถาเหยียนเหยียนรู้สึกโล่งอก นี่เป็นตอนจบที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกฝ่าย
เรื่องแรกในหนังสือเล่มนี้จบเพียงเท่านี้ เถาเหยียนเหยียนก็เข้าใจการวางโครงเรื่องของปู่เยโหวแล้ว
ร้านชำแห่งนี้เป็นสื่อกลางที่เชื่อมต่อระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ทำให้คนในสองห่วงเวลาสามารถสื่อสารกันได้ในรูปแบบแปลกประหลาดแบบนี้
ไม่ลังเล เถาเหยียนเหยียนเปิดอ่านบทที่สองต่อทันที โครงเรื่องแบบนี้ดึงดูดใจเธอแล้ว… หลังจากนี้คงจะยังมีคนส่งจดหมายมาอีกแน่ๆ ใช่ไหม?
เถาเหยียนเหยียนเดาถูก แต่ก็ถูกเพียงแค่ครึ่งหนึ่ง บทที่สองเล่าผ่านมุมมองของชายคนหนึ่งชื่อว่า คัตสึโร่
คัตสึโร่ก็เป็นคนในยุคเจ็ดศูนย์เช่นกัน เขามีความฝันด้านดนตรีมาตลอด แต่ญาติๆ กลับอยากให้เขารับช่วงกิจการร้านขายปลาของครอบครัว
เขาจึงเขียนจดหมายถึง ‘ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ’ โดยหวังว่าจะได้รับความปลอบโยนและคำชี้แนะ
แต่นึกไม่ถึงเลยว่าผู้ตอบจดหมายจะเหน็บแนมคัตสึโร่อย่างรุนแรง ใจความประมาณว่า
‘เพื่อนเอ๋ย ความกังวลของนายนี่มันหรูหราฟุ่มเฟือยจริงๆ มีธุรกิจที่บ้านก็ไม่คิดจะรับช่วงต่อ ดันอยากไล่ตามฝันเลื่อนลอยอะไรนั่น คนอย่างนายออกไปเจอโลกภายนอกบ้าง ได้ลำบากลำบนสักหน่อยก็คงจะดีเหมือนกัน…’
เถาเหยียนเหยียนอ่านถึงตรงนี้ก็ขำออกมา น้ำเสียงในจดหมายตอบกลับนี่ ดูก็รู้เลยว่าต้องเป็นหัวขโมยสามคนนั้นแน่ๆ!
คัตสึโร่โกรธสุดกลั้น ตอบจดหมายกลับไปเถียงว่าพ่อแม่และครอบครัวต่างสนับสนุนตนมาตลอด หวังให้ตนยืนหยัดตามความฝัน แถมยังรู้สึกว่าคนที่ตอบจดหมายนั้นไร้มารยาทสุดๆ
ก็ไม่มีมารยาทจริงๆ นั่นแหละ ฝ่ายนั้นตอบกลับมาอีกครั้ง ยังคงด่ากราดคัตสึโร่เหมือนเดิม แต่ละประโยคเจ็บจี๊ดถึงใจ จนทำให้คัตสึโร่เงียบไปเลย
คัตสึโร่เริ่มคิดทบทวน แม้คนตอบจดหมายจะใช้วาจารุนแรงแต่ก็ไม่ได้พูดผิดนัก บางทีเขาอาจไม่มีพรสวรรค์ทางดนตรีจริงๆ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ล้มเหลวแบบนี้จนถึงตอนนี้
‘เราพบกันสักครั้งได้ไหม?’ คัตสึโร่เขียนจดหมายฉบับที่สาม ยอมรับคำวิจารณ์จากอีกฝ่ายและบอกว่าเขาตัดสินใจจะกลับไปสืบทอดกิจการของครอบครัว
แต่อย่างน้อยก่อนหน้านั้น เขาหวังว่าจะได้เจอคนที่ตอบจดหมายสักครั้ง
เห็นได้ชัดว่า คัตสึโร่ไม่มีโอกาสได้พบกับอีกฝ่าย คืนนั้นเขานั่งอยู่หน้าร้านชำ หยิบฮาร์โมนิก้าขึ้นมาเป่า บทเพลงนี้ชื่อว่า ‘เกิดใหม่’ ซึ่งยังไม่มีเนื้อร้อง และเป็นผลงานที่คัตสึโร่พอใจที่สุด
ไม่กี่วันหลังจากนั้น คัตสึโร่กลับมาถึงบ้านก็พบว่าพ่อป่วย เขาดูแลพ่ออยู่ข้างเตียง พลางคิดว่าพ่อคอยเป็นกำลังใจให้เขาทำดนตรีมาตลอด ใจที่เคยหวั่นไหวกลับมั่นคงขึ้นมาอีกครั้ง
ฉันจะยืนหยัดในความฝันด้านดนตรีของตัวเองให้ได้! เพราะนี่ไม่ใช่แค่ความฝันของคัตสึโร่คนเดียว แต่เป็นความฝันของครอบครัวด้วย ถ้าเขาละทิ้งดนตรี พ่อก็คงจะเสียใจมาก
ไม่นานหลังจากนั้น ในที่สุดคัตสึโร่ก็ได้รับจดหมายฉบับที่สาม แต่กลับต้องตกตะลึงเมื่อท่าทีของอีกฝ่ายเปลี่ยนไปแบบหนึ่งร้อยแปดสิบองศา! ในจดหมายเขียนไว้ว่า
‘คุณนักดนตรีแห่งร้านขายปลาผู้เคารพ ผมได้อ่านจดหมายฉบับที่สามของคุณแล้ว ต้องขออภัยที่ไม่สามารถพบคุณได้ แต่ความมุ่งมั่นในดนตรีของคุณจะไม่สูญเปล่าแน่นอน จะมีใครสักคนที่ได้รับการเยียวยาจากเพลงของคุณ และผลงานที่คุณสร้างขึ้นจะถูกส่งต่อไปตลอดกาล ขอให้คุณศรัทธาในสิ่งนี้ไปจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต’
ในตอนนั้น คัตสึโร่ยังไม่เข้าใจว่ายืนหยัดจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตหมายความว่าอย่างไรกันแน่
เถาเหยียนเหยียนที่กำลังอ่านนิยายอยู่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
“อย่างแรก ฉันมั่นใจว่าคนที่ติดต่อกับคัตสึโร่นะเป็นพวกหัวขโมยสามคนนั้น แต่ทำไมจดหมายฉบับที่สามของพวกเขาถึงเปลี่ยนท่าทีกะทันหัน ถึงขั้นอวยพรให้คัตสึโร่ยืนหยัดในความฝันเส้นทางดนตรี แถมน้ำเสียงยังเต็มไปด้วยความเคารพแบบนั้นอีก?”
ในหนังสือยังไม่อธิบายตรงนี้ เวลาผ่านไปอีกแปดปี คัตสึโร่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จทางดนตรีเท่าไรนัก แต่ก็ได้รับคำเชิญให้ไปแสดงอยู่บ้างเป็นครั้งคราว
เช่นในวันนี้ คัตสึโร่ได้รับเชิญไปแสดงที่สถานสงเคราะห์เด็กที่ชื่อว่า มารุโคเอ็น
ใครจะรู้ว่าวันนั้นสถานสงเคราะห์เด็กจะเกิดไฟไหม้ขึ้นกะทันหัน
คัตสึโร่พุ่งเข้าไปช่วยเด็กชายคนหนึ่งออกมาได้ แต่ตัวเองกลับติดอยู่ข้างใน ล้มลงท่ามกลางเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ
ขณะนั้นเอง ทันใดนั้นคัตสึโร่ก็คิดถึงจดหมายนั้นขึ้นมา หรือว่านี่จะหมายถึงการให้เขายืนหยัดในความฝันด้านดนตรีจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต?
ท่ามกลางกองเพลิง คัตสึโร่สิ้นใจ เขาคือวีรบุรุษ
เถาเหยียนเหยียนอ่านมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกจุกแน่นในลำคอ ที่แท้หัวขโมยสามคนนั้นรู้ชะตาของคัตสึโร่ล่วงหน้าแล้ว
หลายปีให้หลัง มีนักร้องหญิงผู้โด่งดังคนหนึ่งจัดคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่ขึ้นและเพลงสุดท้ายก็กำลังจะเริ่มแสดง
บนเวที นักร้องหญิงพูดด้วยเสียงสะอื้นว่า
“เพลงนี้คือเพลงแจ้งเกิดของฉัน แต่ความหมายของมันลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ผู้แต่งเพลงนี้ เขาคือผู้ที่ช่วยชีวิตน้องชายของฉัน ญาติคนเดียวที่ฉันมี เขาใช้ชีวิตของตัวเองแลกกับชีวิตของน้องชายฉัน ถ้าไม่ได้พบเขาก็คงไม่มีฉันในวันนี้ เพราะแบบนั้นฉันถึงตั้งใจจะร้องเพลงนี้ไปตลอดชั่วชีวิต ขอเชิญรับฟัง ‘เกิดใหม่’ ค่ะ”
เป็นเพลง ‘เกิดใหม่’ ที่คัตสึโร่เป็นคนแต่ง!
เถาเหยียนเหยียนตาเบิกกว้าง ขอบตาแดงก่ำ ที่แท้เรื่องราวทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกัน ราวกับมีเส้นด้ายล่องหนเส้นหนึ่งร้อยทุกอย่างเข้าด้วยกัน เหมือนทุกอย่างถูกลิขิตไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
ทำไมหัวขโมยทั้งสามถึงเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อคัตสึโร่?
เพราะในยุคของหัวขโมยทั้งสาม เพลง ‘เกิดใหม่’ ได้กลายเป็นผลงานคลาสสิกอมตะของนักร้องหญิงคนนั้นไปแล้ว
นักร้องหญิงคนนั้นกับน้องชายมาจากสถานสงเคราะห์เด็กมารุโคเอ็น!
และหัวขโมยทั้งสามคนก็เป็นเด็กกำพร้า และมาจากบ้านมารุโคเอ็น!
ส่วนจุดเริ่มต้นของเส้นด้ายเส้นนี้ ก็คือเจ้าของร้านชำนามิยะที่ได้ล่วงลับไปแล้ว คุณปู่นามิยะ
หลังจากเรื่องราวหลายตอนผ่านไป เส้นเวลาจึงย้อนกลับไปยังอดีต และปรากฏมุมมองของคุณปู่นามิยะ
คุณปู่นามิยะมุ่งมั่นช่วยคลายทุกข์และตอบคำถามให้ผู้คนมายาวนาน กระทั่งวันหนึ่ง เขาได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง
ผู้เขียนบอกว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ แต่พ่อของเด็กคนนั้นมีภรรยาอยู่แล้ว เธอควรทำอย่างไรดี?
ลูกชายของคุณปู่นามิยะบอกว่า แน่นอนว่าต้องเอาออก!
คุณปู่นามิยะดุลูกชาย “คนเขาเขียนจดหมายมาก็เพราะอยากจะเก็บเด็กไว้นะสิ ที่จริงแล้วสิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่คำแนะนำ แต่คือกำลังใจต่างหากละ”
คุณปู่นามิยะเขียนจดหมายตอบกลับไป ไม่นานหลังจากนั้น คุณปู่นามิยะต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย
แต่กลับได้เห็นข่าวหนึ่งว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งขับรถพาเด็กไปฆ่าตัวตาย สุดท้ายแม่เสียชีวิต แต่เด็กรอดชีวิตมาได้
คุณปู่นามิยะช็อกราวกับถูกฟ้าผ่าลงกลางหัว! ผู้หญิงคนนี้ก็คือคนที่เคยปรึกษาเขาว่าควรจะเก็บเด็กไว้ดีหรือไม่!
ในเมื่อคลอดลูกออกมาแล้ว ทำไมถึงยังเลือกที่จะตายอีกละ? นามิยะเจ็บปวดและรู้สึกผิดอย่างรุนแรง
จู่ๆ เขาก็เริ่มสงสัยว่าตลอดหลายปีที่ตอบจดหมายให้คำแนะนำ เขาให้คำแนะนำกับผู้คนอย่างผิดๆ ไปหรือเปล่า? เขาทำให้เรื่องแย่ลงมาตลอดเลยหรือเปล่า?
คุณปู่นามิยะขอร้องให้ลูกชายพาเขากลับไปที่ร้านชำ ลูกชายจนปัญญาจะขัดขืน จึงยอมทำตาม
ก่อนจะเข้าไปในร้านชำ นามิยะก็ยื่นพินัยกรรมฉบับหนึ่งให้ลูกชายดู ในพินัยกรรมเขียนไว้ว่า
‘ร้านชำนามิยะจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งในวันครบรอบสามสิบสามปีที่ฉันเสียชีวิต ดังนั้นฉันอยากจะถามทุกท่านที่เคยปรึกษาร้านชำแห่งนี้และได้รับจดหมายตอบกลับ ว่าในตอนนั้นจดหมายฉบับนั้นส่งผลอะไรต่อชีวิตของคุณบ้าง มันช่วยอะไรได้หรือไม่? เช่นเดียวกับในตอนนั้น โปรดหย่อนจดหมายลงในตู้ไปรษณีย์หน้าประตูม้วน ขอบคุณอย่างยิ่ง’
ในพินัยกรรม คุณปู่นามิยะได้ร้องขอว่าถ้าถึงตอนนั้นให้ลูกหลานประกาศข่าวการฟื้นคืนของร้านชำนามิยะให้คนอื่นๆ รู้ด้วย
ที่แท้คุณปู่นามิยะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าร้านชำแห่งนี้สามารถเชื่อมโยงกาลเวลาได้ และเขาหวังว่า ผู้คนในอนาคตจะเขียนตอบกลับมา
วินาทีถัดมา นามิยะยืนอยู่ในร้านชำ ได้รับจดหมายจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน พอเปิดดูก็พบว่าทุกฉบับต่างก็ขอบคุณเขา
‘คำตอบของคุณช่วยได้มากจริงๆ สิ่งที่คุณทำนั้นมีความหมายมากเหลือเกิน’
จดหมายเหล่านี้! มาจากอนาคต!
ในนั้นมีเพียงจดหมายฉบับเดียวที่แตกต่างออกไป ไม่มีอะไรเขียนอยู่เลย ทั้งใบเป็นกระดาษเปล่า กระดาษขาวแผ่นหนึ่งงั้นหรือ?
แล้วคืนที่หัวขโมยทั้งสามบุกเข้ามาในร้านชำ ก็คือคืนก่อนวันที่ร้านชำนามิยะจะเปิดหน้าต่างกาลเวลาขึ้นมาอีกครั้งนั่นเอง
“เชื่อมโยงกันอีกแล้ว!”
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ เถาเหยียนเหยียนก็รู้สึกนับถือปู่เยโหวถึงขั้นก้มกราบเบญจางคประดิษฐ์
เรื่องราวทุกตอนสามารถเชื่อมโยงเข้าด้วยกันหมด แม้ว่าเส้นเวลาจะดูยุ่งเหยิงก็ตาม
แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างล้วนหมุนวนอยู่กับเส้นด้ายล่องหนเส้นหนึ่งเสมอ!
และเรื่องราวเหล่านี้ บ้างก็ซาบซึ้ง บ้างก็เศร้า เถาเหยียนเหยียนนั่งอ่านหนังสือจนเกือบลืมเวลาไปเลย
ว่าตัวเองสะอื้นไปกี่ครั้ง กลั้นน้ำตาไม่อยู่กี่หนแล้ว
ตอนที่ 107 ตื่นตะลึง เส้นเวลาที่หมุนวน (2)
ในที่สุด เรื่องราวย้อนกลับมายังมุมมองของแก๊งหัวขโมยอีกครั้ง เรื่องราวสุดท้ายได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ผู้เขียนจดหมายคนสุดท้ายเรียกตัวเองว่า ‘ลูกหมาหลงทาง’
เธอเขียนในจดหมายว่าช่วงนี้กำลังต้องการเงินอย่างเร่งด่วน แต่รายได้จากการทำงานประจำมันน้อยเกินไปจึงคิดจะไปทำงานเป็นสาวนั่งดริงก์
สาวนั่งดริงก์? หัวขโมยทั้งสามคนโกรธขึ้นมาทันที ส่งจดหมายตอบกลับไปด่าเธอยกใหญ่
ทำไมต้องทำอะไรแบบนั้น ทำงานสุจริตมันคงไม่ดีเหรอ?
เหอะๆ หัวขโมยผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรม
ลูกหมาหลงทางอธิบายว่า
‘ฉันไม่ได้อยากหาเงินเพื่อใช้ฟุ่มเฟือย เพราะฉันเป็นเด็กที่โตมาในสถานสงเคราะห์เด็ก พ่อแม่ที่เลี้ยงฉันเป็นคนรับฉันไปอุปการะ ตอนนี้พวกเขาเจอปัญหาการเงินและไม่มีเงินใช้ ฉันแค่อยากตอบแทนบุญคุณของพวกเขา แต่เงินเดือนจากงานที่ทำตอนนี้มันทั้งได้ช้าและน้อยเกินไป…’
สถานสงเคราะห์เด็ก! สถานสงเคราะห์เด็กอีกแล้ว!
หัวขโมยทั้งสามพบว่าจดหมายทุกฉบับที่พวกเขาได้รับในค่ำคืนนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับสถานสงเคราะห์เด็กมารุโคเอ็น
รวมถึงตัวพวกเขาเองก็เป็นเด็กกำพร้าจากมารุโคเอ็นเหมือนกัน
ทำอย่างไรดี? หัวขโมยทั้งสามเกิดความคิด เขียนจดหมายตอบกลับ ‘ลูกหมาหลงทาง’ ชี้แนะแนวทางในการคว้าโอกาสในอนาคต
พูดง่ายๆ ก็คือช่วยให้เด็กผู้หญิงคนนั้นเปิดสูตรโกงชีวิต
ตัดมาที่มุมมองของเด็กสาว เธอได้รับคำชี้แนะจาก ‘คุณนามิยะ’ จนก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว
ซื้อหุ้นตัวไหนในช่วงเวลาไหน…
ซื้อบ้าน ขายบ้านในช่วงเวลาไหน…
หลายปีผ่านไปเธอกลายเป็นคนที่ค่อนข้างร่ำรวยแล้ว ก็ได้เห็นข่าวหนึ่งว่า
‘สถานสงเคราะห์เด็กมารุโคเอ็นเกิดเหตุเพลิงไหม้’
ในฐานะที่เคยเติบโตมาจากมารุโคเอ็น เธอเกิดความคิดอยากช่วยเหลือสถานสงเคราะห์เด็กแห่งนี้ทันที
หลายปีผ่านไปลูกหมาหลงทางก็มีบริษัทของตัวเองแล้ว เธอกลายเป็นนักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก
และความปรารถนาที่อยากจะช่วยสถานสงเคราะห์เด็กมารุโคเอ็นก็ยิ่งแน่วแน่ขึ้น
ทว่า ผู้อำนวยการคนเก่าของสถานสงเคราะห์เด็กได้เสียชีวิตไปแล้ว คนที่รับหน้าที่รักษาการอยู่ตอนนี้กลับเป็นคนที่ฉ้อโกงกินส่วนต่างเข้ากระเป๋าตัวเอง เธอจึงอยากเข้ามาดูแลสถานสงเคราะห์เด็กนี้แทน
รักษาการผู้อำนวยการคนนั้นจึงเริ่มปล่อยข่าวลือออกไปว่านักธุรกิจหญิงคนนี้ต้องการทำลายสถานสงเคราะห์เด็กของเรา เพื่อเปลี่ยนให้กลายเป็นโรงแรม
ข่าวลือนี้ทำให้เด็กๆ ในสถานสงเคราะห์ต่างพากันรังเกียจเธอเมื่อพบหน้า
หมดหนทาง นักธุรกิจหญิงตัดสินใจพักความคิดนั้นไว้ก่อนชั่วคราว
แต่จู่ๆ เธอก็เห็นหลานชายของคุณปู่นามิยะโพสต์ประกาศในอินเทอร์เน็ตว่า วันที่สิบสามกันยายน ร้านชำนามิยะจะเปิดตู้รับจดหมายอีกครั้ง
วันที่สิบสามกันยายนงั้นหรือ? เมื่อหลายปีก่อน เธอประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะคำแนะนำจาก ‘คุณนามิยะ’
เธอจึงอยากเขียนจดหมายขอบคุณหย่อนลงไปในร้านขายของชำ!
ด้วยเหตุนี้ คืนวันที่สิบสองกันยายน นักธุรกิจหญิงแวะกลับบ้านก่อนหนึ่งรอบ
จากนั้นก็ตั้งใจจะออกไปส่งจดหมาย แต่กลับไม่คาดคิดเลยว่าจะมีขโมยสามคนบุกเข้ามาปล้นบ้าน
ขโมยทั้งสามคนปิดตาเธอไว้แล้วถามด้วยน้ำเสียงโกรธจัดว่า
“เธอจะขายสถานสงเคราะห์เด็กนั่นใช่ไหม?”
“ไม่ใช่ระ! ฉันจะทำอย่างนั้นได้ยังไง…”
เธอรีบอธิบาย แต่ขโมยทั้งสามไม่เชื่อ โยนเธอทิ้งไว้ในบ้าน แล้วคว้ากระเป๋าของเธอหลบหนีไป
แต่พอวิ่งออกมาข้างนอกก็พบว่า รถเสีย!
จนปัญญาแล้ว ทั้งสามจึงหนีเข้าไปหลบในบ้านร้างหลังหนึ่ง
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ นิยายก็ใกล้จบแล้ว เวลานี้เถาเหยียนเหยียนกลับช็อกจนพูดไม่ออก จ้องมองตัวอักษรนี้อย่างเหม่อลอย!
ขโมยสามคน? บุกปล้นบ้าน? รถเสีย? นี่มันไม่ใช่จุดเริ่มต้นของนิยายหรอกเหรอ!
ตอนจบของนิยายกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของนิยาย!?
เส้นเวลาบรรจบ อดีตและปัจจุบันเชื่อมเข้าหากัน!
ที่แท้หัวขโมยสามคนที่บุกเข้ามาปล้นบ้านก็คือแก๊งอัตสึยะสามคน!
ที่แท้พวกเขาปล้นนักธุรกิจหญิงก็เพราะเชื่อข่าวใส่ร้ายจากรักษาการผู้อำนวยการ!
ที่แท้นักธุรกิจหญิงประสบความสำเร็จได้ก็เพราะเมื่อหลายปีก่อนเธอได้รับคำแนะนำผ่านจดหมายจากแก๊งอัตสึยะทั้งสาม!
เป็นวัฏจักร! เรื่องราวทั้งหมดคือวงจร! ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป เรื่องนี้ก็จะไม่สมบูรณ์!
และเวลานี้ หัวขโมยทั้งสามยังไม่รู้เลยว่าพวกเขาคือจุดเริ่มต้นของวัฏจักร…
“ปู่เยโหวที่น่ากลัว!”
ก่อนหน้านี้เถาเหยียนเหยียนแค่รู้สึกชื่นชมปู่เยโหวที่สามารถควบคุมเส้นเวลาได้อย่างแนบเนียน และผูกเรื่องราวที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกันให้เชื่อมโยงถึงกันได้
แต่ตอนนี้ เถาเหยียนเหยียนไม่ได้แค่ชื่นชมแต่ถึงขั้นตะลึงงันเลยทีเดียว เพราะเรื่องราวทั้งหมดประกอบเข้าด้วยกันกลายเป็นวัฏจักร!
ประหนึ่งวงกลมที่สมบูรณ์แบบ! จะบอกว่าไม่มีจุดเริ่มหรือจุดจบก็ได้ หรือจะบอกว่าจุดเริ่มคือจุดจบก็ไม่ผิด!
กลับมาที่เนื้อหาในหนังสือ ค่ำคืนค่อยๆ ล่วงเลยไป ทั้งสามเริ่มถอนหายใจด้วยความรู้สึกหลากหลาย
“นี่เป็นค่ำคืนที่มีความหมายที่สุดในชีวิตฉันเลย”
“ไม่คิดเลยว่าคนอย่างพวกเราจะให้คำแนะนำเรื่องชีวิตกับคนอื่นได้เหมือนกัน”
“เหอะ” อัตสึยะหัวเราะเยาะ “ได้เงินไหมละ”
ในบรรดาหัวขโมยทั้งสาม อัตสึยะเป็นคนที่อารมณ์ร้ายที่สุด เขาไม่ได้อ่อนไหวเหมือนเพื่อนอีกสองคน แม้จะเป็นพวกปากแข็งใจอ่อนก็ตาม
ขณะนั้น ทั้งสามพูดคุยถึงเหตุการณ์ในคืนนี้
“ว่าแต่ ผู้หญิงที่เราปล้นมาชื่ออะไรนะ?”
“เธอเป็นนักธุรกิจหญิง ในกระเป๋าน่าจะมีนามบัตรบ้างแหละ”
ทั้งสามจึงหยิบกระเป๋าของนักธุรกิจหญิงคนนั้นมาดู แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอนามบัตร เจอเพียงจดหมายฉบับหนึ่งในกระเป๋า
จดหมาย? คืนนี้ช่างมีโชคชะตาผูกพันกับจดหมายซะเหลือเกิน แม้แต่ในกระเป๋าที่ปล้นมาก็ยังมีจดหมาย
ทั้งสามคนเปิดจดหมายด้วยความสงสัยใครรู้ แต่พอได้อ่านเนื้อหาข้างในก็ถึงกับช็อก!
‘ถึงร้านชำนามิยะ คุณยังจำได้ไหม? ฉันคือ ‘ลูกหมาหลงทาง’ ที่เขียนจดหมายมาหาคุณในช่วงฤดูร้อนปี 1980 คำทำนายเกี่ยวกับอนาคตของคุณเป็นจริงทั้งหมด ฉันขอบคุณคุณจากใจจริง หากไม่มีคำแนะนำของคุณก็คงไม่มีฉันในวันนี้ คุณคือผู้มีพระคุณตลอดกาลของฉัน บนเว็บไซต์บอกว่าวันนี้เป็นวันครบรอบ 33 ปีของการจากไปของคุณ ตอนที่ฉันเขียนจดหมายหาคุณคือเมื่อ 32 ปีก่อน แบบนี้ฉันก็คงเป็นคนสุดท้ายที่มาขอคำปรึกษาจากคุณ นี่อาจจะเป็นโชคชะตาอย่างหนึ่งก็ได้นะคะ ขอให้คุณหลับให้สบาย ลูกหมาหลงทางในวันวาน’
ลูกหมาหลงทาง!? ขโมยทั้งสามไม่กล้าอ่านต่อแล้ว!
พวกเขาเข้าใจความจริงในที่สุด และตระหนักได้ว่าการกระทำของตนมันช่างโง่เขลาและไร้สาระเพียงใด!
ที่แท้นักธุรกิจหญิงที่พวกเขาปล้น ก็คือ ‘ลูกหมาหลงทาง’ ที่เขียนจดหมายมาปรึกษาพวกเขา!
และเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ‘ลูกหมาหลงทาง’ ก็ทำตามคำแนะนำของพวกเขาจริงๆ จากคนชั้นต่ำของสังคมกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ และขอบคุณพวกเขาจากใจจริง!
แม้แต่พวกเขาก็ยังดูถูกตัวเอง ทั้งสามยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครพูดอะไรสักคำ
เวลาค่อยๆ ผ่านไป ฟ้าสว่างแล้ว แสงแรกของรุ่งอรุณส่องเข้ามาในร้านชำ คืนที่ยาวนานนี้ดูเหมือนจะสิ้นสุดลงเสียที
หัวขโมยทั้งสามไม่อาจบรรยายความรู้สึกของตัวเองออกมาเป็นคำพูด แต่พวกเขารู้แล้วว่าต่อไปต้องทำอะไร
พวกเขาจะไปแก้มัดให้ลูกหมาหลงทาง พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับความผิดที่ตัวเองก่อไว้ ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ควรรับผิดชอบ
ตอนนี้แสงอาทิตย์ส่องสว่างเจิดจ้า จู่ๆ อัตสึยะกลับหันหลังไปมองตู้จดหมายนั้นด้วยความอาวรณ์ ก่อนจะเดินไปเปิดมันอย่างแผ่วเบา
“มีจดหมาย?”
ในตู้จดหมายมีจดหมายฉบับหนึ่ง เป็นจดหมายจากคุณปู่นามิยะ ใจความว่า
“นี่คือคำตอบถึงเพื่อนที่ส่งกระดาษเปล่ามา หากไม่ใช่เจ้าของจดหมายฉบับนั้น โปรดวางมันกลับไว้ที่เดิม”
อัตสึยะนิ่งอึ้ง เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ก่อนหน้านี้ตนลองทดสอบว่าตู้จดหมายนั้นสามารถข้ามกาลเวลาได้จริงหรือไม่ จึงหย่อนจดหมายที่ไม่ได้เขียนอะไรลงไป เป็นแค่กระดาษขาวแผ่นหนึ่ง
แล้วจดหมายฉบับนั้น… ก็คือจดหมายที่แปลกที่สุดท่ามกลางจดหมายขอบคุณมากมายจากอนาคตที่คุณปู่นามิยะได้รับ
กระดาษเปล่าแผ่นนั้น สำหรับคุณปู่นามิยะ แม้แต่กระดาษขาวแผ่นเดียว เขาก็ยังตอบกลับ
เพราะสำหรับคุณปู่นามิยะ ทุกคนที่เขียนจดหมายมาหาเขา จริงๆ แล้วล้วนเป็นคนที่หลงทางอยู่บนเส้นทางชีวิต
และคนที่หลงทางเหล่านี้ แท้จริงแล้วพวกเขาต่างก็ถือแผนที่ชีวิตของตัวเองอยู่ในมือ เพียงแต่พวกเขาไม่เลือกที่จะดู หรือมองไม่เห็นมันเท่านั้นเอง
คุณปู่นามิยะตอบกลับว่า
‘แผนที่คือกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง แน่นอนว่ามันอาจทำให้ปวดหัว ใครๆ ก็อาจไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน แต่ถ้าเปลี่ยนมุมมอง จริงๆ แล้วก็เพราะเป็นกระดาษขาวจึงสามารถวาดแผนที่ได้ทุกอย่างตามที่ใจต้องการ สำหรับคุณทุกอย่างเป็นอิสระ ข้างหน้าคุณคือความเป็นไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด นี่แหละคือสิ่งที่ยอดเยี่ยม ฉันขออธิษฐานจากใจจริง ให้คุณเชื่อมั่นในตัวเอง และใช้ชีวิตของตัวเองอย่างไม่มีวันเสียใจ ต่อจากนี้ ฉันจะไม่ตอบคำปรึกษาอีกแล้ว ขอบคุณที่คุณถามคำถามที่มีค่ามากที่สุดในตอนท้าย ร้านชำนามิยะ’
อัตสึยะอ่านจดหมายนั้นไปพลางร้องไห้สะอื้นไม่เป็นเสียง และเรื่องราวก็สิ้นสุดลงตรงนี้
จู่ๆ เถาเหยียนเหยียนก็น้ำตาเอ่อคลอ